เรื่อง ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
จ้าวหนิงตระหนักดีว่าจ้าวชี่เยว่คลำพบหนทางแห่งมรรคผลแล้ว หากนางนำประกายปัญญานี้ไปถกกระบวนความกับจ้าวเสวียนจี ย่อมต้องรื้อโครงสร้างเคล็ดวิชาที่ถูกต้องออกมาได้อย่างไร้ที่ติ เขาจึงคร้านจะก้าวตามไปก้าวก่าย
อาศัยตบะญาณและวิสัยทัศน์ระดับราชันย์ของจ้าวเสวียนจี การพลิกแพลง 'เคล็ดวิชาชิงยวิน' ใหม่ตั้งแต่รากฐานจรดยอด ซ้ำยังสกัดแก่นแท้เพื่อเบิกทางสู่ระดับราชันย์ ย่อมง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ
สิ่งที่เรียกว่า 'ความรู้แจ้ง' ยามมืดบอด ต่อให้เพ่งพินิจสิ่งใดก็มีเพียงม่านหมอกพรางตา ทว่ายามใดที่สะเก็ดไฟแห่งปัญญาปะทุ การแหวกเมฆาเห็นตะวันก็เป็นเพียงเรื่องกล้วยๆ และสิ่งที่จ้าวหนิงมอบให้คนทั้งสอง... ก็คือสะเก็ดไฟจุดประกายนี้
จ้าวหนิงทิ้งตัวลงหน้าโต๊ะหนังสือ นัยน์ตาหลุบต่ำครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจรดพู่กันตวัดร่ายบันทึกความรู้แจ้งของ 'ท่าเท้ากระจกวารี'
รากฐานความยิ่งใหญ่ของตระกูลจ้าวค้ำยันด้วยสองเสาหลัก คือ 'เคล็ดวิชาชิงยวิน' และ 'ท่าเท้ากระจกวารี' วิถีบำเพ็ญเพียรเฉกเช่นการปั้นทหารกล้า ไพร่พลวัดกันที่ความเหี้ยมหาญ มิใช่อาศัยเพียงจำนวน
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลจ้าว ขอเพียงตบะญาณรุดหน้า ผนวกกับ 'ท่าเท้ากระจกวารี' ที่เสริมอานุภาพพลิกแพลง ยามปะทะเดือดบนสมรภูมิ โอกาสเด็ดหัวศัตรูย่อมพุ่งทะยาน
ยามรื้อโครงสร้าง 'เคล็ดวิชาชิงยวิน' ด้วยตบะญาณที่ยังต้อยต่ำ จ้าวหนิงทำได้เพียงแสร้งโง่งมชี้แนะจ้าวชี่เยว่อ้อมๆ ทว่าสำหรับ 'ท่าเท้ากระจกวารี' เขาสามารถสาดซัดความรู้แจ้งลงกระดาษได้อย่างหมดเปลือก ในเมื่อเวลานี้ทุกคนล้วนประจักษ์แก่ตาว่าเขาบรรลุวิชานี้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ จึงไร้ความจำเป็นต้องซุกซ่อนคมเขี้ยวอีกต่อไป
ตลอดทั้งวัน จ้าวชี่เยว่มิได้ย่างกรายกลับมาอีกเลย
จวบจนรุ่งอรุณของวันใหม่ ขณะที่จ้าวหนิงวางตะเกียบเตรียมตัวตั้งสมาธิเดินลมปราณ จ้าวชี่เยว่กับจ้าวเสวียนจีก็ก้าวฉับๆ เข้ามาในเรือน เค้าหน้าของทั้งสองแม้จะปรากฏรอยคล้ำ ทว่านัยน์ตากลับสาดประกายเจิดจ้าดุดัน จ้าวหนิงลอบยิ้มในใจ... พวกเขาสุมหัวหลอมกลั่นเคล็ดวิชาจนสำเร็จลุล่วงแล้วเป็นแน่
"'เคล็ดวิชาชิงยวิน' คือศิลาฤกษ์ของผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเรา อาศัยหยาดเหงื่อแรงกายของบรรพชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนสกัดเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาแห่งต้าฉี ตระกูลจ้าวผงาดจากตระกูลเล็กๆ ชายแดน ขึ้นแท่นขุนนางทหารอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ล้วนอาศัยวิชานี้เป็นบันไดขั้นแรก"
จ้าวเสวียนจีทรุดตัวลงนั่งด้วยท่าทีเบิกบาน หัวเราะก้องพลางกวักมือเรียกหลานทั้งสอง ก่อนจะทิ้งม้วนตำราที่ถูกเขียนแก้จนสมบูรณ์แบบลงตรงหน้าจ้าวหนิง "ใครจะคาดคิดว่า 'เคล็ดวิชาชิงยวิน' ในยามนี้ จะยังซ่อนช่องโหว่ให้ขัดเกลาได้อีก การที่ชายแก่เช่นข้าได้ฝากฝังรากฐานอันไร้เทียมทานให้ตระกูลจ้าวเช่นนี้ ต่อให้ตายไปก็ยืดอกสู้หน้าบรรพชนในปรโลกได้อย่างภาคภูมิ"
จ้าวหนิงกวาดสายตากลืนกินอักขระใน 'เคล็ดวิชาชิงยวิน' ฉบับใหม่อย่างรวดเร็ว
ทุกตัวอักษรเป็นไปตามหมากที่เขาวางไว้ เคล็ดวิชานี้ถูกยกระดับจนทะลุขีดจำกัดความสมบูรณ์แบบตามที่ตั้งใจ
"ด้วยคัมภีร์เล่มนี้ ภายในสิบปี ตระกูลจ้าวจะต้องก่อกำเนิดยอดคนระดับราชันย์เพิ่มอีกนับไม่ถ้วน ส่วนขุมกำลังระดับวิญญาณต้นกำเนิดย่อมทวีคูณเป็นเท่าตัว นี่คือลางบอกเหตุว่าตระกูลจ้าวเรากำลังจะเหยียบย่ำขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งอำนาจ"
จ้าวเสวียนจีหัวเราะร่าด้วยความปีติ นัยน์ตาฝ้าฟางที่ทอดมองจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่เอ่อล้นด้วยความชื่นชมและหวงแหน "ตระกูลจ้าวให้กำเนิดอัจฉริยะวิปลาสเช่นพวกเจ้าถึงสองคน ซ้ำยังเป็นสายเลือดโดยตรงของข้า ช่างเป็นวาสนาที่ฟ้าประทานมาให้โดยแท้"
จ้าวหนิงค้อมศีรษะถ่อมตน เอ่ยยกยอคล้อยตามจ้าวชี่เยว่ว่าทุกความสำเร็จล้วนเกิดจากบารมีและวิสัยทัศน์ของท่านปู่
ทว่าลึกๆ ในใจเขากระจ่างแจ้ง หากตระกูลจ้าวหมายจะเพาะพันธุ์ยอดฝีมือระดับราชันย์ภายในสามถึงห้าปี ลำพังตำรา 'เคล็ดวิชาชิงยวิน' เล่มเดียวย่อมมิอาจเสกสรรได้ดั่งใจนึก สิ่งที่ขาดหายคือทรัพยากรบำเพ็ญเพียรจำนวนมหาศาล... มหาศาลในระดับที่ขีดความสามารถของตระกูลจ้าวในยามนี้ไม่อาจเอื้อมถึง
นั่นหมายความว่าตระกูลจ้าวจำต้องกระชากความมั่งคั่งมาไว้ในกำมือให้มากกว่านี้ นี่คือหมากตาร้ายกาจอีกกระดานที่เขาต้องเตรียมลงมือ
เมื่อมองทะลุถึงแก่นแท้ จ้าวหนิงกลับมิได้รู้สึกอหังการหรือหลงระเริงเฉกเช่นจ้าวเสวียนจี
เพราะเขารู้เต็มอก... ณ ดินแดนม่อเป่ยอันห่างไกล มีอสุรกายอัจฉริยะที่พันปีจะถือกำเนิดสักคนกำลังซุ่มซ่อนู่ เคล็ดวิชาในมือของสัตว์ประหลาดผู้นั้น สามารถพลิกชะตาเผ่าคนเถื่อนที่ใกล้สูญพันธุ์และไร้ซึ่งขุมกำลังระดับราชันย์ ให้สามารถถ่มน้ำลายสร้างยอดคนระดับราชันย์ได้นับสิบชีวิตภายในเวลาเพียงสิบกว่าปี
ย้อนกลับไปก่อนที่ 'ราชันทุ่งหญ้า' ผู้นั้นจะผงาด ไม่เคยมีชนเผ่าหูหน้าไหนอาจหาญเหยียบย่ำแผ่นดินจงหยวน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการกลืนกินแคว้นทั้งเก้า ทว่าอสุรกายผู้นั้นคือผู้กรีดเลือดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ มันบดขยี้แสนยานุภาพของต้าฉีจนแหลกลาญ และสถาปนาเผ่าเทียนหยวนขึ้นเป็นมหาอำนาจเหนือหัวเพียงหนึ่งเดียวแห่งใต้หล้า
เพื่อบั่นคอศัตรูระดับนี้ จ้าวหนิงยังมีหมากอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องวาง ยิ่งต้องเผิญกับราชวงศ์ต้าฉีที่เน่าเฟะจากศึกสายเลือดภายในเช่นนี้ ภาระบนบ่าจึงหนักอึ้งและอาบย้อมไปด้วยคาวเลือด
ทว่าเขาหาได้รุ่มร้อนจนเสียการ หนทางสายนี้ต้องก้าวเดินด้วยความเหี้ยมโหดและเยือกเย็น เขามีความทรงจำจากอดีตชาติเป็นเข็มทิศ ขอเพียงร้อยเรียงแผนการให้รัดกุมไร้ช่องโหว่ จากนั้นค่อยๆ ลงดาบไปตามหมากกระดานอย่างเลือดเย็นก็เพียงพอ
ยามนี้ต้าฉียังคงสวมหน้ากากแห่งความรุ่งเรือง สั่งสมบารมีและความแกร่งกร้าวมานานนับร้อยปี ขอเพียงเขาสามารถรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของทั้งราชวงศ์มาไว้ในกำมือ การจะเหยียบย่ำเป่ยหูที่เพิ่งจะผงาด... ย่อมมิใช่เรื่องเพ้อฝัน
......
ย่านฝูหนิง ศูนย์กลางความพลุกพล่านแห่งเมืองหลวง แม้จะมิได้อาบกลิ่นคาวโลกีย์และแสงสีตระการตาเฉกเช่นตรอกผิงคังแหล่งเริงรมย์ ทว่าที่นี่กลับซ่อนกลิ่นอายเฉพาะตัว... นั่นคือดงโรงน้ำชาและเหล่านักเล่านิทานที่แทรกซึมู่ทุกหัวระแหง
ณ สถานที่แห่งนี้ ผู้คนสามารถดื่มด่ำกับตำนานเลือดทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการฟาดฟันบั่นคอของยอดขุนพลกลางสมรภูมิ หรือเรื่องราวรักใคร่ลึกซึ้งใต้เงาจันทร์ นิทานร้อยแปดพันเก้า ทั้งปลุกสันดานดิบหรือบีบคั้นน้ำตา ต่อให้นั่งฟังจนรากงอกก็ไม่มีวันหมด
ท่ามกลางดงโรงน้ำชา 'หออี้ผิ่น' ผงาดขึ้นมาโดดเด่นเหนือใคร มิใช่เพียงเพราะตาเฒ่านักเล่านิทานที่นี่มีท่าทีดุจเซียนหยั่งรู้ฟ้าดิน เล่าเรื่องราวพลิกแพลงชวนให้เลือดสูบฉีด แต่หัวใจหลักคือบรรดาปรมาจารย์ชงชา... ดรุณีแรกรุ่นรูปโฉมหยาดเยิ้ม ท่วงทีสง่างามราวกับเทพธิดาหลุดพ้นจากโลกีย์
เพียงสุ่มเลือกมาสักนาง ก็สามารถข่มบารมีนางโลมอันดับต้นๆ ในตรอกผิงคังให้หมองหม่นได้อย่างง่ายดาย
ในหมู่ยอดฝีมือชงชากว่ายี่สิบชีวิต ซูเยี่ยชิง ดรุณีวัยสิบหกปี คือยอดบุปผาที่แขกเหรื่อล้วนกระหายอยากยลโฉม ด้วยศิลปะการชงชาที่ไร้ผู้ต้าน ประกอบกับกิริยาแช่มช้อยเย้ายวนใจ คนธรรมดาสามัญแทบไม่มีบุญญาธิการได้เหยียบย่างเข้าใกล้
หากสวะคนใดมีวาสนาได้ลอบกลืนน้ำชาที่นางชงเพียงอึกเดียว พอกลับออกไปย่อมเอาไปพ่นน้ำลายโอ้อวดสหายได้ถึงสามวันสามคืน นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในวงเหล้า
บัดนี้ ภายในห้องหับมิดชิดบนชั้นสอง ซูเยี่ยชิงกำลังคุกเข่าพับเพียบบรรจงชงชาอย่างจดจ่อ เบื้องหน้านางคือชายหนุ่มร่างยักษ์อ้วนฉุราวกับหมูป่าตกมัน แม้จะสวมเสื้อคลุมยาวหลวมโคร่ง ก็ยังไม่อาจซ่อนกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ที่ปูดโปนดั่งหินผาบนท่อนแขนและแผงอก
มันแสร้งวางมาดนั่งหลังตรงทำทีเป็นตั้งใจฟังนิทาน ทว่าหางตาประหลับประเหลือกคอยลอบกลืนกินทรวดทรงของซูเยี่ยชิงู่ทุกลมหายใจ ทว่ามันกลับสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายท่าทางเหม่อลอยคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง แววตาหม่นเศร้าดุจมีเรื่องหนักอึ้งทับถมู่ในใจ ทำเอาตัวมันเองรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน
ย้อนไปยามที่มันมาฟังนิทานก่อนหน้านี้ ซูเยี่ยชิงมักจะปรนนิบัติพัดวีอย่างเอาใจใส่ รอยยิ้มพริ้มเพราดุจดอกบัวแรกแย้มไม่เคยจางหายไปจากใบหน้า แล้วช่วงหลายวันนี้มันเกิดเรื่องระยำอันใดขึ้น
กระทั่งถ้วยชาถูกเลื่อนมาจ่อตรงหน้า ความอดทนของคุณชายร่างยักษ์ก็ขาดผึง มันยกถ้วยชาขึ้นสาดลงคอ แสร้งกระแอมไอสองสามคำ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้พยายามดัดให้ดูอบอุ่น "แม่นางซูมีเรื่องหมองใจอันใดงั้นรึ"
ซูเยี่ยชิงเม้มริมฝีปากลังเลชั่วครู่ ท้ายที่สุดก็รีดเค้นความกล้า เงยหน้าขึ้นสบตาคุณชายอ้วนฉุ "คุณชายเว่ย... ท่านกับคุณชายจ้าวเป็นสหายสนิทกันใช่หรือไม่เจ้าคะ"
เว่ยอู๋เซี่ยน ผู้มีเรือนร่างกำยำดั่งกระทิงเปลี่ยว ยกมือหนาเตอะขึ้นเกาหัวแกรกเมื่อได้ยินคำถาม "คุณชายจ้าวที่แม่นางซูเอ่ยถึง... คือสหายที่มากับข้าเมื่อคราวก่อนใช่หรือไม่"
"ใช่เจ้าค่ะ"
"ตระกูลของเราทั้งสองคบค้าสมาคมกันมาหลายชั่วอายุคน เรียกว่าสหายสนิทก็คงไม่ผิด"
"เช่นนั้น... คุณชายเว่ยพอจะล่วงรู้หรือไม่ ว่าเหตุใดช่วงนี้คุณชายจ้าวถึงไม่แวะเวียนมาเลย"
ใบหน้าของเว่ยอู๋เซี่ยนแข็งค้างราวกับถูกสกัดจุด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้างทื่อ "เจ้านั่นเพิ่งรอดตายกลับมาจากเมืองไต้โจว ช่วงนี้กำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียร"
"ถ้าเช่นนั้น... หากคุณชายจ้าวออกจากด่านบำเพ็ญเพียรเมื่อใด คุณชายเว่ยพอจะลากตัวเขามาด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ"
เว่ยอู๋เซี่ยนรู้สึกราวกับถูกมีดแทงอก ภายในใจบีบรัดด้วยความอึดอัดและริษยา ผ่านไปอึดใจใหญ่ถึงเค้นเสียงลอดไรฟัน "เจ้านั่นเกลียดการฟังนิทานเป็นที่สุด"
"แล้วการดื่มชาล่ะ... ไม่ชอบเหมือนกันหรือเจ้าคะ" ซูเยี่ยชิงรุกเร้า นัยน์ตากลมโตสั่นระริกด้วยความประหม่า เห็นได้ชัดว่านางหวาดกลัวคำปฏิเสธ ราวกับว่าคำตอบนั้นจะกระชากความหวังสุดท้ายของนางให้แหลกสลาย
"พูดตามตรง... ชามันก็ไม่ชอบ" เว่ยอู๋เซี่ยนแทบอยากจะตะโกนใส่หน้านางว่า สหายเวรนั่นวันๆ เอาแต่ซดสุรา ที่โผล่หัวมาคราวก่อนก็เพราะเมาหยำเปมาจากหอเยี่ยนไหล เลยต้องมาดื่มชาสร่างเมาที่นี่ต่างหาก
ใบหน้าของซูเยี่ยชิงซีดเผือดไร้สีเลือด นางขบกัดริมฝีปากแน่น ผ่านไปเนิ่นนานจึงก้มหน้าเอ่ยเสียงสั่น "เช่นนั้นเขาโปรดปรานสิ่งใดหรือเจ้าคะ ข้า... ข้าสามารถค่อยๆ ฝึกฝนเรียนรู้ได้"
เรียนรู้อันใด หมักสุรางั้นรึ นั่นมันไม่ใช่วิสัยที่โฉมงามสมควรแปดเปื้อนสักนิด! เว่ยอู๋เซี่ยนรู้สึกขมขื่นปานกลืนยาพิษ ไม่รู้ผี-่าซาตานตนใดเข้าสิงถึงได้หลุดปากตะโกนออกไป "อันที่จริง... ข้าเองก็เกลียดการดื่มชา ซ้ำยังขยะแขยงการฟังนิทานด้วยซ้ำ"
ซูเยี่ยชิงเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วฉงน "หากเป็นเช่นนั้น... เหตุใดช่วงหลายวันนี้ คุณชายถึงถ่อมาร้านน้ำชาทุกวี่ทุกวันเล่าเจ้าคะ"
เผชิญหน้ากับดวงตากลมโตไร้เดียงสาของหญิงสาว เว่ยอู๋เซี่ยนหน้าแดงเถือกเป็นลูกตำลึง อ้าปากพะงาบๆ หายใจติดขัด สรรหาคำแก้ตัวไม่ทัน
"นี่ยังไม่กระจ่างอีกรึ เจ้าหมูอ้วนนี่มันหลงเสน่ห์แม่นางซูเข้าเต็มเปาแล้วน่ะสิ"
น้ำเสียงยียวนดังก้องขึ้นจากด้านหลัง ผู้ที่ก้าวอาดๆ เข้ามาคือคุณชายหนุ่มในชุดหรูคาดเข็มขัดหยก ท่วงท่าหล่อเหลาพลิ้วไหว ในมือขยับพัดจีบไปมา สีหน้ายิ้มกริ่มราวกับล่วงรู้สันดานดิบของสรรพสิ่ง
หากมิใช่เพราะเรือนร่างที่ซูบผอมราวกับซากศพ ผนวกกับโหนกแก้มปูดโปนที่ทำลายโครงหน้าไปจนสิ้น ท่าทีเช่นนี้ก็คงคู่ควรกับคำสรรเสริญ 'ดุจหยกประดับหล้า คุณชายไร้ผู้ทัดเทียม' ได้ไม่อายปาก
สิ้นคำเย้ยหยัน ก้นของเว่ยอู๋เซี่ยนก็คล้ายถูกเข็มพิษทิ่มแทง มันดีดตัวผุดลุก ร่างอ้วนฉุพลันพลิ้วไหวดุจวานร กระโจนข้ามโต๊ะน้ำชาไปหยัดยืนประจันหน้าคุณชายร่างผอม ฝ่ามือหนาปานใบลานตะปบปิดปากอีกฝ่ายไว้แน่นหนาราวคีมเหล็กโดยไม่รั้งรอให้พ่นถ้อยคำใดต่อ
"แม่นางซู อย่าได้เก็บคำผายลมของมันมาใส่ใจ..." เว่ยอู๋เซี่ยนหันขวับมาแก้ตัวเสียงหลง เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงทำหน้างุนงง เพลิงว้าวุ่นในอกจึงค่อยมอดดับลง มันรีบปั้นหน้าขึงขังประกาศกร้าว "ข้าเพียงหลงใหลในศิลปะชงชาของแม่นางต่างหาก จึงได้เพียรฝึกปรือรสนิยมการจิบชาขึ้นมาใหม่"
คุณชายร่างผอมปัดมือเว่ยอู๋เซี่ยนทิ้งอย่างไม่ไยดี พลางสบถด้วยความขยะแขยง "อย่าเอาตีนหมูโสมมของเจ้ามาแปดเปื้อนตัวข้า"
ซูเยี่ยชิงชะเง้อคอมองข้ามไหล่คุณชายร่างผอมไปด้านหลัง
หลายคราที่ผ่านมา สหายเสเพลทั้งสามมักกอดคอปรากฏตัวพร้อมหน้าเสมอ
ทว่าครานี้ เบื้องหลังชายร่างผอมกลับว่างเปล่าไร้เงาผู้ใด เมื่อไร้เงาของบุรุษที่เฝ้าถวิลหา แววตาเปี่ยมหวังของซูเยี่ยชิงก็พังทลายลงเหลือเพียงความหม่นหมอง นางฝืนปั้นรอยยิ้มจืดชืด "คุณชายเฉิน เชิญนั่งเจ้าค่ะ" ก่อนจะรีบจ้ำเท้าหลบลี้ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
คล้อยหลังโฉมงาม เว่ยอู๋เซี่ยนก็คร้านจะเสวนาต่อ มันทิ้งตัวแผ่หลาลงบนเก้าอี้พลางพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่
"ดูสภาพเจ้าสิ เป็นถึงซื่อจื่อแห่งจวนลู่กั๋วกงผู้ทรงเกียรติ สายเลือดขุนพลอนาคตไกล กลับมานั่งอมทุกข์เพราะหลงใหลแม่ค้าชงชาต้อยต่ำ หากถูกใจนักก็แค่หอบเงินไปฟาดหัวแล้วลากตัวกลับจวนก็สิ้นเรื่อง หรือถ้าอยากไว้หน้าสักหน่อย ก็จัดขบวนสินสอดไปรับเป็นอนุภรรยาก็จบ เหตุใดต้องมานั่งอมทุกข์เป็นหญิงม่ายในห้องหอให้เสียศักดิ์ศรี"
เฉินอันจือคลี่พัดจีบโบกพรึ่บๆ รินชาสาดลงคอตัวเองรวดเดียวสามถ้วยติด ถึงพอจะสะกดกลั้นความสมเพชเหยียดหยามในอกลงได้
"ทำเยี่ยงนั้นไม่ได้เด็ดขาด" เว่ยอู๋เซี่ยนนอนครางโอดครวญ
"นี่โรงน้ำชาชั้นต่ำกล้าปฏิเสธเชียวรึ ดี! วันนี้ข้าจะกระซวกโรงน้ำชานี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง ลากตัวแม่นั่นมาประเคนให้เจ้าถึงเตียงเอง" สิ้นคำเฉินอันจือก็ผุดลุกขึ้นยืน มือคว้าหมับเข้าที่ด้ามกระบี่อ่อนข้างเอวพร้อมกระชากออกมาระราน
เว่ยอู๋เซี่ยนรีบถลาเข้าไปตะครุบตัวสหายระห่ำผู้นี้ไว้ มันรู้ไส้รู้พุงความวิปลาสกระหายเลือดของเจ้านี่ดี หากไม่รีบสกัดกั้น มีหวังได้เกิดเรื่องนองเลือดขึ้นจริงๆ
กว่าจะฉุดกระชากลากถูอีกฝ่ายกลับมานั่งก้นติดเก้าอี้ได้ เว่ยอู๋เซี่ยนก็สบถอย่างหัวเสีย "หน้าฉากเอ็งคือบัณฑิตอนาคตไกลแห่งตระกูลปราชญ์ แต่สันดานไยถึงได้บ้าเลือดคลั่งการเข่นฆ่านักวะ เอะอะอะไรก็ชักดาบกะซวก เรามานั่งหารือกันด้วยปัญญาไม่ได้รึไง"
"หารือบิดาเจ้าสิ มีอันใดให้ต้องเสวนา หลายปีมานี้สามสหายเสเพลอย่างพวกเราเดินกร่างคับเมืองเยี่ยนผิง แม้จะไม่ถึงขั้นปล้นฆ่าข่มขืน แต่ก็กระทืบชาวบ้านชาวช่องเป็นว่าเล่นแทบทุกวัน"
"ในดงตระกูลขุนนางเมืองหลวง มีหัวกบาลไหนบ้างที่ไม่เคยโดนพวกเราจับกดน้ำครำ ชื่อเสียงพวกเราเหม็นโฉ่ไปทั่วทั้งบางแล้ว ยามนี้เจ้าเสือกจะมาแสร้งดัดจริตเป็นวิญญูชนเนี่ยนะ"
เฉินอันจือคลี่พัดโบกพรึ่บๆ ระบายอารมณ์อีกระลอก ภายในอกมันร้อนรุ่มดั่งไฟสุม ทว่าหาใช่เพราะสันดานอันธพาลกำเริบ หากแต่เบื้องลึกเบื้องหลังของความหงุดหงิดนี้... มีเรื่องคอขาดบาดตายซุกซ่อนู่
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??