เรื่อง วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade
เจ็ดัเจ็ดคืนแห่งการปิดด่านฝึกตนภายในห้องพักระดับวีไอพีของ 'วิมานประกายทอง' ผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าภายในห้องี่ถูกปิดผนึกด้วยค่ายกลซ่อนเร้นระดับสวรรค์ถึงห้าชั้นนั้น กลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วนของพลังงานี่รุนแรงจนแทบจะฉีกกระชากมิติให้ขาดสะบั้น รังสีมารสีม่วงทมิฬี่ได้จากการหลอมรวมโกร่งกระบี่ของจักรพรรดิมาร และพลังปราณสีทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของหลินเฟย ได้ถูกบีบอัดและขัดเกลาจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ได้แสดงอาการต่อต้านกันอีกต่อไป แต่กลับเกื้อหนุนซึ่งกันและกันจนกลายเป็นพลังงานชนิดใหม่... 'ปราณมารไร้ลักษณ์' ี่ทั้งลึกล้ำ มืดมิด และทรงอานุภาพในการทำลายล้างกฎเกณฑ์ของสรรพสิ่ง
หลินเฟยนั่งขัดสมาธิลอยตัวอยู่เหนือเตียงหยกเย็น ผิวพรรณของเขาเปล่งประกายสีทองแดงี่เคลือบแฝงด้วยรัศมีสีม่วงดำจางๆ ทุกครั้งี่เขาสูดลมหายใจเข้า มวลอากาศในห้องจะถูกบีบอัดจนเกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะ และเมื่อเขาพ่นลมหายใจออก ไอหมอกสีดำจะม้วนตัวคล้ายกับมังกรตัวเล็กๆ ี่กำลังเริงระบำ แ่นแท้ในจุดตันเถียนของเขาบัดนี้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงสามเท่า มันหมุนวนอย่างเสถียรและทรงพลัง บ่งบอกถึงการบรรลุ 'ขอบเขตแ่นแท้ขั้นปลาย' อย่างสมบูรณ์แบบี่สุด รากฐานของเขาแน่นหนายิ่งกว่ายอดฝีมือคนใดในประวัติศาสตร์ี่เคยบันทึกไว้
ในี่สุด ดวงตาี่ปิดสนิทมาตลอดเจ็ดัก็เบิกกว้างขึ้น นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬสาดประกายแสงี่เย็นเยียบและคมกริบดุจใบดาบี่เพิ่งถูกลับจนได้ี่ หลินเฟยค่อยๆ ร่อนตัวลงแตะพื้นห้อง เขากำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงพละกำลังมหาศาลี่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูเส้นเลือด พลังี่มากพอจะบดขยี้ภูเขาทั้งลูกให้แหลกเป็นผุยผงได้ด้วยมือเปล่า
"เจ็ดัแล้วสินะ..." หลินเฟยพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยจิตสังหารี่กดทับเอาไว้จนหนาแน่น "เวลาแห่งการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว"
เขาเดินไปี่ระเบียงห้องและสะบัดมือปลดค่ายกลซ่อนเร้นทั้งหมดออก ทันทีี่หน้าต่างคริสตัลถูกเปิด แสงสว่างสีทองเจิดจ้าและเสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอกก็พุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัส ันี้คืองาน 'เทศกาลสุริยันสาดแสง' งานเฉลิมฉลองี่ยิ่งใหญ่ี่สุดของัิแสงศักดิ์สิทธิ์ นครสุริยันเจิดจรัสทั้งเมืองถูกประดับประดาด้วยธงสีทองและดอกไม้สีาบริสุทธิ์ ผู้คนัล้านคนจากทั่วทุกสารทิศเบียดเสียดกันอยู่เต็มจัตุรัสใหญ่หน้ามหาวิหารเทพสุริยัน ทุกคนล้วนสวมชุดสีา สวดมนต์สรรเสริญและหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความศรัทธาอันมืดบอด
เหนือจัตุรัสขนาดยักษ์ มีแท่นพิธีี่สร้างจากทองคำแท้ลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วยค่ายกลระดับสูง บนแท่นพิธีนั้นเต็มไปด้วยนักบวชชั้นผู้ใหญ่และแม่ทัพอัศวินศักดิ์สิทธิ์ี่สวมเกราะส่องประกายระยิบระยับ ทว่าจุดรวมสายตาของคนัล้านกลับอยู่ี่ร่างของชายชราผู้หนึ่งี่ยืนอยู่ตรงกลางแท่นพิธี
ชายชราผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีาบริสุทธิ์ี่ทอจากไหมสวรรค์ สวมมงกุฎทองคำประดับอัญมณีเจ็ดสี รูปลักษณ์ภายนอกดูเมตตาและเปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ทุกการขยับตัวของเขาจะปรากฏละอองแสงสีทองร่วงหล่นลงมาดุจขนนกของทวยเทพ เขาคือ 'เซราฟิม' พระสันตะปาปาแห่งวิหารเทพสุริยัน ผู้เป็นตัวแทนของสวรรค์ในโลกมนุษย์ และเป็นยอดฝีมือเพียงหนึ่งเดียวในทวีปภาคกลางี่บรรลุถึง 'ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด' อย่างแท้จริง!
แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายลี้ แต่หลินเฟยก็สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันระดับวิญญาณแรกกำเนิดี่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเซราฟิม มันไม่ได้กดทับอย่างเกรี้ยวกราดเหมือนเจี้ยนอู๋หมิง แต่มันแทรกซึมและบังคับให้ผู้คนรู้สึกต่ำต้อยและอยากจะคุกเข่าศิโรราบ เป็นพลังี่บิดเบือนจิตใจของผู้คนได้อย่างน่าสะพรึงกลัว
"เหล่าผู้ศรัทธาแห่งแสงสว่างทั้งหลาย..." เสียงของเซราฟิมดังกังวานและนุ่มนวล มันก้องเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้คนัล้านโดยไม่ต้องตะโกน "ันี้คือัอันประเสริฐ ัี่สวรรค์ได้ปะาให้แ่แผ่นดินของเา แสงสว่างจะขับไล่ความมืดมิดทั้งปวง และเพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์เทพสุริยัน เาจะอัญเชิญ 'ปลายหอกเทพเจ้า' วัตถุศักดิ์สิทธิ์สูงสุดี่ปกปั์รักษาัิของเามาัหมื่นปี ออกมาปะาให้แ่พวกเจ้าทุกคน!"
สิ้นคำประกาศของพระสันตะปาปา เสียงโห่ร้องยินดีและเสียงสวดมนต์ก็ดังสนั่นหวั่นไหวจนแผ่นดินสะเทือน นักบวชชั้นผู้ใหญ่แปดคนก้าวเดินออกมาจากด้านหลังของแท่นพิธี พวกเขาแบกหีบศิลาหยกาี่ถูกสลักด้วยค่ายกลผนึกัร้อยชั้นออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อหีบศิลาถูกวางลงเบื้องหน้าเซราฟิม พระสันตะปาปาก็ยกไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ร่ายคาถาปลดผนึก
ครืนนนนน!
ฝาหีบศิลาถูกเลื่อนออก แสงสว่างสีาบริสุทธิ์ี่เจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเี่ยงัก็ระเบิดพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงนั้นสาดส่องไปทั่วทั้งมหานคร ขับไล่เงามืดทุกซอกทุกมุมให้หายไป ผู้คนัล้านต่างหลับตาและก้มหน้ารับแสงศักดิ์สิทธิ์ด้วยน้ำตาแห่งความปีติ
ใจกลางของลำแสงสีานั้น ปรากฏวัตถุโลหะสีเงินวาววับขนาดเท่าฝ่ามือ มันมีรูปทรงเรียวแหลมและแผ่กลิ่นอายของเจตจำนงี่สามารถทะลวงผ่านทุกสรรพสิ่งในจักรวาล นี่คือ 'ปลายหอกเทพเจ้า' ตามความเชื่อของพวกเขา แต่วินาทีี่มันปรากฏขึ้น ชิ้นส่วนศาสตราทั้งสี่ในกระดูกสันหลังของหลินเฟยก็สั่นพ้องอย่างรุนแรงจนหน้าอกของเขาร้อนผ่าว มันไม่ใช่ปลายหอก... แต่มันคือ 'ปลายกระบี่' ชิ้นส่วนี่ห้าและชิ้นส่วนสุดท้ายของศาสตราไร้ลักษณ์!
ชิ้นส่วนทั้งสี่ี่หลินเฟยครอบครองต่างเป็นตัวแทนของการทำลายล้าง ความตาย และความมืดมิด ทว่าชิ้นส่วนี่ห้านี้ กลับแผ่กลิ่นอายของความบริสุทธิ์ แสงสว่าง และเจตจำนงแห่งสวรรค์อย่างชัดเจน มันคือขั้วตรงข้ามี่สมบูรณ์แบบ เป็นส่วนเติมเต็มี่จะทำให้ศาสตราไร้ลักษณ์รักษาสมดุลหยินหยางและปลดปล่อยอานุภาพสูงสุดออกมาได้
"หาเจอแล้ว..." หลินเฟยแสยะยิ้มกว้าง รอยยิ้มี่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความกระหายเลือดปรากฏขึ้นบนใบหน้า นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬสาดประกายเจิดจ้า "ของของข้า... พวกสุนัขรับใช้จอมปลอมไม่มีสิทธิ์เอามันไปตั้งโชว์!"
เพล้งงงงง!
หลินเฟยไม่ได้เดินออกทางประตู เขาโคจรปราณมารไร้ลักษณ์ระเบิดทำลายหน้าต่างคริสตัลและระเบียงห้องพักจนแตกกระจาย ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำพุ่งทะยานออกสู่อากาศเบื้องนอกราวกับดาวตกสีดำมืดมิดี่พุ่งสวนทางกับแสงสว่าง เขาไม่ได้ปกปิดกลิ่นอายอีกต่อไป พลังระดับแ่นแท้ขั้นปลายี่ผสานกับเจตจำนงกระบี่สะบั้นไร้ลักษณ์และจิตมารบรรพกาล ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มรูปแบบ!
วูบบบบบบ!
ท้องฟ้าเหนือนครสุริยันเจิดจรัสี่เคยกว้างใหญ่และสว่างไสวด้วยแสงสีทอง บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีดำทะมึนและสีม่วงคล้ำอย่างกะทันหันราวกับมีผ้าคลุมขนาดมหึมาทาบทับลงมา เมฆมารสีดำก่อตัวขึ้นบดบังดวงอาทิตย์และแสงศักดิ์สิทธิ์ของโดมวิหาร แรงกดดันแห่งความตายและการทำลายล้างี่ไร้ขอบเขต กดทับลงมาบนฝูงชนัล้านคนเบื้องล่าง เสียงสวดมนต์ี่เคยดังก้องหยุดชะงักลงทันที เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและความหวาดกลัวสุดขีด
"นั่นมัน... กลิ่นอายมาร! มารร้ายบุกเมือง!"
"ปกป้ององค์พระสันตะปาปา! ปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์!"
เหล่าแม่ทัพอัศวินศักดิ์สิทธิ์และผู้คุมกฎัพันคนบนแท่นพิธีและรอบจัตุรัส ต่างชักดาบและตั้งค่ายกลป้องกันอย่างลนลาน ทว่าก่อนี่พวกมันจะได้ทำอะไร ร่างของหลินเฟยก็ดิ่งลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วเหนือเสียง พุ่งตรงเข้าหาแท่นพิธีทองคำี่ลอยอยู่กลางอากาศ
"บังอาจ! ไอ้เดรัจฉานมาร บังอาจลบหลู่พิธีศักดิ์สิทธิ์!" อัศวินศักดิ์สิทธิ์ระดับแ่นแท้ขั้นต้นสิบคน พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศขวางทางหลินเฟย พวกเขาตวัดดาบกางเขนแสง ปล่อยคลื่นพลังสีทองัสิบสายหมายจะบดขยี้ผู้บุกรุก
"แสงสว่างของพวกเจ้ามันจอมปลอม... จงถูกกลืนกินไปซะ!" หลินเฟยคำรามลั่นขณะดิ่งพสุธา
เขาไม่ได้ชักดาบโลหิตออกมาด้วยซ้ำ เพียงแค่ตวัดฝ่ามือขวาลงไปเบื้องล่าง เจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ี่ผสานกับพลังมาร ก็แปรสภาพเป็น 'กรงเล็บเงาทมิฬ' ขนาดยักษ์ี่มองไม่เห็น พุ่งทะลวงอากาศเข้าปะทะกับคลื่นพลังสีทอง
แคร่ก! แคร่ก! แคร่ก!
คลื่นพลังแสงสีทองถูกกรงเล็บเงาทมิฬตัดขาดและบีบอัดจนแตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่าอย่างง่ายดาย ก่อนี่กรงเล็บมฤตยูจะพุ่งทะลุร่างของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบคน ร่างี่สวมเกราะทองคำของพวกมันถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ อย่างเรียบเนียน เลือดสีแดงสดและเศษเนื้อร่วงหล่นลงมาเป็น-่าฝนโลหิต รดลงบนใบหน้าของเหล่าผู้ศรัทธาัล้านคนเบื้องล่าง เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาดังระงมไปทั่วทั้งเมือง
ตูมมมมมมมมม!
หลินเฟยทิ้งดิ่งลงมากระแทกกับแท่นพิธีทองคำขนาดยักษ์อย่างรุนแรง แรงกระแทกมหาศาลทำให้แท่นทองคำบริสุทธิ์เกิดรอยร้าวและทรุดตัวลง ค่ายกลี่พยุงแท่นพิธีสั่นสะเทือนอย่างหนัก ฝุ่นคัและละอองทองคำฟุ้งกระจาย เมื่อฝุ่นจางลง ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำก็ยืนตระหง่านอยู่ใจกลางแท่นพิธี ห่างจากพระสันตะปาปาเซราฟิมเพียงไม่กี่สิบก้าว นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬจ้องมองทะลุรัศมีแสงสว่างของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
"เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงมีพลังมารี่มืดมิดและโบราณถึงเพียงนี้?" เซราฟิมไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก เขายังคงรักษากิริยาสงบนิ่ง ทว่าคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่า พลังของเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นไม่สามารถประเมินได้ด้วยสามัญสำนึก
หลินเฟยแสยะยิ้มเย็นชา เขาปรายตามองไปยัง 'ปลายหอกเทพเจ้า' ี่ลอยอยู่เหนือหีบศิลา "ข้าคือเจ้าของี่แท้จริงของเศษเหล็กี่พวกเจ้ากำลังกราบไหว้บูชาอยู่นั่น... ข้ามาเพื่อทวงของของข้าคืน และมาเพื่อสอนให้พวกเจ้ารู้ว่า แสงสว่างี่พวกเจ้าภาคภูมิใจนักหนา เมื่ออยู่ต่อหน้าความมืดมิดี่แท้จริง มันก็เป็นได้แค่แสงหิ่งห้อย!"
"สามหาว! วัตถุศักดิ์สิทธิ์นี้คือชิ้นส่วนแห่งสวรรค์ เจ้ามารร้ายไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยถึง!" เซราฟิมกระแทกไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ลงบนพื้นแท่นทองคำ
คลื่นพลังระดับ 'วิญญาณแรกกำเนิด' ระเบิดออกอย่างเต็มรูปแบบ! มันไม่ใช่แรงกดดันธรรมดา แต่มันคือการแทรกแซงกฎเกณฑ์ของมิติ แสงสีาเจิดจ้าพุ่งทะลักออกจากร่างของพระสันตะปาปา บังคับให้มิติรอบตัวหลินเฟยแข็งตัวราวกับเหล็กกล้า หมายจะบดขยี้กระดูกและวิญญาณของเขาให้แหลกสลายในพริบตา
"พลังระดับนี้... คิดว่าจะหยุดข้าได้งั้นรึ!" หลินเฟยคำราม
มือขวาของเขายื่นออกไปด้านข้าง แสงสีแดงอมม่วงสว่างวาบ ดาบโลหิตสีดำสนิที่มีโกร่งกระบี่อสูรมารปรากฏขึ้นในมือ! ทันทีี่ศาสตราไร้ลักษณ์ทั้งสี่ชิ้นสัมผัสอากาศ แรงกดดันแห่งความตายและการทำลายล้างก็ระเบิดออก ต่อต้านพลังวิญญาณแรกกำเนิดของเซราฟิมอย่างสมน้ำสมเนื้อ
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์! สะบั้นกฎเกณฑ์!"
หลินเฟยตวัดดาบโลหิตสีดำฟาดฟันออกไปรอบตัว รอยแยกมิติสีดำปรากฏขึ้น ตัดผ่านกฎเกณฑ์แห่งแสงสว่างี่เซราฟิมสร้างขึ้นให้แตกกระจายราวกับกระจกี่ถูกทุบ หลินเฟยหลุดพ้นจากการพันธนาการอย่างง่ายดาย เขาพุ่งทะยานเข้าหาพระสันตะปาปาด้วยความเร็วสูงสุด ดาบโลหิตสีดำง้างขึ้นเตรียมบากหน้าอกของผู้เป็นตัวแทนแห่งสวรรค์
เซราฟิมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก "มันสามารถทำลายกฎเกณฑ์ของวิญญาณแรกกำเนิดได้! ดาบเล่มนั้น... มันคือสิ่งใดกัน!"
แม้จะตกใจ แต่เซราฟิมก็คือยอดฝีมือจุดสูงสุด เขาถอยหลังไปครึ่งก้าว ยกไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ขึ้นปัดป้อง
เคร้งงงงงงงง!
ดาบมารและไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ปะทะกันอย่างจัง คลื่นพลังงานสีดำและสีทองระเบิดออกทำลายล้างทุกสิ่งรอบแท่นพิธี นักบวชชั้นผู้ใหญ่ี่อยู่ใกล้เคียงถูกแรงกระแทกจนร่างระเบิดกลายเป็นละอองเลือด แท่นพิธีทองคำทนรับแรงปะทะไม่ไหว แตกหักและร่วงหล่นลงสู่พื้นจัตุรัสเบื้องล่างเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝูงชนัล้านคนวิ่งหนีตายกันอลหม่าน
หลินเฟยและเซราฟิมลอยตัวอยู่กลางอากาศท่ามกลางซากแท่นพิธีี่ร่วงหล่น หลินเฟยแสยะยิ้มดุดัน "มีดีแค่นี้หรือ พระสันตะปาปา? หากมีฝีมือแค่นี้ ปลายกระบี่ชิ้นนั้น ข้าขอรับไปล่ะ!"
"อย่าโอหังให้มากนัก มารร้าย!" เซราฟิมโกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุด ความสง่างามี่เคยมีมลายหายไป "ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น ถึงความพิโรธของสวรรค์!"
เซราฟิมประสานมือเข้าหากัน ร่ายคาถาโบราณด้วยความเร็วแสง ร่างกายของเขาสลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง ก่อนจะไปรวมตัวกันใหม่เบื้องบนท้องฟ้า ละอองแสงเหล่านั้นขยายขนาดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ควบแน่นกลายเป็นร่างจำแลงขนาดยักษ์!
มันคือ 'ทูตสวรรค์หกปีกเจิดจรัส' ร่างอวตารของวิญญาณแรกกำเนิดี่ทรงอานุภาพี่สุด ร่างจำแลงนี้มีความสูงกว่าสองร้อยจั้ง สวมเกราะแสงสีทองคำา ปีกแห่งแสงทั้งหกคู่กางแผ่บดบังท้องฟ้ายิ่งกว่าเดิม ใบหน้าของทูตสวรรค์ไร้ซึ่งความปรานี ในมือถือดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ี่สามารถผ่าทวีปให้แยกเป็นสองซีกได้ รังสีความกดดันของมันทำให้ผู้ฝึกยตนระดับแ่นแท้ด้านล่างถึงกับกระอักเลือดและหมดสติไป
"จงสูญสลายไปภายใต้แสงสว่างของข้า!" ทูตสวรรค์หกปีกคำรามด้วยเสียงของเซราฟิม ดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ถูกฟาดฟันลงมายังร่างของหลินเฟยี่ดูเล็กกระจ้อยร่อยดุจมดปลวก
หลินเฟยแหงนหน้ามองทูตสวรรค์ยักษ์ี่กำลังฟาดดาบลงมา นัยน์ตาสีแดงอมม่วงของเขาไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขากำด้ามดาบโลหิตสีดำในมือแน่น ชิ้นส่วนทั้งสี่ในร่างสั่นพ้องประสานกันจนถึงขีดสุด พลังมารบรรพกาล เจตจำนงกระบี่ และปราณแ่นแท้ขั้นปลาย หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว รัศมีสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นจากร่างของเขากลายเป็นเสาแสงสีดำี่ทะลวงชั้นเมฆ
"แสงสว่างจอมปลอมของพวกเจ้า... ข้าจะใช้ความมืดมิดี่แท้จริงกลืนกินมันให้หมดสิ้น!" หลินเฟยคำรามลั่น เตรียมพร้อมปะทะกับร่างอวตารวิญญาณแรกกำเนิด การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ี่สุดเพื่อแย่งชิงชิ้นส่วนสุดท้ายของศาสตราไร้ลักษณ์ ได้อุบัติขึ้นแล้วเหนือมหานครศักดิ์สิทธิ์!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??