เรื่อง ย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃
ซูอันหนิงมองโคมและแพรขาวที่แขวนอยู่รอบจวนแล้วหัวใจเต้นสะดุด แวบแรกนางเพียงสงสัย่าเหตุใดบ่าวจึงประดับผ้าขาว คาดไปเอง่าในวังอาจเกิดเรื่อง แต่ไม่เคยคิดเลย่าคนที่เกิดเรื่องจะเป็นจูเกาเซวียน
นางเดินไปตามระเบียงทางเดินเชื่อมอาคาร ผ่านประตูฉุยฮวาเหมินออกมาทางเรือนหน้า ตลอดทางที่เดินมามีบ่าวไพร่สวมชุดไว้ทุกข์ ก้มหน้าต่ำ บรรยากาศทั่วทั้งจวนปกคลุมไปด้วยความหม่นหมองเศร้าโศก
ยิ่งเดินฝีเท้าของนางก็ยิ่งเร็ว ตรงดิ่งไปที่โถงหลัก แพรขาวระโยงระยาง ควันธูปม้วนตัวลอยเอื่อย หัวใจของนางดิ่งลงขณะแหวกผ้าแพรเข้าไปจนถึงกลางโถง
ซูอันหนิงนิ่งขึง มองโลงศพใบหนึ่งซึ่งวางตั้งอยู่กลางห้อง ในอกเหมือนถูกค้อนทุบ เข่าอ่อนแทบยืนไม่อยู่
นางโผเผไปที่โลงศพ แม้จะวิงเวียนจนมองภาพตรงหน้าได้อย่างเลือนราง ก็ยังพยายามพยุงร่างตัวเองไว้ขณะวางฝ่ามือลงบนฝาปิดโลง
“คงไม่ใช่กระมัง” เสียงของนางสั่นเครือ “เหตุใดจึงมีโลงอยู่ในจวนได้ นี่คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่!”
นางหันไปมองผู้คนที่อยู่รายรอบ กลับมองสีหน้าผู้ใดไม่ชัดสักคน เห็นเพียงใบหน้าคลุมเครือของคนเหล่านั้นสั่นไหวอยู่ตลอด ใบหน้าของนางเปียกชื้นโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวหันไปตะคอกถามบ่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“โลงศพผู้ใด เหตุใดนำมาวางในจวนอ๋อง!”
ไม่มีบ่าวคนใดกล้าตอบคำถามสักคน ทุกคนเพียงหมอบต่ำ เสียงสะอึกสะอื้นดังระงม
แต่เสียงที่ดังที่สุดกลับเป็นเสียงเต้นของหัวใจนาง
ม่านตาของซูอันหนิงสั่นไหว ยามที่ม่านแพรพลิ้วเพราะลมเหมันต์ ทั้งร่างของนางก็เย็นเฉียบ เย็นเสียยิ่งก่าหิมะที่กำลังโปรยปรายอยู่ด้านนอกนั้น
นางเอื้อมมือสั่นระริกออกไป ค่อยๆ ดันฝาโลงให้เปิดออกอย่างช้าๆ ทั้งอยากให้แน่ใจ่าคนในนั้นไม่ใช่เขา
ทั้งหวาดกลัวจับขั้วใจ่าอาจจะเป็นเขาจริงๆ
กระนั้นนางก็ยังใช้แรงที่มีผลักออกไปในคราวเดียว
ไอเย็นจากโลงแผ่ออกมา ส่งผลให้ปลายนิ้วของนางชาหนึบ
ซูอันหนิงค่อยๆ ชะโงกมอง ทันทีที่เห็นภาพใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดของจูเกาเซวียนนอนสงบนิ่งอยู่ในนั้น นางก็รู้สึกเหมือนถูกฟาดเข้าที่ศีรษะ กรีดร้องออกมาสุดเสียง
“ไม่จริง!”
ซูอันหนิงผุดลุกขึ้นนั่ง หายใจหอบถี่ แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น นางยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบหน้า มองม่านเตียงรอบกายอย่างตื่นตระหนก
ไม่มีแพรขาว ไม่มีโคมไว้ทุกข์
ท่ามกลางแสงสลัวยามเช้า นางพบ่าตนเองยังอยู่ในห้องนอน ท่าภาพเมื่อครู่ช่างเด่นชัดนัก ชัดจนในอกเหมือนถูกบีบจนหายใจไม่ออก
เสียงร้องของนางปลุกบ่าวไพร่ในเรือน ตะเกียงถูกจุดขึ้นทีละดวง เสียงเดินดังใกล้เข้ามา ม่านเตียงแหวกออกเผยให้เห็นใบหน้าของหม่าหมัวมัว ลี่หนานยกตะเกียงมาข้างเตียง ภายในห้องจึงส่างนวลขึ้น ขับไล่ความหนาวเหน็บเสียดกระดูกจากฝันเมื่อครู่ไปทีละน้อย
“หวางเฟยฝันร้ายหรือเพคะ” หม่าหมัวมัวถามด้วยสีหน้ากังวล
ฮั่นอ๋องอาสาไปพื้นที่อันตรายที่อาจกำลังมีโรคติดต่อ พระชายาฮั่นอ๋องจะวิตกกังวลก็ไม่แปลก
ซูอันหนิงกำผ้าห่มแน่น นางยังคงครุ่นคิด ไม่ยอมปล่อยวางความไม่สบายใจ แม้จะรู้่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่นางฝันเห็นเหตุร้ายมามากก่าหนึ่งครั้ง จนสับสนไปหมดแล้ว
หรือชะตาของฮั่นอ๋องยังไม่เปลี่ยน ต่อให้เขาหนีชะตากบฏพ้น ก็ไม่อาจหนีความตายพ้น
จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ?
ไม่! ต้องไม่ใช่แบบนี้ นางถูกส่งกลับมาอีกครั้งก็เพื่อเปลี่ยนแปลงจุดจบของเขาไม่ใช่หรือ หากไม่แล้วนางจะย้อนกลับมาเพื่ออะไร?
เขาจะต้องไม่ตาย ข้าจะไม่ยอมให้เขาตาย!
ซูอันหนิงพลิกตัวออกจากผ้าห่ม หันมามองบ่าวที่กำลังมองนางด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ข้าต้องการให้บ่าวมาทำงานเย็บปักทันทีหลังกินอาหารเช้า ส่งคนที่ไว้ใจได้สักคนออกไปซื้อเกลือกลับมา” นางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่บังคับให้สงบนิ่ง
หม่าหมัวมัวฟังด้วยความสับสน ซูอันหนิงจึงหันไปทางเฉินหลิงและเฉินชิงชิง “ให้องครักษ์ไปที่ค่ายทหาร สืบข่าวอาการของทหารที่ป่วยมาให้ละเอียดที่สุด”
สาวใช้ทั้งสองพยักหน้ารีบแล้วออกไปจัดการทันที
ซูอันหนิงหันกลับมาทางหมัวมัวอีกครั้ง “ตอนเช้าให้คนไปเชิญหมอหลวงเซี่ยมาพบข้าโดยเร็ว บอก่าข้าต้องลมเย็นปวดศีรษะ อาเจียน เรื่องนี้ให้ปกปิดเป็นความลับอย่าให้หลีกงกงรู้”
จูเกาเซวียนบอกนางเรื่องหลีจิ่นกงกงแล้ว ที่ผ่านมาเรื่องในห้องบรรทมมีบ่าวกวาดเรือนแอบฟัง แต่คนที่อำนวยความสะดวกให้ส่งข่าวออกไปก็คือหลีจิ่งกงกง ให้นางระวังคนผู้นี้ให้ดี กระทั่งยามนี้ก็ยังไม่แน่ชัด่าเขาทำงานให้ใครกันแน่
นางจะต้องระมัดระวังไม่ให้เขารู้เรื่องที่นางคิดจะทำ
“บ่าวทราบแล้วเพคะ”
เช้าวันนั้นพระชายาฮั่นอ๋องประชวรวาโยจึงเรียกหมอหลวงมาจับชีพจร หมอหลวงเซี่ยตรวจแล้วไม่พบอาการป่วย ซ้ำพระชายายังนึกอยากกินของแปลก จึงสั่งให้บ่าวไปซื้อผักผลไม้และเกลือกลับมาจำนวนมาก ทำให้บ่าวในจวนเริ่มคาดเดา ่าพระชายาอาจตั้งครรภ์แล้ว เพียงแต่หมอยังจับชีพจรไม่พบเท่านั้น
ขณะที่บ่าวภายในจวนกำลังตื่นเต้น คาดเดาถึงเรื่องที่พระชายาตั้งครรภ์ ภายในเรือนหลักกลับกำลังประชุมกันอย่างเคร่งเครียด
ที่เรือนชั้นใน หลี่เหวินหมิงกลับมาจากสืบข่าวที่ค่ายทหาร หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วก็มาพบพระชายาด้วยสภาพอิดโรย ดื่มน้ำแกงร้อนๆ ที่พระชายาประทานแล้วจึงเริ่มรายงานทันที
“ทหารมีอาการคล้ายต้องลมเย็น ปวดศีรษะ มีไข้ ไอเจ็บคอ ร่างกายอ่อนแรง แต่ก็ถ่ายท้องไม่หยุดด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ บางคนอาการหนักถึงขั้นเสียชีวิตแล้ว”
ซูอันหนิงใจหล่นวูบ ภาพจูเกาเซวียนในโลงศพผุดขึ้นมาราวกับจะตามหลอกหลอน นางขมวดคิ้วแน่นทบทวนอาการป่วยที่หลี่เหวินหมิงกล่าว่ามีลักษณะตรงกับผู้ป่วยโรคใดที่นางรู้จักหรือไม่
“สภาพศพเป็นเช่นไร” หมอหลวงเซี่ยเอ่ยถาม
“ตาลึกโหล ผิวแห้ง ราวกับถูกสูบเลือดออกจากร่างจนตายขอรับ”
“ยังตรวจไม่พบอีกหรือ่าคือโรคอะไร” ซูอันหนิงถามอย่างร้อนรน
จูเกาเซวียนคลุกคลีอยู่ใกล้ผู้ป่วย หากเป็นโรคติดต่อจริงๆ จะทำเช่นไร
คราแรกนางคิด่าอาจเป็นโรคทางเดินหายใจ จึงเย็บผ้าปิดจมูกให้เขาไปจำนวนมาก แต่หากยังมีโรคอื่นนอกเหนือจากโรคทางเดินหายใจซึ่งยังไม่รู้วิธีป้องกัน เขาย่อมตกอยู่ท่ามกลางอันตรายที่มองไม่เห็น
ในอนาคตที่นางจากมาโรคที่ระบาดในยุคโบราณไม่มีโรคใดรักษาไม่ได้ แต่คนในยุคนี้กลับยังไม่รู้่าจะรักษาโรคเหล่านี้อย่างไร เหมือนกับช่วงที่มีโรคใหม่ระบาด ผู้คนล้มตายนับล้านก่าจะค้นพบวิธีรักษา
ซูอันหนิงใจเต้นแรง ปลายนิ้วเย็นลงทีละน้อย พยายามนึกถึงโรคที่เคยคร่าชีวิตคนโบราณในอดีต คัดกรองโรคที่มีความเป็นไปได้ขึ้นมาทีละโรค ในบันทึกโบราณโรคอี้[1]ที่พบบ่อยที่สุดคืออหิวาตกโรค เป็นไปได้หรือไม่่าอาการถ่ายท้องไม่หยุดจะเป็นโรคนี้
นางหันมาถามหลี่เหวินหมิง “คนไข้ที่ต้องลมเย็นมีผื่นแดงหรือฝีหนองขึ้นตามตัวหรือไม่ คนไข้ที่ขับถ่ายหนัก ถ่ายของพวกเขาเหมือนน้ำซาวข้าวหรือไม่”
หลี่เหวินหมิงนึกถึงสภาพผู้ป่วยที่เขาได้เห็น ฮั่นอ๋องได้สั่งให้แยกผู้ป่วยสองอาการออกจากกัน แต่บางคนก็มีอาการทั้งสองอย่าง บางคนไปเข้าส้วมไม่ทันก็ถ่ายเรี่ยราดตรงนั้น คิ้วของเขากระตุกเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์นั้น
“ทูลหวางเฟย คนไข้ต้องลมเย็นไม่มีผื่น คนที่มีอาการถ่ายท้องมักถ่ายเป็นน้ำเหลวเหมือนน้ำซาวข้าวจริงพ่ะย่ะค่ะ กลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง...”
ใบหน้าของเขาพะอืดพะอมขึ้นมาทันที ดียิ่งนักที่เขาดื่มน้ำแกงอิ่มแล้ว หาไม่คงกลืนอาหารไม่ลงเป็นแน่
“หมอกำลังหาวิธีรักษาพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงหันไปถามหมอหลวงเซี่ย “อาการของคนไข้ต้องลมเย็น ให้หมอหลวงเซี่ยช่วยเขียนเทียบรักษาด้วย แล้วเพิ่มวิธีป้องกันโดยให้ทุกคนสวมผ้าปิดจมูก ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสผู้ป่วย”
ขอเพียงไม่ใช่ไข้ทรพิษการรักษาและควบคุมการระบาดในยุคนี้ก็ยังพอทำได้อยู่
“ส่วนโรคท้องร่วง คนเหล่านี้ขาดน้ำมากจึงตาย หากชะลอการเสียน้ำได้ย่อมมีเวลาเพียงพอให้ค่อยๆ รักษาจนหายได้แน่”
“พระชายารู้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงเซี่ยหันมาถามนางด้วยความสงสัยมากก่าความกังขา
ซูอันหนิงตอบโดยที่หน้าไม่แดงหัวใจไม่เต้นแรงสักนิด “จากสภาพศพอย่างไรเล่า เสียน้ำจนตาลึกโหล หากคนเราต้องขับถ่ายไม่หยุด ขับถ่ายแต่ละครั้งมีแต่คูถ[2]กับน้ำ ท่านคิด่าพวกเขาจะทนได้นานเท่าใด”
หมอหลวงเซี่ยนิ่งเงียบ ก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หยักหน้าคล้อยตาม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูด “กระหม่อมไม่ได้ตรวจคนไข้เองจะเขียนเทียบยาอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ หมอซึ่งทำการรักษาอยู่ที่ค่ายกักกันไม่มีทางเชื่อเทียบยาจากผู้อื่นเป็นแน่”
ซูอันหนิงเม้มริมฝีปาก เรื่องนี้ยุ่งยากจริงๆ แต่พิจารณาจากอาการผู้ป่วยแล้ว นางค่อนข้างมั่นใจ่าโรคท้องร่วงก็คืออหิวาตกโรค โรคท้องร่วงส่วนใหญ่ไม่่าโรคใด ขอเพียงชะลอการสูญเสียน้ำของร่างกายได้คนตายก็จะน้อยลง
ส่วนโรคทางเดินหายใจในยุคที่นางจากมา กลุ่มอาการโดยรวมก็คือไข้หวัดนั่นเอง วิธีรักษาและป้องกันย่อมไม่แตกต่าง ขอเพียงชะลอการแพร่ระบาดได้ แล้วค่อยๆ รักษาไปทีละน้อย จะต้องควบคุมและลดการติดเชื้อได้แน่
“เช่นนั้นท่านเขียนเทียบตามกลุ่มอาการที่ข้ากำลังจะบอกท่านก็แล้วกัน หากใครมีอาการตรงตามกลุ่มนี้ก็สามารถใช้ได้ หมอหลวงที่นั่นอาจวุ่นวายจนไม่ได้สังเกตคนไข้ด้วยซ้ำ แต่ข้า...”
เคยเห็นและเคยเรียนรู้มาบ้าง่าโรคเหล่านี้มีอาการอย่างไร
พูดจบซูอันหนิงก็ลุกไปที่โต๊ะหนังสือในห้องข้างทันที ใช้ปากกาขนนกของนางเขียนข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับโรคทั้งสองโรค วิธีป้องกันโรคทั้งสองชนิด ขอเพียงทราบ่าสิ่งที่ต้องสู้ด้วยมีอันตรายในรูปแบบใด นางเชื่อ่าจูเกาเซวียนจะสามารถจัดการกับปัญหาต่อจากนี้ได้แน่
หมอหลวงเซี่ยอ่านข้อควรระวังและวิธีรักษาน้ำเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยท้องร่วงแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ “การดื่มน้ำเกลือจะช่วยได้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านหมอลองคิดดูสิ เวลาที่คนไข้ขับถ่ายออกมา พวกเขาขับถ่ายออกมาแค่น้ำหรือไม่ ย่อมไม่ใช่อย่างแน่นอน...ข้าคิด่าสารอาหารที่กินเข้าไปก็ถูกขับออกมาด้วยเช่นกัน หากดื่มแค่น้ำต้มธรรมดากระเพาะของผู้ป่วยรับไม่ไหวหรอก แต่น้ำเกลือไม่เหมือนกัน...” หากนางบอก่ามันช่วยทดแทนเกลือแร่ที่เสียไปได้ คนโบราณเหล่านี้ก็คงจะตั้งคำถามไม่รู้จบอีก
หมอหลวงเซี่ยขมวดคิ้ว ในตำราการแพทย์เขาไม่เคยได้ยินเรื่องน้ำเกลือมาก่อน แต่ในเมื่อพระชายาจะจัดการเรื่องต้มน้ำเกลือเองเขาจึงไม่สะดวกจะถามให้มากความอีก เพราะตัวเขาเองก็ยังต้องเขียนเทียบยาจากอาการที่ได้รับมาด้วย
[1] ชาวจีนโบราณเรียกโรคระบาดที่คร่าชีวิตประชาชนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว่า อี้ปิ้ง ที่ไทยเรียกรวมๆ ่าโรค-่า
[2] คูถ แปล่าอุจจาระ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??