เรื่อง สายโลหิตเทพหิมพานต์
หลังคืนที่เสียงคำรามประหลาดดังก้องจากส่วนลึกแห่งป่าหิมพานต์
ทั่วเวียงสัตบรรณก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หมอกสีเทาปกคลุมป่าแม้ยามอรุณ
สัตว์ป่าพากันอพยพหนีจากพงไพร
แม้แต่ฝูงนกยังมิกล้าบินเหนือแนวเขาด้านทิศอุดร
ผู้คนในเมืองต่างปิดประตูบ้านตั้งแต่ตะวันยังไม่ลับฟ้า
ยามค่ำคืน…
จะได้ยินเพียงเสียงลมครางผ่านช่องหน้าต่าง
และเสียงคำรามแผ่วต่ำซึ่งดังมาจากป่าลึก
ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นทีละน้อย
เด็กหนุ่มผู้เริ่มแบกรับชะตานับแต่พลังสุริยันตื่นขึ้นในร่าง
อัคนินทร์ก็เปลี่ยนไป
บางคืน ร่างกายของเขาร้อนดุจถูกเผาอยู่ในเปลวเพลิง
เส้นเลือดสีทองจะปรากฏขึ้นตามแขนและลำคอ
ทุกครั้งที่ใช้พลัง…
ความเจ็บปวดราวไฟหลอมเหล็กจะกัดกินทั่วร่าง
จนหลายคราต้องล้มลงหมดสติ
มาลินีเฝ้ามองบุตรชายด้วยหัวใจร้าวราน
นางเริ่มเข้าใจแล้วว่า
สายเลือดแห่งเทพ มิใช่พรจากสวรรค์
หากคือพันธนาการแห่งชะตา
คืนหนึ่ง…
อัคนินทร์นั่งอยู่ริมธาราเพียงลำพัง
เด็กหนุ่มมองเงาสะท้อนของตนบนผืนน้ำ
ดวงตาสีทองในเงานั้น ทำให้เขารู้สึกราวมิใช่มนุษย์โดยสมบูรณ์อีกต่อไป
“แท้จริงแล้ว… ข้าเป็นผู้ใดกันแน่”
เสียงลมพัดผ่านพฤกษาแผ่วเบา
แต่ไม่มีคำตอบจากผู้ใด
คำทำนายของฤๅษีวชิรญาณเช้าวันต่อมา
ฤๅษีวชิรญาณเรียกอัคนินทร์ไปยังอาศรมกลางหุบเขา
อาศรมนั้นตั้งอยู่เหนือธารหมอก
รอบด้านเต็มไปด้วยพรรณไม้ทิพย์และสัตว์หิมพานต์
กินรีบินร่อนเหนือสายน้ำ
กวางแก้วเดินผ่านอย่างสงบ
แต่แม้งดงามเพียงใด
อัคนินทร์กลับรู้สึกถึงแรงกดดันประหลาดในสถานที่แห่งนี้
ฤๅษีนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไทรโบราณ
ก่อนเอ่ยขึ้นโดยมิหันมา
“เจ้ารู้หรือไม่… เหตุใดเหล่าเทพจึงหวาดกลัวสายเลือดครึ่งเทพ”
อัคนินทร์ส่ายหน้า
ฤๅษีถอนใจยาวๆ
“เพราะสายเลือดเช่นเจ้า… คือผู้ทำลายสมดุลแห่งสามภพ”
เด็กหนุ่มนิ่งงัน ไปชั่วครู่
ฤๅษีจึงกล่าวต่อ
“มนุษย์มีหัวใจ เทวดามีพลัง”
“แต่ผู้ถือกำเนิดจากทั้งสองสิ่ง… จักครอบครองพลังซึ่งแม้สวรรค์ยังหวาดหวั่น”
สายลมพลันพัดแรงขึ้น ใบไทรร่วงหล่นช้าๆ
ฤๅษีเงยหน้ามองฟ้า..แววตาหนักอึ้งราวมองเห็นอนาคตอันมืดมน
“อีกไม่นาน… เจ้าจักถูกดึงเข้าสู่สงครามที่มิอาจหลีกพ้น”
บุษบารินแห่งนครจันทร์ทิพย์ในวันเดียวกันนั้นเอง
ขบวนราชรถจากนครจันทร์ทิพย์ได้เดินทางมายังเวียงสัตบรรณ
ผู้คนทั้งเมืองต่างออกมาต้อนรับ
เพราะผู้มาเยือนคือ “เจ้าหญิงบุษบาริน”
พระธิดาแห่งนครจันทร์ทิพย์ ผู้เลื่องลือว่างดงามดุจจันทร์เพ็ญเหนือห้วงนภา
ทันทีที่ราชรถหยุดลง ม่านแพรสีเงินก็ถูกเปิดออกช้าๆ
หญิงสาวผู้หนึ่งก้าวลงสู่พื้นดิน นางมีดวงพระพักตร์งดงามละมุนดังบุปผาต้องแสงจันทร์
เรือนผมยาวดำขลับดุจปีกกา ดวงเนตรสงบนิ่ง หากแฝงความเศร้าลึกๆบางอย่าง
ทันทีที่อัคนินทร์เห็นนาง หัวใจของเขาก็สั่นไหวอย่างประหลาด
ราวเคยพบกันมาก่อนในความฝัน ส่วนบุษบารินเอง… ก็หยุดมองเด็กหนุ่มนานกว่าผู้อื่น
โดยมิอาจอธิบายเหตุผลได้เช่นกัน
เงาปีศาจใต้ขุนเขาค่ำคืนนั้น
ขณะผู้คนกำลังเฉลิมฉลองต้อนรับเจ้าหญิง
ทันใดนั้น…เสียงกลองศึกก็ดังขึ้นจากหอคอยเฝ้าเมือง
ตึง! ตึง! ตึง! ทหารผู้หนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“อสูรบุก!” เสียงกรีดร้องดังทั่วเวียง ผู้คนแตกตื่นหนีตาย
เปลวเพลิงเริ่มลุกไหม้ทางประตูทิศเหนือ
อัคนินทร์รีบคว้าดาบแล้วพุ่งออกไปทันที
เมื่อมาถึงกำแพงเมือง… ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้เขาชะงัก
กลางทะเลหมอกสีดำนั้น มีร่างอสูรนับร้อยกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา
บางตนมีเศียรเป็นเสือ บางตนมีกรงเล็บยาวดุจนกยักษ์
บางตนไร้ใบหน้า มีเพียงปากขนาดมหึมากลางลำตัว
และเหนือเหล่าอสูรทั้งปวง… มีร่างสูงใหญ่ตนหนึ่งยืนอยู่
มันสวมเกราะสีดำสนิท ดวงตาแดงฉานดุจโลหิต
พลังอำมหิตแผ่ออกจนแม้แต่ทหารยังตัวสั่น
ฤๅษีวชิรญาณซึ่งตามมาภายหลังถึงกับหน้าเคร่งขรึม
“ทศกัณฐ์เพลิง…” “แม่ทัพแห่งกาฬหิรัญ”
ทันใดนั้น อสูรตนนั้นก็หัวเราะ เสียงของมันดังก้องไปทั่วเมือง
“ส่งโอรสแห่งสุริยันมาให้ข้า” “แล้วข้าจักไว้ชีวิตพวกเจ้า”
ทั่วกำแพงเมืองพลันเงียบงัน สายลมกลางคืนเย็นเยียบดุจลางมรณะ
และเป็นครั้งแรก… ที่อัคนินทร์รู้ว่า สงครามของตนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ
เพลิงศึกเหนือกำแพงเวียง
สายลมกลางคืนพัดกระหน่ำเหนือกำแพงเวียงสัตบรรณ เบื้องล่างคือกองทัพอสูรอันมืดทะมึน
เปลวไฟจากคบเพลิงสะท้อนดวงตาสีแดงนับร้อยคู่ ราวฝูงภูตจากอเวจีขึ้นมาทวงโลกมนุษย์
เสียงครางต่ำของเหล่าอสูรดังประสานกัน จนพื้นดินทั้งผืนสั่นสะเทือน
อัคนินทร์ยืนอยู่เหนือกำแพงเมือง มือกำดาบแน่น แม้ใบหน้าจะสงบนิ่ง
แต่ภายในอกกลับร้อนระอุ เขารู้ดี...
ศึกครานี้มิใช่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของตนเพียงผู้เดียวอีกต่อไป
หากเขาพ่ายแพ้ เวียงสัตบรรณจักถูกกลืนกินในค่ำคืนนี้
### แม่ทัพแห่งกาฬหิรัญ ทศกัณฐ์เพลิงก้าวออกมาจากหมอกดำช้าๆ
ทุกย่างเท้าของมันทำให้พื้นดินแตกร้าวเกราะสีดำบนร่างเต็มไปด้วยอักขระอสูรโบราณ
กลางอกมีเปลวเพลิงสีม่วงลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา มันหยุดมองอัคนินทร์
ก่อนหัวเราะแผ่ว > “ในที่สุด... โอรสแห่งสุริยเทพก็เผยกาย”
อัคนินทร์ชักดาบขึ้นช้าๆ > “เจ้าคือผู้ใด” ดวงตาสีแดงของอสูรวาวโรจน์
> “ข้าคือทศกัณฐ์เพลิง”
> “แม่ทัพแห่งองค์กาฬหิรัญ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้นฤๅษีวชิรญาณถึงกับหน้าเคร่ง
เพราะกาฬหิรัญคืออสูรโบราณผู้ถูกผนึกใต้ป่าหิมพานต์มาหลายพันปี
เล่ากันว่า...
มันคืออสูรตนแรกซึ่งลุกขึ้นต่อต้านเหล่าเทพ และเกือบทำให้สามโลกพินาศมาแล้วครั้งหนึ่ง
ทศกัณฐ์เพลิงยกมือขึ้น เปลวเพลิงสีม่วงพลันลุกท่วมท้องฟ้า
> “เหล่าเทพทอดทิ้งมนุษย์ดั่งเศษธุลี”
> “แต่พวกเจ้ายังสวามิภักดิ์ต่อสวรรค์”
เสียงของมันดังก้องไปทั่วสนามรบ
> “คืนนี้ ข้าจักปลดปล่อยโลกจากโซ่ตรวนแห่งเทพ!”
เมื่อสิ้นคำ กองทัพอสูรก็พุ่งเข้าหากำแพงเมืองทันที
---
### ศึกแรกแห่งโอรสสุริยัน เสียงระฆังศึกดังสนั่น
ทหารเวียงสัตบรรณต่างยิงเกาทัณฑ์ลงจากกำแพงลูกธนูพุ่งเป็น-่าฝน
แต่เหล่าอสูรจำนวนมากกลับมิรู้สึกเจ็บปวดบางตนแม้ถูกยิงทะลุอกก็ยังปีนกำแพงขึ้นมา
เสียงกรีดร้องดังระงมทั่วเมืองอัคนินทร์สูดลมหายใจลึก
ก่อนกระโจนลงจากกำแพงทันทีที่เท้าแตะพื้นเขาก็ฟันดาบใส่อสูรตนแรก
ฉัวะ! เลือดสีดำสาดกระเซ็น ร่างอสูรขาดสะบั้นทันที
แต่อีกหลายสิบตนกลับพุ่งเข้ามาพร้อมกันอัคนินทร์หมุนกายหลบกรงเล็บ
ก่อนแทงสวนเข้าใต้คางอสูรตนหนึ่งแล้วใช้ศพมันผลักกระแทกศัตรูอีกสองตนล้มลง
ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวรวดเร็วเฉียบคมราวสัญชาตญาณการต่อสู้ถูกจารึกไว้ในสายเลือด
แต่จำนวนศัตรูกลับมากเกินไป ไม่นานนัก รอยแผลก็เริ่มปรากฏทั่วร่างของเขา
---
### เจ้าหญิงใต้เปลวศึก
ขณะนั้นเองเสียงกรีดร้องของเด็กหญิงดังขึ้นจากตรอกใกล้กำแพง
อสูรตนหนึ่งกำลังลากนางออกมาจากซากบ้าน
อัคนินทร์รีบพุ่งไปช่วย แต่ทว่า… มีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวเร็วกว่า
แสงสีเงินวาบผ่านกลางความมืด ฉัวะ! แขนอสูรขาดกระเด็น
ทุกคนเบิกตากว้าง เพราะผู้ลงมือคือ “เจ้าหญิงบุษบาริน”
นางถือกระบี่เงินบางเฉียบ อาภรณ์สีขาวสะบัดพลิ้วท่ามกลางเปลวไฟ
แววตาสงบนิ่งดุจจันทร์กลางราตรี อสูรอีกสองตนคำรามแล้วพุ่งใส่
บุษบารินหมุนกายหลบอย่างอ่อนช้อย ก่อนแทงกระบี่ทะลุคออสูรตนแรก
แล้วใช้แรงส่งหมุนฟันอีกตนจนล้มลง อัคนินทร์ถึงกับชะงัก
> “เจ้าหญิง... เหตุใดจึงต่อสู้ได้” บุษบารินปัดเลือดออกจากคมกระบี่
ก่อนตอบเรียบสงบ
> “นครจันทร์ทิพย์มิได้เลี้ยงดูเราให้เป็นเพียงบุปผาในวัง”
แม้ท่ามกลางสงคราม อัคนินทร์กลับรู้สึกว่าหัวใจตนสั่นไหวประหลาด
---
### เพลิงสุริยัน
ทศกัณฐ์เพลิงมองการต่อสู้อยู่ห่างๆก่อนยกมือขึ้นอีกครั้ง
อักขระสีม่วงจำนวนมหาศาลปรากฏเหนือฟ้า ทันใดนั้น
หอกเพลิงสีดำหลายร้อยเล่มก็พุ่งลงมาราวฝนมรณะ
ตูม! ตูม! ตูม! กำแพงเมืองแตกกระจาย ผู้คนร้องด้วยความหวาดกลัว
อัคนินทร์รีบพุ่งเข้าบังบุษบาริน แต่หอกเพลิงเล่มหนึ่งกลับพุ่งตรงมายังทั้งสอง
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง
จี้สุริยันบนอกพลันลุกสว่าง
เปลวไฟสีทองปะทุออกจากร่างอีกครั้ง
เปรี้ยงงง!!
เปลวสุริยันระเบิดออกเป็นวงกว้าง
หอกเพลิงทั้งหมดถูกเผาจนสลาย
แสงทองสาดทั่วสนามรบ
เหล่าอสูรต่างร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัว
อัคนินทร์ยืนอยู่กลางเพลิงทอง
ดวงตาส่องสว่างดุจตะวันแรกพิภพ
แม้แต่ทศกัณฐ์เพลิงยังชะงัก
> “พลังนี้...”
ทันใดนั้น
ดาบสุริยันซึ่งเก็บอยู่ในผ้าห่อบนหลัง พลันสั่นสะเทือน
ก่อนลอยขึ้นสู่อากาศเอง
เปลวทองไหลเวียนรอบคมดาบ
ราวอาวุธแห่งเทพกำลังตอบรับผู้ครอบครองที่แท้จริง
อัคนินทร์ยื่นมือออกไป
ทันทีที่จับด้ามดาบ
คลื่นพลังมหาศาลก็ระเบิดออกทั่วสนามรบ
---
### ดาบเทพปะทะเพลิงอสูร
ทศกัณฐ์เพลิงคำรามก้อง
ก่อนพุ่งเข้าหาอัคนินทร์ด้วยความเร็วมหาศาล
เปลวไฟสีม่วงลุกท่วมทั่วร่างมัน
กรงเล็บอสูรปะทะดาบสุริยัน
เปรี้ยงงง!!
แรงปะทะทำให้พื้นดินยุบตัว
คลื่นพลังแผ่กระจายจนทหารและอสูรกระเด็นถอย
อัคนินทร์กัดฟันแน่น
แม้ถือดาบเทพ แต่แขนทั้งสองกลับปวดร้าวราวกระดูกจะแตก
ทศกัณฐ์เพลิงหัวเราะต่ำ
> “เจ้ายังใช้พลังนั้นมิได้เต็มที่”
> “ร่างมนุษย์ของเจ้ากำลังแตกสลาย”
สิ้นคำ มันอัดหมัดใส่อกเด็กหนุ่มเต็มแรง
ตูม!
อัคนินทร์กระเด็นทะลุกำแพงหิน
โลหิตพุ่งออกจากปากทันที
บุษบารินร้องเรียกเขาด้วยความตกใจ
แต่ทศกัณฐ์เพลิงกลับเดินเข้าหาช้าๆ
> “โอรสแห่งเทพก็ไม่ต่างจากเศษธุลี”
มันยกกรงเล็บขึ้น
หมายปลิดชีวิตเขาในคราเดียว
ขณะนั้นเอง...
เสียงพิณอ่อนหวานพลันดังขึ้นทั่วสนามรบ
ทุกคนชะงัก
แม้แต่อสูรยังหยุดเคลื่อนไหว
กลางแสงจันทร์ มีหญิงชราผู้หนึ่งนั่งดีดพิณอยู่บนกำแพงพัง
เสียงพิณนั้นสงบ เย็นเยียบ และเก่าแก่ดุจบทเพลงจากอดีตกาล
ฤๅษีวชิรญาณเบิกตากว้าง
> “นางพิณเวหา...”
---
### บทเพลงผนึกอสูร
เสียงพิณกังวานไปทั่วเวียง
อักขระสีเงินจำนวนมหาศาลปรากฏกลางอากาศ
เหล่าอสูรเริ่มร้องโหยหวน
ร่างของพวกมันค่อยๆ ถูกตรึงด้วยโซ่แสง
ทศกัณฐ์เพลิงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด
> “นังหญิงชรา!”
มันพุ่งเข้าหานางพิณเวหา
แต่ทันใดนั้น...
อัคนินทร์กลับลุกขึ้นอีกครั้ง
แม้ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด
แต่ดวงตากลับลุกโชนกว่าเดิม
เด็กหนุ่มยกดาบสุริยันขึ้นช้าๆ
เปลวทองไหลรวมสู่คมดาบ
จนส่องสว่างราวอาทิตย์กลางราตรี
> “ข้าจะมิยอมให้ผู้ใดทำลายเมืองนี้”
สิ้นคำ
เขาก็พุ่งเข้าใส่ทศกัณฐ์เพลิง
ดาบสุริยันฟันลงสุดแรง
ฉัวะะะ!!
แสงทองพุ่งทะลุฟ้า
เปลวเพลิงสีม่วงแตกกระจาย
ร่างของทศกัณ
พลิงถูกฟันเป็นรอยลึกตั้งแต่ไหล่ถึงเอว
อสูรคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด
ก่อนถอยกลับเข้าสู่ทะเลหมอก
“โอรสแห่งสุริยัน…”
“อีกไม่นาน เจ้าจักเข้าใจความจริงของเหล่าเทพ!”
เสียงหัวเราะของมันค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด
พร้อมการล่าถอยของกองทัพอสูร
แสงจันทร์หลังสงครามรุ่งอรุณวันถัดมา
เวียงสัตบรรณเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
ผู้คนต่างช่วยกันรักษาผู้บาดเจ็บ
อัคนินทร์นั่งอยู่ริมธาราเพียงลำพัง
แขนทั้งสองเต็มไปด้วยรอยไหม้จากพลังสุริยัน
แม้เพียงขยับนิ้ว ยังเจ็บปวดราวถูกไฟเผา
บุษบารินเดินเข้ามาช้าๆ
นางนั่งลงข้างเขาโดยมิเอ่ยคำ
อยู่เนิ่นนาน
ก่อนจะกล่าวเบาๆ
“เมื่อคืน… เจ้ากลัวหรือไม่”
อัคนินทร์มองสายน้ำเงียบงัน
ก่อนตอบแผ่วต่ำ
“กลัว”
“แต่ข้ายิ่งกลัว… ว่าจะปกป้องผู้ใดไว้ไม่ได้อีก”
บุษบารินนิ่งไปครู่หนึ่ง
แล้วค่อยยื่นผ้าพันแผลให้เขา
“ผู้ที่หวาดกลัวแล้วยังยืนหยัดได้”
“ต่างหาก… คือผู้กล้าแท้จริง”
อัคนินทร์เงยหน้ามองนาง
แสงอรุณอ่อนสาดลงบนใบหน้าของเจ้าหญิง
งดงามราวภาพฝัน
และเป็นครั้งแรก…
ที่หัวใจอันโดดเดี่ยวของโอรสครึ่งเทพ เริ่มอบอุ่นขึ้นช้าๆ
เงามืดเบื้องลึกแต่ในส่วนลึกสุดของป่าหิมพานต์
ภายในมหาวิหารอสูรโบราณ
ดวงตาสีแดงมหึมาคู่หนึ่งกำลังลืมขึ้น
โซ่ผนึกขนาดยักษ์เริ่มแตกร้าวทีละเส้น
เสียงหัวเราะต่ำเย็นเยียบดังก้องไปทั่วความมืด
“สุริยเทพ…”
“ในที่สุดสายเลือดของเจ้าก็เติบใหญ่”
“จงรอเถิด”
“มหาสงครามแห่งสามภพ… กำลังจะเริ่มต้น”
จบตอนที่ ๒ : ศึกอสูรแห่งป่าหิมพานต์ติดตามอ่านฟรี ก่อนใครได้ที่ www.danniyay.comนิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??