เรื่อง บันทึกผู้พลิกสามภพ
ความมืดมิดภายในชั้นที่เจ็ดของคุกสวรรค์เก้าชั้นเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันวังเวง มีเพียงเสียงหยดน้ำจากหินงอกหินย้อยที่ตกลงกระทบสระน้ำแข็งพันปีดังกังวานเป็นระยะ *แปะ... แปะ...* ซากเถ้าถ่านของมู่หรงชาง ผู้อาวุโสสามผู้เคยเกรียงไกร บัดนี้ถูกสายลมปราณที่หลงเหลือพัดกระจัดกระจายหายไปในมุมมืด ไม่เหลือร่องรอยของยอดฝีมือระดับนภาขั้นสูงสุดอีกต่อไป
หลินเฟิงเก็บกระบี่เพลิงมรรคาเข้าฝักอย่างนิ่มนวล เสียงใบดาบโลหะครูดกับฝักดัง *เช้ง* ยาวนานแฝงไปด้วยความเยือกเย็น เขาหันกลับมาหาหลินเทียนห่าว บิดาผู้ซูบผอมทว่าดวงตายังคงทอประกายเด็ดเดี่ยว เด็กหนุ่มทรุดกายลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าบิดา มือเรียวยื่นออกไปกุมข้อมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นลึกจากโซ่ตรวนสะกดวิญญาณ
"ท่านพ่อ... พลังวิญญาณของลูกอาจจะช่วยฟื้นฟูเส้นชีพจรหลักได้เพียงสามส่วนในยามนี้ เนื่องจากพิษเย็นของสระน้ำแข็งแทรกซึมลึกเกินไป ลูกจะแบกท่านขึ้นหลังและพาฝ่าออกไปเองขอรับ" หลินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม แตกต่างจากวาจาสามหาวดุดันยามที่เผชิญหน้ากับศัตรูโดยสิ้นเชิง
หลินเทียนห่าวมองดูดลูกชาย พลางยื่นมืออันสั่นเทาไปลูบหน้ากากเหล็กธรรมดาบนใบหน้าของหลินเฟิง "เฟิงเอ๋อร์... พ่อรับรู้ถึงพลังวิญญาณร้อยส่วนในร่างของเจ้า มันช่างบริสุทธิ์และหนาแน่นจนแม้แต่พ่อในยามรุ่งโรจน์ที่สุดก็ไม่อาจเทียบเคียงได้ แต่เจ้าต้องระวังให้ดี... คุกสวรรค์แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงมู่หรงชาง ตัวคุกเองถูกสร้างขึ้นจาก 'ศิลาเหล็กดาวตกทมิฬ' ซึ่งเชื่อมต่อกับชีพจรปฐพีของนครหลวง หากตัวคุกสั่นคลอน ค่ายกลป้องกันหลวงจะทำงานโดยอัตโนมัติ"
"ต่อให้ชีพจรปฐพีจะถล่มลงมา ลูกก็จะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องท่านพ่อได้อีก" หลินเฟิงกล่าววาจาหนักแน่น เขาหันหลังให้บิดาและประคองร่างของหลินเทียนห่าวขึ้นมาขี่หลังช้า ๆ บาดแผลของบิดายังคงแผ่ไอเย็นออกมา ทว่าเมื่อสัมผัสกับแผ่นหลังของหลินเฟิง รอยสักมังกรทองพันวิหคน้ำแข็งพลันเปล่งแสงอุ่น ๆ ออกมาคอยขับไล่ความเย็นยะเยือกนั้นให้ละลายหายไป
*‘เจ้าหนู... พวกหมาล่าเนื้อข้างบนมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว’* เสียงของวิญญาณมรรคาภพดังก้องขึ้นในห้วงจิตสำนึก น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเบื่อหน่ายมากกว่าตื่นตระหนก *‘ยอดฝีมือระดับนภาขั้นกลางสามคน และขั้นต้นอีกเจ็ดคน ยามนี้พวกมันนำกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรพิฆาตอีกนับร้อยปิดล้อมทางขึ้นชั้นที่สี่เอาไว้หมดแล้ว ดูเหมือนอัครมเหสีหงส์ปลอมนั่นจะกลัวเจ้าหลุดรอดไปจริง ๆ’*
หลินเฟิงขยับหน้ากากเหล็กให้เข้าที่ แววตาสีทองทอประกายเหี้ยมเกรียม "ระดับนภาสิบคนงั้นหรือครับท่านผู้เฒ่า? ขนกันมาทั้งสำนักราชสำนักเช่นนี้ก็ดี... ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามล่าทีละคน!"
ณ โถงทางเดินกว้างของคุกสวรรค์ชั้นที่สี่ บรรยากาศแตกต่างจากชั้นล่างอย่างสิ้นเชิง ที่นี่กว้างขวางและสว่างไสวด้วยคบเพลิงวิญญาณนับร้อยดวง ทว่ายามนี้กลับเต็มไปด้วยเงาร่างในชุดเกราะไหมสีทองขลิบดำของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรพิฆาต พวกมันยืนเรียงรายเป็นรูปขบวนค่ายกลตาข่ายฟ้า สรรพาวุธในมือสะท้อนแสงไฟวาววับ
เบื้องหน้าของกองทัพองครักษ์ บุรุษชุดคลุมม่วงสามคนยืนกอดอกนิ่ง แววตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์ร้ายจ้องมองไปยังบันไดศิลาที่ทอดลงสู่ชั้นล่าง พวกมันคือ **"สามพยัคฆ์หลวง"** ยอดฝีมือระดับนภาขั้นกลางที่เป็นขุมกำลังหลักของตระกูลมู่หรงสายรอง ประกอบด้วย มู่หรงเจิ้น มู่หรงเล่ย และมู่หรงฟง
"พี่ใหญ่... มู่หรงชางขาดการติดต่อไปนานแล้ว ค่ายกลสะกดเก้าชั้นด้านล่างก็สลายไป หรือว่า... มันจะพ่ายแพ้ให้แก่เจ้าเด็กนั่นแล้วจริง ๆ?" มู่หรงเล่ย ชายร่างยักษ์ผู้ถือขวานศึกคู่เอ่ยถามเสียงต่ำ กลิ่นอายพลังสายอัสนีบาตรอบตัวมันส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ ดังกังวาน
มู่หรงเจิ้น พี่ใหญ่ผู้มีใบหน้าตกกระและแววตาสุขุมลุ่มลึก แค่นเสียงห้วน "ต่อให้มู่หรงชางจะพลาดท่า แต่มันต้องสร้างบาดแผลให้เจ้าเด็กนั่นไม่น้อย อีกทั้งยามนี้หลินเฟิงยังต้องแบกไอ้กบฏหลินเทียนห่าวที่เป็นภาระขึ้นมาด้วย พลังของมันย่อมลดลงไปกว่าครึ่ง พวกเราสิบคนระดับนภาร่วมมือกับค่ายกลเสื้อแพรพิฆาต... ต่อให้เป็นระดับสวรรค์ขั้นต้นก้าวเข้ามา ก็ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่!"
"รายงานครับท่านแม่ทัพ! มีความเคลื่อนไหวจากด้านล่างแล้วครับ!" ทหารองครักษ์หน้าด่านตะโกนลั่น พร้อมทั้งกระชับหอกยาวในมือแน่นจนมือสั่น
*ตึก... ตึก... ตึก...*
เสียงฝีเท้าสม่ำเสมอดังก้องมาจากความมืดมิดของบันไดศิลา มันไม่ได้รวดเร็วหรือตื่นตระหนก แต่กลับเป็นจังหวะที่หนักแน่นดั่งพญามัจจุราชกำลังเดินนับก้าวเพื่อมารับวิญญาณ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้อง เงาร่างในชุดคลุมดำสะพายชายผู้บาดเจ็บไว้บนหลังก้าวพ้นขอบบันไดออกมา หน้ากากเหล็กธรรมดาสะท้อนแสงคบเพลิงส่องประกายวาววับดั่งดวงตาปีศาจ
"หลินเฟิง! เจ้าเด็กเหลือขอ! จงวางร่างของหลินเทียนห่าวลงและคุกเข่ารับความตายบัดนี้ ราชสำนักอาจจะละเว้นศพเจ้าให้สมบูรณ์!" มู่หรงฟง อาวุโสอีกคนตวาดลั่น พร้อมทั้งชักกระบี่เรียวบางสายลมออกมาแผ่รังสีตัดอากาศ
หลินเฟิงไม่ได้เอ่ยวาจาตอบโต้แม้แต่คำเดียว แววตาสีทองหลังหน้ากากเหล็กฉายประกายดูแคลนอย่างลึกล้ำ เขาเอื้อมมือขวาข้ามไหล่ไปจับด้ามกระบี่เพลิงมรรคาช้า ๆ ทันทีที่ใบกระบี่ถูกชักพ้นฝัก เปลวไฟสีทองปนแดงเพลิงและไอเย็นยะเยือกสีฟ้าครามก็ระเบิดทะลักออกมา หมุนวนรอบตัวเขาราวกับพายุหมุนสองขั้ว ปลดปล่อยแรงกดดันวิญญาณร้อยส่วนในระดับแก่นแท้ขั้นกลางที่แน่นหนาดั่งปราการเหล็กเข้าปะทะกับรังสีพลังของระดับนภาทั้งสิบคนโดยไม่ลดละ
"ฆ่ามัน!" มู่หรงเจิ้นออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
*ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!*
องครักษ์เสื้อแพรพิฆาตนับสามสิบคนพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟิงพร้อมกัน หอกและดาบยาววิญญาณนับสิบเล่มแทงทะลวงเข้ามาดั่ง-่าฝน พลังปราณรวมตัวกันเป็นข่ายตาข่ายพลังงานสีดำทมิฬหมายจะบดขยี้ร่างของสองพ่อลูกให้แหลกเป็นจลน์
"ท่านพ่อ... เกาะให้แน่น ๆ นะครับ" หลินเฟิงพึมพำเสียงเบา
เท้าซ้ายของเด็กหนุ่มขยับก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ร่างของเขาพลันเลือนหายไปกลายเป็นเงารูปมังกรทองวูบวาบ **"ย่างก้าวมรรคาไร้ลักษณ์: มังกรซ่อนพราย!"**
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
อาวุธนับสิบเล่มแทงโดนเพียงอากาศธาตุอันว่างเปล่า องครักษ์เสื้อแพรต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา ร่างของหลินเฟิงกลับไปปรากฏอยู่ใจกลางกลุ่มองครักษ์เหล่านั้น กระบี่เพลิงมรรคาในมือวาดออกเป็นครึ่งวงกลมอย่างงดงามและโหดเหี้ยม
"เพลงกระบี่มรรคาภพ: ร่ายรำเหมันต์เพลิง!"
*ตู้มมมมมมมมม!*
คลื่นพลังงานสองสีระเบิดพุ่งออกจากใบกระบี่ดั่งวงแหวนทำลายล้าง องครักษ์เสื้อแพรนับสามสิบคนโดยรอบไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงร้อง ร่างกายของพวกมันครึ่งซีกถูกแช่แข็งเป็นก้อนน้ำแข็งหนา อีกครึ่งซีกถูกไฟกัลป์สีทองแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านระเบิดแตกกระจายเป็นเศษซากปลิวว่อนไปทั่วโถงศิลา! เพียงกระบวนท่าเดียว กองกำลังส่วนหน้าถูกล้างบางสิ้นซาก!
"ไอ้สัตว์ประหลาดนี่! ตายซะเถอะ! อัสนีบาตทลายภูผา!" มู่หรงเล่ย ชายร่างยักษ์เหวี่ยงขวานศึกคู่ขนาดยักษ์พุ่งทะยานเข้ามากลางเวหา พลังสายฟ้าสีม่วงเส้นหนาดั่งลำต้นไม้ใหญ่นับสิบเส้นพุ่งพวยพุ่งออกจากคมขวาน สับลงมาที่หัวของหลินเฟิงด้วยพลังระดับนภาขั้นกลางเต็มกำลัง
หลินเฟิงยืนนิ่งไม่ขยับหลบ สายตาจับจ้องขวานยักษ์ที่กำลังดิ่งลงมา เขายกมือซ้ายขึ้นกางฝ่ามือออกตรง ๆ ควบแน่นพลังวิญญาณสีทองร้อยส่วนและพลังทางกายภาพของกายามังกรจักรพรรดิขั้นที่สามเข้าต้านรับขวานศึกวิญญาณระดับปฐพีโดยใช้เพียงฝ่ามือเปล่า!
*เปรี้ยงงงงงงงงง!*
เสียงสายฟ้าพุ่งปะทะฝ่ามือดังลั่นสะท้านถ้ำ แสงสีม่วงและสีทองระเบิดพวยพุ่งจนตาพร่า ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างคือ... ฝ่ามือซ้ายของหลินเฟิงกลับจับคมขวานศึกขนาดยักษ์ของมู่หรงเล่ยเอาไว้ได้อย่างมั่นคง! ไร้ซึ่งรอยแผล รอยไหม้ หรือโลหิตแม้แต่หยดเดียว มีเพียงกระแสไฟฟ้าสีม่วงที่ถูกพลังสีทองของหลินเฟิงกลืนกินและสลายหายไปในอากาศอย่างน่าอัศจรรย์
"เป็น... เป็นไปไม่ได้! กายาของแกทำด้วยอะไรกัน?!" มู่หรงเล่ยร้องอุทานเสียงหลง พยายามจะดึงขวานศึกกลับคืนทว่ากลับรู้สึกเหมือนขวานถูกหล่อติดอยู่กับขุนเขาจักรพรรดิ
"กายาของข้า... คือสิ่งที่จะส่งพวกเจ้าลงนรกอย่างไรเล่า"
หลินเฟิงแค่นเสียงเย็น มือซ้ายออกแรงบีบคมขวานศึกวิญญาณระดับปฐพีช้า ๆ
*แกร๊ก... เพล้ง!*
ขวานเหล็กกล้าวิญญาณหนานับสามนิ้ว พลันแตกกระจายเป็นเศษเหล็กด้วยแรงบีบจากฝ่ามือเปล่าของเด็กหนุ่ม! ในเวลาเดียวกัน หลินเฟิงตวัดกระบี่เพลิงมรรคาในมือขวาพุ่งแทงสวนกลับไปดั่งสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่เจาะทะลวงผ่านหน้าอกของมู่หรงเล่ยทะลุออกไปด้านหลัง เพลิงมรรคาพุ่งทะลักเข้าแผดเผาอวัยวะภายในและทะเลวิญญาณของมันจนสลายกลายเป็นผงถ่านร่วงหล่นลงพื้นดินทันที!
หนึ่งในสามพยัคฆ์หลวง ยอดฝีมือระดับนภาขั้นกลาง... ดับสูญภายในหนึ่งกระบวนท่า!
"น้องรอง!" มู่หรงเจิ้นและมู่หรงฟงร้องคำรามลั่นด้วยความแค้นและหวาดกลัวสุดขีด ยามนี้ระดับนภาอีกเจ็ดคนที่เหลือต่างหน้าถอดสี ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าเข้ามาข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว พลังฝีมือที่สามารถบีบอาวุธวิญญาณระดับปฐพีด้วยมือเปล่าและฆ่าระดับนภาขั้นกลางได้ง่ายดายเช่นนี้ มันเกินขอบเขตความเข้าใจของพวกมันไปไกลแล้ว
"พี่ใหญ่... ทำอย่างไรดี? เจ้าเด็กนี่มันไม่ใช่มนุษย์แล้ว! มันคือนรสิงห์ในร่างเด็ก!" มู่หรงฟงเอ่ยเสียงสั่นระรัว
มู่หรงเจิ้นแววตาบ้าคลั่ง มันสูดหายใจเข้าลึกแล้วหยิบตราประทับศิลาสีดำก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ "ไม่มีทางเลือกแล้ว! เปิดใช้งาน 'ค่ายกลระเบิดศิลาทมิฬ' ทำลายคุกสวรรค์ชั้นที่สี่ถึงเจ็ดซะ! ฝังพวกมันพ่อลูกไว้ใต้ซากปรักหักพังแห่งนี้!"
"แต่พี่ใหญ่! หากทำเช่นนั้น ยอดฝีมือและองครักษ์ของพวกเราที่อยู่ที่นี่ก็จะ..." มู่หรงฟงยังเอ่ยไม่ทันจบ มู่หรงเจิ้นก็กระแทกพลังวิญญาณลงบนตราประทับศิลาทันที
*ครืนนนนนนนนนม!*
ทันใดนั้น ผนังศิลาและเสาคุกทมิฬทั่วทั้งชั้นสี่เริ่มส่องแสงสีแดงฉานแฝงกลิ่นอายทำลายล้าง อักขระระเบิดนับหมื่นตัวที่สลักซ่อนอยู่ใต้ผืนดินเริ่มส่งเสียงปะทุ *เปรี๊ยะ ๆ* ดั่งสัญญาณนับถอยหลังสู่ความพินาศ คุกสวรรค์เก้าชั้นที่ตั้งตระหง่านมานับร้อยปีกำลังจะถูกทำลายลงเพื่อฝังศพเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว!
*‘เจ้าหนู! ค่ายกลระเบิดทำลายตัวเองทำงานแล้ว พลังทำลายล้างของมันเทียบเท่าการระเบิดตัวเองของระดับนภาขั้นสูงสุดนับสิบคนพร้อมกัน!’* วิญญาณมรรคาภพส่งเสียงเตือนด้วยความจริงจัง *‘เจ้ามีเวลาไม่ถึงสิบอึดใจก่อนที่ชั้นสี่จะถล่มลงมาทับถมทับพวกเจ้า!’*
หลินเฟิงแววตาเย็นเยียบ เขาจับจ้องไปยังมู่หรงเจิ้นและมู่หรงฟงที่ยามนี้กำลังทะยานร่างหนีขึ้นสู่บันไดชั้นที่สามอย่างลี้พลน "คิดจะหนีรึ? สายไปแล้ว..."
หลินเฟิงไม่ได้พุ่งตามไป ทว่าเขาขยับมือกำกระบี่เพลิงมรรคาแน่น ปลดปล่อยพลังวิญญาณสีทองร้อยส่วนทั้งหมดในร่างรวมเข้ากับแก่นแท้วิหคน้ำแข็งสวรรค์ เกิดเป็นพลังงานสีม่วงทองเจิดจ้าท่วมท้นจนคุกสวรรค์ทั้งชั้นกลายเป็นสีทองสว่าง
"มหาหัตถ์พลิกสามภพ ขั้นที่สี่: หัตถ์จักรพรรดิทลายฟ้า!"
*ตูมมมมมมมมม!*
ฝ่ามือพลังงานสีทองขนาดยักษ์ร้อยเมตรพุ่งทะยานออกจากฝ่ามือซ้ายของหลินเฟิง มันไม่ได้พุ่งใส่ศัตรู ทว่าพุ่งตรงขึ้นสู่เพดานศิลาของชั้นที่สี่ เจาะทะลวงผ่านชั้นหินแกรนิตหนานับสิบวาของชั้นที่สาม ชั้นที่สอง และชั้นที่หนึ่ง พังทลายคุกสวรรค์เก้าชั้นจากภายในขึ้นสู่ชั้นฟ้าดั่งเสาแสงสีทองขนาดมหึมาที่แยกแผ่นดินออกจากกัน!
เศษหินดวงดาวทมิฬหนานับแสนตันถูกพลังฝ่ามือบดขยี้กลายเป็นผงธุลีลอยล่อง เผยให้เห็นทัศนียภาพของท้องฟ้านครหลวงตี้ตูและสายฝนยามค่ำคืนโดยตรงจากใจกลางคุกสวรรค์! คุกสวรรค์เก้าชั้นอันเป็นปราการเหล็กที่ไม่มีใครเคยแหกคุกได้ บัดนี้ถูกเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีใช้ฝ่ามือเดียวเจาะทะลวงจนทะลุเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ตั้งแต่ชั้นเจ็ดขึ้นสู่ชั้นฟ้าอย่างเป็นทางการ!
มู่หรงเจิ้นและมู่หรงฟงที่กำลังคลานหนีอยู่บนบันไดชั้นที่สาม หันกลับมามองภาพเบื้องหลังด้วยความโง่เขลาและตกตะลึงสุดขีด พวกมันเห็นเสาแสงสีทองพุ่งผ่านหน้าพวกมันไปทำลายชั้นฟ้า เศษหินและพลังระเบิดทำลายตัวเองของค่ายกลถูกพลังฝ่ามือของหลินเฟิงกลืนกินและพัดพาขึ้นสู่ท้องฟ้าจนหมดสิ้น ไม่เหลือพลังงานมาทำร้ายสองพ่อลูกได้แม้แต่น้อย
"นี่มัน... นี่มันพลังของตัวตนระดับใดกันแน่?!" มู่หรงเจิ้นพึมพำเสียงแหบแห้ง ก่อนที่ร่างของมันและมู่หรงฟงจะถูกแรงลมพายุหมุนจากฝ่ามือฉุดลากและบดขยี้จนกลายเป็นเศษเนื้อแหลกเหลวหายไปในเสาแสงสีทองทันที โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงร้อง
*ฟุ่บ!*
ร่างในชุดคลุมดำของหลินเฟิง แบกหลินเทียนห่าวไว้บนหลัง ทะยานร่างพุ่งขึ้นตามเสาแสงสีทองนั้นช้า ๆ ร่างของเขาลอยเด่นอยู่เหนือซากปรักหักพังของคุกสวรรค์เก้าชั้นที่บัดนี้พังทลายลงมาครึ่งซีก สายฝนยามค่ำคืนตกกระทบหน้ากากเหล็กธรรมดา ทว่ากลิ่นอายพลังกดดันบารมีราชันร้อยส่วนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับสะกดทั่วนครหลวงตี้ตูให้ตกอยู่ในความเงียบงัน
เหล่าขั้วอำนาจต่าง ๆ ในเมืองหลวงและทหารนับหมื่นที่ล้อมรอบคุกสวรรค์อยู่เบื้องล่าง ต่างพากันแหงนหน้ามองเด็กหนุ่มชุดดำผู้ถือกระบี่วิญญาณส่องประกายสองสีดั่งพญามังกรจักรพรรดิจุติลงมาบนโลกมนุษย์ แววตาทุกคู่เต็มไปด้วยความยำเกรงและความหวาดกลัวอันไร้ขีดจำกัด
หลินเฟิงจับจ้องไปยังพระราชวังหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาสีทองสลักลึกทอประกายเหี้ยมเกรียม น้ำเสียงอันทรงพลังแฝงด้วยปราณวิญญาณดังกังวานกึกก้องไปทั่วทุกมุมของนครหลวงตี้ตู บดขยี้จิตใจของผู้ฟังจนสั่นสะท้าน
"มู่หรงเสวี่ย! อัครมเหสีทรยศ! จงลืมตาขึ้นมามองดูซากคุกสวรรค์ของพวกเจ้าซะ! วันนี้ข้า หลินเฟิง... ได้พาตัวท่านพ่อกลับคืนมาแล้ว และก้าวต่อไปของข้า... คือการบดขยี้หัวของพวกเจ้าตระกูลมู่หรงสายรองให้ราบเป็นหน้ากลอง!"
คำประกาศศึกอันโอหังและทรงพลังดังก้องฟ้า พายุโลหิตที่แท้จริงกำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ ใจกลางพระราชวังหลวงอาณาจักรต้าเซี่
ยด้วยน้ำมือของพญามังกรคลั่งผู้สืบทอดมรรคาภพ!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??