เรื่อง ไผ่ดำสะท้านภพ กระบี่รบสยบมาร
หมอกสีเทาทึบยังคงลอยอ้อยอิ่งปกคลุมแผ่นดิน ทว่าความเงียบสงบหุบเาต้องห้ามถูกทำลายลงด้วยเสียงกิ่งไม้หักแตกเป็นจังหวะ ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ
ถังหว่านเอ๋อร์ผวาเงยหน้า มือที่ประคองศีรษะลู่เฉินไว้แน่นขึ้น "ไม่นะ... พวกมันตามมาแล้ว"
เสียงฝีเท้าย่ำหญ้าดังก้องจากรอบทิศ ไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสอง แต่เป็นสิบกว่าคู่ที่กระจายล้อมเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ แสงคบเพลิงเรืองวาบสาดผ่านม่านหมอก ทาบเงาร่างนักรบผู้ถือดาบยาวคาดเอวจนเห็นเป็นรูปพรางเลือนราง
"พบตัวแล้ว! ตรงนี้!" เสียงตะโกนดังลั่นขึ้นจากปีกซ้าย
ถังหว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปาก สายตากวาดมองหาทางหนี แต่สายหมอกที่เคยเป็นเกราะกำบังกลับกลายเป็นดาบสองคมที่บดบังทัศนวิสัยนางเองเช่นกัน นางไู่้ว่าศัตรูฝ่ายใดอยู่ตรงจุดใดบ้าง
ลู่เฉินกระตุกตัวตื่นขึ้นในอ้อมแขนนางพอี ดวงตายังคงมึนงงจากการเปลี่ยนแปลงสรีระเมื่อครู่ ทว่าเมื่อไ้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังกระชั้นเข้ามา สัญชาตญาณนักสู้ก็ปลุกร่างกายให้ตื่นตัวทันที เาผลักตัวลุกขึ้นยืน แม้ขาทั้งสองข้างยังสั่นระริกจากแรงเปลี่ยนแปลงกระดูก
"ถอยไปอยู่เบื้องหลังข้า" เาเอ่ยเสียงต่ำ
"เจ้ายังอ่อนแรงอยู่เลย! อย่าดันทุรัง—"
"ข้าไม่อ่อนแอเหมือนแต่ก่อนแล้ว"
คำพูดลู่เฉินหนักแน่น ถังหว่านเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามคำขอ มือนางกำยาแก้พิษเม็ดสุดท้ายไว้แน่นในฝ่ามือ พร้อมใ้เมื่อยามคับขัน
เงาร่างทั้งสิบสองล้อมเป็นวงกลม ะี่ในมือแต่ละคนสะท้อนแสงคบเพลิงวาววับ ตรงกลางแนวล้อมมีชายร่างสูงใหญ่ก้าวออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ดวงตาเฉียบคมดั่งเหยี่ยว บนบ่าซ้ายปักธงเล็กสีดำขลิบทองอันเป็นสัญลักษณ์หน่วยองครักษ์ตระกูลลู่สายหลัก
"ข้าคือลู่เฟิง หัวหน้าองครักษ์เงา รับบัญชาจากท่านผู้เฒ่าลู่เจิ้งไทให้มานำตัวเจ้ากลับไป" เาเอ่ยเสียงเย็นชา สายตาจับจ้องไปที่แผ่นหลังลู่เฉินราวกับกำลังประเมินสิ่งมีค่าชิ้นหนึ่ง "อย่าให้ข้าต้องลงมือ เด็กหนุ่ม"
"ท่านผู้เฒ่าต้องการตัวข้าด้วยเหตุใด" ลู่เฉินถามเสียงนิ่ง แม้หัวใจจะเต้นระรัวอยู่ภายใน
"นั่นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้" ลู่เฟิงแค่นเสียง ขยับมือขวาลูบด้ามะี่เบาๆ "จะไปแต่โดยี หรือจะให้พวกข้าหักขาเจ้าแล้วลากไป เลือกเอาเถิด"
เสียงหัวเราะเยาะแทรกขึ้นจากรอบวง เหล่าองครักษ์เงายกะี่ขึ้นพร้อมกัน แสงคบเพลิงตัดกับความมืดจนเกิดเป็นเงาทะแยงยาวลากผ่านพื้นหญ้าเปียกชื้น
ลู่เฉินสูดลมหายใจลึก ในใจเารู้ีว่าไม่อาจเปิดเผยะี่แม่ออกมาต่อหน้าคนกลุ่มนี้ไ้ เพราะพวกมันคือคนสายหลัก หากรู้ว่าเาครอบครองสมัิล้ำค่าเ่ี้ ย่อมไ่ีาปล่อยเาไป่าๆ ยิ่งกว่านั้นะี่แม่เิ่หลอมสมบูรณ์ไ้เพียงู่เี ยังไู่้ขีดจำกัดตัวเองีพอ การใ้มันต่อสู้ยามนี้เสี่ยงเกินไป
เาจึงเลือกทางเียวที่เหลืออยู่... ใ้พลังกายล้วนๆ
"งั้นก็ลองดู" ลู่เฉินย่อเข่าลงต่ำ
ลู่เฟิงยิ้มบางแล้วสะบัดมือ "จับตัวมัน!"
องครักษ์เงาสี่คนพุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมกันจากสี่ทิศ ะี่เหล็กแหวกอากาศเกิดเสียงหวีดหวิว มุ่งเป้าที่ข้อขา ข้อมือ และไหล่ทั้งสองข้างลู่เฉิน หวังจะตรึงร่างให้อยู่กับที่โดยไม่บาดเจ็บถึงชีวิตตามคำสั่งผู้เฒ่า
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ลู่เฉินไม่รอให้ะี่มาถึงตัว เาผลักพื้นด้วยปลายเท้า ร่างพุ่งทะยานต่ำเฉียดพื้นดินราวกับลูกศรที่ปล่อยออกจากคันธนู ะี่ทั้งสี่เล่มฟันเข้าที่ว่างเปล่า เสียงกรีดอากาศจางหายไปกับสายลม
เาเสยศอกซ้ายขึ้นกระแทกเข้าที่ท้องแขนองครักษ์คนแรกที่อยู่ใกล้ที่สุด
เพล้ง!
เสียงกระดูกกระทบกันดังก้อง องครักษ์ผู้นั้นสะดุ้งโหยง ะี่หลุดจากมือปลิวลอยขึ้นกลางอากาศ ลู่เฉินคว้าจับด้ามะี่ทันควัน หมุนข้อมือฟันสวนกลับเข้าที่น่ององครักษ์คนที่สองที่กำลังจะฟันซ้ำ
ฉวับ!
โลหิตสดพุ่งกระฉูด องครักษ์คนที่สองร้องโหยหวนทรุดฮวบลงกับพื้น มือกุมบาดแผลที่น่องไว้แน่น
"มันว่องไวยิ่งกว่าในความจำความ!" องครักษ์คนที่สามตะโกนเตือน ทว่าสายไปเสียแล้ว
ลู่เฉินหมุนตัวกลับ ะี่ในมือตวัดเป็นเส้นโค้งสะบัดเข้าใส่คอเสื้อองครักษ์คนที่สามและสี่ ผ้าฉีกขาดกระจาย เผยให้เห็นผิวหนังที่ยังไม่โดนคมะี่แม้แต่น้อย เพราะลู่เฉินจงใจงดออกแรงถึงชีวิต เาต้องการเพียงข่มขวัญและซื้อเวลา ไม่ใช่สังหารหมู่คนตระกูลตัวเอง
"หยุดก่อน!" ลู่เฟิงคำรามลั่น เากระโจนเข้ามาเองในทันที พลังปราณระดับก่อตั้งรากฐานขั้นกลางพวยพุ่งจากฝ่ามือ กลายเป็นคลื่นะี่สีเทาเข้มพุ่งกระหน่ำเข้าใส่ลู่เฉินถี่ยิบราวกับ-่าฝน
ครืน! ครืน! ครืน!
พื้นดินรอบตัวลู่เฉินระเบิดฟุ้งเป็นกลุ่มควันฝุ่นสีน้ำตาลเข้ม เศษหินและรากไม้ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ลู่เฉินหลบเลี่ยงคลื่นะี่สองสายแรกอย่างหวุดหวิด ทว่าคลื่นที่สามและสี่มาถี่เกินกว่าจะหลบพ้น เาไขว้แขนขึ้นป้องกันเต็มกำลัง
โครม!
แรงระเบิดซัดร่างเาถอยหลังไถลยาวเป็นทางจนหลังชนโขดหิน กระดูกไผ่ดำที่เิ่หลอมสมบูรณ์ตอบสนองทันที ดูดซับแรงกระแทกส่วนใหญ่ไว้ไ้ ทว่าเนื้อหนังยังคงมีรอยไหม้เกรียมจากพลังปราณจางๆ ปรากฏขึ้น
"ยังทนไหวอีก..." ลู่เฟิงพึมพำด้วยความประหลาดใจ เาก้าวเท้าไล่ต้อนเข้ามาอีก คราวนี้ระเบิดพลังปราณเต็มกำลังโดยไม่ยั้งมือ "งั้นก็อย่าโทษข้าที่ต้องลงมือหนัก!"
คลื่นะี่ลูกใหญ่กว่าเดิมสามเท่าพุ่งทะยานตรงเข้าใส่กลางลำตัวลู่เฉิน
ถังหว่านเอ๋อร์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างออกไปเบิกตาโพลง "ลู่เฉิน!"
นางไม่รอช้า สลัดความกลัวทิ้ง สะบัดข้อมือขว้างเข็มพิษเข้าใส่ดวงตาลู่เฟิงทันที แม้จะรู้ีว่าฝีมือนางห่างชั้นจากผู้บุกรุกคนนี้อยู่มาก แต่นางไม่อาจยืนดูเฉยไ้อีกต่อไป
ลู่เฟิงสะบัดหน้าหลบเข็มพิษอย่างง่ายดาย ทว่าจังหวะเสี้ยววินาทีนั้นก็เพียงพอแล้ว
ลู่เฉินคว้าโอกาสทะลุคลื่นะี่ที่กำลังพุ่งเข้าใส่ เาบิดตัวหลบไปทางขวา ปล่อยให้คลื่นะี่ฟาดเฉียดผ่านชายเสื้อ ก่อนจะพุ่งเข้าประชิดตัวลู่เฟิงในระยะกระชั้นชิดที่ะี่ยาวใ้การไม่ถนัด
"ระยะนี้... ะี่เจ้าไร้ประโยชน์!"
ลู่เฉินระเบิดหมัดขวาเข้าใส่ชายโครงลู่เฟิงเต็มแรง
ตูม!
หัวหน้าองครักษ์เงากระอักลมหายใจ ร่างโย้เอียงไปด้านข้าง ทว่าด้วยประสบการณ์การต่อสู้อันช่ำชอง เารีบยกเข่าซ้ายกระแทกสวนกลับเข้าที่ท้องลู่เฉินทันที
ปัง!
ลู่เฉินสะดุ้งโหยง ถอยหลังไปสองก้าว ทว่ากระดูกไผ่ดำในร่างช่วยกันแรงกระแทกไว้ไ้เกินครึ่ง เากลืนก้อนเลือดที่จุกอยู่ในลำคอลงไป สายตาจับจ้องคู่ต่อสู้ตรงหน้าไม่วางตา
ทั้งสองต่างประเมินกันและกันในความเงียบชั่วครู่ ลมหายใจหอบถี่ปนกลิ่นเลือดคละคลุ้งในอากาศ
"เจ้าไม่ใช่เด็กพิการอย่างที่พวกนั้นบอกไว้แน่นอน" ลู่เฟิงเอ่ยเสียงแหบ นิ้วมือกำด้ามะี่แน่นขึ้น "แต่ต่อให้เจ้าเก่งกาจปานใด ก็ยังเป็นแค่ระดับรวบปราณ ในขณะที่ข้าคือก่อตั้งรากฐาน ช่องว่างนี้เจ้าไ่ีาเอาชนะไ้"
"งั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องเอาชนะ" ลู่เฉินยิ้มบางมุมปาก "ข้าแค่ต้องไม่พ่ายแพ้จนกว่าทินกรจะขึ้น"
คำพูดนั้นทำให้ลู่เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมาย... เด็กหนุ่มคนนี้กำลังถ่วงเวลา รอให้เสียงโกลาหลดังไปถึงหูผู้คนในหมู่บ้านใกล้เคียง หรือรอกำลังเสริมบางอย่าง
"อย่าฝันไปเลย! ที่นี่คือหุบเาต้องห้าม ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาช่วยเจ้าหรอก!"
ลู่เฟิงกระชากดาบขึ้นเหนือศีรษะ ปราณระดับก่อตั้งรากฐานศูนย์ที่ปลายคม แสงสีเทาเข้มพวยพุ่งจนสว่างไสวกลบแสงคบเพลิงทั้งหมด เาฟันดาบลงมาในแนวดิ่ง หมายจะจบการต่อสู้ในท่าเียว
"วิชาประจำหน่วย: เงาพยัคฆ์สิบทิศฟาดฟัน!"
คลื่นะี่สิบสายพวยพุ่งออกมาพร้อมกันจากทุกทิศทาง ล้อมกรอบลู่เฉินไว้จนไม่มีช่องให้หลบหนี พื้นดินรอบข้างเริ่มแตกร้าวเป็นแนวยาว ต้นไม้บิดเบี้ยวรอบบริเวณถูกฟันขาดสะบั้นทีละต้น
ลู่เฉินเบิกตากว้าง เารู้ีว่าครั้งนี้ไม่อาจหลบเลี่ยงไ้ทั้งหมดด้วยร่างกายเปล่าอีกต่อไป
เสี้ยววินาทีนั้นเอง จิตวิญญาณะี่แม่ในกระดูกสันหลังเาสั่นสะท้าน ราวกับกำลังกระซิบเตือนบางอย่าง
[เจ้าหนู... ไม่จำเป็นต้องเรียกข้าออกมาทั้งเล่ม เพียงแค่ปล่อยไอปราณเศษเสี้ยวจากปลายกระดูกดรรชนี ก็เพียงพอแล้ว]
ลู่เฉินไม่ทันไ้คิดทบทวน สัญชาตญาณสั่งให้เาเชื่อฟังเสียงนั้นทันที เากำหมัดแน่น สมาธิทั้งหมดไปที่ปลายนิ้วทั้งห้า
ไอทมิฬสีดำจางๆ พวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้วราวกับหมอกควัน ก่อตัวเป็นเกราะบางเฉียบหุ้มรอบกำปั้นทั้งสองข้าง
"ทะลวงมันให้แหลก!"
ลู่เฉินพุ่งทะยานสวนเข้าหาคลื่นะี่สิบสายโดยไม่ถอยหนี เาหมุนตัวเป็นวงกลม กำปั้นที่หุ้มด้วยไอทมิฬฟาดสวนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
คลื่นะี่สายแรกแตกกระจายเมื่อปะทะกับหมัดเา สายที่สองและสามตามมาติดๆ ก็พบชะตากรรมเียวกัน เศษเสี้ยวปราณไผ่ดำที่ห่อหุ้มกำปั้นแม้จะเทียบไม่ไ้กับพลังะี่แม่เต็มรูปแบบ แต่ก็แข็งแกร่งเกินกว่าคลื่นปราณระดับก่อตั้งรากฐานจะฟันทะลุผ่านไ้
ลู่เฟิงเบิกตาค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง คลื่นะี่ที่เหลืออีกเจ็ดสายพุ่งเข้าปะทะกับร่างลู่เฉินพร้อมกัน ก่อเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งหุบเา
บึ้ม!
ฝุ่นควันสีเทาพวยพุ่งท่วมท้นบดบังทัศนวิสัยทั้งหมด กิ่งไม้และก้อนหินปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ เสียงสะท้อนกึกก้องไปไกลจนนกกลางคืนตื่นตกใจบินหนีระเบิดขึ้นเต็มท้องฟ้า
ถังหว่านเอ๋อร์อุทานลั่นด้วยความหวาดกลัว วิ่งเข้าไปหาจุดที่ควันฝุ่นจางลง
เมื่อม่านฝุ่นเริ่มคลี่คลาย ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องกลืนน้ำลายเสียงดัง
ลู่เฉินยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง เสื้อผ้าขาดวิ่นเป็นริ้ว ผิวหนังมีรอยไหม้เกรียมกระจายอยู่ทั่วร่าง เลือดไหลซึมจากบาดแผลเล็กน้อยหลายจุด ทว่าเายังคงยืนตรง ไม่ล้มลง
ส่วนลู่เฟิง ผู้ระเบิดวิชาเต็มกำลัง กลับต้องคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความอ่อนล้า มือที่ถือดาบสั่นระริก ดาบเหล็กมีรอยบิ่นเล็กๆ ปรากฏตลอดความยาวใบดาบ
"เป็น... เป็นไปไ้อย่างไร..." ลู่เฟิงพึมพำเสียงแหบ
องครักษ์เงาที่เหลือทั้งหมดยืนแข็งค้าง ไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่ก้าวเียว
ลู่เฉินหอบหายใจถี่ ปล่อยไอทมิฬที่ห่อหุ้มกำปั้นสลายตัวหายไป เารู้ีว่าตัวเองใ้พลังจนเกือบหมดสิ้นแล้ว หากลู่เฟิงลุกขึ้นสู้ต่ออีกครั้ง คงยากจะรับมือไหว
เาจึงเลือกใ้หนทางสุดท้าย... คำพูด
"ลู่เฟิง" เาเอ่ยเสียงหนักแน่น แม้ร่างกายจะสั่นเทาอยู่ภายใน "กลับไปบอกท่านผู้เฒ่าว่า ข้ายินีจะกลับไปตระกูลด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใ้กำลังจับกุม แต่ข้อแม้มีเพียงข้อเียว... ห้ามใครแตะต้องนางคนนี้"
เาชี้มือไปทางถังหว่านเอ๋อร์ที่ยืนกำมือแน่นอยู่ไม่ไกล
ลู่เฟิงกัดฟันสูดลมหายใจลึก เาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว หากสู้ต่อไปโดยที่กำลังตัวเองบาดเจ็บสาหัสเ่ี้ ผลลัพธ์คงไม่แน่นอน ยิ่งกว่านั้นคำสั่งท่านผู้เฒ่าคือห้ามทำลายกระดูกสันหลัง ซึ่งหมายความว่าต้องนำตัวกลับไปทั้งเป็น ไม่ใช่ศพ
"ตกลง" ลู่เฟิงเอ่ยเสียงแค้นเคือง พลางลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก "แต่เจ้าต้องเดินตามข้ากลับไปโดยี ห้ามเล่นลิ้น"
ลู่เฉินพยักหน้ารับ เาหันไปมองถังหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาที่แฝงความห่วงใย นางก้าวเข้ามาใกล้ กระซิบเบาๆ ด้วยเสียงสั่น
"เจ้าแน่ใจนะ..."
"ข้าต้องกลับไปเผชิญหน้าให้ถึงที่สุดสักวันหนึ่งอยู่แล้ว" ลู่เฉินตอบเสียงเบา สายตามุ่งมั่นทอดมองไปยังหมู่บ้านตระกูลลู่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกไกลลิบ "แต่คราวนี้ ข้าจะไม่กลับไปในฐานะขยะอีกต่อไป"
องครักษ์เงาที่เหลือตัวประคองร่างสหายที่บาดเจ็บ ขบวนทั้งหมดเคลื่อนตัวออกจากหุบเาหมอกทมิฬมุ่งหน้าสู่ตระกูลลู่ในยามรุ่งสาง แสงอาทิตย์แรกเริ่มทอประกายส้มทองผ่านสายหมอกที่จางลงทีละน้อย ราวกับกำลังต้อนรับการกลับมาเด็กหนุ่มที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ทว่าสิ่งที่ลู่เฉินไม่ทันไ้สังเกต คือสายตาถังหว่านเอ๋อร์ที่จับจ้องมาที่แผ่นหลังเาตลอดทาง เต็มไปด้วยความสงสัยปนความกังวล
นางรู้ีว่าเด็กหนุ่มที่นางเคยป้อนยาแก้พิษให้เมื่อคืนก่อน ไม่ใช่คนเียวกับที่ยืนอยู่ตรงหน้านางอีกแล้ว
"เจ้าซ่อนอะไรไว้อีก ลู่เฉิน..." นางพึมพำเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะควักขวดยาบำรุงธาตุไม้ที่เหลืออยู่ในถุงมิติออกมากำไว้ในมือแน่น เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องีหรือ้าก็ตาม
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??