เรื่อง บันทึกผู้พลิกสามภพ
สายฝนยามค่ำคืนเหนือนครหลวงตี้ตูยังคงตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง เม็ดฝนหนาทึบปะทะเข้ากับแสงสีทองอร่ามที่พุ่งทะยานออกจากใจกลางคุกสวรรค์เก้าชั้น เกิดเป็นม่านหมอกไอน้ำหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ร่างของหลินเฟิงที่แบกหลินเทียนห่าวไว้บนหลังลอยเด่นอยู่กลางเวหา ชายเสื้อคลุมสีดำสะบัดพลิ้วตามแรงลมพายุ กระบี่เพลิงมรรคาในมือขวายังคงหลั่งไหลพลังงานสองสี—แดงเพลิงและฟ้าคราม—หยดลงสู่เบื้องล่างดั่งโลหิตทิพย์
เบื้องล่างของเขา ซากปรักหักพังของคุกสวรรค์ส่วนบนแหลกละเอียดกลายเป็นหุบเหวหินลึก ทว่าความพินาศนั้นกลับไม่ได้ทำให้กองทัพหลวงล่าถอย ตรงกันข้าม เสียงกลองศึกที่ทำจากหนังอสูรกายโบราณกลับดังกระหึ่มขึ้นจากสี่ทิศแปดทาง *ตึม! ตึม! ตึม!* เสียงกลองสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนทำให้แผ่นดินรอบนครหลวงสั่นไหว เส้นชีพจรปราณของเมืองหลวงเริ่มตื่นตัว
"หลินเฟิง! เจ้าเด็กเดรัจฉาน! บังอาจทำลายคุกสวรรค์ สังหารผู้อาวุโสตระกูลมู่หรง วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกสวรรค์ ก็อย่าหวังว่าจะบินหนีไปจากนครตี้ตูได้!"
เสียงตวาดกร้าวทรงพลังดังก้องมาจากมุมมืด ม่านหมอกไอน้ำพลันถูกแหวกออก เผยให้เห็นร่างของบุรุษชราแปดคนในชุดคลุมสีเทาขลิบทอง พวกมันลอยตัวอยู่กลางอากาศล้อมรอบร่างของหลินเฟิงเอาไว้ทุกทิศทาง ทั่วร่างของพวกมันแผ่กลิ่นอายพลังระดับนภาขั้นสูงสุด! พวกมันคือ **"แปดผู้อาวุโสพิทักษ์เมืองหลวง"** ยอดฝีมือสันโดษที่กินเบี้ยหวัดของราชสำนักต้าเซี่ยมานานนับร้อยปี และเป็นผู้ควบคุมค่ายกลปกป้องเมืองหลวงที่แท้จริง
หลินเฟิงกวาดสายตามองคนทั้งแปดผ่านหน้ากากเหล็ก แววตาสีทองของเขายังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบ่อน้ำลึก "แปดระดับนภาขั้นสูงสุด... พวกเจ้าราชสำนักสายรอง ช่างให้เกียรติข้านัก"
"หลินเฟิง อย่าลำพองใจไป! เจ้าคิดว่าการที่เจ้าเอาชนะมู่หรงชางได้ แปลว่าเจ้าจะไร้เทียมทานงั้นรึ? มู่หรงชางมันก็แค่คนโง่ที่พึ่งพาแต่พลังสายเลือด ทว่าพวกเราแปดคน... ศึกษาศาสตร์แห่งค่ายกลคัมภีร์จักรพรรดิมานานนับศตวรรษ!" ผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอพิทักษ์เมืองหลวงคำรามลั่น มันสะบัดมือขวาชูแผ่นศิลาหยกโบราณแปดเหลี่ยมขึ้นเหนือศีรษะ
"แปดทวารกลืนนภา: ประสานมุทราเปิดประตูขังเทพ!"
*วิ้งงงงงงง!*
สิ้นคำคำราม ผู้อาวุโสทั้งแปดประสานมือทำมุทราอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นภาพลวงตา พลังปราณวิญญาณสีน้ำเงินเข้มหนาแน่นพุ่งออกจากร่างของพวกมัน เชื่อมต่อกันกลางเวหากลายเป็นเส้นแสงอักขระยันต์โบราณขนาดมหึมา ทันใดนั้น ท้องฟ้ารอบตัวหลินเฟิงในรัศมีหนึ่งลี้พลันมืดดับลงอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นห้วงมิติสีดำสนิทที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
ในห้วงมิติค่ายกลนี้ มีประตูศิลาโบราณขนาดสิบวาแปดบานปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวสองพ่อลูก บนบานประตูแต่ละบานสลักอักษรโบราณคำว่า *'เปิด, พัก, เจริญ, บาดเจ็บ, ลึกลับ, ดับสูญ, ติดกับ, ตาย'* นี่คือ **"ค่ายกลแปดทวารกลืนนภา"** ค่ายกลระดับปฐพีขั้นสูงสุดที่สืบทอดมาจากยุคโบราณ มันไม่ได้ใช้เพียงพลังยุทธ์ในการกดขี่ ทว่าใช้กฎเกณฑ์แห่งมิติและเวลาในการบดขยี้ศัตรู
*‘เจ้าหนู... ค่ายกลนี้ร้ายกาจกว่าค่ายกลสะกดเก้าชั้นด้านล่างนั่นนับสิบเท่า’* เสียงของวิญญาณมรรคาภพดังก้องในใจของหลินเฟิง แฝงแวววิเคราะห์ *‘มันเชื่อมต่อกับพลังวิญญาณของคนแปดคน และใช้พลังสะท้อนกลับ หากเจ้าโจมตีประตูบานใดบานหนึ่งด้วยพลังดิบ พลังนั้นจะถูกสะท้อนกลับมาหาตัวเจ้าเพิ่มเป็นสองเท่า ทางเดียวที่จะทำลายมันคือต้องหา "ทวารเป็น" (ประตูเปิด) ให้พบ ทว่าพวกมันกำลังใช้มนต์พรางตาเปลี่ยนสลับตำแหน่งประตูตลอดเวลา’*
"หลินเฟิง... จงกลายเป็นผงธุลีอยู่ในค่ายกลนี้ซะเถอะ! ทวารดับสูญ: พิรุณศัสตรากลืนวิญญาณ!"
เสียงของผู้อาวุโสใหญ่ดังก้องมาจากทุกทิศทาง ทันใดนั้น ประตูคำว่า 'ดับสูญ' และ 'ตาย' พลันเปิดออก ท้องฟ้าจำลองในค่ายกลแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน สายฝนธรรมชาติถูกเปลี่ยนเป็น-่าฝนกระบี่แสงสีน้ำเงินนับแสนเล่ม พุ่งทะยานเข้าฉีกกระชากร่างของหลินเฟิงและบิดาจากเบื้องบนดั่งพายุทอร์นาโด
"เฟิงเอ๋อร์... ปล่อยพ่อลงเถิด ค่ายกลนี้พ่อเคยเห็นในตำราหลวง มันจะสูบกลืนพลังกายของผู้ที่เคลื่อนไหว... เจ้าแบกพ่อไว้จะหลบหลีกไม่ได้!" หลินเทียนห่าวเอ่ยเสียงแหบ คิ้วขมวดแน่นด้วยความกังวลยามเห็นกระบี่แสงนับแสนเล่มพุ่งลงมา
"ท่านพ่อ วางใจเถิดขอรับ ต่อให้มีนับล้านเล่ม ก็ไม่อาจระคายผิวของพวกเรา" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ
เด็กหนุ่มหลับตาลงเบื้องหลังหน้ากากเหล็ก ทะเลวิญญาณร้อยส่วนในร่างหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พลังวิญญาณอันหนาแน่นแผ่ซ่านขึ้นสู่ดวงตา ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น ดวงตาสีทองพลันปรากฏวงแหวนอักขระมรรคาภพหมุนวนขนาดเล็ก **"เนตรมรรคาไร้ลักษณ์!"**
ในสายตาของหลินเฟิงยามนี้ โลกที่มืดมิดของค่ายกลพลันแปรเปลี่ยนไป กระบี่แสงนับแสนเล่มที่พุ่งลงมาลดความเร็วลงจนแทบหยุดนิ่ง และสิ่งที่สำคัญที่สุด... ประตูศิลาทั้งแปดบานที่เคยเคลื่อนสลับตำแหน่งจนดูสับสน บัดนี้ปรากฏเส้นด้ายพลังงานสีแดงที่เชื่อมต่อระหว่างตัวประตูและผู้อาวุโสทั้งแปดอย่างชัดเจน เนตรมรรคาภพสามารถมองทะลุกลลวงและค้นหาจุดอ่อนของค่ายกลระดับปฐพีได้อย่างง่ายดาย!
"ประตูที่ห้า... ทวารลึกลับ ยามนี้แฝงไปด้วยพลังชีวิต มันคือทวารเป็นจำลอง!" หลินเฟิงยิ้มเย็น
เขาไม่หลบหลีก-่าฝนกระบี่ ทว่าสะบัดมือซ้ายขึ้นฟ้านำพากระแสพลังงานสีทองควบแน่นกลายเป็นโล่แสงรูปกระดองเต่ามังกรโบราณ **"วิชายุทธ์พิทักษ์: โล่เต่ามังกรพลิกฟ้า!"**
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
เสียงกระบี่แสงนับหมื่นนับแสนเล่มเข้าปะทะกับโล่แสงสีทองเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดทำลายล้างรอบข้างทำให้ห้วงมิติค่ายกลสั่นสะเทือน ทว่าโล่เต่ามังกรของหลินเฟิงที่หนุนหลังด้วยพลังวิญญาณร้อยส่วนกลับนิ่งสนิทดั่งปราการเหล็กกล้า ไม่ปรากฏแม้แต่รอยร้าวขีดข่วน
"อะไรกัน?! ต้านทานพิรุณศัสตรากลืนวิญญาณได้ด้วยมือเดียว?!" ผู้อาวุโสทั้งแปดที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามิติเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พลังป้องกันระดับนี้มันเหนือกว่าผู้ฝึกตนระดับแก่นแท้ไปไกลโขแล้ว!
"พวกเจ้ากักขังข้า... เช่นนั้นก็จงลิ้มรสพลังสะท้อนของค่ายกลตัวเองหน่อยเป็นไร!" หลินเฟิงตะโกนลั่น ร่างของเขาพุ่งทะยานดั่งเหยี่ยวถลาลม ตรงดิ่งไปยังประตูศิลาบานที่ห้า (ทวารลึกลับ) ที่ยามนี้กำลังเคลื่อนย้ายอยู่มุมบนขวา กระบี่เพลิงมรรคาในมือขวาถูกง้างไปด้านหลัง พลังงานเหมันต์วิหคน้ำแข็งสวรรค์ถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด ใบกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์แผ่ไอเย็นเยือกแข็งสัจธรรม
"เพลงกระบี่มรรคาภพ ขั้นที่สอง: ศูนย์สมบูรณ์แช่แข็งวิญญาณ!"
*ฟู่มมมมมมมม!*
หลินเฟิงฟาดกระบี่ออกไปเป็นเส้นตรง คลื่นพลังงานความเย็นติดลบนับพันองศาพุ่งทะยานออกจากปลายกระบี่ มันไม่ได้ระเบิดเสียงดัง ทว่าเมื่อคลื่นไอเย็นสัมผัสถูกประตูศิลาบานที่ห้า ประตูหินโบราณรวมถึงเส้นสายค่ายกลมิติโดยรอบพลันถูกแช่แข็งกลายเป็นผลึกน้ำแข็งสีฟ้าใสในพริบตา ความเย็นแล่นพล่านไปตามเส้นด้ายพลังงานตรงเข้าสู่ร่างของผู้อาวุโสพิทักษ์เมืองหลวงคนที่ห้าทันที!
"อ๊ากกกกกก! พลังเย็นนี่มันอะไรกัน?! ทะเลปราณของข้า... กำลังถูกแช่แข็ง!" ผู้อาวุโสคนที่ห้าร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว ร่างกายของมันเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมจากปลายนิ้วลามขึ้นสู่หน้าอก ก่อนที่มันจะทันได้ตัดขาดพลังงาน ร่างของมันก็กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งมนุษย์ลอยคว้างกลางอากาศ!
*เพล้ง!*
ร่างแช่แข็งระเบิดแตกกระจายเป็นเศษน้ำแข็งชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดับสูญไปหนึ่งคน! เมื่อคนหนึ่งตาย ค่ายกลประสานแปดทวารที่ต้องการความสมดุลพลันเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ เสียงกระจกแตก *เพล้ง* ดังก้อง ห้วงมิติสีดำสนิทพังทลายลงทันที เผยให้เห็นทัศนียภาพของสายฝนเหนือนครหลวงตี้ตูอีกครั้ง!
### มุมมองจากฝั่งศัตรู: ความโกลาหลในกองทัพหลวง
เบื้องล่าง บนถนนสายหลักที่มุ่งสู่พระราชวัง ทหารหน่วยองครักษ์เกราะทองคำและหน่วยธนูล่าวิญญาณนับหมื่นนายต่างยืนตกตะลึงจนอาวุธในมือแทบหลุดร่วง พวกมันเห็นแปดผู้อาวุโสพิทักษ์เมืองหลวง ยอดฝีมือระดับตำนานที่พวกมันเคารพนับถือ เพิ่งเปิดใช้งานค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดทว่ากลับถูกเด็กหนุ่มชุดดำทำลายลงภายในเวลาไม่ถึงสามอึดใจ อีกทั้งผู้อาวุโสคนหนึ่งยังถูกฆ่าตายอย่างอนาถ!
"แม่ทัพใหญ่... พวกเราจะทำอย่างไรดีครับ? ธนูล่าวิญญาณระดับปฐพีของพวกเรา ไม่อาจล็อคเป้าหมายความเร็วของมันได้เลย!" นายทหารกองหน้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือดดั่งคนตาย
**"มู่หรงไห่"** แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพหลวงตระกูลมู่หรงสายรอง ยอดฝีมือระดับนภาขั้นสูงสุดอีกคน ยืนกำหมัดแน่นจนข้อหมัดเป็นสีขาว บนหลังม้าศึกอสูร ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดลึกล้ำ มันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตระกูลหลินที่ล่มสลายไปแล้ว จะสามารถให้กำเนิดสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวเช่นนี้ได้
"สั่งการให้หน่วยพลธนูเปลี่ยนหัวศรเป็น 'ศรระเบิดเพลิงทลายปราณ' ยิงสกัดกดดันมันไว้บนฟ้าอย่าให้มันเข้าใกล้เขตพระราชวังหลวง!" มู่หรงไห่ตวาดสั่งการเสียงดัง ทว่าในใจของมันกลับสั่นสะท้าน มันรู้ดีว่าหากแปดผู้อาวุโสพิทักษ์เมืองหลวงที่เหลืออีกเจ็ดคนพ่ายแพ้... กองทัพนับหมื่นของมันก็เป็นได้เพียงแค่กลุ่มมดปลวกที่รอให้หลินเฟิงมาเหยียบย่ำเท่านั้น!
กลางเวหา ผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอพิทักษ์เมืองหลวงและพวกอีกหกคนที่เหลือยามนี้ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว "ไอ้สารเลว! เจ้ากล้าสังหารน้องห้า! พวกเรา... จงสละชีพเพื่อราชสำนัก! ใช้วิชาลับผสานวิญญาณ!"
เจ็ดผู้อาวุโสที่เหลือรู้ดีว่าหากสู้กันตามปกติ พวกมันไม่มีทางตามความเร็วและพลังทำลายล้างของหลินเฟิงทัน พวกมันจึงตัดสินใจตบเข้าที่หน้าอกของตัวเองรุนแรง เลือดสดพ่นพรวดออกมาคำโต เลือดเหล่านั้นถูกเผาผลาญกลายเป็นเปล่ไฟวิญญาณสีโลหิต ร่างกายของพวกมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้น แผ่รังสีพลังงานบ้าคลั่งที่แลกมาด้วยอายุขัย ยามนี้พลังของพวกมันเจ็ดคนรวมกัน บีบอัดจนชั้นบรรยากาศรอบตัวหลินเฟิงบิดเบี้ยว ราวกับมีขุนเขาล่องหนเจ็ดลูกกดทับลงมา
"วิชาลับเผาผลาญโลหิตงั้นรึ? ช่างไร้สาระ" หลินเฟิงแค่นเสียงอย่างดูแคลน
เขาขยับมือขวา ปล่อยกระบี่เพลิงมรรคาให้ลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้า จากนั้นประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน รอยสักมังกรทองที่แผ่นหลังทอแสงทะลุเนื้อผ้าคลุมออกมากลายเป็นเงารูปมังกรจักรพรรดิห้าเล็บขนาดยักษ์สามร้อยเมตรลอยเด่นอยู่เหนือหัวของเขา เสียงมังกรคำราม *โฮก!* ดังก้องสะท้านเลื่อนลั่นจนทหารเบื้องล่างหูอื้อเลือดไหลออกจากรูหู
"กายามังกรจักรพรรดิมรรคา ขั้นที่สี่: มังกรคลั่งกลืนปฐพี!"
หลินเฟิงสะบัดมือขวาพุ่งตรงไปข้างหน้า กระบี่เพลิงมรรคาหมุนคว้างกลายเป็นวงล้อเพลิงสีทองขนาดมหึมา พุ่งทะยานเข้าหาเจ็ดผู้อาวุโสด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง ในเวลาเดียวกัน เงารูปมังกรจักรพรรดิสีทองก็พุ่งทะยานตามใบกระบี่ไป อ้าปากกว้างกลืนกินพลังงานสีโลหิตของวิชาลับฝั่งศัตรูเข้าไปทั้งหมดดั่งวาฬกลืนน้ำ
"อัยยา! พลังสายเลือดของมัน... ข่มขู่สายเลือดวิหคน้ำแข็งของพวกเราจนไม่อาจขยับได้!" ผู้อาวุโสใหญ่ร้องอุทานด้วยความสิ้นหวัง ยามเมื่อเงารูปมังกรทองพุ่งเข้ามาใกล้ ความกดดันทางสายเลือดระดับจักรพรรดิทำให้เส้นชีพจรในร่างของพวกมันแข็งทื่อราวกับถ่านหิน
*ตูมมมมมมมมมม!*
การระเบิดครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นกลางท้องฟ้านครหลวงตี้ตู แสงสีทองแดงระเบิดกระจายออกไปดั่งดอกไม้ไฟขนาดยักษ์กลืนกินร่างของผู้อาวุโสทั้งเจ็ดคนเข้าไปในพริบตา แรงระเบิดพัดพาม่านหมอกและสายฝนในรัศมีสามลี้ให้หายไปจนสิ้น เผยให้เห็นท้องฟ้าโปร่งโล่งชั่วคราว ร่างของเจ็ดผู้อาวุโสพิทักษ์เมืองหลวงระดับนภาขั้นสูงสุด... ถูกบดขยี้กลายเป็นผงธุลีสลายไปในอากาศพร้อมกับแสงระเบิด ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณให้ไปเกิดใหม่!
แปดผู้อาวุโสพิทักษ์เมืองหลวง... ดับสูญสิ้นซากภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป!
หลินเฟิงหงายฝ่ามือขวา กระบี่เพลิงมรรคาบินหมุนวนกลับมาเข้าสู่ฝักกระบี่ที่ข้างเอวอย่างแม่นยำ แววตาสีทองของเขายังคงนิ่งสงบ ไม่มีแม้แต่รอยเหงื่อบนใบหน้า เขาขยับประคองร่างของหลินเทียนห่าวบนหลังให้กระชับขึ้น ก่อนจะเริ่มก้าวเท้าเดินกลางอากาศมุ่งหน้าสู่ประตูพระราชวังหลวงตี้ตูช้า ๆ ทุกย่างก้าวของเขาทำให้เกิดดอกบัวเพลิงสีทองผุดขึ้นมารองรับใต้ฝ่าเท้า ดั่งจักรพรรดิโบราณกำลังเสด็จประพาส
หลินเทียนห่าวมองดูแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของลูกชาย ยามนี้ในใจของเขาไม่มีความกังวลอีกต่อไป มีเพียงความภาคภูมิใจอันล้นพ้น "เฟิงเอ๋อร์... บัดนี้ทางตระกูลมู่หรงสายรองคงจะรู้แล้วว่า พวกมันได้ปลุกปีศาจที่น่ากลัวที่สุดขึ้นมา"
"พวกมันไม่ได้ปลุกปีศาจหรอกครับท่านพ่อ..." หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบทว่าทรงพลัง แววตามองตรงไปยังตำหนักหยกเย็นที่อยู่ลึกเข้าไปในวังหลวง "พวกมันเพียงแค่กำลังชดใช้กรรมที่พวกมันก่อไว้ด้วยโลหิตของตระกูลพวกมันเองทั้งหมด!"
เบื้องล่าง กองทัพหลวงนับหมื่นนายรวมถึงแม่ทัพใหญ่มู่หรงไห่ ต่างพากันก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ยามเมื่อหลินเฟิงเดินผ่านน่านฟ้าเหนือหัวพวกมัน แรงกดดันวิญญาณที่แผ่ออกมาทำให้ม้าศึกอสูรนับพันตัวพากันหมอบกราบลงกับพื้น ขวัญกำลังใจของกองทัพหลวงบัดนี้แตกสลายลงอย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครกล้าชักธนูหรือยกหอกขึ้นมาชี้หน้าเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็กผู้นี้อีกต่อไป
เส้นทางสู่การชำระแค้นครั้งใหญ่ในวังหลวงบัดนี้เปิดกว้างแล้ว และไม่มีอำนาจใดในราชอาณาจักรต้าเซี่ยจะสามารถหยุ
ดยั้งพญามังกรคลั่งผู้นี้ได้อีกต่อไป!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??