เรื่อง ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
จ้าวหนิงออกจากด่านฝึกตนในวันี่กองกำลังต่อต้านระดมพลเต็มอัตราศึก เปิดฉากกวาดล้างแก๊งอันธพาลข้างถนนทั่วเมืองหมิงรื่อเฉิง
นักรบนับพันนายอาศัยปืนพลังงานต้นกำเนิดยี่สิบถึงสามสิบกระบอกกรุยทาง บุกทะลวงอาณาเขตของแก๊งต่างๆ แยกย้ายกันบดขยี้เข้าสู่ฐานี่มั่นศัตรู ใช้มาตรการเด็ดขาดดุจเหล็กกล้ากวาดล้างทุกสิ่งจนราบคาบ
ก่อนหน้านี้ ขั้วอำนาจใหญ่อย่างกลุ่มอัศวินมังกรและสมาคมมังกรดำต่างฟื้นฟูอิทธิพล ขยายอาณาเขต รวบรวมกำลังพลจนเข้มแข็งขึ้นอีกขั้น
พวกมันก่อความไม่สงบในเมืองชั้นนอก ใช้กำลังข่มเหงผู้ไร้ทางสู้ ปล่อยตัวปล่อยใจตามกามราคะ และตั้งกฎเกณฑ์เถื่อนขึ้นในถิ่นตน มวลชนนับไม่ถ้วนจึงต้องทนทุกข์ทรมาน
ไม่กี่วันี่ผ่านมาคือช่วงเวลาฟื้นตัวของบรรดาแก๊งอิทธิพล ธุรกิจใต้ดินและกิจกรรมเถื่อนี่เคยชะงักงันเพราะมหาสงครามพลันหวนคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
การค้าประเวณี ค้ายาเสพติด ค้าอาวุธสงคราม ตลอดจนตลาดหมัดดำและสถานเริงรมย์ ทั้งหมดกลับเข้าสู่ ‘ครรลอง’ เดิมในพริบตา
ชาวเมืองหมิงรื่อเฉิงจำนวนมากต่างทยอยออกจากบ้าน กลับคืนสู่โลกมืดี่คุ้นชิน ภายใต้แสงนีออนสลัวรางทั่วท้องถนน พวกเขาหวนกลับไปใช้ชีวิตหาความสำราญไปวันๆ ดื่มด่ำในฝันร้ายโดยไม่สนวันพรุ่งนี้
พวกเขาปล่อยตัวมัวเมาในภาพหลอนของยาเสพติด กรีดร้องท่ามกลางการเข่นฆ่าชิงทรัพย์ จมปลักในบาร์ราคะ หลั่งเหงื่อท่วมร่างบนโต๊ะพนัน และแผดเสียงกู่ร้องรอบสังเวียนหมัดดำ
พวกเขาไม่เคยเปลี่ยน... เนื้อแท้ยังคงเป็นสัตว์ป่าเสมอมา
ยามสงครามและภัยพิบัติมาเยือน พวกเขาขดตัวสั่นเทาดั่งหนูในหลืบมืด ไม่กล้าโผล่หัวออกมาแม้แต่น้อย แต่ครั้นภัยพ้นผ่าน พวกเขากลับกลายร่างเป็นหมาป่า กรีดกรายตามตรอกซอกซอย แย่งชิงและเสพสุขกันอย่างบ้าคลั่ง
ช่วงี่เมืองหมิงรื่อเฉิงตกอยู่ในกลียุค กฎระเบียบพังทลาย ซากศพเกลื่อนกลาด คนธรรมดานับไม่ถ้วนฉวยจังหวะสุญญากาศ วิ่งออกไปปลดอาวุธปืนจากศพสมาชิกแก๊งและทหารกองทัพรักษาความปลอดภัย ปล้นชิงสินค้าจากร้านค้าี่พังยับเยิน หรือกระทั่งชำแหละชิ้นส่วนจักรกลจากร่างของมนุษย์ดัดแปลง
ครั้นถึงยามนี้ พวกเขาก็นำสิ่งเหล่านั้นออกมาเร่ขาย แลกกับความสำเริงสำราญเพียงชั่วคราว
เมื่ออนาคตไร้ความหวัง ชะตาชีวิตไม่มีวันดีขึ้น และไม่อาจล่วงรู้ว่าวันพรุ่งนี้หรือหายนะสิ่งใดจะมาถึงก่อน การเสพสุขเฉพาะหน้าจึงกลายเป็นสัจธรรมเดียว ความด้านชาไร้ความรู้สึกคือหนทางเดียวในการเอาชีวิตรอด
กระทั่งกองกำลังต่อต้านจุดเพลิงสงครามขึ้นอีกครา บุกทะลวงไปตามถนนและตรอกซอกซอยของเมืองชั้นนอก
สมาชิกแก๊งถูกปลิดชีพ อาชญากรรมทุกรูปแบบถูกระงับ ธุรกิจมืดนับไม่ถ้วนถูกสั่งปิด ห้ามการตะลุมบอนตามท้องถนนโดยเด็ดขาด ผู้อ่อนแอไม่ต้องหวาดผวาว่าจะถูกผู้แข็งแกร่งรังแก ชายหญิงี่ถูกบีบบังคับค้ากามได้รับอิสรภาพ ประตูบ้านทุกหลังกลายเป็นเขตส่วนบุคคลี่คนภายนอกไม่อาจบุกรุกตามอำเภอใจ
ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย—จับกุม
ผู้กระทำผิดฉ้อฉล—จับกุม
อาชญากรใช้ความรุนแรง—ประหาร
ผู้เป็นภัยต่อระเบียบใหม่—ประหาร
ยามศึกต้องใช้กฎเหล็ก ภายใต้มาตรการเฉียบขาดของกองกำลังต่อต้าน ท้องถนนและตรอกซอกซอยจึงคืนสู่ความสงบเงียบอันตึงเครียด
"ขั้นต่อไป เราจะจัดระเบียบโครงสร้างการผลิตในเมืองชั้นนอก ให้คนธรรมดาทุกคนได้รับปัจจัยดำรงชีพผ่านการทำงานี่ถูกต้องตามกฎหมาย รับประกันว่าจะไม่มีใครต้องอดอยากหรือหนาวตายอีก"
ระหว่างเดินไปตามถนนอันเงียบสงัดของเมืองชั้นนอก หลิวเซิ่งหนานอธิบายแผนการของคณะกรรมการชั่วคราวให้จ้าวหนิงฟัง
จ้าวหนิงปรายตามองชาวบ้านี่แอบชะโงกหน้าผ่านบานหน้าต่าง ทว่าทันทีี่เห็นเขากับหลิวเซิ่งหนานพร้อมขบวนนักรบต่อต้าน คนเหล่านั้นก็รีบหดคอกลับด้วยความหวาดผวาแล้วปิดหน้าต่างลงทันควัน เขาจึงเอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
"เรารู้ว่ามันยาก เราเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาแล้วในหลายเมือง"
หลิวเซิ่งหนานมีสีหน้าจริงจัง "แต่เราต้องช่วยให้คนธรรมดากอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และช่วยให้โลกใบนี้กอบกู้ศักดิ์ศรีของสังคมอารยธรรมกลับคืนมา
"เพื่อให้โลกี่มนุษย์สร้างขึ้นมาใบนี้ ให้คนธรรมดาได้มีชีวิตอยู่ในฐานะ 'คน' ไม่ใช่ 'วัวควาย' ต่อให้ยากเย็นแค่ไหน เราก็ต้องทำ"
จ้าวหนิงมองหลิวเซิ่งหนานแวบหนึ่ง พยักหน้ารับด้วยความชื่นชม
อารยธรรมของโลกนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน หลายด้านพัฒนาไปไกลลิบ แม้ยามนี้จะตกอยู่ในความมืดมิด มีความเห็นแก่ตัวและการเสพสุขไปวันๆ เป็นกระแสหลัก ทว่าย่อมต้องมีนักรบผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ดั่งเช่นหลิวเซิ่งหนานดำรงอยู่
ในราตรีี่มืดมิด ย่อมต้องมีประกายแสงแห่งดวงดาว
หากไร้ซึ่งสิ่งนี้... อารยธรรมคงเฉียดใกล้ความล่มสลายเต็มที
มิใช่เพราะไม่อาจต้านทานภัยคุกคามภายนอก ทว่าไม่อาจหยุดยั้งการทำลายล้างตนเองจากความเสื่อมสลายภายใน
แต่สิ่งี่จ้าวหนิงต้องการสื่อเมื่อครู่ กลับมิใช่ความหมายี่หลิวเซิ่งหนานเข้าใจ เขาผายมือไปยังอาคารสองฟากฝั่งถนน ี่ซึ่งชาวเมืองมองกองกำลังต่อต้านประหนึ่งเสือสิงห์กระทิงแรด และหลบเลี่ยงประหนึ่งอสรพิษ
"ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ซาบซึ้งใจนัก"
หลิวเซิ่งหนานก้มหน้าเงียบงัน
นักรบผู้ยอมสละตนจนลืมสิ้นความตาย ยามร่วมภารกิจกับทาเนีย แม้ตกอยู่ในวงล้อมวิกฤตก็ยังกัดฟันสู้ไม่ถอย ยามบุกเมืองชั้นใน นางไม่หวั่นเกรง-่ากระสุนและปืนใหญ่ ปักหลักแนวหน้าเสมอ ไม่เคยคิดหนีในยามสิ้นหวัง ทว่านักรบผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ผู้นี้ แววตากลับหม่นแสง ใบหน้าฉายแววโศกเศร้า
พวกเขา... รบเพื่อมวลชน ทว่ามวลชนกลับไม่เข้าใจ
พวกเขา... ยอมสละชีพเพื่ออนาคตของอารยธรรม ทว่าสังคมอารยธรรมกลับไม่เหลียวแล
บนเส้นทางขวากหนามของกองกำลังต่อต้าน ผู้รบเพื่อมวลมนุษย์ สหายร่วมรบนับไม่ถ้วนต้องล้มตาย หนุ่มสาวเลือดร้อนยอมตายโดยไม่หันหลังกลับ ผู้ทรงธรรมทอดร่างกลางป่าเขาลำเนาไพร อุดมการณ์ขับเคลื่อนให้พวกเขาหลั่งเลือดหยดสุดท้าย มโนธรรมบีบเค้นให้พวกเขาเปล่งเสียงกู่ร้องจนลมหายใจสิ้นสุด
ทว่าอย่าว่าแต่ให้มวลชนจดจำเลย แม้เพียงการยอมรับจากผู้คน ยังเป็นความหวังอันเลื่อนลอย
บางที... โลกใบนี้อาจไม่ต้องการวีรบุรุษ
บางที... โลกใบนี้อาจไม่คู่ควรกับวีรบุรุษ
เนิ่นนานผ่านไป หลิวเซิ่งหนานจึงเงยหน้าขึ้น
เธอเอ่ยถาม "ไม่ทราบว่าคุณมาจากี่ไหน คุณพอจะรู้ไหมว่าบนโลกใบนี้ นอกจากทวีปเหนือแล้ว เคยมีผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์แบบพวกเรา ได้รับแรงหนุนอย่างท่วมท้นจากมวลชนี่ยอมสละเลือดเนื้อ จนสามารถสร้าง 'ประเทศแห่งความยุติธรรม' ขึ้นมาได้หลายแห่ง"
จ้าวหนิงใจกระตุก นึกถึงประวัติศาสตร์ี่กานเจียงและเทพธิดามั่วเสียเคยเล่าขาน "พอได้ยินมาบ้าง"
หลิวเซิ่งหนานเค้นยิ้มขื่น "ถ้าอย่างนั้น คุณรู้ไหมว่า สุดท้ายแล้วประเทศี่ยึดมั่นในความเท่าเทียม ความยุติธรรม และปกป้องผลประโยชน์ของคนธรรมดาเหล่านั้น... มีจุดจบอย่างไร"
จ้าวหนิงส่ายหน้า "เรื่องนี้ข้าไม่รู้"
หลิวเซิ่งหนานยกมือชี้ไปยังชาวเมืองี่กำลังหดหัวหลบอยู่หลังหน้าต่าง แววตาของเธอเริ่มแข็งกร้าว น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น
"คุณอาจคิดว่า จากสิ่งี่กองกำลังต่อต้านทำในเมืองหมิงรื่อเฉิงตลอดหลายวันมานี้ คนพวกนี้ควรแซ่ซ้อง สนับสนุน และยกย่องพวกเรา แต่ฉันจะบอกให้ว่า ปฏิกิริยาี่เห็นอยู่นี่แหละ คือสิ่งี่สมเหตุสมผลและถูกต้องี่สุดแล้ว"
จ้าวหนิงชะงักไปเล็กน้อย "เพราะเหตุใด"
หลิวเซิ่งหนานขบกรามแน่น เค้นเสียงทีละคำ "เพราะว่า... พวกเขาเคยถูกหักหลัง"
จ้าวหนิงนิ่งงัน ครุ่นคิดถึงประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง
คำว่า ‘พวกเขา’ ี่หลิวเซิ่งหนานเอ่ย ย่อมไม่ได้หมายถึงเพียงคนในเมืองหมิงรื่อเฉิง ทว่าชาวเมืองชั้นล่างเหล่านี้คือภาพสะท้อนของคนธรรมดาทั่วทั้งโลก
‘การหักหลัง’ เมื่อพินิจสองคำนี้ จ้าวหนิงพลันนึกถึงประวัติศาสตร์ของโลกนี้ขึ้นมา
ยุคดึกดำบรรพ์จวบจนปัจจุบัน มีผู้นำคนใดี่กอบกู้แผ่นดิน โดยไม่ชูธงแห่งมนุษยธรรมและคุณธรรมเพื่อราษฎร ชักจูงให้ชาวบ้านเข้าร่วมกองทัพบ้าง
ทว่ายามสถาปนาราชวงศ์ มีผู้ใดบ้างี่ไม่เคยหักหลังราษฎรของตน
ไร้ซึ่งผู้กล้าล่ามังกรคนใดี่ก้าวขึ้นสู่อำนาจแล้ว จะไม่กลายสภาพเป็นมังกรชั่วเสียเอง
ไม่จำต้องกล่าวถึงประวัติศาสตร์อันไกลโพ้น แค่ในเมืองหมิงรื่อเฉิงแห่งนี้ สภายังกล้าขนานนามตนเองว่า "สภาประชาชน" ทว่าผลลัพธ์เล่า บรรดาเจ้าของกลุ่มทุนี่มีเงินและอำนาจล้นมือต่างหาก คือ ‘ประชาชน’ ในสายตาชนชั้นปกครอง
หลิวเซิ่งหนานกล่าวต่อ "พวกเราไม่โทษพวกเขา คนี่เคยถูกหักหลังย่อมไม่เปิดใจเชื่อใครอีก ดังนั้นการบุกยึดเมืองหมิงรื่อเฉิงครั้งนี้ เราจึงไม่ได้รับความร่วมมือจากคนธรรมดาเหล่านี้แม้แต่น้อย
"การต่อสู้ของกองกำลังต่อต้านทั่วทุกสารทิศต้องดำเนินไปอย่างยากลำบาก ก็เพราะพวกทรยศในอดีตได้ทิ้งบทเรียนนองเลือดไว้ให้มวลชน"
จ้าวหนิงถามด้วยความสงสัย "แล้วพวกเจ้ารบอย่างไร"
กองทัพี่ไร้แรงหนุนจากมวลชน ย่อมไม่อาจก้าวไปได้ไกล
หลิวเซิ่งหนานตอบหนักแน่น "สัจธรรมก็คือสัจธรรม มันไม่มีวันดับสูญและไม่มีใครสังหารได้ ท้ายี่สุดผู้คนย่อมต้องยอมรับ มิฉะนั้นมันจะเรียกว่าสัจธรรมได้อย่างไร
"เพียงแต่วิถีแห่งสัจธรรม ดำรงอยู่ได้ภายในระยะหวังผลของปืนใหญ่เท่านั้น ภายในระยะยิงนี้ ปืนใหญ่จะกวาดล้างคำลวงและลัทธิชั่วช้าให้สิ้นซาก เพื่อค้ำจุนมิให้สัจธรรมถูกบดบัง"
จ้าวหนิงเข้าใจความหมายของเธอทันที
กลยุทธ์ของกองกำลังต่อต้านคือการใช้กำลังทหารเข้ายึดครองพื้นี่ จากนั้นจึงปลูกฝัง ‘สัจธรรม’ ลงไป อาศัยความถูกต้องเี่ยงธรรมแผ่ขยายออกไปตามกาลเวลา บีบให้ผู้คนยอมรับในวงกว้าง เมื่อนั้น กองกำลังต่อต้านจึงจะได้แรงหนุนจากราษฎรอย่างแท้จริง
เหมือนดั่งี่พวกเขากำลังทำอยู่ในเมืองหมิงรื่อเฉิง
ส่วนคำถามี่ว่า หากยังยึดพื้นี่ไม่ได้ นักรบของกองกำลังต่อต้านมาจากี่ใด คำตอบนั้นเรียบง่ายยิ่ง ในโลกนี้ย่อมมีผู้ทรงธรรมและปัญญาชนี่มองเห็นความจริง คนเหล่านี้คือแนวหน้าชุดแรกี่ก้าวเข้ามาเป็นนักรบ
สิ่งี่กองกำลังต่อต้านลงมือทำในเมืองหมิงรื่อเฉิงหลายวันมานี้ มีคนจำนวนหนึ่งออกไปเฝ้ามอง แต่คนส่วนใหญ่กลับเมินเฉย เพราะพวกเขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่ากองทัพกบฏจะยึดมั่นในความเี่ยงธรรมได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่เชื่อว่ากองทัพกบฏจะสร้างโลกใหม่ได้จริง และไม่เชื่อว่าท้ายี่สุดแล้วกองทัพกบฏจะไม่หันมาแทงข้างหลังพวกเขา
กำแพงแห่งความหวาดระแวงนี้... ต้องใช้เวลาในการทลายลง
จ้าวหนิงตระหนักได้ว่า การผลักดันการปฏิรูปในโลกนี้ ยากเย็นยิ่งกว่าโลกเดิมของเขาหลายเท่านัก
ทว่าข้อดีก็คือ กองกำลังต่อต้านเริ่มเผยคุณสมบัติของพันธมิตรี่คู่ควรและไว้วางใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ
หลิวเซิ่งหนานสรุปท้าย "เมืองหมิงรื่อเฉิงเป็นเช่นนี้ เพราะชนชั้นปกครองต้องการให้มันเป็น คนในเมืองนี้กลายสภาพเป็นวัวควายเป็นเครื่องมือ ก็เพราะถูกหล่อหลอมอย่างป่าเถื่อนโดยชนชั้นปกครอง
"คนธรรมดาก็เป็นเช่นนี้ ลำพังกำลังคนเดียวไม่อาจฝืนชะตาฟ้า และยากี่จะรวบรวมความกล้าเดินไปสู่ความตายตามลำพัง จึงไม่อาจต้านทานการขูดรีดทำลายล้างของชนชั้นปกครอง
"ดังนั้น ทวีปเหนือจึงต้องมีพวกเรา และจำเป็นต้องมีพวกเรา
"ฉันเชื่อมั่น ไม่มีใครอยากเป็นสัตว์ป่า และไม่มีใครยอมเป็นวัวควายไปตลอดชีวิต ขอเพียงพวกเรายืนหยัดสู้ อารยธรรมย่อมมีแสงสว่างรออยู่เบื้องหน้าแน่นอน"
เมื่อสบสายตานักรบกองกำลังต่อต้านผู้เปี่ยมด้วยประกายแห่งอุดมการณ์และความมุ่งมั่นไม่ยอมจำนนตรงหน้า จ้าวหนิงพลันเห็นเงาของกองทัพปฏิรูปแห่งต้าจิ้นซ้อนทับขึ้นมา
เขาจึงเอ่ยถามถึงสถานการณ์ปัจจุบัน "ช่วงไม่กี่วันนี้ ทางเมืองโม่กุ่ยเฉิงมีความเคลื่อนไหวในการเคลื่อนทัพใหญ่มายังเมืองหมิงรื่อเฉิงบ้างหรือไม่"
หลิวเซิ่งหนานเผยรอยยิ้ม มองจ้าวหนิงด้วยความซาบซึ้งใจ "โชคดีี่ได้แผนการรอบคอบของคุณ ทางเมืองโม่กุ่ยเฉิงจึงยังไม่มีการระดมพลครั้งใหญ่"
จ้าวหนิงพยักหน้ารับ
แผนการของเขามิได้ซับซ้อน ยามเผชิญหน้ากับหน่วยพิเศษ เขาใช้อนุภาคโกลาหลรบกวนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตัดขาดการติดต่อระหว่างหน่วยพิเศษกับกลุ่มเทียนอี้ ทำให้ฝ่ายหลังมืดแปดด้าน ไม่รับรู้สถานการณ์ี่แท้จริงในเมืองหมิงรื่อเฉิง
จากนั้นเขาไว้ชีวิตเจ้าหน้าี่หน่วยพิเศษบางคน รวมถึงเจิ้งเฟิง ตลอดหลายวันมานี้ เจิ้งเฟิงถูกกองกำลังต่อต้านบีบเค้นให้ส่งรายงานเท็จกลับไปยังกลุ่มเทียนอี้ ระบุว่าภารกิจดำเนินไปด้วยดี เพียงแต่มีสมาชิกกองกำลังต่อต้านบางส่วนหลบหนีไปได้และกำลังเร่งไล่ล่า
ก่อนเข้าด่านฝึกตนเพื่อวิจัยพลังงานต้นกำเนิด จ้าวหนิงช่วยกองกำลังต่อต้านกวาดล้างสถานีสื่อสารทั่วเมืองหมิงรื่อเฉิง เมื่อแน่ใจว่าสัญญาณถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์ ไม่อาจติดต่อภายนอกได้ เขาจึงยุติการรบกวนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและเข้าสู่ด่านฝึกตนอย่างไร้กังวล
ส่วนประเด็นี่มีคนลอบหนีออกไปแจ้งข่าวี่เมืองโม่กุ่ยเฉิง ด้วยกำลังพลหัวกะทิของกองกำลังต่อต้าน และมีทาเนียคอยคุมจุดยุทธศาสตร์ ย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกังวล
แม้รู้ดีว่ากลลวงนี้ตบตากลุ่มเทียนอี้ได้เพียงชั่วคราว ทว่าแต่แรกเริ่มกองกำลังต่อต้านก็ไม่ได้คิดจะปักหลักยึดเมืองหมิงรื่อเฉิงถาวร ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายซ่อนเร้นอยู่แล้ว
เมื่อถึงเวลาอันควร กองกำลังต่อต้านจะถอนทัพออกไปเอง
ความพยายามจัดระเบียบเมืองหมิงรื่อเฉิงขึ้นมาใหม่ ย่อมเปรียบเสมือนสงครามปฏิรูปี่จ้าวหนิงเคยก่อไว้ในสวี่โจวก่อนกองทัพแคว้นอู๋จะข้ามแม่น้ำหวยขึ้นเหนือ มันจะไม่ใช่หยาดเหงื่อี่สูญเปล่า
ชั่วครู่ต่อมา จ้าวหนิงและหลิวเซิ่งหนานเดินผ่านโรงแรมถาวฮวาเซียน
เขาชะงักฝีเท้า เงยหน้ามองป้ายไฟนีออนแวบหนึ่ง
ทันทีี่กองกำลังต่อต้านเปิดฉากบุก กลุ่มถาวฮวาเซียนเป็นกลุ่มแรกี่ถอนตัวออกจากเมืองหมิงรื่อเฉิง มุ่งหน้าสู่ป่าเขาหรือเมืองเล็กี่ไม่มีใครล่วงรู้ ครั้นกลุ่มอัศวินมังกรและสมาคมมังกรดำยกพลตีโต้กลับมายังเมืองชั้นนอก กลุ่มถาวฮวาเซียนก็ไม่เคยปรากฏตัวกลับมาอีก
จวบจนบัดนี้ ไร้ซึ่งร่องรอยของคนกลุ่มถาวฮวาเซียนในเมืองหมิงรื่อเฉิงโดยสิ้นเชิง
ถิ่นเดิมของกลุ่มถาวฮวาเซียนถูกกลุ่มอัศวินมังกรฮุบไปเป็นส่วนใหญ่ ส่วนี่เหลือตกเป็นของสมาคมมังกรดำ แต่ยามนี้ เมืองหมิงรื่อเฉิงไม่มีทั้งอัศวินมังกรหรือมังกรดำอีกต่อไป ผู้คุมชะตาี่นี่คือกองกำลังต่อต้าน
เมื่อไม่เห็นแม้เงาของเอลิซาเบธและซันตี้ จ้าวหนิงพลันนึกถึงคนรู้จักอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้ จึงหันไปถามหลิวเซิ่งหนาน "ข้างใต้นี้มีตลาดหมัดดำ นักสู้หญิงี่ชื่อหยางกุ้ยเฟย ตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง"
เมื่อเป็นคนี่จ้าวหนิงเอ่ยถาม หลิวเซิ่งหนานย่อมไม่กล้าละเลย รีบสั่งการให้ทหารติดตามรุดไปตรวจสอบทันที
ไม่นานนัก ทหารติดตามก็นำข่าวของหยางกุ้ยเฟยกลับมารายงาน
หล่อนตายแล้ว
คำตอบนี้เหนือความคาดหมายของจ้าวหนิง
ภาพในหัวผุดขึ้นมาทันใด ยามเขาไปเยือนตลาดหมัดดำและเห็นการชกเดิมพันชีวิตของหยางกุ้ยเฟย ภาพหล่อนกอดเงินค่าเหล้าี่เขาโยนให้ เดินกะเผลกกลืนหายไปในความมืดใต้แสงไฟขาวซีดของกรงแปดเหลี่ยม แผ่นหลังี่ดื้อดึงทรหดคู่นั้นยังคงแจ่มชัด
"ตายอย่างไร"
"สองวันก่อน ตลาดหมัดดำกลับมาเปิดชกอีกครั้ง ในการประลองนัดหนึ่ง เธอถูกคู่ต่อสู้ต่อยจนตายคาสังเวียน"
ครั้นได้ยินคำตอบี่แสนธรรมดานี้ แววตาของจ้าวหนิงพลันฉายความซับซ้อน
เพลิงสงครามในเมืองหมิงรื่อเฉิงลุกโชนยาวนาน ซากศพเกลื่อนเมือง ทว่าหยางกุ้ยเฟยผู้เป็นคนนอกเพิ่งย้ายมาปักหลักกลับรอดมาได้ แต่ครั้นสงครามสงบ ทุกสิ่งเริ่มฟื้นฟู ระเบียบเริ่มมั่นคง หล่อนกลับต้องมาตายเอาในเวลานี้
ตกลงแล้ว การเป็นนักสู้หมัดดำี่ถูกทุบจนตายบนเวทีคือชะตากรรม หรือการเป็นคนชั้นล่างี่ถูกป่าคอนกรีตกลืนกินกันแน่คือชะตากรรม
จ้าวหนิงนึกย้อนไปถึงคราแรกี่เหยียบชานเมืองหมิงรื่อเฉิง ยามเห็นหยางกุ้ยเฟยควงมีดสังหารคนชิงทรัพย์อย่างเหี้ยมเกรียม และยามพบหล่อนอีกครั้งบนเวทีประกวดนางงาม หญิงผู้นี้ช่างดูแปลกแยกจากเหล่าหญิงงามรอบข้าง แม้ถูกผู้ชมขว้างปาเศษขยะใส่ หล่อนยังคงฝืนยิ้มกล้ำกลืนความอัปยศ
หากว่ากันตามตรง จ้าวหนิงกับผู้นำทางคนแรกในโลกนี้มีปฏิสัมพันธ์กันเพียงน้อยนิด
ภาพสุดท้ายของหยางกุ้ยเฟยในห้วงคำนึง จึงหยุดลงี่เงาร่างอันโซเซ ย่างเท้าอย่างยากลำบากออกจากกรงแปดเหลี่ยมอันเย็นเยียบ ก้าวลึกเข้าไปในราตรีี่เหน็บหนาวยิ่งกว่า
จ้าวหนิงส่ายหน้าเบาๆ ก้าวพ้นจากหน้าโรงแรมถาวฮวาเซียน เดินตรวจตราเฝ้ามองเมืองี่กำลังแปรเปลี่ยนไปในทางี่ดีขึ้น ภายใต้การพลิกฟื้นของกองกำลังต่อต้าน
"แล้วหลี่หู่เฉิงเล่า" จ้าวหนิงนึกถึงคนรู้จักอีกคนในเมืองหมิงรื่อเฉิง จึงเอ่ยถามหลิวเซิ่งหนานขึ้นมาลอยๆ
คราวนี้หลิวเซิ่งหนานไม่ต้องสั่งใครไปสืบ เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ "เขาก็ตายแล้วเหมือนกัน"
จ้าวหนิง "......"
เป็นคำตอบี่สมเหตุสมผลอีกครา
เขาเอ่ยถาม "ตายอย่างไร"
หลิวเซิ่งหนานตอบ "ตอนกองทัพสนามบุกโจมตีฐานี่มั่นกลุ่มอัศวินมังกร เขาไม่ยอมจำนน กู่ร้องนำคนบุกตะลุยเข้าใส่พวกเรา ระดมยิงปืนใส่อย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายถูกปืนไรเฟิล 'ลองจูมส์' สอยจนร่างแหลกเป็นชิ้นๆ ไม่เหลือซาก"
คราวนี้หลี่หู่เฉิงไม่ได้หนีเตลิด แต่เลือกสู้ตายคาฐานี่มั่นกลุ่มอัศวินมังกร ค่อนข้างเหนือความคาดหมายของจ้าวหนิง ดูทีเขายังมีเลือดนักสู้อยู่ในกายมากกว่าเฉียนป๋อหยง
หรือหากมองอีกแง่ เป็นเพราะเขาไม่มีร่มไม้ใหญ่ให้ซุกหัวเหมือนเฉียนป๋อหยง และไม่มีวันได้หวนคืนสู่อำนาจอีกต่อไป
จ้าวหนิงถามต่อ "ก่อนตายเขาตะโกนว่าอะไรบ้าง"
หลิวเซิ่งหนานนึกย้อนความหลังครู่หนึ่ง "รายละเอียดฟังไม่ถนัดนัก แต่ใจความประมาณว่า 'เมืองหมิงรื่อเฉิงเป็นของฉัน ใครก็แย่งไปไม่ได้', 'พวกแกมันก็แค่พวกโจร คิดจะพังสิ่งี่ฉันสร้างมาทั้งชีวิต ก็ฆ่าข้าซะเถอะ', 'เพื่อกลุ่มอัศวินมังกร เมียฉันก็ตาย ลูกสาวก็ตาย พวกแกยังจะบีบคั้นฉันอีก ฉันจะลากพวกแกไปลงนรกด้วยกันให้หมด' ทำนองนี้แหละ"
จ้าวหนิงไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
เขาเงยหน้ามองแสงนีออนอันอ้างว้าง ป้ายไฟเขียวแดงี่สาดส่องทั่วท้องถนน... ก่อนจะจมดิ่งสู่ความเงียบงันอันไร้ี่สิ้นสุด
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??