เรื่อง บันทึกผู้พลิกสามภพ
ภายในคลังหลวงใต้ดินอันกว้างขวาง ไอเย็นจากแท่นศิลาหยกและกลิ่นหอมหวนของสมุนไพรวิญญาณพันปีแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แสงสว่างสีทองคำที่เคยเอ่อล้นจากเศษอักษรอนัตตาจมหายเข้าสู่ดวงตาของหลินเฟิงจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงความมืดสลัวและเสียงหยดน้ำจากซอกหินที่ดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* เป็นจังหวะเนิบนาบ ตอกย้ำความเงียบสงัดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
หลินเฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแท่นหยกที่ว่างเปล่า มือขวาของเขายังไม่ได้จับด้ามกระบี่เพลิงมรรคา ทว่านิ้วมือทั้งห้ากลับขยับไหวเบา ๆ ประหนึ่งกำลังดีดสายพิณที่มองไม่เห็น กระแสพลังงานสีขาวบริสุทธิ์อันเป็นผลจากการตื่นรู้เศษอักษรโบราณไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังอย่างเชื่องช้า มันสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความดุดัน ทว่ากลับแฝงไปด้วยอำนาจการลบทำลายล้างที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าเก่า
*‘เจ้าหนู... พวกมันมาถึงแล้ว’* เสียงของวิญญาณมรรคาภพดังก้องขึ้นในหัวอย่างเยือกเย็น *‘แปดตัว... กลิ่นอายพลังงานประประสานกันเป็นหนึ่งเดียว คล้ายกับศาสตร์ค่ายกลเงาสถิตของพวกมารแดนเหนือ อย่าประมาท พลังของพวกมันไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรง แต่อยู่ที่ความลื่นไหลและไร้ลักษณ์’*
"ศาสตร์ลวงตากับการซ่อนเร้นงั้นหรือครับ..." หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ มุมปากเบื้องหลังหน้ากากเหล็กยกยิ้มจาง ๆ "ต่อหน้าเนตรมรรคาไร้ลักษณ์... สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนไร้ความลี้ลับ"
*ฟิ้ว...*
สายลมเย็นเยียบสายหนึ่งพัดผ่านประตูคลังหลวงที่เปิดอ้าเข้ามา ทว่ามันไม่ใช่สายลมธรรมชาติ หมอกสีเทาหม่นหนาทึบเริ่มก่อตัวและแผ่กระจายไปตามพื้นห้องโถงอย่างรวดเร็วปานอสูรกายกลืนกินพื้นที่ หมอกเหล่านี้นอกจากจะบดบังทัศนียภาพแล้ว ยังแฝงไปด้วย **"พิษสลายปราณล่องหน"** ซึ่งมีความหลากหลายในการโจมตีระบบประสาท หากผู้ฝึกตนทั่วไปสูดดมเข้าไปเพียงกึ่งอึก ทะเลวิญญาณจะเกิดอาการชาหนึบจนไม่สามารถโคจรพลังยุทธ์ได้
เงาร้ายแปดสายในชุดคลุมสีเทาปรากฏขึ้นรอบกายของหลินเฟิงในแปดทิศทาง พวกมันไม่ได้ก้าวเดินบนพื้น ทว่าลอยละล่องอยู่กลางอากาศอย่างไร้เรี่ยวแรงปานภูตผี ใบหน้าภายใต้หมวกคลุมมืดมิด มีเพียงดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งของแต่ละคนที่จับจ้องตรงมายังเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็ก
"หลินเฟิง... ทายาทตระกูลหลินผู้โง่เขลา" เสียงแหบแห้งดังก้องสะท้อนมาจากทั่วทุกสารทิศพร้อมกันจนยากจะระบุทิศทางต้นเสียง มันคือวิชาเสียงลวงจิตของ **"พี่ใหญ่แห่งแปดโลกันตร์"**
"เจ้าสู้ศึกหนักมาทั้งคืน ปลุกปั่นพลังทำลายราชวงศ์ต้าเซี่ย ยามนี้ลมปราณในร่างคงเหลือไม่ถึงสามส่วนใช่หรือไม่? หากเจ้ายอมส่งแผ่นศิลาอนัตตาและศิลาสามภพชิ้นแรกมาแต่โดยดี ข้าจะละเว้นโทษตายให้เจ้า และนำตัวเจ้าไปพบท่านเจ้าสำนักอินเฉวียนอย่างครบสามสิบสอง!"
หลินเฟิงไม่แม้แต่จะหันไปมองเงาร่างเหล่านั้น เขาเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไอพิษสีเทาที่พุ่งเข้าสู่จมูกของเขา ทันทีที่สัมผัสกับเพลิงสัจธรรมในร่าง ก็ถูกเผาทำลายกลายเป็นเพียงอากาศธาตุบริสุทธิ์โดยไม่ระคายเคืองผิวหนังเลยแม้แต่น้อย
"นิกายมารสวรรค์ล่องหน... ส่งสุนัขรับใช้ระดับครึ่งก้าวสู่สวรรค์มาแปดตัวเพื่อลอบสังหารข้า" หลินเฟิงเอ่ยน้ำเสียงเฉื่อยชา "พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... จำนวนคนจะสามารถทดแทนช่องว่างของสัจธรรมได้?"
"โอหังนัก! ในเมื่อเจ้าเลือกหนทางตาย พวกเราก็สับเจ้าให้กลายเป็นเศษเนื้อ!"
สิ้นคำตวาด เงาร้ายทั้งแปดสายพลันเคลื่อนไหวพร้อมกันดั่งใจนึก ร่างของพวกมันเลือนหายไปในม่านหมอกสีเทา ก่อนจะปรากฏกรงเล็บและโซ่ตรวนเหล็กสีดำสนิทนับร้อยเส้น พุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่าเข้าเกาะกุมแขนขาและลำคอของหลินเฟิงจากทุกมุมมืด
"วิชามารล่องหน: โซ่ตรวนตรึงวิญญาณเก้าชั้น!"
โซ่เหล็กเหล่านั้นไม่ได้มุ่งทำลายกายภาพ ทว่ามันแฝงไปด้วยอักขระมารที่สลักลึก เมื่อมันสัมผัสถูกตัวศัตรู มันจะเหนี่ยวรั้งดวงจิตวิญญาณให้ออกจากร่าง เพื่อให้วิญญาณกลายเป็นอาหารของมารร้าย นี่คือศาสตร์ที่มีความหลากหลายและพิสดารยิ่งของแดนเหนือ
ทว่า... โซ่นับร้อยเส้นที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้า ทันทีที่เข้าใกล้ร่างของหลินเฟิงในรัศมีหนึ่งวา กลับต้องหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศปานพุ่งเข้าชนกำแพงแก้วที่มองไม่เห็น แสงสีทองจาง ๆ จาก **"กฎแห่งอนัตตา"** ที่แผ่ออกมาจากผิวหนังของเด็กหนุ่ม สะกดให้โซ่มารเหล่านั้นสั่นสะท้อนและแหลกสลายกลายเป็นผงธุลีเหล็กทีละข้อ ๆ
"อะไรกัน?! มันไม่ได้กางม่านพลังป้องกัน เหตุใดโซ่วิญญาณถึงไม่อาจเข้าใกล้ร่างมันได้?!" น้องรองแห่งแปดโลกันตร์ร้องอุทานด้วยความตกใจ
"ศาสตร์ควบคุมมิติและพลังงานของพวกเจ้านับว่ามีความหลากหลาย ทว่ามันยังตื้นเขินเกินไป..." หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ เขาขยับมือขวาขึ้นมา ยกนิ้วชี้ขึ้นตรงไปข้างหน้าช้า ๆ "ยามนี้... จงดูศาสตร์แห่งการดับสูญที่แท้จริงซะ"
"ดรรชนีอนัตตา ขั้นที่หนึ่ง: ดับสลาย!"
*วิ้งงงงงงง!*
ประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์ขนาดเท่าเม็ดข้าวสาร พุ่งออกจากปลายนิ้วชี้ของหลินเฟิง มันดูไร้ความรุนแรงและไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง ทว่าทันทีที่แสงสีขาวนี้สัมผัสถูกม่านหมอกสีเทา หมอกพิษทั้งหมดในโถงคลังหลวงพลันสลายหายไปในพริบตาปานหิมะต้องแสงตะวัน และแสงสีขาวนั้นยังคงพุ่งตรงเข้าหากลางหน้าผากของน้องแปดแห่งแปดโลกันตร์อย่างแม่นยำ
"หลบเร็ว!" พี่ใหญ่ร้องเตือน
ทว่ามันสายเกินไป น้องแปดพยายามจะใช้ศาสตร์ล่องหนเคลื่อนย้ายร่างหนี ทว่ามิติรอบตัวของมันกลับถูกสะกดไว้ด้วยกฎแห่งอนัตตา ลำแสงสีขาวพุ่งทะลวงผ่านหน้าผากของมันอย่างง่ายดาย ร่างของมันไม่ได้ระเบิดออก ทว่าดวงตาสีแดงพลันหม่นแสงลง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายกลายเป็นเพียงผงฝุ่นสีขาวลอยล่องไปกับตา... ดับสูญทั้งกายาและดวงวิญญาณโดยสิ้นเชิง!
"น้องแปด?!" อีกเจ็ดคนที่เหลือกรีดร้องลั่นด้วยความสยดสยอง การโจมตีเพียงดรรชนีเดียว สังหารยอดฝีมือครึ่งก้าวสู่สวรรค์ได้อย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ พวกมันไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนในชีวิต!
ในขณะที่ศึกใต้ดินกำลังดำเนินไปอย่างลึกลับ เบื้องบนนอกกำแพงวังหลวง รถหรูหราที่ประดับด้วยทองคำและหยกงามของ **"สมาคมการค้าหมื่นโอสถ"** กำลังจอดนิ่งอยู่ท่ามกลางกองทหารที่ตั้งด่านสกัด เสิ่นว่านซาน ประธานสมาคมนั่งอยู่ภายในรถ ใบหน้าอวบอ้วนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด มือของเขายังคงหมุนแหวนหยกด้วยความเร็วที่ทวีขึ้นเรื่อย ๆ
"ท่านประธานคะ... สายสืบรายงานว่า มีร่องรอยของพลังงานมืดจากแดนเหนือปรากฏขึ้นใต้ซากตำหนักมังกรอุดรค่ะ" หญิงสาวชุดดำหัวหน้าหน่วยข่าวกรองรายงานเสียงเบา "กลิ่นอายแบบนี้... เป็นไปได้สูงว่าจะเป็น 'แปดโลกันตร์ล่องหน' ของนิกายมารสวรรค์ล่องหนค่ะ"
เสิ่นว่านซานหรี่ตาลง แววตาฉายประกายความกังวล "อินเฉวียนมันส่งคนมาเร็วขนาดนี้เชียวรึ? ดูเหมือนเป้าหมายของพวกมันจะเป็นสมบัติโบราณที่มู่หรงคังซ่อนไว้... หลินเฟิงพึ่งผ่านศึกใหญ่กับจักรพรรดิมา ยามนี้ต้องเผชิญหน้ากับแปดโลกันตร์ล่องหนที่ขึ้นชื่อเรื่องการรุมสังหาร สถานการณ์นับว่าวิกฤตยิ่งนัก"
"พวกเราควรส่งยอดฝีมือของสมาคมเข้าไปช่วยเหลือเพื่อซื้อใจเขาไหมคะ?" หญิงสาวเสนอ
"ช้าก่อน..." เสิ่นว่านซานยกมือห้าม "การค้ามีความเสี่ยง ทว่าเราต้องลงทุนให้ถูกจังหวะ หากหลินเฟิงไม่อาจผ่านด่านแปดโลกันตร์นี้ไปได้ แปลว่าเขาไม่มีคุณค่าพอที่สมาคมหมื่นโอสถจะยอมแตกหักกับนิกายมารสวรรค์... รอดูอีกครึ่งชั่วยาม หากแสงสีทองในวังหลวงยังไม่ดับสูญ ยามนั้นค่อยก้าวเข้าไปก็ยังไม่สาย"
กลับมาเบื้องล่าง ณ โถงคลังหลวง
ความหวาดกลัวที่คืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจของเจ็ดโลกันตร์ที่เหลือ ทำให้พวกมันตัดสินใจใช้กระบวนท่าผสานขั้นสูงสุดโดยไม่คิดชีวิต ร่างทั้งเจ็ดประสานมือกันกลางอากาศ ปราณมารสีม่วงทมิฬพุ่งรวมกันกลายเป็นรูปเงาพญามารสี่กรขนาดยักษ์ร้อยเมตร ตะปบกระบี่มารขนาดใหญ่ลงมาใส่หัวของหลินเฟิง
"วิชาผสานโลกันตร์: พญามารล้างดวงจิต!"
การโจมตีนี้มีความหลากหลายและรุนแรงจนทำให้โครงสร้างหินของคลังหลวงเริ่มปริแตกพังทลาย เศษหินยักษ์ถล่มลงมาดั่ง-่าฝน ทว่าหลินเฟิงกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขาเพียงแค่ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปล่อยให้เศษหินระเบิดแตกกระจายรอบตัวด้วยรังสีมังกรจักรพรรดิ
"พวกเจ้ามีวิชาที่หลากหลาย ทว่าจิตใจกลับเต็มไปด้วยกิเลสและความลวง... ดรรชนีเดียวของข้า ก็เกินพอแล้ว"
หลินเฟิงยกนิ้วชี้ขวาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาตวัดนิ้วเป็นวงกลมจาง ๆ แสงสีขาวบริสุทธิ์ของเพลิงสัจธรรมมรรคาภพพุ่งกระจายออกไปกลายเป็นตาข่ายแสงสีขาวเจิดจ้า ครอบคลุมร่างพญามารและเจ็ดโลกันตร์เอาไว้ทั้งหมด
"ดรรชนีอนัตตา ขั้นที่สอง: สัจธรรมคืนสู่ศูนย์!"
*วิ้งงงงงงงง!*
ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีแรงกระแทกอันยิ่งใหญ่ ทว่าภาพลวงตาของพญามารสี่กรขนาดยักษ์ร้อยเมตรพลันชะงักค้าง ก่อนจะลายหายไปในอากาศปานภาพวาดที่ถูกลบด้วยพู่กัน และตามมาด้วยร่างของเจ็ดโลกันตร์ล่องหนที่ค่อย ๆ แตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงสีขาวทีละคน ๆ แววตาสีแดงของพวกมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความไม่ยินยอม ทว่าต่อหน้ากฎแห่งอนัตตา... ทุกสรรพสิ่งล้วนต้องกลับคืนสู่ความว่างเปล่า
แปดโลกันตร์ล่องหน ยอดฝีมือสายลับระดับครึ่งก้าวสู่สวรรค์แห่งแดนเหนือ... ดับสูญสิ้นซากภายในเวลาไม่ถึงสองอึดใจ!
หลินเฟิงลดมือลงช้า ๆ แววตาสีทองฉายประกายความเยือกเย็นอันเป็นที่สุด เขาหันหลังกลับเดินไปเก็บหีบสมบัติและแผ่นศิลาที่เหลือ ก่อนจะก้าวเดินออกจากคลังหลวงใต้ดิน มุ่งหน้าสู่ผืนแผ่นดินเบื้องบนที่ซึ่งขั้วอำนาจต่าง ๆ กำลังรอคอยการปราก
ฏตัวของเขาด้วยความระทึกขวัญ!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??