เรื่อง Veonestra: สงครามวันพิพากษา
เสียงีแหลมะเิหูไซเรนเืัระดับุเิสูงสุดัแผดคำรามก้องสะท้อนไปทั่วทุกตารางนิ้วอาณานิคมผู้รอดชีวิตหมายเลข 47 สุ้มเสียงมันบาดลึกเข้าไปในจิตใจผู้คน ราวกับเสียงคร่ำครวญกู่ร้องครั้งสุดท้ายโลกใบนี้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ห้วงแห่งหายนะซ้ำรอยอดีตอีกหน
บนฟากฟ้ายามพลบค่ำ หมู่เมฆหนาทึบสีแดงอิฐบดบังทัศนียภาพจนดูคล้ายกับถูกชโลมด้วยโลหิตสด แสงสุริยาอัสดงดวงสุดท้ายกำลังจะตกลงสู่เส้นขอบฟ้าและปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกิน ทว่าในเวลานี้...กลับไม่มีมนุษย์คนใดมีเวลาหรือจิตใจที่จะหยุดชื่นชมความงามอันน่าสะพรึงกลัวนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะที่บริเวณพื้นที่ราบรกร้างภายนอกกำแพงเหล็กกล้ากล้าตระหง่าน... มหันตภัยร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกชีวิตกำลังคืบคลานเข้ามา
“ยืนยันพิกัดระบุเป้าหมายแน่นอนแล้ว!”
“เรดาร์ตรวจพบปฏิกิริยาพลังงานชีวภาพการ์เลนอส...จำนวนรวมมากกว่า 1,300 ตัว!!”
“สัญญาณความร้อนระบุเด่นชัด... มีการ์เลนอสระดับ Class 1 จำนวนมหาศาลจนนับไม่ถ้วน!”
“ตรวจพบคลื่นพลังงานระดับเข้มข้นสูง คาดว่าเป็ Class 2 อย่างน้อยที่สุด 7 ตัวครับ!!”
เสียงรายงานสถานการณ์สดที่สั่นเครือทว่าดังลั่นจากหอคอยตรวจการณ์ผ่านทางระบบช่องสัญญาณสื่อสารกลางกองทัพ ทันทีที่ตัวเลขสถิติจำนวนศัตรูถูกประกาศกร้าวออกมาผ่านลำโพง ทหารและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินทุกคนในละแวกนั้นพลันหน้าซีดเผือด บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นจนกลายเป็ความตึงเครียดอันหนักอึ้งที่แผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วทั้งเมืองในพริบตา
“...หนึ่งพันสามร้อยตัวงั้นเหรอ...” ริน อาซากิ พึมพำกับตัวเองเบาๆ ร่างกายเด็กสาวชาววาเรียนต์แข็งค้าง แววตาคู่งามสั่นไหวอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งซุ่มเสียงที่เพิ่งได้ยินผ่านหู จำนวนกองทัพอสูรกายระดับนี้... มันมากกว่าจำนวนการ์เลนอสทั้งหมดที่เธอเคยพานพบและต่อสู้มาตลอดทั้งชีวิตนับตั้งแต่ตื่นขึ้นมารวมกันเสียอีก!
ครืนนนนนนนนนน—!!
ยังไม่ทันที่รินจะได้จมอยู่กับความตระหนก พื้นคอนกรีตหนาใต้ฝ่าเท้าก็พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรงจนเศษฝุ่นและกรวดหินกระดอนลอยขึ้นจากพื้น บานประตูเหล็กกล้าผสมไทเทเนียมขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานกำแพงเมืองค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับการปะทุเสียงคำรามกระหึ่มจากเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดขนาดมหึมา
รินหันขวับดิ่งสายตาไปมองยังเบื้องล่างก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง...ขบวนรถถังศึกหุ้มเกราะหนักสีดำทมิฬสนิทหลายสิบคันกำลังเคลื่อนตัวแปรขบวนทัพออกมาอย่างพร้อมเพรียง ลำกล้องปืนใหญ่เรลกัน (Railgun) ชนิดขับดันแม่เหล็กไฟฟ้าอันยาวเหยียดทอดตัวยาวออกจากป้อมปืน สะท้อนรับกับแสงอาทิตย์สีแดงฉานยามเย็นดูลึกลับและทรงพลัง บนแผ่นเหล็กกล้าเสริมเซรามิกด้านข้างตัวถังถูกประทับด้วยตราสัญลักษณ์กองกำลัง V.I.F. อย่างเด่นชัดสง่างาม
“หน่วยยานเกราะจู่โจมทำลายล้าง Cerberus กองร้อยที่ 18 เข้าประจำตำแหน่งแนวรบพิกัด X-1!”
“สัญญาณเชื่อมต่อยืนยัน!”
“กองร้อยที่ 19 ประจำที่...พร้อมเปิดฉากยิง!”
“กองร้อยที่ 21 เคลื่อนพลเสร็จสิ้น...พร้อมรบเต็มรูปแบบ!”
รถถังต่อต้านการ์เลนอสสมรรถนะสูงจำนวนกว่า 36 คัน เคลื่อนตัวสับหลีกพลางจัดแนวยิงหน้ากระดานเรียงแถวทอดยาวออกไปยึดชัยภูมิ ณ พื้นที่ลานโล่งด้านหน้ากำแพงเมืองอย่างมีระบบ และที่ตามติดเบื้องหลังพวกมันมา... คือขบวนยานเกราะลำเลียงพลหุ้มเกราะเบา APC (Armored Personnel Carrier) อีกนับร้อยคัน บานประตูท้ายยานเกราะไฮเทคเปิดออกสะบัด ทหารภาคพื้นดินหน่วยรบปกติแห่ง V.I.F. หลายร้อยนายในชุดเกราะคอมแบทเต็มยศสีดำวิ่งกรูพุ่งตัวออกมาจัดแนวป้องกันอย่างเป็ระเบียบวินัย ปืนไรเฟิลจู่โจมพลังงานพลาสม่าถูกยกขึ้นประทับบ่าพร้อมลั่นไกสังหาร
“...นี่มัน...นี่มันไม่ใช่แค่การคุ้มกันแล้ว...นี่มันระดับมหาสงครามกองทัพเลยไม่ใช่เหรอคะ...?” รินพึมพำ เสียงเธอสั่นเครือระคนตะลึง
อายาโกะที่ยืนกอดอกพิงขอบราวเหล็กอยู่ข้างๆ หลุดเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “ฮิฮิ...เธอคิดจริงๆ เหรอว่าที่ผ่านมามนุษยชาติรอดพ้นจากการสูญพันธุ์มาได้หลายทศวรรษ...เป็เพราะพวกเราที่เป็หน่วยพิเศษ Vanguard แค่ห้าคนออกไปสู้รบงั้นเหรอ?”
“เอ่อ...ก็ไม่นะ...”
“หน่วย Vanguard พวกเราเป็เพียงปลายหอกที่คมที่สุดมนุษยชาติ...เป็แค่หน่วยรบพิเศษที่ขับเคลื่อนด้วยเกราะวีโอซูทนาโนแมชชีนเพื่อเข้าทำลายเป้าหมายสำคัญระดับสูงเท่านั้น” หญิงสาวเรือนผมสีดำขลับทอดสายตามองออกไปยังแนวรบแถวหน้าที่มีฝุ่นตลบอบอวลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ “แต่กองกำลังหลักที่คอยทำหน้าที่เป็ รั้วและโล่กำบัง ยืนปักหลักแบกรับน้ำหนักปะทะจากคลื่นคลั่งการ์เลนอสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...โดยไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะก้าวถอยหลัง...คือพวกเขาทั้งนั้นแหละ”
รินนิ่งเงียบพลางทอดสายตาพินิจมองไปยังร่างทหารภาคพื้นดินเหล่านั้น... บางคนใบหน้ายังอ่อนเยาว์และมีอายุแทบไม่ต่างจากตัวเธอเลยแม้แต่น้อย บางคนเริ่มมีริ้วรอยและเส้นผมหงอกขาวจากความชรา ทหารบางนายกำลังก้มหน้าหลับตาสวดภาวนาถึงพระผู้เป็เจ้าด้วยความหวัง และมีทหารอีกหลายนายที่กำลังหยิบเอาแผ่นรูปถ่ายใบเล็กครอบครัวขึ้นมาจดจ้องมองดูเป็ครั้งสุดท้าย...ก่อนจะบรรจงจูบมันเบาๆ แล้วเก็บมันกลับเข้าซ่อนในกระเป๋าเสื้อเกราะด้านซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจ
วูมมมมมมม—!!
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงะเิไอพ่นแฝงพลังทำลายล้างก็ดังกระหึ่มกึกก้องฟ้าจนมวลอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว รินเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนทันควัน ฝูงอากาศยานจู่โจมความเร็วเหนือแสงขนาดย่อม VTOL รุ่น Valkyrie จำนวนสิบสองลำ ทะยานพุ่งตัวฉีกหน้าเค้กขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเลือดพร้อมกัน เปลวเพลิงไอพ่นสีน้ำเงินสว่างจ้าพุ่งทะลักออกจากหัวฉีดท้ายรถ ตามติดมาด้วยกลุ่มโดรนรบอัตโนมัติ (Combat Drone) อีกกว่าแปดสิบเครื่องที่บินกระจายตัวปกคลุมน่านฟ้า ราวกับฝูงเหยี่ยวนักล่าเหล็กกล้าที่พร้อมจะโฉบลงไปฉีกเนื้อเหยื่อ
“กองกำลังสนับสนุนทางอากาศประจำการ...พร้อมรบ!”
“หน่วยทหารราบยานเกราะภาคพื้นดินประจำการ...พร้อมรบ!”
“ระบบปืนใหญ่ใหญ่พลังงานจลน์ประจำอาณานิคม...พร้อมรบ!”
“เชื่อมต่อระบบข่ายประจุเกราะพลังงานสนามแม่เหล็ก (Energy Shield)...ทำงานเต็มระบบ!”
เสียงรายงานสถานการณ์จากเครือข่าย AI ส่วนกลางดังประกาศอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย บนพื้นผิวส่วนบนกำแพงเมืองขนาดยักษ์ ปืนใหญ่พลังงานพลาสม่าขนาดอนุภาพทำลายล้างสูงหลายสิบกระบอกเริ่มส่งเสียงวืดวาดทำงานชาร์จพลังงาน...
หึ่งงงงงง... วูมมมมมม...
เส้นสายพลังงานประจุไฟฟ้าสีฟ้านีออนไหลเวียนผ่านลำกล้องโลหะขนาดยักษ์ แสงสว่างจ้าเจิดจ้าขึ้นทีละกระบอก...ทีละกระบอก...จนมองดูราวกับว่าแนวกำแพงเมืองอันยาวเหยียดตลอดทั้งสายกำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าคราม
กัปตันแบล็คเบิร์ดยืนนิ่งสงบดั่งขุนเขาอยู่บนระเบียงหอคอยบัญชาการรบส่วนหน้า ดวงตาสีเหล็กกล้าอันเย็นเยียบไร้ความหวั่นไหวทอดมองตรงไปยังม่านความมืดมิดกว้างใหญ่เบื้องหน้า มือหนายกขึ้นแตะระบบสื่อสารที่ข้างหู
“ถึงทุกหน่วยรบ...” น้ำเสียงเขาทุ้มต่ำทว่าทรงพลังกังวานและเฉียบขาด “...เตรียมรับการปะทะ ณ บัดนี้”
และแล้ว... วินาทีแห่งฝันร้ายที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง
ครืน...
ครืนนนนนนน...
ครืนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน——!!
ผืนป่าที่ห่างไกลออกไปเริ่มโยกไหวและหักโค่นลงอย่างรุนแรงตามแรงเหยียบย่ำ พื้นพสุธาสั่นสะเทือนสั่นสะท้านจนปืนใหญ่บนกำแพงยังสั่นไหว ก่อนที่เงาร่างทมิฬขนาดมหึมาและจำนวนมหาศาลปานเขื่อนแตกจะพุ่งทะลักหลั่งไหลออกมาจากซอกหลืบผืนป่าทึบ ดวงตาสีฟ้าครามเรืองแสงวาวโรจน์นับพันๆ คู่เปิดขึ้นพร้อมกันในความมืด... มองดูสว่างไสวพราวระยับราวกับทะเลแห่งความตายที่เคลื่อนที่ได้
“พระเจ้าช่วย...” รินเผลออุทานออกมาด้วยความรู้สึกใจหายวับ
ฝูงสัตว์ร้ายการ์เลนอสจำนวนมหาศาลล้นหลามกำลังวิ่งตะบึงพุ่งตรงเข้ามาหาแนวกำแพง พวกมันอัดแน่นเต็มเส้นขอบฟ้าและยึดครองพื้นที่ทุกตารางเมตรผืนดินจนไม่หลงเหลือช่องว่าง มองดูละม้ายคล้ายกับคลื่นยักษ์สึนามิสีดำทมิฬขนาดมหึมาที่พร้อมจะกลืนกินและเหยียบย่ำทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างอารยธรรมมนุษย์ให้ราบคาบเป็หน้ากลอง
“ระยะห่างจากแนวรบ... 4 กิโลเมตร!”
“ระยะห่าง... 3.5 กิโลเมตร!”
“เป้าหมายกำลังก้าวข้ามเข้าสู่ระยะหวังผลปืนใหญ่กำแพงเมืองแล้วครับ!!” เจ้าหน้าที่เทคนิคสังเกตการณ์ตะโกนลั่นจนเส้นเลือดที่คอโปนพอง
กัปตันแบล็คเบิร์ดยกมือขวาขึ้นสูง...ทุกชีวิตในสมรภูมิต่างพากันกลั้นหายใจจนบรรยากาศเงียบงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่มือหนาจะตวัดลงอย่างดุดัน
“...ยิงได้!!!”
ตูมมมมมมมมมมมมม!!!!
แรงอัดอากาศและคลื่นเสียงะเิอันกึกก้องกัมปนาทส่งผลให้โลกทัศน์ทั้งใบสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ปืนใหญ่พลังงานพลาสม่าบนแนวรบกำแพงเมืองลั่นไกยิงออกไปพร้อมกันทุกกระบอก ลำแสงอนุภาคสีฟ้าครามหนาทึบหลายสิบสายพุ่งแหวกอากาศตัดผ่านท้องฟ้ายามวิกาล กวาดแกว่งและกระแทกเข้าใส่ใจกลางฝูงการ์เลนอสอย่างแม่นยำและรุนแรงหน่วงหนัก
แรงะเิทำลายล้างระดับมหาศาลปะทุต่อเนื่องเป็ลูกโซ่ดั่งโดมิโน่ มวลหมู่ต้นไม้ในรัศมีหลายพันต้นปลิวหายวับและกลายเป็จุณในพริบตา พื้นดินแข็งๆ ถูกความร้อนและแรงอัดแหวกแยกออกเป็ร่องลึกยาวหลายร้อยเมตร ร่างการ์เลนอสระดับต่ำนับร้อยๆ ตัวถูกความร้อนระดมฉีกกระชากลบหายไปจากสารบบโลกใบนี้ทันทีภายในนัดเดียว
แต่ทว่า...พวกมันที่เหลือกลับไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ฝูงอสูรกายัเหยียบย่ำซากศพพวกเดียวกันเองแล้ววิ่งตะบึงต่อเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง! ใช้จำนวนที่มีมากกว่าโถมใส่เป้าหมายอย่างไม่หยุดยั้ง
“หน่วยยานเกราะ...เปิดฉากยิงอิสระ!!”
ปังงงงงงง!! ปังงงงงงง!! ปังงงงงงง!!
เสียงปืนใหญ่เรลกันจากขบวนรถถังหุ้มเกราะ Cerberus ะเิก้องพร้อมกันตลอดทั้งแนวรบ กระสุนโลหะทังสเตนชนิดพิเศษความเร็วเหนือเสียงที่ขับดันด้วยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าพุ่งทะลวงฉีกกระชากร่างการ์เลนอสเป็แนวตรงยาว ทะลุทะลวงตัวแล้วตัวเล่าจนเกิดแรงอัดไฮโดรสแตติก ชิ้นเนื้อและโลหิตสีคล้ำกระเด็นสาดว่อนกระจายไปทั่วบริเวณ
และในเวลาเดียวกันบนท้องฟ้า ยานรบ VTOL ทั้งสิบสองลำก็ดำดิ่งปักหัวลงมาดุจพญาเหยี่ยว จรวดมิสไซล์นำวิถีหลายร้อยลูกถูกปล่อยออกจากรางยิงใต้ปีกเป็สาย...ฝนเพลิงมรณะตกลงพรั่งพรูสู่สมรภูมิเบื้องล่าง เกิดไฟลุกท่วมลามเลียไปทั่วผืนป่ากลายสภาพเป็ทะเลเพลิงแผดเผา กลุ่มทหารราบภาคพื้นดินนับร้อยนายเหนี่ยวไกปืนพลาสม่าระดมยิงเข้าใส่ศัตรูไม่หยุดยั้ง ห่ากระสุนแสงสีฟ้านับพันนัดต่อวินาทีพุ่งถลักออกจากแนวบังเกอร์ป้องกัน มองดูราวกับกำแพงแห่งแสงสว่างที่ขวางกั้นระหว่างมนุษย์และอสูรกาย
แต่กระนั้น...แม้พวกมันจะโดนระดมยิงจนล้มตายและร่วงหล่นลงไปนับร้อยนับพันตัว...ฝูงการ์เลนอสอันบ้าคลั่งก็ัดาหน้าวิ่งฝ่าดงกระสุนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย...ไม่มีการหยุดชะงัก ไม่มีก้าวถอยหลัง และไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อความตายโดยสิ้นเชิง
รินจดจ้องมองภาพเหตุการณ์นองเลือดเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกอัศจรรย์และใจสั่นสะท้าน...นี่มันไม่ใช่แค่ การต่อสู้ปกป้องอาณานิคมธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว... แต่นี่คือสงครามที่แท้จริงที่ไม่ใช่ภาพปรากฏในสื่อข่าว
สงครามล้างเผ่าพันธุ์อันสมบูรณ์แบบ...สงครามที่มนุษยชาติและพวกการ์เลนอสห้ำหั่นเข่นฆ่ากันมาอย่างยาวนานหลายสิบปีโดยไร้ซึ่งจุดจบ สงครามที่คร่าชีวิตและพรากความสุขไปจากผู้คนนับไม่ถ้วน...และในค่ำคืนอันโหดร้ายนี้ ตัวเธอเองก็กำลังยืนอยู่ท่ามกลางจุดศูนย์กลางสมรภูมินรกแห่งนั้น
ทันใดนั้นเอง...สุ้มเสียงีร้องประหลาดแหลมสูงอันโหยหวนและน่าขนลุกขนพองก็ดังสะท้อนก้องออกมาจากส่วนลึกผืนป่าที่กำลังลุกไหม้
กรี๊ดดดดดดดดด!!
คลื่นเสียงนั้นแฝงไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิญญาณอันหนักหน่วงและน่าขยะแขยง ซึ่งแตกต่างจากเสียงคำรามการ์เลนอสระดับล่างทั่วไปอย่างสิ้นเชิง คลื่นกระแทกเสียงทำให้อากาศรอบตัวสั่นไหว จนแม้แต่ทหารผ่านศึกที่มีประสบการณ์รบโชกโชนหลายนายยังถึงกับหน้าซีดเผือดและมือสั่นโดยไม่รู้ตัว
อายาโกะห-ี่ตาคู่งามลงทันควัน แววตาฉายประกายจิตสังหารเข้มข้น เมดิสันรีบดิ่งสายตาละเลงนิ้วตรวจสอบหน้าจอเรดาร์วิเคราะห์ค่าพลังงานอย่างรวดเร็ว ส่วนโอลิเวียถึงกับเบิกตากว้างภายใต้กรอบแว่นด้วยความตื่นตะลึง และสำหรับกัปตันแบล็คเบิร์ด...สีหน้าชายผู้แข็งแกร่งดั่งหินผาพลันเคร่งเครียดและดุดันขึ้นมาเป็ครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มศึก
“ถึงทุกหน่วยรบในแนวหน้า...”
น้ำเสียงกัปตันแบล็คเบิร์ดทุ้มต่ำและจริงจังจนน่าใจหาย สั่งการผ่านคลื่นความถี่วิทยุสื่อสารอย่างกระชับ “...ระวังตัวขั้นสูงสุด เตรียมพร้อมรับการปะทะกับระดับ Class 2 ณ บัดนี้!”
เงาร่างขนาดมหึมาที่สูงตระหง่านเทียบเท่าตึกหลายชั้นจำนวนหลายร่าง กำลังค่อยๆ ก้าวฝ่าม่านควันปืนหนาทึบและเปลวเพลิงสีชาดก้าวเดินออกมาสู่สนามรบอย่างช้าๆ...และในวินาทีนั้นเองที่รินสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจนแทบจะหายใจไม่ออก เด็กสาวตระหนักได้ในทันทีว่า...
การต่อสู้ะเิเผากระท่อมที่ผ่านมาทั้งหมดก่อนหน้านี้...มันเป็เพียงแค่บทบทโหมโรง เปิดม่านนรกที่แท้จริงเท่านั้น!
[จบตอนที่ 19 : แนวป้องกันสุดท้าย]
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??