เรื่อง ยอดหมอเทวะบรรพกาล
ทั้งสองเ้ามอง้ั ด้านบนืิ แม้ลั่วหยางจะมี 'กายาจิตขมังเวท' ที่ช่วยให้มองทะลุความมืดได้ดีกว่าคนทั่วไป แต่ก็ยังมองไม่ออกว่าเกิดบ้าอะไรขึ้นเบื้องบน
เสียงคำรามครืนๆ พุ่งทะยานใกล้เข้ามาทุกขณะ!
"ผะ... แผ่นดินไหวเหรอ" เยี่ยจือหน้าซีดเผือด
เสี้ยววินาทีนั้น ลั่วหยางพลันสังเกตเห็นบางอย่างทะลักทลายลงมาจากเนินชันที่อยู่สูงขึ้นไปหลายสิบเมตร ในความมืดมิด นัยน์ตาของเขาจะมองเห็นวัตถุเป็นภาพ
'เรืองแสง' แม้จะไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันคือมวลสีเขียวขนาดยักษ์ที่กำลังถาโถมลงมาดั่งน้ำป่าไหลหลาก
ลั่วหยางเบิกตาโพลง สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่น เขาตวัดแขนรวบเอวเยี่ยจือเข้ามากอดแน่น เอี้ยวตัวพลิกหลบสุดแรง ก่อนจะพากันกลิ้งหลุนๆ ลงไปตามทางลาดชันเบื้องล่างทันที
โชคดีที่ตีนเนินมีโขดหินชะง่อนหนึ่งยื่นออกมาจากพื้นลาดเอียง ความสูงราวๆ เมตรกว่า ซึ่งมากพอจะให้คนสองคนซุกตัวหลบภัยได้ฉิวเฉียด ลั่วหยางกอดร่างบางกลิ้งเข้าไปใต้ชะง่อนหินพอดิบพอดี วินาทีเดียวกันนั้น มวลทรายสีเหลืองหม่นก็สาดซัดข้ามหัว ร่วงหล่นลงมากลบฝังพื้นที่เกินครึ่งของระเบียงหินไปในชั่วพริบตา
ซ่า! ซ่า!
คลื่นทรายทะลักทลายดั่งน้ำหลาก ก่อตัวเป็นเนินเขาย่อมๆ สูงหลายเมตร ก่อนจะไหลบ่าลงสู่ก้นบึ้งร่องเหวใต้ดินอย่างบ้าคลั่ง
เยี่ยจือตัวสั่นเทาเป็นลูกนก แม้จะมองไม่เห็น แต่สัญชาตญาณรับรู้ได้ถึงมัจจุราชเม็ดทรายที่เฉียดหัวไปแค่คืบ เส้นผมและใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยฝุ่นผง กลิ่นไอดินทรายคลุ้งตลบอบอวลแทงจมูก
ลั่วหยางกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ริมฝีปากพร่ำกระซิบปลอบประโลม "ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว"
ทั้งที่ลึกๆ แล้วใจเขาก็เต้นโครมครามล่กจนแทบทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
แต่ในเมื่อแบกศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเอาไว้ เขาจึงกัดฟันดึงสติกลับมาเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว พลังวิญญาณสีเขียวเข้มพุ่งพล่านเข้าสู่กายาจิตขมังเวท ดึงประสาทสัมผัสทั้งหมดทะยานเข้าสู่ 'สภาวะเหนือสัมผัส' อีกครั้ง
ในความมืดมิดสนิท นัยน์ตาของลั่วหยางกลับจับภาพทุกอย่างได้กระจ่างชัด แม้จะเป็นภาพเรืองแสง แต่ก็เฉียบคมเหนือล้ำกว่ากล้องอินฟราเรดทางทหารที่ล้ำยุคที่สุด โสตประสาทเปิดกว้าง ดักจับทุกความเคลื่อนไหวภายนอกถ้ำ เสียงพายุกรรโชกแรงแหวกผ่านหุบเขาดังกึกก้อง ราวกับฝูงผี-่าซาตานกรีดร้องโหยหวน เสียงก้อนหินและเม็ดทรายบดขยี้กันดังสนั่นหวั่นไหว ดุจกองทัพทหารม้าเรือนแสนควบทะยานเหยียบย่ำทุกสรรพสิ่ง
นั่นไม่ใช่แผ่นดินไหว... แต่มันคือพายุทรายมรณะ!
มหาพายุหอบเอาเนินทรายเบื้องบนถล่มลงมา ประกอบกับพื้นที่ตรงนี้เป็นหลุมยุบ คลื่นทรายดูดจึงทะลักทลายลงมาตามรอยแยกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สวรรค์ยังเข้าข้างที่มีชะง่อนหินยื่นออกมา และโชคดีเหลือเกินที่ลั่วหยางไหวตัวทัน หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเดียว พวกเขาทั้งคู่คงถูกคลื่นทรายดูดกลืน ร่วงหล่นลงสู่รอยแยกมรณะ หรือไม่ก็โดนฝังทั้งเป็นอยู่บนระเบียงหินนี้ไปแล้ว ทรายน้ำหนักหลายสิบตันกดทับร่าง ต่อให้เป็นยอดมนุษย์จากไหนก็คงหนีไม่พ้นความตาย นับประสาอะไรกับคนธรรมดาอย่างเยี่ยจือ
"พวกเรา... จะตายไหม" น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือ
ลั่วหยางกระชับอ้อมกอด "แค่พายุทรายน่ะ พอพายุสงบก็ไม่มีอะไรแล้ว เราจะรอด"
เยี่ยจือซุกใบหน้าอิงแอบแผงอกแกร่ง ท่อนแขนเรียวกอดรัดเขาแน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย ไออุ่นจากร่างกายชายหนุ่มแผ่ซ่าน มอบความรู้สึกปลอดภัยอันมากล้นให้เธอ
ปริมาณคลื่นทรายดูดค่อยๆ ลดลง หลังจากไหลบ่าอย่างบ้าคลั่งอยู่ราวสองนาทีก็หยุดสนิท ทว่าโสตประสาทของลั่วหยางยังคงได้ยินเสียงลมกรรโชกโหยหวนราวกับนรกแตกดังมาจากปากถ้ำ พายุมรณะภายนอกยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ
"ลั่วหยาง..." สติของเยี่ยจือเริ่มกลับมาเข้าร่องเข้ารอย
"อืม" เขาขานรับในลำคอ
"เมื่อกี้... ตอนที่ทรายซัดลงมาข้ามหัว คุณกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ" เธอเอ่ยถาม
"ผมมัวแต่ประเมินสถานการณ์รอบตัวน่ะสิ"
"ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยเหรอ"
ชายหนุ่มชะงักค้าง แอบคิดในใจว่าคำถามนี้มันออกจะแปลกไปหน่อย เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเฉียดตายแบบนั้น ใครมันจะไปมีกะจิตกะใจคิดเรื่องอื่นนอกจากหาทางรอดวะ?
"ฉันคิดถึงเหม่ยฉี แล้วก็... คิดถึงคุณ" เยี่ยจือเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ "แล้วคุณล่ะ... ไม่ได้คิดถึงฉันบ้างเลยเหรอ"
แม้เนื้อแท้จะเป็นคนเกลียดการโกหกเข้าไส้ แต่สถานการณ์มันบังคับ ลั่วหยางจึงจำใจต้องพ่นคำลวงออกไป "คิด... คิดสิ"
ขืนตอบความจริงไปว่าหัวสมองว่างเปล่าไม่ได้คิดถึงเธอเลยสักแอะ มีหวังองค์แม่ประทับร่างแหงๆ
"แล้วคุณคิดถึงฉันว่ายังไงบ้างล่ะ" หญิงสาวรุกไล่ไม่เลิก
ลั่วหยางถึงกับใบ้แดก
นี่น่ะเหรอ... ไอ้อาการของคนมีความรัก?
โคตรจะไร้สาระชะมัด!
"พูดมาสิ" เยี่ยจือเร่งเร้า น้ำเสียงเอาแต่ใจนิดๆ กะว่าถ้าไม่ได้คำตอบที่พอใจก็จะไม่ยอมจบง่ายๆ
ชายหนุ่มรีบปั่นสมองเรียบเรียงคำพูด "ผมกำลังคิดว่า... ยังไงก็ต้องพาคุณรอดออกไปให้ได้ เหม่ยฉีเสียพ่อไปคนนึงแล้ว เด็กคนนั้นจะเสียแม่ไปอีกคนไม่ได้เด็ดขาด"
"คุณนี่น่ารักจัง" เยี่ยจือเบียดใบหน้าเนียนซุกไซ้ซอกคอชายหนุ่ม กระซิบเสียงออดอ้อน "อันที่จริง... เหม่ยฉีก็มองว่าคุณเป็นพ่อของเธอไปแล้วนะ"
ใบหน้าของใครบางคนผุดวาบขึ้นมาในหัวลั่วหยางอีกครั้ง... ซ่งตงซานกำลังเบิกตาจ้องเขม็ง สายตาของศพที่เย็นชาและอาฆาตแค้น
หากตัดเรื่อง 'ชู้สาว' ออกไป แล้วว่ากันตามเนื้อผ้า พินัยกรรมบ้าบอนั่นของซ่งตงซาน มันทั้งขัดต่อกฎหมาย ขัดมนุษยธรรม และโคตรจะเห็นแก่ตัวแบบสุดกู่จริงๆ
"แล้วคุณไม่อยากรู้เหรอ ว่าเมื่อกี้ฉันคิดถึงคุณเรื่องอะไร"
"เรื่องอะไรครับ" ลั่วหยางเองก็ชักจะสงสัย
"ฉันกำลังคิดว่า ถ้าเกิดพวกเราต้องมาตายเป็นผีเฝ้าถ้ำอยู่ที่นี่... โดยที่คุณยังเป็นไก่อ่อน ไม่เคย 'ผ่านประสบการณ์' อะไรมาเลย คงจะน่าสงสารแย่ ชีวิตลูกผู้ชายคงเหลือแต่ความเสียดายตายชัก" น้ำเสียงของเธออ่อนหวานเย้ายวน ยามที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดแบบนี้ เธอไม่ต่างอะไรกับลูกแมวขี้อ้อน สลัดคราบประธานบริษัทสาวมาดนางพญาจนหมดสิ้น
"เอ่อ... ประสบการณ์อะไรเหรอครับ" ชายหนุ่มยังตามมุกไม่ทัน
"ตาบ้า คุณก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร" พวงแก้มใสซับสีเลือดรุ่มร้อน
ลั่วหยางถึงบางอ้อทันที แต่กลับรู้สึกปวดขมับตึบๆ... จริงอยู่ที่ตอนนี้ทรายหยุดถล่มแล้ว แต่พวกเขายังติดแหง็กอยู่ในขุมนรกหน้าสิ่วหน้าขวาน การมาชวนคุยเรื่องใต้สะดือในเวลาแบบนี้ มันไม่ดูผิดผีผิดเวลาไปหน่อยหรือไง!
"ลั่วหยาง... ให้ฉันเป็นคนสอนบทเรียนแรกในชีวิตลูกผู้ชายให้คุณเถอะนะ" ใบหน้าของเยี่ยจือแดงก่ำลามไปถึงใบหู
ชายหนุ่มใจเต้นตึกตักจนทำอะไรไม่ถูก "สะ... สอนบทเรียนอะไรเหรอครับ"
เยี่ยจือเอื้อมมือมาหยิกเอวเขาเบาๆ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบชิดริมฝีปาก เป่าลมหายใจร้อนผ่าวรดใบหู "ทฤษฎีบทพีทาโกรัสไงล่ะคะ"
วัยรุ่นอ่อนหัดอย่างนาย คงยังไม่รู้ซึ้งถึงความเด็ดดวงของพี่สาวหรอก เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะสอนให้รู้ซึ้งเองว่า 'ของจริง' มันเป็นยังไง!
ลั่วหยางไปไม่เป็น สภาพของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเด็กประถมหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้าห้องเรียนวันแรก หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้ แถมยังแอบหวังจะได้รับคำชมจาก 'คุณครู' อีกต่างหาก
สัมผัสวาบหวามคืบคลานเข้ามา มือเรียวบางข้างหนึ่งเริ่มลูบไล้ปัดป่ายลงต่ำ...
แต่หลังจากผ่านไปแค่แปดวินาที... มือข้างนั้นก็ชะงักกึกและผละออกไปอย่างรวดเร็ว
"คุณ... ทำไมมัน..." ภายในใจของเยี่ยจือพลันเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง
"คือว่า... วิชาเคล็ดหลอมปราณขมังเวท มันต้องหลอมแก่นแท้ให้กลายเป็นปราณ แล้วหลอมปราณให้กลายเป็นวิญญาณน่ะครับ..." ลั่วหยางจำใจต้องคายความจริงด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
"นี่คุณ... หลอมมันไปหมดแล้วเหรอ" หญิงสาวหัวไวสุดๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในเสี้ยววินาที
ชายหนุ่มพยักหน้ารับด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เยี่ยจือมุดหน้าหนี ซุกกลับเข้าไปในซอกคอของลั่วหยางแทบจะทันที ความอับอายขายขี้หน้าตีตื้นขึ้นมาจนแทบแทรกแผ่นดินหนี หมดความกล้าที่จะสู้หน้าเขาอีกต่อไป
ลั่วหยางรีบคว้าโอกาสเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ "พี่เยี่ย... รอพายุสงบเมื่อไหร่ เราต้องหาทางปีนกลับขึ้นไปข้างบนนะครับ"
"อ้าว ไหนคุณบอกว่าจะปักหลักรอทีมกู้ภัยไง"
"รอไม่ได้แล้วครับ พายุทรายถล่มซะขนาดนี้ ร่องรอยที่ผมทิ้งไว้คงโดนกลบมิด หูปู้เฝ่ยกับตำรวจท้องที่ไม่มีทางหาเราเจอแน่ ขืนมัวแต่รอความหวังลมๆ แล้งๆ มีหวังอดตายอยู่ตรงนี้ เราต้องปีนขึ้นไปหาที่สูงๆ ให้คนสังเกตเห็นถึงจะมีทางรอด"
"แล้วถ้าก้าวพลาดพลัดตกลงมาล่ะ" หญิงสาวยังคงสลัดความหวาดกลัวทิ้งไม่พ้น
ชายหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่ง "เดี๋ยวผมจะถอดกางเกงออก เอามามัดตัวคุณติดกับผมไว้ แล้วผมจะแบกคุณปีนขึ้นไปเอง"
"จะบ้าเหรอ เนินชันทะลุฟ้าขนาดนั้น แค่เอาตัวเองให้รอดยังรากเลือด นับประสาอะไรกับแบกฉันขึ้นไปด้วย ถ้ายกธงขาวไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ฉันจะพยายามปีนตามหลังคุณไปเอง ฉันคิดว่าฉันน่าจะพอไหว"
"ตอนแรกผมก็กะจะให้เป็นแบบนั้นแหละครับ แต่ตอนนี้ไฟฉายมันปลิวหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ คุณมองไม่เห็นทางหรอก มันเสี่ยงเกินไป ให้ผมแบกคุณน่ะถูกแล้ว ผมเอาอยู่" ลั่วหยางยืนกรานเสียงหนักแน่น
"ตกลง... ฉันจะเชื่อใจคุณ" เยี่ยจือยอมจำนน เมื่อตกอยู่ในความืิ การดันทุรังปีนหน้าผาเองก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย
"งั้นตอนนี้นอนคว่ำลงบนทรายสิครับ" ชายหนุ่มออกคำสั่ง
"คุณ... จะทำอะไรน่ะ" เธอสะดุ้ง ตื่นตระหนกขึ้นมาอีกรอบ
ลั่วหยางถอนหายใจ "ผมจะเดินพลังรักษาให้คุณอีกรอบ แผลจะได้สมานเร็วขึ้น เวลาผมแบกปีนหน้าผา คุณจะได้ไม่เจ็บจนเผลอดิ้นหลุด แล้วพอเราออกไปได้ คุณจะได้มีแรงเดินต่อเองไหว ผมเดาว่าเราคงต้องเดินเท้าฝ่าทะเลทรายกันอีกไกลโขเลยล่ะ"
"แต่ไฟฉายดับไปแล้วนี่ คุณจะมองเห็นเหรอ" จู่ๆ เธอก็นึกถึงจุดบอดสำคัญขึ้นมาได้
"ก็... พอจะมองเห็นลางๆ ครับ"
"เดี๋ยวนะ ถ้ามองเห็น... งั้นก่อนหน้านี้ที่คุณ..." เยี่ยจือสมองแล่นปรี๊ด ใบหน้าพลันร้อนฉ่าแดงเถือกลามไปถึงลำคอ
ชายหนุ่มกระแอมไอกลบเกลื่อนความผิด "รีบนอนคว่ำลงสิครับ ไหนเมื่อกี้รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเชื่อฟังผมไง"
เยี่ยจือเบะปากหมั่นไส้ แต่ก็ยอมคลานไปนอนคว่ำราบกับกองทรายอย่างว่าง่าย สรีระโค้งเว้าเย้ายวนใจอวดสายตาอยู่เบื้องหน้า
ลั่วหยางสูดลมหายใจลึก ขจัดความฟุ้งซ่านใต้สะดือทิ้งไปจนหมดสิ้น ปลายนิ้วดัชนีแพทย์ไท่ชูกดน้ำหนักลงบนตำแหน่งกล้ามเนื้อที่อวบอิ่มที่สุดบนเรือนร่างของหญิงสาว บาดแผลตรงจุดนั้น... ถือเป็น 'รอยแผลที่อันตราย' ต่อตบะการบ่มเพาะของเขาที่สุดเช่นกัน...
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??