เรื่อง ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
สวีืหย่วนปใจเ เขาิใ่ขุนพลเถื่อนไร้สมองจากฝ่ายบู๊ ทุกสรรพสิ่งล้วนต้องมีแบบแผน กระบวนการโสมมเพียงใดหาใช่เรื่องสำคัญ ผลลัพธ์สุดท้ายต่างหากคือความจริงแท้... นี่คือ 'ยุทธวิธี'
บนสังเวียน อู๋จวิ้นควงดาบสันหนาพุ่งทะยาน รังสีดาบสาดซัดถักทอแน่นหนาจนหยาดน้ำไม่อาจเล็ดลอด คมดาบตวัดวาดเป็นเส้นโค้งดุจเพลิงผลาญ ก่อตัวเป็นโดมเงาดาบขนาดยักษ์ครอบคลุมร่าง ประดุจรถศึกหุ้มเกราะหนามพร้อมบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง
'ดาบเก้าห่วงวัฏจักร' ถือเป็นดาวข่มทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าวอย่างแท้จริง
วิชาทวนเน้นความดุดันเหี้ยมหาญ ทุกท่วงท่าคือการทะลวงฟัน แฝงกลิ่นอายประจัญบานแตกหักกลางสมรภูมิ หากไม่เด็ดหัวศัตรูก็ยอมทิ้งชีวิต ส่วนวิชาดาบนั้นรุกรับสมบูรณ์แบบ ยามตั้งรับหนักแน่นดุจบรรพต ยามทะลวงบุกดุดันดั่งไฟลามทุ่ง สอดคล้องกับหลักพิชัยสงคราม
หากทวนทะลวงค่ายไม่อาจเจาะทะลวงเผด็จศึกในดาบแรก และถูกวังวนเงาดาบสกัดกั้น คมทวนจะติดหล่มในห้วงมฤตยู เมื่ออู๋จวิ้นประชิดตัว ทวนยาวเทอะทะย่อมสิ้นความพลิ้วไหว หมดทางปัดป้อง-่าฝนดาบที่สับกระหน่ำลงมา
พลังรบของอู๋จวิ้นร้ายกาจเพียงใด จ้าวหนิงในชาติปางก่อนย่อมประจักษ์แก่ใจดี
ด้วยรากฐานฝึกปรือที่พังทลายของจ้าวหนิงในอดีต อู๋จวิ้นจึงเหยียบระดับวิญญาณต้นกำเนิดตัดหน้าไปเนิ่นนาน ยามกรีธาทัพห้ำหั่นเผ่าเป่ยหู ดาบของอู๋จวิ้นดื่มด่ำโลหิตยอดฝีมือต่างแดนไปนับไม่ถ้วน นำทัพบดขยี้ศัตรูคว้าชัยเหนือสมรภูมิครั้งแล้วครั้งเล่า
ความชอบสะท้านแผ่นดิน ส่งให้ตระกูลอู๋ทวงคืนบรรดาศักดิ์โหว ผงาดคืนสู่ความรุ่งโรจน์อีกครา
โดยเฉพาะยามที่อู๋จวิ้นทะลวงสู่ระดับราชันย์ ท่วงท่ายอดขุนพลไร้เทียมทานกึกก้องใต้หล้า 'ดาบเก้าห่วงวัฏจักร' ในมือเขากลายเป็นฝันร้ายสลักกระดูกของผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหู
ถึงขั้นมีคำกล่าวว่า เพียงเงาดาบเก้าห่วงวัฏจักรประกายขึ้น ทัพหน้าเป่ยหูก็ขวัญหนีดีฝ่อ ล่าถอยโดยไม่กล้าปะทะ
สิบปีแห่งสงครามใหญ่ที่ต้าฉีพ่ายยับถอยร่น อู๋จวิ้นคือหนึ่งในเสาหลักหยิบมือที่ยัดเยียดความปราชัยและความยากลำบากให้เป่ยหู และเพราะยอดขุนพลเดนตายกลุ่มนี้ ต้าฉีจึงหยัดยืนต้านทานคมเขี้ยวทัพม้าเป่ยหูมาได้ถึงสิบปีเต็ม
ต้าฉีมียอดอัจฉริยะล้นแผ่นดิน ทว่าอู๋จวิ้นคือยอดคนแห่งยุคอย่างไร้ข้อกังขา ดาวรุ่งรุ่นเยาว์ที่ทาบรัศมีเขาได้ในยามนี้มีเพียงหยิบมือ ความแตกฉานในดาบเก้าห่วงวัฏจักรย่อมไม่อาจดูเบา
สภาวการณ์เช่นนี้ อู๋จวิ้นคือยอดศัตรูตัวฉกาจของจ้าวหนิงอย่างแท้จริง
บรรดาตัวแทนตระกูลใหญ่บนอัฒจันทร์ต่างกลั้นหายใจ จับจ้องรอชมการต่อสู้อันดุเดือดสูสี
"จ้าวหนิง มารับกรรมชดใช้ความเห็นแก่ตัวของตระกูลเจ้าเสีย" อู๋จวิ้นบุกประชิด ท่ามกลางเงาดาบหนาทึบดุจฝูงตั๊กแตนมฤตยู พลันตวัดฟาดรังสีดาบสายหนึ่งหมายผ่าแสกหน้าจ้าวหนิง
มุมปากจ้าวหนิงกระตุกรอยยิ้มเย็นเยียบ
อู๋จวิ้นไม่มีทางรู้เลยว่า มัจจุราชที่มันกำลังเผชิญหน้า คือจ้าวหนิงผู้หวนคืนจากความตายถึงสองชาติ
จ้าวหนิงรีดเค้นปราณแท้เต็มสูบ นัยน์ตาจับจ้องทิศทางแม่นยำ ก่อนบิดข้อมือแทงทวนยาวสวนกลับสุดแรงเกิด
เปรี้ยง!
เสียงโลหะปะทะดังกัมปนาทแสบแก้วหู รังสีดาบที่กำลังฟาดฟันลงมาโดนกระแทกจนสะบัดหงายไร้ทิศทาง สิ่งที่ปลิวหลุดการควบคุมตามไป... คือท่อนแขนที่กำดาบของอู๋จวิ้น
ยามทวนทะลวงค่ายพุ่งทะยาน อานุภาพทั้งมวลจะรวมศูนย์อยู่ที่ปลายคม คมหอกทะลวงเข้ากระแทกโกร่งดาบอย่างพอดิบพอดี ปราณแท้ปะทุระเบิดในพริบตา พลังทำลายล้างระดับเจาะเกราะทะลวงศิลา ลำพังเรี่ยวแรงข้อมือมนุษย์จะเอาสิ่งใดมาต้านทาน
ชั่วพริบตาที่ดาบหลุดการควบคุม โดมเม่นหนามรอบกายอู๋จวิ้นก็แตกซ่านอันตรธาน ใบหน้าโอหังพลันซีดเผือดไร้สีเลือด
พริบตาแห่งความเป็นตาย อู๋จวิ้นหมายกระชากดาบกลับมาตั้งรับ ทว่าจ้าวหนิงมีหรือจะปรานี มือซ้ายกดด้ามทวน ผสานแรงส่งจากมือขวาตวัดวาดกวาดฟาดดุจขุนเขา คมทวนพุ่งตบเข้าแสกหน้าอีกฝ่ายทันควัน
อู๋จวิ้นเบิกตาโพลงด้วยความหวาดตระหนกสุดขีด รีบแอ่นหลังหลบคมหอกมฤตยูไปได้อย่างหวุดหวิด ทว่ายังไม่ทันดีดตัวหนี จ้าวหนิงที่อ่านหมากไว้ล่วงหน้าก็พุ่งประชิดตัว กระแทกศอกขวาอัดเข้ากลางอกมันอย่างจัง
พลั่ก!
เสียงกระดูกลั่นทึบหนัก ร่างของอู๋จวิ้นปลิวละลิ่วกระแทกพื้นลานประลองสั่นสะเทือน เจ็บร้าวหน้าอกจนแทบสิ้นใจ โลหิตข้นคลั่กพุ่งพรวดออกจากปาก
ปลายทวนเย็นเยียบของจ้าวหนิง จ่อชะงักห่างจากเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอเพียงเส้นผมกั้น
อู๋จวิ้นเบิกตาค้างจ้องมองจ้าวหนิงที่ก้มลงมาสบตาด้วยแววตาไร้ก้นบึ้ง สติสัมปชัญญะขาวโพลน ไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้อันหมดจดนี้ ไร้หนทางตอบโต้ ไร้ข้ออ้างใดให้กลืนน้ำลาย
"เจ้า... นี่ไม่ใช่กระบวนทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าว"
อู๋จวิ้นตระหนักว่าตนพ่ายแพ้ยับเยินต่อหน้าธารกำนัล ทั้งอดสูและเคียดแค้นจนขอบตาแดงก่ำ ผ่านไปเนิ่นนานจึงเค้นถ้อยคำลอดไรฟันออกมาได้
จ้าวหนิงแค่นหัวเราะเยือกเย็น คร้านจะเสวนาไร้สาระ ปรายตามองขุนนางผู้ตัดสิน
"จ้าวหนิง... เป็นผู้ชนะ" ขุนนางผู้ตัดสินที่อ้าปากค้างรีบหุบปากฉับ ประกาศผลชี้ขาดทันที
สาเหตุที่เขาตื่นตะลึง หาใช่เพราะความเร็วในการจบศึก—เขาเริ่มชินชากับการที่จ้าวหนิงเด็ดหัวศัตรูในกระบวนท่าเดียวแล้ว—แต่เป็นเพราะทวนแรกนั่น ทวนที่มองทะลุข่ายดาบมฤตยู แทงเจาะโกร่งดาบอย่างแม่นยำ ทำลาย 'ดาบเก้าห่วงวัฏจักร' ลงในพริบตา สายตาเฉียบขาดและความบ้าบิ่นระดับนี้ แม้แต่ยอดฝีมือวิญญาณต้นกำเนิดอย่างเขายังต้องละอาย
"สองทวนหนึ่งศอก... จ้าวหนิงบดขยี้เร็วปานนี้เชียวรึ นี่มันปีศาจชัดๆ"
"อู๋จวิ้นคือยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเจียงโย่วเชียวนะ มันแพ้หมดรูปปานนี้เลยรึ"
"กระบวนดาบอู๋จวิ้นรัดกุมไร้ช่องโหว่แท้ๆ ไฉนจึงถูกจ้าวหนิงใช้ทวนเดียวทะลวงแตกได้"
ยอดอัจฉริยะฝั่งบุ๋นรอบกายสวีืหย่วน มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหงื่อเย็นเยียบซึมชื้นแผ่นหลัง
จ้าวหนิงในยามนี้แผ่รังสีคุกคามจนพวกมันหนาวสะท้านถึงขั้วกระดูก ยิ่งนึกสภาพว่าตนต้องขึ้นไปยืนหยัดเผชิญหน้ามัจจุราชผู้นี้ หัวใจก็ยิ่งจมดิ่งลงเหว
"ทวนแรกของจ้าวหนิง แทงเจาะจุดตายของดาบเก้าห่วงวัฏจักรอย่างแม่นยำ... ิใ่เคล็ดวิชาดาบอ่อนด้อย แต่เป็นอู๋จวิ้นที่ยังฝึกฝนไม่ถึงแก่นแท้"
หยางเหยียนกว่าง ผู้นำตระกูลหยาง จ้องมองลานประลองด้วยแววตาวูบไหว ขบคิดในใจ... ทั้งคู่ก้าวสู่ระดับคุมปราณขั้นกลาง ซ้ำยังอายุสิบหกปีเท่ากัน ทว่าทักษะสังหารที่จ้าวหนิงสำแดงออกผ่านปลายทวน กลับเหยียบย่ำอู๋จวิ้นจนจมดิน ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว นี่ต่างหากคือเบื้องหลังชัยชนะดุจสายฟ้าแลบ
ยิ่งคิด จิตใจหยางเหยียนกว่างยิ่งว้าวุ่น
สัญชาตญาณนักฆ่า ประสบการณ์รับมือความตาย และไหวพริบพลิกแพลงชั่วพริบตาที่จ้าวหนิงแสดงออก ห่างไกลจากคำว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ไปไกลลิบ ทว่ากลับสะท้อนภาพขุนพลเดนตายที่อาบโลหิตฝ่าสมรภูมิมานับสิบปีเสียมากกว่า
ลองถามใจเ หากเขาไปยืนอยู่ในจุดนั้น เผชิญพายุดาบของอู๋จวิ้น ลำพังตัวเขาเองก็ไม่อาจจัดการได้หมดจดถึงเพียงนี้
หยางเหยียนกว่างหันมองหลานสาว ริมฝีปากขยับคล้ายอยากเอ่ยสิ่งใดทว่ากลับกลืนลงคอ
หนนี้หยางเจียนีเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบเยือกเย็น "สัญชาตญาณสังหารระดับนี้ ย่อมเกิดจากการหล่อหลอมบนเส้นด้ายความเป็นตาย เดาได้ไม่ยากว่าเขาหาใช่คุณชายเสเพลตามข่าวลือ แต่ซุ่มกรำศึกฝึกปรืออย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืน ที่แสร้งทำเป็นหลงใหลบุตรบุญธรรมอย่างจ้าวยวี่เจี๋ย เกรงว่าเป็นเพียงฉากหน้าตบตาคน"
หยางเหยียนกว่างสูดลมหายใจหนาวเหน็บ "มิน่าเล่า... ยามจ้าวยวี่เจี๋ยแว้งกัด ไอ้หนูจ้าวหนิงถึงไหวตัวทัน ที่แท้มันก็สวมบทคนโง่หลอกใช้ทุกคน ไอ้เด็กนี่ซ่อนคมลึกปานนี้เพื่อสิ่งใดกัน"
"ไม่อาจหยั่งรู้ได้" หยางเจียนีตอบฉับไว
จังหวะที่หยางเหยียนกว่างนึกว่าบทสนทนาจบลง นางพลันเอ่ยต่อ
"แต่ข้าตระหนักได้เรื่องหนึ่ง"
"เรื่องอันใด"
"ข้าประเมินพลาดไป"
"พลาดตรงที่ใด"
"วันนี้จ้าวหนิง... จะไม่พ่ายแพ้"
หยางเหยียนกว่างนิ่งขึง
ยามนี้เขาเริ่มรื้อกระดานความคิดใหม่ทั้งหมด
ผลงานประจักษ์ชัด ฉายายอดอัจฉริยะในรอบศตวรรษแห่งตระกูลจ้าวิใ่คำกล่าวเกินจริง หากตระกูลจ้าวไม่สะดุดขาล้ม ภายภาคหน้าอำนาจบารมีฝ่ายทหารย่อมยิ่งใหญ่สะท้านฟ้า การที่ตนแอบไปยื่นมือรับไมตรีตระกูลซุน เป็นการเดินหมากพลาดหรือไม่ ควรตัดไฟแต่ต้นลมทันทีเลยหรือเปล่า
"พี่หนิงรู้ซึ้งกระบวนดาบเก้าห่วงวัฏจักรทะลุปรุโปร่งปานนี้ หรือว่าแอบไปประลองฝีมือกับคนตระกูลอู๋มานับไม่ถ้วน ข้าไม่เคยระแคะระคายเลยแฮะ"
เว่ยอู๋เซี่ยนมองชัยชนะนี้ในมุมของตน หากมองข้ามทักษะสังหาร การที่จ้าวหนิงใช้ทวนเดียวทะลวงข่ายดาบได้ ย่อมแปลว่าอีกฝ่ายต้องเคี่ยวกรำศึกษาวิชาดาบเก้าห่วงมาอย่างลึกซึ้ง
หลังบดขยี้อู๋จวิ้น จ้าวหนิงกระดกโอสถเผยหยวนกลืนลงคอหนึ่งเม็ด
ศึกที่ผ่านมาแม้มองดูเด็ดขาดง่ายดาย ทว่าทุกกระบวนท่าล้วนรีดเร้นพลังแท้สุดขีดจำกัด ปราณในร่างถูกสูบไปไม่น้อย การชิงฟื้นฟูพลังแต่เนิ่นๆ คือหลักประกันรอดชีวิต ย่อมดีกว่าปล่อยให้ปราณเหือดแห้งแล้วค่อยดิ้นรน
ผู้ท้าชิงคนที่ห้าก้าวขึ้นสังเวียน เป็นคุณหนูตระกูลบุ๋น ใบหน้าจิ้มลิ้ม รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
พอก้าวขึ้นเวที นางก็โปรยยิ้มหยาดเยิ้ม เอ่ยเสียงหวานหยดย้อยดุจนกขมิ้น "คุณชายจ้าว ผู้น้อยได้ยินกิตติศัพท์บุรุษหยกผู้ถนอมบุปผามาเนิ่นนาน ศึกนี้... ท่านคงจะออมมือให้ผู้น้อยบ้างใช่หรือไม่เจ้าคะ"
จ้าวหนิงแย้มยิ้มละมุน "ไม่"
คุณหนูตระกูลบุ๋นหน้าม้าน รอยยิ้มแข็งค้างตระหนักได้ว่าบุรุษตรงหน้าหาได้ล้อเล่น นางแค่นเสียงสะบัดหน้า เดินลงจากเวทีทันที "ข้ายอมแพ้"
นางอยู่เพียงระดับคุมปราณขั้นต้น ฝืนสู้ไปก็มีแต่รนหาความอัปยศ
นับจากสตรีผู้นี้เป็นต้นมา เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นต้นล้วนหน้าถอดสี ทยอยชิงประกาศสละสิทธิ์กันเป็นทิวแถว
ใช่ว่าระดับขั้นต้นจะไร้ยอดฝีมือ ทว่าบางคนเพิ่งจะเหยียบวัยสิบหก สิ่งที่ตามหลังคือระดับพลัง แต่ขนาดอัจฉริยะขั้นกลางอย่างอู๋จวิ้น ซ้ำยังมีเคล็ดวิชาดาวข่มอยู่ในมือ ยังถูกจ้าวหนิงตบคว่ำในพริบตา หากพวกมันยังฝืนดึงดันขึ้นไป ย่อมเท่ากับเอาคอไปพาดเขียงเปล่าๆ
คู่ต่อสู้ของจ้าวหนิง... มลายหายไปกว่าครึ่งกระดาน
กลุ่มผู้ท้าชิงจากเดิมสองร้อยชีวิต ยามนี้หดหายเหลือเพียงร้อยเศษ ทว่าจำนวนนี้ยังคงมหาศาล ภายใต้ยุทธวิธีหมาหมู่ผลัดกันขึ้นมากลุ้มรุม หากจ้าวหนิงคิดจะเหยียบย่ำไปจนถึงวินาทีสุดท้าย มีเพียงกฎเหล็กข้อเดียวที่ต้องรักษาเท่าชีวิต
ห้ามหลั่งเลือดเด็ดขาด
เคราะห์ดีที่กฎประลองอนุญาตให้พักหายใจสองเค่อ ซ้ำเมื่อเด็ดหัวศัตรูได้หนึ่งคน ยังได้รับโอสถเผยหยวนล้ำค่า ขอเพียงไร้รอยแผลและรักษาสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ เขาย่อมบดขยี้พวกมันได้เรื่อยๆ
ทว่าหากร่างของเขาปรากฏบาดแผลแรก และหยาดโลหิตเริ่มรินไหล ฝูง 'เหลือบไร' เหล่านั้นย่อมได้กลิ่นคาวเลือด แห่กันมารุมทึ้งกัดกิน บีบให้เขาบาดเจ็บซ้ำซาก โลหิตไหลรินไม่หยุด สุดท้ายย่อมถูกสูบวิญญาณจนแดดิ้น
ต้องรับมือยอดฝีมือระดับเดียวกันกว่าร้อยชีวิต หากจ้าวหนิงพลาดพลั้งไม่อาจรักษาความสมบูรณ์พร้อมได้แม้แต่เสี้ยววินาที ย่อมหมายถึงการตกม้าตาย ความเหนื่อยยากทั้งหมดแหลกสลายเป็นเถ้าถ่าน
"ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีสกปรกอันใด ต้องสับให้มันหลั่งเลือดให้จงได้" สวีืหย่วนฟังเสียงหวาดผวาของบรรดาสุนัขรับใช้รอบกาย ใบหน้าพลันบิดเบี้ยววิปริต
เฝ้าดูความอำมหิตมาจนถึงบัดนี้ ความหวาดผวาในใจมันทะยานพุ่งไม่ต่างจากคนเหล่านี้ ความโอหังที่คิดว่าถือ 'กระบี่ดอกเหมย' แล้วจะเหยียบหัวจ้าวหนิงได้ แตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
มันถลึงตาอำมหิตจ้องมองทายาทขุนนางบุ๋นที่กำลังจะขึ้นเวที "ฟ่านอี้ จางเหยี่ยน ข้าขอเตือนไว้ตรงนี้ หากพวกเจ้ากระชากเลือดจ้าวหนิงไม่ได้ พวกท่านลุงท่านอาในตระกูลของพวกเจ้า... เตรียมตัวเก็บข้าวของไสหัวออกจากหกกระทรวงไปได้เลย"
"บนเวทีมีตาเฒ่าระดับวิญญาณต้นกำเนิดคุ้มหัวอยู่ พวกเจ้าไม่ตายหรอก ผู้ใดกล้าหดหัวออมมือ ข้าจะสับตระกูลพวกแกให้แหลก ชาตินี้อย่าหวังจะได้ผุดได้เกิดในราชสำนักอีก"
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??