เรื่อง ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน

ติดตาม
บทที่ 43 ยอมจำนน
บทที่ 43 ยอมจำนน
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

สวีจือหย่วนตลอดชีวิตมิเคยถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกลางธารกำนัลเช่นนี้ โลหิตสูบฉีดจนใบหน้าและลำคอแดงก่ำ

ยามเผชิญสายตานับหมื่นที่ทั้งเย้ยหยันและสมเพช ผนวกกับภาพจ้าวหนิงตระหง่านค้ำฟ้า ใช้ปลายทวนชี้หน้าหยามหมิ่น สวีจือหย่วนพลันรู้สึกประดุจถูกเข็มนับพันทิ่มแทงแผ่นหลัง รุ่มร้อนดั่งตกหลุมเพลิงอเวจี ย่อมไม่อาจนั่งติดที่นั่งได้อีก

"จ้าวหนิง เจ้าอย่าได้เหิมเกริมให้มากนัก" สวีจือหย่วนคำรามลอดไรฟัน ร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ลานประลอง

สถานการณ์บีบคั้นจนไร้ทางถอย ในฐานะทายาทสายตรงแห่งตระกูลสวี บุตรชายอัครเสนาบดี หากถูกชี้หน้าหยามเกียรติแล้วยังหดหัว วันหน้าคงไร้แผ่นดินให้หยัดยืน

ทันทีที่สองเท้าแตะพื้นลาน สวีจือหย่วนสูดลมหายใจลึก บังคับสติให้เยือกเย็น เมื่อต้องชักดาบสู้รบ ย่อมต้องสลัดความวุ่นวายในใจทิ้ง มุ่งเป้าเพียงชัยชนะ นัยน์ตาจ้องเขม็งไปยังศัตรูเพื่อหาช่องโหว่เผด็จศึก

เดรัจฉานจ้าวหนิงกรำศึกมาเจ็ดสิบกว่าครา ล้างผลาญผู้คนตั้งแต่เช้าจรดเย็น แม้จะคว้าชัยเด็ดขาดในสามกระบวนท่า ทว่ายามนี้พละกำลังและสมาธิย่อมต้องถึงขีดจำกัด

นัยน์ตาสวีจือหย่วนทอประกาย บนร่างจ้าวหนิงปรากฏรอยแผลกระจัดกระจาย โลหิตยังคงซึมทะลัก แม้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แต่กลิ่นคาวเลือดยังคละคลุ้ง ใบหน้าก็ซีดเผือดลงกว่ายามปกติ

ยิ่งลากยาวการต่อสู้ ระยะพักหายใจของมันก็ยิ่งนานขึ้น สองสามรอบล่าสุดมันถึงกับรั้งเวลาพักจนครบสองเค่อ หากเหล่าทายาทไม่ถูกความเหี้ยมเกรียมและรังสีสังหารข่มขวัญจนขวัญหนีดีฝ่อ และยังคงดาหน้าขึ้นมาตัดกำลัง มันคงทนไม่ถึงฟ้ามืดด้วยซ้ำ

สวีจือหย่วนเริ่มตระหนักว่าชัยชนะหาได้หลุดลอย

ข้ามี 'วิชากระบี่ดอกเหมย' ที่เป็นดาวข่ม 'ท่าเท้ากระจกวารี' แม้เพลงทวนตระกูลจ้าวจะดุดันทะลวงค่าย ทว่าหากเลี่ยงปะทะแตกหัก อาศัยความพลิ้วไหวพัวพันถ่วงเวลา รอจนมันสิ้นปราณแท้ เมื่อนั้นชัยชนะย่อมตกอยู่ในกำมือ

ทันทีที่เสียงขานเริ่มประลองดังขึ้น สวีจือหย่วนตวัดกระบี่พ้นฝัก ปลายศัสตราตวัดชี้หน้าจ้าวหนิงพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ "วิญญูชนลั่นวาจาแล้วย่อมไม่คืนคำ สิ่งใดที่ข้าลั่นวาจาไว้ ย่อมต้องเป็นจริง จ้าวหนิง เตรียมตัว..."

วาจายังมิทันสิ้นสุด เสียงก็พลันขาดห้วง

จ้าวหนิงทะยานร่างดุจพายุคลั่ง ปลายทวนอาบแสงอัสดงสาดประกายสังหารเย็นเยียบ เพียงพริบตาเดียวมัจจุราชก็พุ่งจ่อถึงหว่างคิ้ว

"กระบี่ดอกเหมย"

สวีจือหย่วนเบิกตากว้างตื่นตระหนก เมื่อประจักษ์ว่าจ้าวหนิงระเบิด 'ท่าเท้ากระจกวารี' เข้าใส่ ต่อให้เมื่อครู่จะสร้างความมั่นใจไว้มากเพียงใด ยามนี้วิญญาณกลับแทบหลุดลอย ต้องรีบเค้นยอดวิชาประจำตระกูลสวีออกมารับมืออย่างทุลักทุเล

ปราณแท้แผ่ซ่านทะลักสู่ตัวกระบี่ ควบแน่นเป็นปราณกระบี่รูปดอกเหมย หมุนวนโอบล้อมกายในรัศมีหนึ่งจั้ง ประดุจพายุหิมะสีชาดโปรยปราย ร่างของสวีจือหย่วนพร่าเลือนเร้นกายในดงบุปผา สลายกลิ่นอายจนยากจะจับสัมผัส

ท่าเท้ากระจกวารีคือเคล็ดวิชาทะลวงประชิดตัวขั้นเด็ดขาด ทว่าเมื่อร่างศัตรูพร่าเลือน จ้าวหนิงพลันสูญเสียเป้าหมาย

เสี้ยววินาทีที่กระบวนท่าชะงักงัน สวีจือหย่วนฉวยโอกาสร่ายรำกระบี่ดุจพายุหมุน ปราณดอกเหมยพลันมีชีวิต พุ่งทะยานจากแปดทิศสี่ทาง ประดุจ-่าฝนธนูมรณะสาดกระหน่ำเข้าใส่

นี่คือขีดสุดแห่งดาวข่ม

ท่ามกลางปราณกระบี่ที่สาดซัดดุจพายุ หากเป็นทายาทตระกูลจ้าวทั่วไป ย่อมไม่อาจหลบหลีกในระยะประชิด ร่างกายคงถูกทะลวงจนพรุนเป็นรังผึ้ง

ทว่าผู้ที่ยืนหยัดประจันหน้าอยู่ยามนี้... คือจ้าวหนิง

ในอดีตชาติที่ไฟสงครามเผาผลาญแผ่นดินต้าฉีจนย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลสูงส่งหรือราษฎรต่ำต้อย ล้วนสละชีพกระโจนสู่สมรภูมิเพื่อต้านทานกองทัพเป่ยหู จ้าวหนิงเติบโตท่ามกลางวังวนนองเลือด เคียงบ่าเคียงไหล่สหายศึกนับไม่ถ้วน การกรำศึกสิบปี ทั้งห้ำหั่นศัตรูคู่อาฆาตและประสานกายใจกับสหายร่วมรบ หล่อหลอมให้เขา 'รู้แจ้ง' ในแก่นแท้ของทุกสรรพวิชาในใต้หล้า

กระบี่ดอกเหมยอันเป็นไพ่ตายก้นหีบของตระกูลสวี มีหรือจ้าวหนิงจะมองไม่ออกถึงตื้นลึกหนาบาง

ทันทีที่ระเบิดท่าเท้ากระจกวารี เขาย่อมล่วงรู้ว่าสวีจือหย่วนต้องงัดวิชานี้ออกมาต้านรับ ไร้ซึ่งทางเลือกอื่น ดังนั้นก่อนที่คมกระบี่จะกรีดถึงเนื้อ ชายหนุ่มพลันพลิกแพลงท่าเท้ากระจกวารี หักหลบฉากไปด้านข้างดุจเงาพราย รอดพ้นม่านมฤตยูไปได้อย่างฉิวเฉียด

วินาทีเดียวกัน จ้าวหนิงซัดทวนยาวหลุดจากมืออย่างเกรี้ยวกราด ตัวทวนทะยานปานอสรพิษทลายภูผา แฝงปราณแท้หนักหน่วงทะลวงฝ่าพายุบุปผา สัญชาตญาณคาดคะเนแม่นยำดุจจับวาง ปลายทวนพุ่งทะลวงเข้าหาตำแหน่งของสวีจือหย่วนอย่างไร้ความปรานี

เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อง สวีจือหย่วนเค้นพลังตวัดกระบี่ปัดทวนออกพ้นทาง

จ้าวหนิงย่อมรู้ดีว่าทวนเล่มนี้ไม่อาจปลิดชีพศัตรู สิ่งที่เขาต้องการ... คือการบีบให้สวีจือหย่วนเผยตำแหน่งที่แท้จริง

พริบตาที่กระบี่ปะทะทวน จ้าวหนิงระเบิดท่าเท้ากระจกวารีเป็นหนที่สาม ทะยานร่างฝ่าม่านปราณกระบี่เข้าไปดุจสายฟ้า

กระบี่ดอกเหมยรุกรับรัดกุม ต่อให้ฝนธนูสาดซัดย่อมไม่อาจทะลวง ทว่าปราณมนุษย์มีขีดจำกัด ยามกระบวนท่าพลิกแพลงระหว่างรุกและรับกะทันหัน พลังทำลายล้างย่อมถูกบั่นทอน

ทวนที่ซัดออกไปผสานด้วยขุมพลังทั้งหมด ในระยะประชิด แรงปะทะย่อมน่าสะพรึงกลัวเกินกว่ากระบี่บางเฉียบจะต้านทาน แม้สวีจือหย่วนจะเบี่ยงทวนพ้นตัว ทว่าแรงกระแทกกลับส่งผลให้ง่ามมือชาดิก ท่อนแขนแข็งทื่อ กระบวนท่ากระบี่พลันชะงักงัน ปราณดอกเหมยปริแตกปั่นป่วน

แม้เป็นเพียงช่องโหว่ชั่วพริบตา ทว่าสำหรับมัจจุราชที่รอคอยอยู่... พริบตาเดียวย่อมเพียงพอต่อการเชือดเฉือน

เปรี้ยง! จ้าวหนิงประชิดตัวสำเร็จ ร่างแนบชิดดั่งเงาตามตัว ชายหนุ่มสับศอกกระแทกสวน อาศัยแรงส่งจากการทะยาน กระทุ้งเสยเข้าปลายคางของอีกฝ่ายเต็มแรง

ขากรรไกรของสวีจือหย่วนกระแทกเข้าหากันจนแหลกละเอียด ไร้โอกาสแม้แต่จะเปล่งเสียงโหยหวน ศีรษะและลำตัวหงายผงะตามแรงปะทะ เศษฟันปลิวว่อนปะปนหยาดโลหิต กระบี่ยาวหลุดร่วงจากมืออย่างไร้ค่า

จ้าวหนิงสืบเท้าตามติดดุจวิญญาณอาฆาต ก่อนที่ร่างศัตรูจะร่วงถึงพื้น เขาโน้มตัวสับศอกมฤตยูกระแทกทับลงกลางอกของอีกฝ่ายเต็มเหนี่ยว เสียงกระดูกซี่โครงปริแตกดังลั่น สวีจือหย่วนเบิกตากว้าง แผดเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา

จ้าวหนิงไม่ปล่อยให้เหยื่อได้หายใจ กระโจนขึ้นคร่อมทับร่างศัตรู สองหมัดกระหน่ำซัดใบหน้าสลับกันดุจห่าฝนทะลวงภูผา!

เสียงหมัดกระทบเนื้อดังกึกก้อง สวีจือหย่วนถูกอัดจนดั้งจมูกหักสะบั้น ดวงตาบวมปูด โลหิตทะลักท่วมใบหน้า เสียงร้องโหยหวนเพิ่งเล็ดลอดผ่านลำคอ ก็ถูกหมัดเหล็กกระแทกอัดจนต้องกลืนลิ่มเลือดกลับลงไป ร้องครวญครางกระท่อนกระแท่นปานสุนัขจนตรอก

"เจ้าลั่นวาจาว่าจะเหยียบย่ำข้าให้ร้องขอชีวิตมิใช่หรือ ยามนี้ผู้ใดกันที่กำลังร้องครวญคราง" จ้าวหนิงแค่นเสียงเย็นชา หมัดเหล็กยังคงกระหน่ำซัดไม่ยั้ง

"จ้าวหนิง... ข้าจะฆ่า... อ๊าก"

สวีจือหย่วนสำรอกเลือดข้นคลั่ก ฝืนเค้นพลังยกท่อนแขน กำหมัดหมายซัดเข้าแสกหน้าจ้าวหนิง ทว่าเพิ่งเงื้อมมือก็ถูกจ้าวหนิงคว้าหมับ หนีบล็อกไว้ใต้รักแร้อย่างแน่นหนา

จ้าวหนิงแสยะยิ้มอำมหิต ออกแรงบิดย้อนข้อต่ออย่างเกรี้ยวกราด เสียงกระดูกลั่นกร๊อบดังบาดหู ท่อนแขนของสวีจือหย่วนบิดเบี้ยวผิดรูปทันตา ความเจ็บปวดทะลวงลึกถึงไขกระดูกจนน้ำตาของบุตรอัครเสนาบดีทะลักทลาย

"เจ้าคิดจะทำสิ่งใด" จ้าวหนิงเอ่ยถามเสียงเรียบเฉย ราวกับเพิ่งหักกิ่งไม้แห้ง

สวีจือหย่วนทนรับความเจ็บปวดปางตาย เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มใบหน้า เพลิงแค้นลุกโชน หากเป็นไปได้มันแทบอยากเอาศีรษะกระแทกอีกฝ่ายให้ตายตกตามกัน ทว่ายามที่แขนอีกข้างถูกจ้าวหนิงรวบจับล็อกไว้ใต้รักแร้ สัญชาตญาณเอาตัวรอดพลันเตะพับความแค้นทิ้ง ขนอ่อนลุกซันด้วยความหวาดผวา รีบผงกศีรษะทั้งที่ยังสำรอกโลหิต "ข้า... ข้ายอมจำนน"

"ประเสริฐ"

จ้าวหนิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสี้ยววินาทีที่สวีจือหย่วนเพิ่งลอบพ่นลมหายใจโล่งอก ท่อนแขนอีกข้างที่ถูกล็อกไว้พลันถูกบิดกระชากอย่างเหี้ยมเกรียม เสียงกระดูกแหลกละเอียดดังกึกก้อง ท่อนแขนหักสะบั้นไม่มีชิ้นดี คราวนี้สวีจือหย่วนถึงกับเบิกตาเหลือกค้าง สลบเหมือดไปในกองเลือดจากความเจ็บปวดสุดแสน

จ้าวหนิงจึงยอมละมือจากร่างที่ไร้สติ แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ

"จ้าวหนิง ชนะ" ขุนนางคุมลานประลองปรายตามองเศษซากของสวีจือหย่วนด้วยแววตาสมเพช โบกมือส่งสัญญาณให้คนลากตัวมันลงไปปฐมพยาบาล

สภาพของทายาทอัครเสนาบดีบวมเป่งจนดูไม่ได้ โลหิตชโลมอาบเนื้อตัว ท่อนแขนทั้งสองข้างห้อยต่องแต่งดุจเศษผ้า บิดเบี้ยวผิดมนุษย์ น่าเวทนาจนไร้คำบรรยาย

ทว่าบาดแผลฉกรรจ์เยี่ยงนี้สำหรับผู้ฝึกตนระดับคุมปราณขั้นกลาง ย่อมเป็นเพียงความทรมานทางกาย ด้วยสรรพคุณโอสถวิเศษแห่งตระกูลสวี ย่อมรักษากลับมาได้โดยไม่พิการ เพียงแต่ต้องนอนหยอดน้ำข้าวซมซานอยู่บนเตียงไปอีกหลายเดือน

ด้วยเหตุนี้ ยามที่จ้าวหนิงลงมือสับสังหารอย่างป่าเถื่อน ตราบใดที่สวีจือหย่วนยังไม่ปริปากยอมจำนน ขุนนางคุมลานย่อมมีสิทธิ์ที่จะทอดทิ้งไม่สอดมือเข้าก้าวก่าย

ลานประลองกลับคืนสู่ความว่างเปล่า

จ้าวหนิงหยัดตระหง่านราวเทพมาร กวาดสายตาดุดันมองฝูงชนรอบทิศ รอคอยผู้ท้าชิงรายต่อไป

ทว่าบางที... คงไร้ซึ่งสวะตัวใดกล้าก้าวขึ้นมาอีก เช่นนั้นเส้นทางสู่ราชันย์ไร้พ่ายบนลานประลองย่อมบรรลุผล

บนอัฒจันทร์รับรอง หยางเจียนีผุดลุกพรวดขึ้น หยางเหยียนกว่างรีบคว้ารั้งนางไว้ทันควัน "เจ้าคิดจะทำสิ่งใด"

"ขึ้นลานประลอง" หยางเจียนีตอบเสียงแข็ง นางเพิ่งก้าวเข้าสู่วัยสิบหกหนาว ย่อมรั้งสิทธิ์ท้าประลองจ้าวหนิงได้ตามกฎ

"ห้ามเด็ดขาด" หยางเหยียนกว่างกดไหล่หลานสาวให้นั่งลงพลางทอดถอนใจ "ปู่รู้ว่าเจ้าชิงชังจ้าวหนิง ทว่ายามนี้มิใช่เวลาจะใช้อารมณ์วู่วาม"

หยางเจียนีย่อมผูกใจเจ็บจ้าวหนิงฝังลึก วัยเยาว์ หยางเหยียนกว่างพานนางไปเยือนจวนเจิ้นกั๋วกง หมายมั่นปั้นมือจะหมั้นหมายกับจ้าวหนิง ทว่าคุณชายเสเพลกลับรังเกียจเดียดฉันท์ความจ้ำม่ำของนาง ต่อให้ภายหลังนางจะเติบโตสะพรั่งงดงามดุจบุปผา จ้าวหนิงถึงเพิ่งจะมากลับคำ

หากหยุดเพียงเท่านั้น หยางเจียนีก็ใช่จะไร้ความอดกลั้น แต่ทว่านับแต่จ้าวยวี่เจี๋ยก้าวเท้าเข้าสู่จวนเจิ้นกั๋วกง จ้าวหนิงก็สลัดนางทิ้งราวกับรองเท้าขาดๆ เทิดทูนจ้าวยวี่เจี๋ยดั่งแก้วตาดวงใจ ทุกเทศกาลที่หยางเจียนีบากหน้าไปเยือนจวน จ้าวหนิงถึงขั้นปฏิเสธไม่ยอมออกมาพบหน้า ความอัปยศพรรค์นี้จะให้สตรียอมกลืนลงคอได้อย่างไร

"ท่านปู่มีแผนการอันใด" หยางเจียนีแค่นเสียงถาม

หยางเหยียนกว่างปั้นหน้าเคร่งขรึม "เจ้าประจักษ์ถึงฝีมือและรังสีอำมหิตของจ้าวหนิงแล้ว เด็กคนนี้คือพยัคฆ์ร้ายซ่อนเขี้ยว อนาคตย่อมทะยานไกล ตระกูลหยางผูกมิตรกับตระกูลจ้าวมาหลายชั่วอายุคน รากฐานสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น หากเทียบกับตระกูลซุนแล้ว ถือว่ามีแต้มต่อมากกว่าหลายขุม"

กล่าวถึงตรงนี้ ชายชราลอบโล่งใจที่ก่อนหน้ามิได้ฉีกหน้าตระกูลจ้าวขั้นแตกหัก เพียงอ้างเหตุปฏิเสธเทียบเชิญงานเลี้ยงของจ้าวเสวียนจีไปสองสามครา ยังพอมีสะพานให้ถอยหลัง ตระกูลหยางเพิ่งถูกริบบรรดาศักดิ์โหวที่สืบทอดมาแต่บรรพชน การจะมีความขุ่นเคืองบ้างย่อมสมเหตุสมผล จ้าวเสวียนจีย่อมเข้าใจจุดนี้ดี

"เช่นนั้นข้าก็มิต้องไปประจบสอพลอซุนคังแล้วใช่หรือไม่" หยางเจียนีถามต่อ

หยางเหยียนกว่างชะงักงัน ใบหน้าชราซับสีเลือดเล็กน้อยด้วยความอัปยศ

เรื่องนี้นับเป็นรอยด่างพร้อยจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี เดิมทีตระกูลหยางก็รั้งท้ายในหมู่ขุนนางบู๊ ยามนี้สูญสิ้นบรรดาศักดิ์ ยิ่งตกต่ำดุจสุนัขจนตรอก เพื่อต่อลมหายใจตระกูล นอกจากสวามิภักดิ์ผู้แข็งแกร่ง จะเหลือหนทางใด ซากศพของตระกูลฟ่านคืออุทาหรณ์เบื้องหน้า ในวังวนอำนาจ... ผู้อ่อนแอย่อมถูกเหยียบย่ำไร้ศักดิ์ศรี

อีกด้านหนึ่ง ซุนคังคว้าจอกสุราขึ้นกระดกรวดเดียวจนหยดสุดท้าย ตวัดแขนเสื้อเช็ดปากก่อนผุดลุกออกจากอัฒจันทร์ เดินดุ่มกลับค่ายพักตระกูลซุนเงียบๆ เขาตัดสินใจพับเก็บเจตนาขึ้นลานประลองทิ้งจนสิ้น

เพราะมันตระหนักดีว่าตนเองไร้ซึ่งโอกาสในการบดขยี้จ้าวหนิง ดันทุรังไปก็มีแต่จะถูกฉีกหน้ากลางธารกำนัล ป่นปี้ชื่อเสียง 'อัจฉริยะในรอบศตวรรษ' ของตระกูลซุนจนย่อยยับ มิสู้ถอยไปตั้งหลัก หลังจบการประลองยุทธ์ ยังมีการประลองยุทธวิธีจำลองศึก ถึงยามนั้นมิใช่การห้ำหั่นแบบตัวต่อตัว มันย่อมมีโอกาสล้างแค้นทวงคืนความยิ่งใหญ่

ภายในกระโจมประทับขององค์ฮ่องเต้เงียบสงัด บรรยากาศอึมครึมจนชวนให้หายใจติดขัด

ซ่งจื้อปรายพระเนตรมองซ้ายขวา เว่ยฉงซานตื่นเต้นจนแทบอยากจะเตะโต๊ะให้กระจุย ทว่ากลับต้องแสร้งปั้นหน้านั่งตัวตรง จ้าวเสวียนจีแม้จะรักษากิริยาเยือกเย็น ทว่าหางคิ้วที่กระตุกถี่ยิบก็ฟ้องชัดถึงความปีติที่อัดแน่นจนแทบระเบิด

สีหน้าของหลิวมู่จือแปรปรวนดุจพายุ ประเดี๋ยวเคียดแค้น ประเดี๋ยวโล่งอก ประเดี๋ยวเดือดดาล ประเดี๋ยวรวดร้าว ยากจะหยั่งถึงความคิดในใจ อัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างยังคงสงบนิ่งดั่งขุนเขา ทว่าสองมือที่ซ่อนเร้นในแขนเสื้อกลับสั่นระริก ราวกับกำลังพยายามข่มกลั้นจิตสังหาร ส่วนซุนเหมิงเอาแต่ก้มหน้างุด จับจ้องจานหมูหันบนโต๊ะราวกับคนวิกลจริต

ไร้เงาผู้ท้าชิงก้าวขึ้นประลองกับจ้าวหนิง ทุกผู้คนล้วนกำลังกลั้นหายใจรอคอย

รอคอยวินาทีแห่งการประกาศนามราชันย์อย่างเป็นทางการ

ซ่งจื้อปรายพระเนตรมองกล่องหยกบรรจุธนู 'เช่อเตียว' ลอบยิ้มขื่นในพระทัย

ยามที่นำศาสตราวิเศษชิ้นนี้ออกมาเป็นของเดิมพัน พระองค์ไม่เคยคาดคิดแม้แต่เศษเสี้ยว... ว่าจะต้องสูญเสียสมบัติล้ำค่าประจำราชวงศ์ชิ้นนี้ไปจริงๆ

ตอนต่อไป
บทที่ 44 เช่อเตียว

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา