เรื่อง ยอดหมอเทวะบรรพกาล
ก่อนะลงมาเืโลกผู้ล่วงลับ ูงซานได้บรีฟแผนการให้ลั่วหยางฟัง่าเสร็จสรรพว่า ในตัวเฮยกงเตี๋ยมีสายเลือดจิ้งจอกเก้าหางที่เพิ่งตื่นขึ้น แถมยังกำความลับสุดยอดเผ่าพันธุ์จิ้งจอกเอาไว้ ให้เอาประเด็นนี้มาล่อลวงู๋าจี่ให้ยอมคายความลับและตามเขากลับไป
แต่ลั่วหยางเปลี่ยนใจกะทันหัน
เหตุผลง่ายนิดเดียว... แค่เขาหลุดปากเอ่ยชื่อูงซาน ู๋าจี่ก็คลั่งเป็นหมาบ้าพร้อมะสับเขาเป็นชิ้นๆ ลูกถีบทะลวงอกเมื่อครู่คือหลักฐานยืนยันชั้นดี ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ขืนยังขืนดันทุรังตามแผนูงซานต่อ เขาก็คงเป็นไอ้โง่คนหนึ่ง
ู๋าจี่คือปีศาจจิ้งจอกพันปีที่สั่งสมความแค้นต่อูงซานเข้ากระดูกดำ นางะโง่เชื่อหรือว่าเฮยกงเตี๋ย ายาทนางกับูงซาน ะมีสายเลือดจิ้งจอกเก้าหาง แถมยังกุมความลับระดับจักรวาลอะไรนั่น?
หากู๋าจี่จับได้ว่าเขากำลังเล่นลิ้น ต่อให้อ้าปากพูดจนเปลืองน้ำลายอีกกี่ร้อยกี่พันคำ ก็ไม่มีางกู้สถานการณ์กลับมาได้อีกแล้ว
"ท่านบรรพชน ข้าเดาว่าท่านคงกุมความลับบาง่าที่สำคัญต่อูงซานมาก แต่เจ้านั่นขี้ขลาดเกินกว่าะลงมาที่นี่ด้วยตัวเอง เลยยืมมือข้าในฐานะผู้สืบทอดอูซวี หวังะใช้เป็นเหยื่อล่อให้ท่านขึ้นไปติดกับ" ลั่วหยางเปิดไพ่ตรงๆ
"ในเมื่อเจ้าก็รู้กำพืดมันว่าตั้งใจหลอกข้า แล้วยังกล้าโผล่หัวมาอีกหรือ" สายตาู๋าจี่หรี่ลง ประกายความฉงนฉายชัด
ลั่วหยางตอบสวนทันควัน "ท่านบรรพชน... หากข้าไม่มา ูงซานะล้างบางทั้งข้าและครอบครัว ข้าจึงไม่มีางเลือก"
"มันสั่งให้เจ้ามาพ่นคำโกหกอะไรใส่ข้า" ู๋าจี่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาลั่วหยางราวกับะเค้นหาความจริง
ลั่วหยางแฉความลับ่าเปิดเผย "ูงซานสั่งให้ข้าบอกท่านว่า... เฮยกงเตี๋ยายาทท่านเบิกเนตรสายเลือดจิ้งจอกเก้าหางสำเร็จแล้ว และกำลังกุมความลับขั้นสุดยอดเผ่าพันธุ์เอาไว้ มันบอกว่าการก้าวขึ้นเป็นจิ้งจอกเก้าหางคือจุดสูงสุดที่พวกท่านใฝ่ฝัน และความลับนั้นะปรากฏก็ต่อเมื่อสายเลือดเก้าหางตื่นขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นคือางรอดเดียวจิ้งจอกสายเลือดรองที่ะไขว่คว้าพลังนั้น... มันมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องดึงดูดท่านได้่าแน่นอน"
"แล้วเจ้าล่ะ... คิดว่าเฮยกงเตี๋ยภรรยาเจ้ามีสายเลือดจิ้งจอกเก้าหางหรือไม่" ู๋าจี่ยิงคำถามกลับ
ลั่วหยางชะงักไปอึดใจหนึ่ง ไม่ได้สวนคำตอบในทันที
"ตอบข้ามา!" น้ำเสียงู๋าจี่เริ่มแฝงรังสีอำมหิต
ลั่วหยางถอนหายใจ "พูดตามตรง ข้าไม่แน่ใจนัก... แต่ลึกๆ ข้าคิดว่าคงไม่มี"
มุมปากู๋าจี่กระตุกรอยยิ้มแฝงเลศนัย "หากเจ้าหลอกว่ามี ข้าอาจะไขว้เขวแล้วยอมตามเจ้าไปก็ได้... แล้วเหตุใดถึงยอมรับว่าไม่มี"
"ท่านบรรพชน ข้ายังพอหลงเหลือมโนธรรมอยู่บ้าง เฮยกงเตี๋ยเทิดทูนบูชาท่านสุดหัวใจ ข้าะกล้าทำเรื่องบัดซบหลอกลวงท่านได้่าไร" ลั่วหยางปั้นหน้าซื่อตาใส
"พูดภาษาคน"
ลั่วหยาง: "..."
"ข้าะแปลความหมายแทนเจ้าเอง" ู๋าจี่แค่นเสียงเย็น "เจ้ากลัวว่าข้าะจับโกหกได้ ต่อให้ข้าไม่เชือดเจ้าทิ้งที่นี่ แต่พอเจ้ากลับขึ้นไป ูงซานก็คงสั่งเก็บเจ้าอยู่ดี... ถูกต้องหรือไม่"
ลั่วหยางแค่นยิ้มขื่น "ท่านบรรพชนช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก มีเพียงท่านเท่านั้นที่คู่ควรกับการปั่นหัวคนอื่น ใครหน้าไหนะกล้ามาหลอกท่านได้"
ดวงตางามู๋าจี่ทอประกายหยาดเยิ้ม "เจ้าหนูนี่ปากหวานไม่เบา มิน่าเล่าหลานสาวข้าถึงได้หลงเสน่ห์เจ้าจนหัวปักหัวปำ หากเจ้าไม่ได้กินรวบหลานข้าไปแล้ว... ข้าคงอยากะลากเจ้ามา 'ประลองกำลัง' ให้แหลกคาเตียงเสียจริงๆ"
ลั่วหยางใบ้แดก ไม่กล้าต่อปากต่อคำ
"หากเจ้าบ้าจี้ทำตามแผนูงซาน อ้างว่าเฮยกงเตี๋ยกุมความลับจิ้งจอกเก้าหาง บางทีข้าอาจะหลงกลเจ้าสักเสี้ยววินาที แต่เจ้าดันพูดความจริงออกมาจนหมดเปลือก เจ้าไม่เหลือไพ่ให้เล่นแล้ว ... ทีนี้เจ้าะเอาตัวรอดยังไง" ู๋าจี่กอดอกมอง่าเย้ยหยัน นางอ่านเกมลั่วหยางไม่ออกเลยสักนิด
ลั่วหยางนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ที่ข้ายอมเผยความจริงทั้งหมด เพราะข้าเคารพท่านในฐานะบรรพชนจริงๆ ข้าจึงอยากร้องขอให้ท่านชี้แนะ... บอกความลับทีู่งซานกระหายอยากรู้ รวมถึงจุดตายมันให้ข้าทราบที"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..." ู๋าจี่ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นจนทรวงอกอวบอัดสั่นสะเทือน โยกคลอนไปมาทั้งซ้ายขวา
ลูกตาลั่วหยางกรอกกลิ้งตามจังหวะกระเพื่อม่าควบคุมไม่ได้
ขนาดไซส์หน้าอกู๋าจี่่าต่ำต้องคัพ J ซึ่งเมื่อเทียบกับแม่เสือสาวเฮยกงเตี๋ยที่รออยู่บ้าน ก็จัดว่าสูสีสูบฉีดเลือดพอกัน เพียงแต่ร่างจำแลงู๋าจี่สูงทะลุสองเมตร แรงกระเพื่อมสะเทือนสายตาจึงอาจไม่ดุดันเท่าเฮยกงเตี๋ย
"เจ้าเดรัจฉานลามก" ู๋าจี่แค่นเสียงด่าพร้อมค้อนขวับ
ลั่วหยางรีบเบือนหน้าหนี ในใจรู้สึกกระอักกระอ่วนเกินบรรยาย
"เจ้าหน้าด้านขอความลับข้า แถมยังอยากได้จุดอ่อนูงซาน... คิดะเอาไปฟรีๆ หรือมีอะไรมาแลกเปลี่ยน" ู๋าจี่สะบัดหน้า หมุนตัวเดินกลับขึ้นไปบนแท่นศิลา
แผ่นหลังสูงโปร่งกว่าสองเมตร เอวคอดกิ่วราวกับกระดาษเอสี่ แต่สะโพกกลับผายกว้างและงอนเด้งเกินมนุษย์มนา สัดส่วนโค้งเว้าบิดส่ายสะกดสายตา
ไม่รู้ผี-่าซาตานตนใดดลใจ จู่ๆ ภาพเฮยกงเตี๋ยก็แวบเข้ามาในหัวลั่วหยาง
ถ้าเฮยกงเตี๋ยตัวสูงชะลูดเท่าร่างนี้ 'ลูกแพร์ยักษ์' นางก็คงะทรวดทรงประมาณนี้แหละ... หน้าตาคล้ายกัน ไฟหน้าไซส์เดียวกัน ยันลูกแพร์ยักษ์ก็ยังเบ้าเดียวกันเป๊ะ สงสัยยีนบรรพบุรุษคงส่งทอดมาแบบเข้มข้นจัดๆ สินะ
ู๋าจี่ยกเท้าเหยียบขั้นบันไดศิลา ก้าวเดินขึ้นไปเบื้องบน
ลั่วหยางลังเลอยู่เสี้ยววินาที ก่อนะเดินตามขึ้นไป ทุกย่างก้าวที่ขยับ เม็ดทรายจากเกราะมังกรทรายค่อยๆ ปริแตกหลุดร่วง ทิ้ง่เป็นางยาวไว้เบื้องหลัง
การเจรจาต่อรองเริ่มต้นขึ้นแล้ว การที่เขายอมปลดเกราะมังกรทรายออก ไม่ใช่แค่การทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อเดินหน้าลุย แต่เป็นการประกาศความจริงใจใหู้๋าจี่เห็น่าโจ่งแจ้ง
ู๋าจี่เหลียวหลังกลับมามองลั่วหยาง สายตาชะงักงันไปชั่วครู่ ประกายความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตา ก่อนนางะเหยียดยิ้มบางๆ "เจ้าหนู ข้าถามเจ้า เหตุใดจึงเงียบเป็นเป่าสาก"
เอาเข้าจริง นอกจากะมัวแต่คิดอกุศลแล้ว ลั่วหยางกำลังปั่นสมอง่าหนักว่าะหาข้ออ้างไหนมาตอบดี เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนะตอบกลับ "ท่านบรรพชน ข้าคิดว่าการร้องขอฟรีๆ คงดูหน้าด้านเกินไป แต่ข้าก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าคนธรรมดา่าข้าะมีสิ่งใดคู่ควรนำมาแลกเปลี่ยน หากเป็นไปได้ โปรดท่านบรรพชนชี้แนะมาเถิด... ข้าต้องเอาอะไรมาแลก"
ู๋าจี่ไม่ได้ปริปากบอกความต้องการ นางเพียงหันหลังกลับแล้วก้าวขึ้นบันไดต่อไป
ดูทรงแล้ว นางเองก็คงกำลังชั่งใจอยู่ว่าะรีดไถอะไรจากเขาดี
ลั่วหยางเร่งฝีเท้าก้าวตามขึ้นไป
ใจกลางยอดแท่นศิลาปรากฏค่ายกลชุดหนึ่ง ลักษณะคล้ายดอกบัวเก้ากลีบบานสะพรั่งกำลังแผ่รัศมีพลังวิญญาณสีชมพูออกมาไม่ขาดสาย
บนพื้นแท่นศิลามีรอยยุบตัวเป็นหลุมลึกรูปก้น ซึ่งขนาดมัน... สอดรับกับไซส์ 'ลูกแพร์ยักษ์' ู๋าจี่แบบเป๊ะๆ
เห็นรอยยุบนี้แล้ว ลั่วหยางถึงกับซูฮกในความพยายามใช้น้ำหนักบั้นท้ายบดขยี้แผ่นหินแข็งกระด้างจนสึกกร่อนเป็นหลุมลึกขนาดนี้ ่าต่ำต้องใช้เวลานั่งทับมาเป็นร้อยเป็นพันปี หรืออาจะนานกว่านั้น! ลองจินตนาการถึงความอดทนที่ต้องนั่งแช่บำเพ็ญเพียรต่อเนื่องยาวนานปานนั้น... นี่มันตบะเหนือมนุษย์ชัดๆ
ข้างๆ หลุมรูปก้นมีตะกร้าสานใบหนึ่งวางอยู่ ภายในบรรจุปลาวิญญาณสองสามตัว และมีตำราลับเล่มเล็กๆ วางทับอยู่
ู๋าจี่หันกลับมาจ้องหน้าลั่วหยาง สายตาที่ทอดมองลงมาจากเบื้องบนแฝงไปด้วยการประเมินค่า "ทั้งเนื้อทั้งตัวเจ้า มีเพียงสิ่งเดียวที่พอะมีประโยชน์กับข้า... แต่ถ้าข้าต้องเสียรักไปแลกเปลี่ยนกับเจ้า ข้าะไม่ขาดทุนย่อยยับเลยหรือ"
ลั่วหยาง: "..."
คำพูดตรงไปตรงมาจนคนฟังแทบกระอักเลือด
"ข้าดูไม่ออกเลยว่าเจ้าะประเคนอะไรให้ข้าได้ งั้นเจ้าก็ลองเสนอมาเองแล้วกัน" ู๋าจี่ท้าาย
ลั่วหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนะสวนกลับนิ่มๆ "ข้าะปลิดชีพูงซานให้ท่าน"
ู๋าจี่แค่นเสียงเย้ยหยัน "หึ! ลำพังน้ำหน้า่าเจ้าเนี่ยนะ ข้าประเมินพลังเจ้าแล้วก็แค่ขอบเขตสามบุปผา แตู่งซานไม่ใช่เซียนไก่กา มันคือระดับ 'มหาเซียน'"
ลั่วหยางรีบเสริม "แถมข้างกายูงซานยังมีหมาบ้าที่บำเพ็ญตบะจนเป็นเซียนคอยคุ้มกัน พลังแข็งแกร่งนัก ซ้ำยังเป็นดาวข่มวิญญาณผู้ล่วงลับอีกต่างหาก"
"งั้นก็บอกข้ามา เจ้าะเชือดูงซานยังไง... ใช้แค่ลมปากพ่นน้ำลายหรือ่าไร" ู๋าจี่สวนกลับ่าเจ็บแสบ
"เพราะเหตุนี้ไงล่ะ โปรดท่านบรรพชนชี้แนะจุดอ่อนมันให้ข้าที"
ู๋าจี่ส่ายหน้าหวือ "ต่อให้ข้าแฉจุดอ่อนให้ฟัง น้ำหน้า่าเจ้าก็คงไร้ปัญญาทำอะไรมันอยู่ดี"
ลั่วหยางเชิดหน้าขึ้น เอ่ยเสียงเรียบ "หลานคนนี้อาจอยู่แค่ขอบเขตสามบุปผาก็จริง แต่ข้าเคยเด็ดหัวเซียนมาแล้วคนหนึ่ง มันชื่อกุยซานเจินเหริน ไม่ทราบว่าท่านบรรพชนคุ้นหูหรือไม่"
ดวงตาู๋าจี่ทอประกายฉงนวูบหนึ่ง "ไม่เคยได้ยิน... เจ้าเด็ดหัวมันได้ยังไง"
ลั่วหยางเล่าเหตุการณ์ที่เก้าฟ้าเซวียนหนวี่ถ่ายทอดวิชาค่ายกลผนึกวิญญาณให้ และการวางแผนซ้อนแผนล่อกุยซานเจินเหรินไปเชือดทิ้งในต้งเทียนใหู้๋าจี่ฟัง่ารวบรัด
"เจ้าหนูนี่ดวงแข็งไม่เบา จอมขมังเวทบรรพกาลหลายตนในวิหารวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ยอมถ่ายทอดวิชาขมังเวทให้ก็ว่าแปลกแล้ว เพราะเจ้ามีฐานะเป็นผู้สืบทอดอูซวี... แต่ระดับเก้าฟ้าเซวียนหนวี่ถึงกับยอมคายวิชาค่ายกลผนึกวิญญาณให้ เจ้ามีดีอะไรนักหนานางถึงได้โปรดปรานเจ้า"
ลั่วหยางตอบกลับ "ผู้น้อยรับปากนางไว้ ว่าะบุกขึ้นไปแดนเบื้องบนเพื่อสืบหาสาเหตุการตายนาง และตามหาร่างที่แท้จริง หากวิญญาณนางถูกจองจำ ข้าะเป็นคนทำลายผนึกปลดปล่อยนางสู่อิสรภาพเอง"
"ข้าไม่เชื่อหรอก! เก้าฟ้าเซวียนหนวี่เป็นถึงเซียนหญิงระดับแนวหน้า นางะฝากฝังภารกิจระดับนี้ให้มดปลวก่าเจ้าจัดการได้ยังไง" ู๋าจี่แค่นเสียง ไม่ปักใจเชื่อแม้แต่น้อย
"ท่านบรรพชน... ขอยืมพู่กันและน้ำหมึกหน่อยเถิด ข้าะวาดหยินฟูและหยางฟูค่ายกลผนึกวิญญาณให้ท่านดูเป็นขวัญตาเดี๋ยวนี้เลย"
"ข้าก็อยากะเห็นเหมือนกัน" ู๋าจี่สะบัดข้อมือเบาๆ ปึกกระดาษวิญญาณขาวสะอาดพร้อมพู่กันขนสัตว์สีขาวบริสุทธิ์ก็ลอยลิ่วจากหลังแท่นศิลามาอยู่ในมือนางทันที
ลั่วหยางรับกระดาษวิญญาณกับพู่กันมา ทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนแท่นศิลา ปูแผ่นกระดาษเรียบตึง เตรียมะจรดพู่กันวาดฟู แต่สายตาพลันสังเกตเห็นว่าปลายขนพู่กันสีขาวมันดูยุ่งเหยิงแตกปลาย เขาจึงแลบลิ้นแตะน้ำลายลงไปเล็กน้อย รูดจัดระเบียบขนพู่กัน่าทะนุถนอมจนปลายแหลมเปี๊ยบ
ปลายพู่กันเรียบกริบพร้อมใช้งานแล้ว
"เจ้าหนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าขนพู่กันด้ามนี้นำมาจากส่วนใดร่างกาย" จู่ๆ ู๋าจี่ก็โพล่งคำถามชวนขนลุกออกมา
ลั่วหยางชะงักกึก ถามกลับไปตามสัญชาตญาณ "ท่านบรรพชน ถอนมาจากส่วนใดหรือ"
"ก็ส่วนที่... เจ้าไม่มีวันได้เห็นยังไงล่ะ" ู๋าจี่ตอบหน้าตาย
ลั่วหยาง: "..."
เมื่อก้มมองพู่กันในมืออีกครั้ง ในใจเขาราวกับมีฝูงอัลปาก้านับหมื่นตัววิ่งเหยียบย่ำสมอง เสียงกีบเท้ากระแทกหัวใจดังกึกก้องจนใบหน้าร้อนฉ่าแทบะสุกเกรียมทั้งเป็น
"ฮ่าฮ่าฮ่า..." ู๋าจี่ระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจนตัวงอ
หากเฮยกงเตี๋ยมีบรรพชนเสื่อมทรามระดับนี้... คงหมดหวังะได้ผุดได้เกิดแล้วล่ะมั้ง
ลั่วหยางสูดหายใจลึก สะบัดความรู้สึกกระอักกระอ่วนทิ้งไป รวบรวมสมาธิดึงพลังวิญญาณมาจรดปลายพู่กันแล้วเริ่มตวัดวาดฟู
เริ่มต้นด้วยหยินฟู เส้นสายโค้งเว้าดุจจันทร์เสี้ยวหันซ้าย
ตามด้วยหยางฟู เส้นสายโค้งเว้าดุจจันทร์เสี้ยวหันขวา
เมื่อวาดหยินฟูและหยางฟูเสร็จสรรพ ลั่วหยางก็นำกระดาษทั้งสองแผ่นมาประกบกันตรงกลาง บังเกิดเป็นค่ายกลผนึกวิญญาณรูปวงกลมสมบูรณ์แบบ
"ท่านบรรพชน นี่คือค่ายกลผนึกวิญญาณที่เก้าฟ้าเซวียนหนวี่ถ่ายทอดให้ข้า" ลั่วหยางโยนพู่กันลงพื้นทันที พลันรู้สึกรังเกียจที่ะแตะต้องมันแม้แต่วินาทีเดียว
"เจ้ามั่นใจนะว่านี่คือค่ายกลผนึกวิญญาณแท้ในตำนาน" ู๋าจี่ยังคงคลางแคลงใจ
ขึ้นชื่อว่าปีศาจจิ้งจอกย่อมมีนิสัยหวาดระแวงและเจ้าเล่ห์เพทุบายที่สุดในบรรดาปีศาจทั้งมวล ในเมื่อนางถนัดปั่นหัวคนอื่น นางก็ย่อมหวั่นเกรงว่าคนอื่นะงัดเล่ห์เหลี่ยมมาปั่นหัวนางเช่นกัน
"พิสูจน์ไม่ยากหรอก ข้าะสาธิตให้ท่านบรรพชนดูเป็นขวัญตา" ลั่วหยางเตรียมประทับฝ่ามือขวาลงบนแผ่นค่ายกล
ทันใดนั้น ู๋าจี่ตวาดเสียงหลง "หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
ลั่วหยางชักมือกลับ่าไว "ท่านบรรพชน หากท่านไม่ยอมให้ข้าลอง แล้วข้าะพิสูจน์ความจริงให้ท่านประจักษ์ได้่าไร"
"ตำนานเล่าขานว่าค่ายกลผนึกวิญญาณทรงอานุภาพถึงขั้นผนึกพลังเซียน เปลี่ยนเซียนให้กลายเป็นสวะธรรมดาได้ หากเจ้าดันเปิดใช้งานค่ายกลต่อหน้าข้า ผนึกพลังวิญญาณข้าจนหมดสิ้น... แล้วเกิดหน้ามืดทำเรื่องระยำตำบอนที่แม้แต่เดรัจฉานยังต้องเบือนหน้าหนีกับข้าขึ้นมา ข้าะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้รบปรบมือกับเจ้า"
ลั่วหยาง: "..."
ประโยคแรกๆ ก็ดูมีเหตุผลดีอยู่หรอก แต่ไอ้ท่อนหลังนี่มันชักะลามปามไปกันใหญ่แล้ว
แต่พอฉุกคิดได้ว่าอีกฝ่ายคือปีศาจจิ้งจอกพันปีสุดร่าน ลั่วหยางก็ขี้เกียจะถือสาหาความอีกต่อไป
ู๋าจี่คว้าแผ่นยันต์ทั้งสองใบขึ้นมาพิจารณา "ตอนนี้ดูเหมือนะมีแขกมาเืตีนผาพอดี ข้าะเอามันไปทดสอบ หากใช้งานได้จริง ข้าะยอมเชื่อใจเจ้า... แต่ถ้าค่ายกลเจ้าเป็นเก๊ เจ้ารู้ใช่ไหมว่าศพเจ้าะไม่สวยแน่"
ลั่วหยางผายมือท้าาย "เชิญท่านบรรพชนลงทัณฑ์ตามสบาย ข้าพร้อมรับชะตากรรม"
"ข้าะสูบน้ำกามเจ้า... จนเจ้าแห้งตายคาอกข้าเลยคอยดู!"
ลั่วหยาง: "..."
ผมขอร้องล่ะครับท่าน... ช่วยทำตัวเป็นปีศาจจิ้งจอกแบบปกติชนหน่อยไม่ได้หรือไง
เงาสีขาวพุ่งวาบตัดผ่านความมืด ู๋าจี่อันตรธานหายไปจากโถ้ำ่าไร้่
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??