เรื่อง ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน

ติดตาม
บทที่ 47 เผชิญหน้า (3)
บทที่ 47 เผชิญหน้า (3)
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

เมื่อ๭๵๾๱่๲รักษา๫ะ๱ะ๩่า๲ได้พอสมควร จ้าวหนิงหาสงบเร้นกาย สั่งกำลังพลหยุดพักฟื้นฟูลมปราณ ศึกนองเลือดเมื่อครู่แม้จะจบลงในพริบตา ทว่าผลาญพลังงานไปไม่น้อย การพักผ่อนชั่วครู่คือสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาสภาพความพร้อมรบของกองทัพให้อยู่ในจุดสูงสุดตลอดเวลา

จ้าวหนิงผละตัวออกลาดตระเวนรอบนอก สวมบทพลสอดแนมควานหาเส้นทางเดินทัพที่ปลอดภัย ผืนป่าดิบรัศมีหลายสิบลี้กักขังยอดฝีมือกว่าสามร้อยชีวิตไว้ภายใน จะว่ากว้างก็ไม่กว้าง จะว่าแคบก็ไม่แคบ หากประมาทเพียงครึ่งก้าว ย่อมมีสิทธิ์ปะทะศัตรูซึ่งหน้า

กลยุทธ์ที่จ้าวหนิงเลือกใช้ คือการเดินทัพแบบค่ายกลวงก้นหอย บีบวงล้อมจากขอบนอกมุ่งสู่ใจกลาง ถ่วงเวลาเหยียบย่างเข้าสู่พื้นที่สังหารส่วนกลางให้นานที่สุด ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสกวาดล้างขุมกำลังรอบนอกให้เหี้ยนเตียน ด้วยวิธีนี้ หากพบขบวนทัพที่แตกกลุ่ม ย่อมง่ายต่อการลอบเร้นเด็ดหัว

ทะยานร่างลาดตระเวนไปหลายลี้ยังไร้ร่องรอยผิดปกติ ทว่าจังหวะที่จ้าวหนิงกำลังจะพลิกตัวกลับ สองหูพลันจับเสียงสวบสาบแผ่วเบา คล้ายวิถีวิหคโผนทะยานพาดผ่านเรือนยอดไม้

ร่างโปร่งเร้นกายกลืนหายเข้าพุ่มไม้ ปิดกั้นลมหายใจและระงับชีพจรในพริบตา

เสียงนั้นยังคงแผ่วเบา ทว่าคืบคลานใกล้เข้ามาทุกลมหายใจ เพียงชั่วอึดใจ จ้าวหนิงก็จับสัมผัสยอดฝีมือผู้หนึ่งกำลังเหยียบทะยานข้ามเรือนยอดไม้เหนือหัว ท่วงท่าจดจ่อระแวดระวังภัยถึงขีดสุด

คนของตระกูลอู๋... จ้าวหนิงจดจำมันได้แม่นยำ ศึกประลองยุทธ์เมื่อไม่กี่วันก่อน มันเคยปะทะฝีมือกับเขา ยามอีกฝ่ายประกาศชื่อแซ่ จ้าวหนิงก็สลักตัวตนของมันไว้ในหัวแล้ว

ปราดตามองเพียงแวบเดียว จ้าวหนิงก็รู้สันดานว่ามันกำลังทำหน้าที่สอดแนมเช่นเดียวกับตน ชี้ชัดว่าทัพหลักตระกูลอู๋ย่อมทิ้งห่างออกไปไม่ไกล ชายหนุ่มยังคงเร้นกายดุจหินผา รอจนอีกฝ่ายโผนผ่านไป จึงร่นระยะสะกดรอยตามอย่างเงียบเชียบ

เดิมทีจ้าวหนิงหมายมั่นจะสะกดรอยตาม ดักรอจนมันสำรวจเส้นทางเสร็จสิ้นแล้วสะกดรอยกลับไปขุดรากถอนโคนทัพหลักตระกูลอู๋ ทว่าใครจะคาดคิด สุนัขรับใช้ผู้นี้กลับพลิกเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน มุ่งหน้าตรงไปยังจุดที่ขบวนทัพตระกูลจ้าวกำลังเคลื่อนพลตามมา

หากปล่อยไว้ อีกไม่ช้าทั้งสองฝ่ายต้องปะทะกันซึ่งหน้า จ้าวหนิงจำต้องชิงลงมือตัดหัวมันทิ้ง

ทว่าพญาหมาป่ากลับยั้งมือ เร้นกายดักซุ่มอยู่ในเงามืดดุจเดิม

เป็นไปตามคาด พลสอดแนมตระกูลอู๋คนที่สองปรากฏตัวในคลองจักษุอย่างรวดเร็ว มันโผนทะยานเหยียบยอดไม้ด้วยวิถีเดียวกัน ทันทีที่เห็นรอยสัญลักษณ์ของคนแรกทิ้งไว้ มันก็หักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางตามไปติดๆ

จ้าวหนิงพลิ้วกายสะกดรอยตามทันที

ตระกูลอู๋มิใช่พวกลูกเต่าตระกูลหลิว พวกมันคือสายเลือดขุนนางบู๊ การจัดวางค่ายกลสอดแนมยามเดินทัพย่อมรัดกุมไร้ช่องโหว่ จังหวะที่เห็นพลสอดแนมคนแรกเอาแต่มุ่งหน้าโดยไร้ท่าทีหวนกลับ จ้าวหนิงก็อ่านกระดานออกทันทีว่า เบื้องหลังย่อมต้องมีหางเครื่องตามประกบมาอีกชั้น

หน้าที่หลักของหน่วยสอดแนมระลอกสอง คือการเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ระลอกแรก หากเกิดเหตุลอบสังหาร มันจะไหวตัวทันและหอบความกลับไปรายงานทัพหลักได้ ทว่าหากระลอกแรกเคลื่อนที่ราบรื่น ย่อมเป็นการการันตีว่าหนทางเบื้องหน้าไร้มัจจุราชดักซุ่ม

ยามทำศึกสงครามเดือด หน่วยลาดตระเวนจะถูกส่งออกไปเป็นระลอกคลื่น ทุกคนต้องทิ้ง๫ะ๱ะ๩่า๲ให้อยู่ในระยะสายตา ทันทีที่เกิดเหตุพลิกผัน ย่อมส่งสัญญาณรับมือได้ทันท่วงที

การที่พลสอดแนมล่องหนหายตัวไปโดยที่แม่ทัพถูกปิดตามืดบอด ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นในการศึกระดับนี้

ตระกูลอู๋ในฐานะขุนนางบู๊ย่อมเคี้ยวตำราพิชัยสงครามจนขึ้นใจ ทว่ายามนี้ถูกจำกัดด้วยกำลังพล จึงเจียดพลสอดแนมออกไปได้เพียงสองระลอกเท่านั้น

จ้าวหนิงซุ่มสังเกตการณ์จนแน่ใจว่าไร้เงาหน่วยสอดแนมคนที่สาม ประกอบกับคนแรกใกล้ปะทะกับทัพตระกูลจ้าวเต็มทน ร่างโปร่งจึงทะยานประกบเป้าหมายคนที่สอง ลอบประชิดตัวแผ่วเบาดุจวิญญาณ ก่อนระเบิด 'ท่าเท้ากระจกวารี' พุ่งทะลวงเข้าประชิด สับดาบปลิดชีพอีกฝ่ายในเสี้ยวลมหายใจเดียว

พลสอดแนมตระกูลอู๋ที่ถูกพิพากษา 'ตายตกในหน้าที่' ร่างแข็งค้าง เบิกตาโพลงจ้องหน้าจ้าวหนิงด้วยความอาฆาตแค้นแสนสาหัส

จ้าวหนิงหัวเราะหยัน ตบบ่ามันสองฉาด ก่อนจะเตะร่างศพจำลองยัดเข้าซอกกอหนาม แล้วทะยานร่างไล่ล่าเป้าหมายคนแรกต่อ ยอดฝีมือตระกูลอู๋ได้แต่มองแผ่นหลังมัจจุราชจากไป ดวงตาเอ่อล้นด้วยความอัปยศอดสู

ทว่ามันมิกล้าปริปากละเมิดกฎ ภายในดงดิบรัศมีหลายสิบลี้นี้ อัดแน่นด้วยสายตาขันทีวังหลวงที่เร้นกายเฝ้าระวัง หากขัดขืน ไม่เพียงกองทัพจะถูกปรับแพ้ ภายหลังตระกูลอู๋ยังต้องรับโทสะจากราชสำนักอีกด้วย

พลสอดแนมคนแรกปะทะสายตาเข้ากับทัพตระกูลจ้าว มันตื่นตัวเต็มขั้น รีบร่นถอยรักษา๫ะ๱ะ๩่า๲ ตะกายขึ้นยอดไม้ใหญ่อย่างว่องไว กางแขนโบกสะบัดส่งสัญญาณพิกัดศัตรูแก่สหายแนวหลัง

"เก็บแรงไว้เถอะ ไม่มีสุนัขตัวใดเห็นสัญญาณของเจ้าแล้ว"

ทันทีที่สุ้มเสียงมัจจุราชกระซิบข้างใบหู พลสอดแนมพลันร่างแข็งทื่อดุจถูกสาป ยังไม่ทันพลิกตัวหลบ คมดาบเย็นเยียบก็ทาบลงบนเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอ ความสิ้นหวังเย็นเฉียบกัดกินขั้วหัวใจ

จ้าวหนิงเหยียบร่างมันกระแทกลงจากยอดไม้ นัยน์ตาดุดันจ้องกดดันพลางเอ่ยเสียงเหี้ยม "คายแผนการเดินทัพของพวกเจ้าออกมา มุ่งหน้าไปทิศใด มีสุนัขตัวใดร่วมสมคบคิดบ้าง"

มันก้มหน้ารับชะตากรรม เอ่ยเสียงสั่น "ทัพหลักอยู่รั้งท้ายราวสามสี่ลี้ พวกเรากำลังรุดหน้าไปสันเขาต้นปั๋ว... เพื่อรวมกำลังกับพันธมิตรที่นั่น"

กฎเหล็กของการซ้อมรบระบุชัด หากยอดฝีมือถูกรวบเป็นเชลย ต้องคายความลับทางทหารออกมาจนหมดเปลือก แม้สมรภูมินี้จะไร้การนองเลือดถึงชีวิต ทว่าในสงครามจริง ทหารที่ตกเป็นเชลยย่อมโดนงัดทุกกลวิธีทารุณกรรมมาง้างปาก คนใจเพชรยอมตายไม่ยอมปริปากเยี่ยงฟ่านชิงหลิน นับเป็นเศษเสี้ยวที่หาได้ยากยิ่ง

จ้าวหนิงแค่นยิ้มพอใจกับข่าวกรองที่รีดเค้นได้ และมิได้รู้สึกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

ประเมินจากผลลัพธ์สามสนามรบก่อนหน้า ขุนนางบู๊หน้าเนื้อใจเสือเหล่านี้ เพื่อแย่งชิงเก้าอี้เสนาธิการใหญ่ ย่อมต้องผนึกกำลังรุมทึ้งตระกูลจ้าวและขั้วอำนาจเดิมทิ้งเป็นลำดับแรก ดังนั้นการแอบนัดแนะพิกัดรวมพลก่อนเข้าป่า จึงเป็นกลหมากที่สมเหตุสมผล

ฝั่งตระกูลจ้าวและเว่ยเองก็กำหนดจุดรวมพลไว้เช่นกัน ระยะปล่อยตัวของทั้งสองฝ่ายค่อนข้างใกล้ การบรรจบกันจึงมิใช่เรื่องยาก ทว่าพิกัดเริ่มต้นของทัพตระกูลหยางนั้นไกลลิบ หากพวกมันดึงดันจะตีฝ่ามารวมกลุ่ม จำเป็นต้องทะลวงข้ามสมรภูมิไปกว่าครึ่งค่อนทวีปที่เต็มไปด้วยคมดาบดักซุ่ม บัดนี้ทั้งสามตระกูลตกเป็นเป้าสังหารจากทุกสารทิศ การดิ้นรนแหวกวงล้อมมารวมตัว จึงไม่ต่างอันใดกับการรนหาที่ตาย

จ้าวหนิงหันหัวเรือ นำกองกำลังย้อนศรพุ่งทะยานไปดักหน้าเส้นทางเดินทัพของตระกูลอู๋ ซุ่มพรางตัวในชัยภูมิที่ได้เปรียบสูงสุด รอคอยให้เหยื่อเดินมาติดกับดักมรณะด้วยตนเอง

ทว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานกลับไร้เงาสุนัขสักตัว ระยะทางเพียงสามลี้ สมควรต้องคลานมาถึงตั้งนานแล้ว จ้าวหนิงสังหรณ์ใจร้าย ตัดสินใจเฉียบขาด สั่งถอนทัพร่นถอยทันที

เหยื่อไม่ปรากฏตัว ย่อมหมายความว่าพวกมันไหวตัวทันเรื่องพลสอดแนมถูกหักคอ จึงเร่งหักเหเส้นทางเดินทัพหนีตายกะทันหัน ในสถานการณ์เช่นนี้ การฝังรากรออยู่ที่เดิมย่อมเป็นการรอความตาย

แต่ถึงกระนั้น จ้าวหนิงก็มิคิดจะปล่อยเหยื่อหลุดมือ ๫ะ๱ะ๩่า๲ของทั้งสองทัพประชิดกันเพียงแค่เอื้อม การตามประกบกัดไม่ปล่อยย่อมมิใช่เรื่องยาก เขาสั่งกองกำลังหลักร่นตามหลัง ส่วนตนเองทะยานล่วงหน้าไปควานหาทัพหลักตระกูลอู๋ ไม่ว่าพวกมันจะมุดหัวหนีไปทิศใด เขาต้องลากคอพวกมันมาสับทิ้งให้จงได้

ด้วยความเร้นลับของ 'ท่าเท้ากระจกวารี' จ้าวหนิงย่อมมิแยแสต่อความปลอดภัยส่วนตัว ตราบใดที่สัญชาตญาณตอบสนองต่อจิตสังหารได้ฉับไว เขาย่อมพลิ้วกายทิ้งห่างและสลัดหลุดจากวงล้อมได้ทันท่วงที

อู๋จวิ้นนำขบวนทัพตะบึงทะลวงฝ่าดงดิบอย่างคลุ้มคลั่ง นัยน์ตาวูบไหวด้วยความเคร่งเครียดดำทะมึน

เมื่อครู่ทัพของพวกเขารุดหน้าถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง ตามนัดหมาย พลสอดแนมคนที่สองต้องไปยืนตระหง่านบนจุดยุทธศาสตร์ที่มองเห็นได้กว้างไกล เพื่อส่งสัญญาณยืนยันว่าตนยัง 'ไม่ตาย'

การส่งสัญญาณเตือนภัยจะดำเนินไปทุกๆ หนึ่งถึงสองเค่อ หากไร้จุดชมวิว อีกฝ่ายต้องทิ้งสัญลักษณ์ปลอดภัยไว้ตามแมกไม้ คล้ายป้ายบอกทางเดินทัพ

ทว่าเมื่อครู่เงาของพลสอดแนมกลับล่องหนหายไปจากเนินเขา อู๋จวิ้นระแวงภัย สั่งลูกน้องลอบเข้าไปตรวจสอบ ทว่าเมื่อล่วงเลยขีดจำกัดเวลา กลับยังไร้วี่แววสัญลักษณ์ปลอดภัยใดๆ ทิ้งไว้แม้แต่รอยขีดข่วน

อู๋จวิ้นเสียวสันหลังวาบ ตระหนักได้ทันทีว่าพลสอดแนมของตนถูกเด็ดหัวทิ้งไปแล้ว

พลสอดแนมถูกลอบสังหารเงียบเชียบ กระทั่งเวลาจุดพลุส่งสัญญาณเตือนภัยยังไม่มี ชี้ชัดว่ามัจจุราชที่ลงมือย่อมมิใช่พวกรอเชือด กองกำลังที่เหี้ยมโหดและเฉียบขาดระดับนี้ ในดงดิบแห่งนี้แทบนับหัวได้

"หากไม่ใช่จ้าวหนิง ก็ต้องเป็นหยางเจียนี!" อู๋จวิ้นคาดเดาตัวตนมัจจุราชได้แม่นยำ ตามข้อตกลงลับ ขุนนางบู๊สายอื่นย่อมมิมีทางแว้งกัดพวกตน ส่วนพวกหนอนตำราตระกูลบัณฑิตก็คงไม่กล้าเปิดฉากลอบกัดในยามนี้

ทัพตนสูญเสียแขนขาไปถึงสอง อู๋จวิ้นย่อมไม่โง่พอจะปะทะแตกหัก การเร่งฝีเท้าหนีตายออกจากเขตสังหารต่างหากคือยอดวิถี เขารู้ซึ้งแก่ใจ หากเอาชีวิตไปทิ้งกับจ้าวหนิงหรือหยางเจียนี ทัพของตนย่อมแหลกเป็นผุยผงอย่างไร้ทางสู้

"เร่งฝีเท้าเข้า" อู๋จวิ้นแผดเสียงสั่งการขบวนทัพซ้ำอีกระลอก

กำลังพลแปดชีวิตที่เหลือ ถูกจัดกระบวนทัพค่ายกลปีกปักษา ทะยานแหวกผืนป่าไปข้างหน้าสุดกำลัง พวกมันทิ้ง๫ะ๱ะ๩่า๲ระหว่างกันไว้กว้างขวาง ต่อให้โดนดักซุ่มโจมตี ความสูญเสียในคราวเดียวย่อมถูกจำกัด ผู้ที่รอดพ้นยังสามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าควรตอบโต้หรือทิ้งดาบหนีตาย

จ้าวหนิงตะกายขึ้นเหยียบยอดเขาหินสูงชัน ทอดสายตามองทัพตระกูลอู๋กำลังตะบึงฝ่าหุบเขาหนีตายลงไป ชายหนุ่มลอบเดาะลิ้นอย่างเสียดาย สุนัขพวกนี้ตื่นตูมเต็มขั้นเสียแล้ว ด้วยความเร็วระดับนี้ กองกำลังของเขาตามประกบไม่ทันแน่

เมื่อจนปัญญา จ้าวหนิงทำได้เพียงล้มเลิกการล่าหัว และนำทัพตระกูลจ้าวเปลี่ยนเส้นทาง หากดันทุรังบุกทะลวงตามไปประชิด แล้วบังเอิญโดนทัพอื่นซุ่มตลบหลัง จ้าวหนิงและพี่น้องอาจถูกล้อมกรอบฆ่าตายเสียเอง

อันที่จริงจ้าวหนิงสามารถโผนทะยานไปบั่นคอยอดฝีมือตระกูลอู๋ด้วยตัวคนเดียว เพื่อกรีดเลือดพวกมันสักแผลสองแผล ทว่าหากทำเช่นนั้น ทัพหลักตระกูลจ้าวจะไร้มัจจุราชคอยคุ้มกัน หากถูกข้าศึกพบเจอเข้า พี่น้องของเขาย่อมถูกสับเละเป็นชิ้นๆ

"สันเขาต้นปั๋ว..."

นัยน์ตาเยือกเย็นทอดมองไปทางทิศเหนือ กระดานหมากกระดานใหม่ถูกปูตารางไว้ในหัวเสร็จสรรพ

เมื่อละทิ้งการล่าเหยื่อตระกูลอู๋ จ้าวหนิงก็นำทัพมุ่งหน้าไปสมทบกับกองกำลังตระกูลเว่ยตามแผนเดิม

ระหว่างทาง อาศัยสัญชาตญาณสัตว์ป่าอันเฉียบคม จ้าวหนิงคลำเจอขุมกำลังศัตรูอีกสามกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือทัพผสมขุนนางบู๊ที่รวบรวมกำลังพลหนาแน่นถึงยี่สิบชีวิต จ้าวหนิงเลือกที่จะเร้นกายปล่อยผ่านพวกมันไป

ทว่าทัพบัณฑิตอีกกลุ่มกลับดวงกุด ประสบชะตากรรมเอน็จอนาถเฉกเช่นทัพของหลิวซินเฉิง พวกมันถูกจ้าวหนิงนำทัพเข้าบดขยี้จนพินาศย่อยยับ ในขณะที่ทัพบัณฑิตกลุ่มสุดท้ายระแวดระวังตัวแจ จ้าวหนิงจึงทำได้เพียงสับหัวพลสอดแนมและฝากแผลฉกรรจ์ไว้ให้ อาศัยสภาพภูมิประเทศสลับซับซ้อน ทำให้มีหนอนตำราครึ่งทัพหลบหนีตายฝ่าวงล้อมไปได้

ยามเหยียบย่างถึงพิกัดนัดหมาย จ้าวหนิงทอดสายตามองไปแต่ไกล บนเนินเขาเบื้องหน้า กิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ถูกหักโค่นอย่างจงใจ เขารู้ทันทีว่านั่นคือร่องรอยที่เว่ยอู๋เซี่ยนทิ้งไว้ จึงรีบเร่งฝีเท้าพาทุกคนมุ่งหน้าไปทันที

ทว่ายิ่งเข้าประชิด จ้าวหนิงยิ่งจับกลิ่นอายคาวเลือดผิดปกติได้ชัดเจน อีกฟากของเนินเขา เสียงคมศาสตราปราณปะทะกันดังกึกก้อง แม้จะไม่ถี่ยิบ แต่ก็ดังสะท้อนมาเป็นระลอก บ่งบอกชัดเจนว่าสมรภูมิเบื้องหน้ากำลังเดือดพล่าน

ทันทีที่พบร่างเว่ยอู๋เซี่ยนซ่อนตัวอยู่ในดงไม้ จ้าวหนิงยังมิทันได้เอ่ยปาก เจ้าอ้วนก็ปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก แผดเสียงร้อนรนเจืออู้อี้ "ถ้าเจ้ามาช้ากว่านี้ ข้าคงพาทุกคนไปตายห่าหมดแน่! รีบเอาคนของเจ้ารวมกับคนของข้า แล้วตีฝ่าเข้าสมรภูมิเดี๋ยวนี้"

จ้าวหนิงขมวดคิ้วสงสัย จนกระทั่งก้าวตามเว่ยอู๋เซี่ยนพ้นสันเขาไป ภาพเบื้องหน้าพลันทำให้เขาตื่นตะลึง ภายในหุบเขาเบื้องล่าง กองกำลังข้าศึกราวสามสิบชีวิตกำลังอาศัยต้นไม้และโขดหินเป็นกำบัง สาด-่าเกาทัณฑ์ปะทะเดือดกับกองกำลังปริศนาที่ตรึงกำลังอยู่บนเนินเขารอบทิศ

ท่ามกลางวงล้อมนั้น ยอดฝีมือสิบกว่าคนจับกลุ่มกันเหนียวแน่น โค่นต้นไม้ใหญ่ดัดแปลงเป็นโล่ยักษ์ ท่าทางเตรียมจัดค่ายกลหมายทะลวงฝ่าวงล้อมเลือดออกไป

จ้าวหนิงตวัดคอหันขวับไปมองเว่ยอู๋เซี่ยนด้วยสายตาเหลือเชื่อ "สิบคนล้อมกรอบสามสิบคน... เจ้าทำบ้าอันใดลงไป"

ตอนต่อไป
บทที่ 48 เผชิญหน้า (4)

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา