เรื่อง อย่าว่าแต่จิ๋ว
เสียงฟ้าร้องครืนตั้งแต่เช้ามืด ฝนตกกระทบหลังคาเสียงดังปลุกจิ๋วตื่นก่อนเวลา โทรศัพท์ที่ใช้ยังคงเป็นเครื่องเก่า จิ๋วติดอยู่ในอดีต
มือขาวคว้าปากกาบนโต๊ะมาขีดฆ่าวันที่อีกวัน วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนบางคราวจิ๋วแอบคิด หากการย้อนเวลาไร้เหตุผล บางทีอนาคตที่จากมาอาจเป็นแค่ฝันยาวนาน ความสับสนเช่นนี้พาให้ทอดถอนใจ เพราะจะมีประโยชน์อะไรให้คิดมากมาย สำคัญคือใช้ชีวิตไปกับปัจจุบันขณะ
จิ๋วอาบน้ำแต่งตัวก่อนเดินลงมากินข้าวเช้าที่ย่าจัดเตรียมไว้ให้ ทุกเช้าแกจะตื่นขึ้นมานึ่งข้าวเหนียว กลิ่นข้าวนึ่งใหม่หอมติดจมูก รสหวานติดลิ้น ทั้งที่เป็นข้าวจากดินเดียวกัน แต่ตอนย่าหุงกลับอร่อยหอมหวานกว่าใคร
“วันนี้ฝนตก จะไปลืมเอาจ้องไปโตยเน่อ” ย่าว่า
“ปู่เอาใส่กระเป๋าหื้อละ” ปู่เดินมาเงียบๆ เอ่ยบอก ในมือแกมีกาแฟดำควันจางลอยอยู่ปากแก้ว
“ขอบคุณครับ”
มวลอากาศในห้องครัวอุ่นละมุน พอคิดว่าในอนาคตไม่กี่ปีเขาจะเสียพวกท่านไปก็ใจหาย จิ๋วมองย่าซึ่งในอนาคตจากไปด้วยโรคไตวายเฉียบพลัน ขณะที่ปู่นั้นใจสลายจนสุขภาพทรุดโทรม สิ้นลมตามย่าไปในเวลาไม่ถึงครึ่งปี ตอนนั้นจิ๋วเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ทั้งคู่ไม่ทันได้อยู่รับปริญญากับเขาด้วยซ้ำ
“ไห้ก๊ะ เป๋นหยังไห้ หือ” ย่าที่หันมาเห็นหยาดน้ำใสไหลลงข้างแก้มใสเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
จิ๋วไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ เขาปัดหยดน้ำตาทิ้ง ยกยิ้มหวานทั้งตาหยี
“แสบตา บ่ะฮู้ว่าแมงเข้าตาก่อ” โกหก
ย่าเป็นกังวลขึ้นมา แกเดินเข้ามาประคองแก้มนิ่มด้วยมือเหี่ยวสองข้าง มือคนทำสวนทำนาย่อมไม่นุ่มนวล แต่สัมผัสสากด้านกลับบีบใจจิ๋ว
“ไหนเงยหน้าหื้อย่าผ่อเลาะ”
พอเงยหน้าเห็นใบหน้าคนที่ตัวเองรักในระยะใกล้ คิ้วตรงย่นเข้าหากัน น้ำตาหยดลงมาอีก ย่าเข้าใจว่าเป็นเพราะแสบตา สายตาคนแก่ไม่ค่อยดีนัก จึงคิดว่าตนดวงตาฝ้าฟาง ย่าเรียกให้ปู่ชะโงกดู ตาแก่ยายเฒ่าง่วนกับดวงตาหลานชาย จนลูกชายซึ่งกลับจากตลาดมาเห็น
“ยะหยังกัน จิ๋วมันเป็นหยัง”
แก้มจิ๋วถูกปล่อยเป็นอิสระ เขารีบทำท่ายกมือขึ้นขยี้ตา
“แมงหยังเข้าตาก็บ่ะฮู้ มาช่วยผ่อเลาะ” ย่าว่า
จิ๋วขยี้ตาครู่หนึ่งก็เอ่ย “หายละครับ หายแล้ว ตะกี้ขยี้ตาน่าจะหลุดไปละ”
“ขยี้จะอั้นได้ตี้ไหน แก้วตาอักเสบไปจะยะจะใด ยะหยังบ่ฮู้ฟ้า เจ็บตาก่อ” บิดาเข้ามาดู
จิ๋วเม้มปากส่ายหน้า จิ๋วจำได้ว่าช่วงเขาอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย บิดาทุกข์ทรมานกับความสูญเสียแค่ไหน แกไม่ใช่คนงมงาย เรื่องส่งเคราะห์บางทีแค่เพราะกลัวจะเสียจิ๋วไปอีกคน ถ้าจิ๋วจากไปก่อน แกคงรับไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
จิ๋วในอนาคต ไม่มีโอกาสมองให้ดี ถึงความรู้สึกแตกสลายของบิดา คิดว่าอีกฝ่ายเข้มแข็ง มัวแต่สู้กับคนในบริษัท พอต้องเอาตัวเองให้รอด เรื่องความรู้สึกจึงกลายเป็นเรื่องรอง รักแค่รู้ว่ารัก รู้ว่ายังอยู่ในชีวิตกันและกัน ปล่อยให้แต่ละคนเยียวยาบาดแผลจากการสูญเสียด้วยตัวเอง
หากการย้อนอดีตเป็นโอกาส แม้ไม่รู้ว่าเวลาจะค่อยๆ เดินไปจนบรรจบกับอนาคต หรือจิ๋วจะถูกดึงกลับไปก่อน ไม่ว่าทางใด เขาขอใช้ช่วงเวลาต่อจากนี้เก็บเกี่ยวความรู้สึกล้ำค่าแนบหัวใจ ให้ความอบอุ่นนี้ปกป้องใจตนให้แข็งแกร่ง มากพอจะดูแลครอบครัวในวันที่เปราะบาง
????
“มึงการบ้านอังกฤษใครทำเสร็จแล้วมั่ง” ไอ้ม่อนตะโกนถาม
พ่อขับรถมาส่งจิ๋ว ปกติถึงโรงเรียนปุ๊บ จิ๋วจะเดินไปนั่งข้างสนามบอล แต่วันนี้ฝนตกม้านั่งเปียก เด็กส่วนใหญ่เลยหลบฝนในห้องประจำ
ม่อนมาถึงนานแล้วแต่มันไม่ยอมทำการบ้านสักวิชา เลยตั้งหน้าตั้งตาปั่นตาเหลือก จิ๋วโยนสมุดการบ้านตัวเองลงบนโต๊ะ
“เอาไปส่งให้ด้วย”
“ขอบพระคุณมากครับท่านจิ๋ว จะดูแลรักษาอย่างดีเลยครับ” ปากว่ามือคว้าเปิดสมุดเขียนตามอย่างผู้เชี่ยวชาญการก้อปปี้
“ไอ้ไจ๋ไปไหน” จิ๋วล้วงเอาสมุดวาดรูปเล็กๆ เล่มหนึ่งออกมา ครึ่งหนึ่งถูกใช้ไปก่อนที่เขาจะย้อนอดีตมา เขาจึงวาดต่อหน้าที่เหลือ
“ไปเสือก เห็นว่าวันนี้มีเด็กใหม่เข้าห้องพิเศษ มันเลยวิ่งขึ้นไปส่องชั้นบน”
ท้ายทอยจิ๋วเย็นวาบ มือที่กำลังร่างภาพชะงัก ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย ถ้อยคำในจดหมายรักนั่นลอยเข้ามาในหัว เด็กที่ย้ายเข้ามากลางเทอมชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่มีคนเดียว…วังเหนือ
จิ๋วไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝ่ายในหัวนัก พวกเขาไม่ได้สนิทกัน ไม่ได้เรียนห้องเดียวกัน และต่อให้เดินเฉียดใกล้กัน จิ๋วก็ไม่เคยใส่ใจมอง จิ๋วก็เป็นแบบนี้ เขาสนใจแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า
แต่จิ๋วรู้ว่าอีกฝ่ายจะจากไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จากไปไวกว่าปู่กับย่าของตนเสียอีก
“นั่นมันกลับมาแล้ว” เสียงม่อนทำให้จิ๋วหันมองประตู ไอ้ไจ๋ยิ้มกริ่มสาวเท้ามาทางโต๊ะพวกเขาอย่างเร่งรีบ อยากปล่อยต่อข้อมูลใจจะขาด “กูเอาการบ้านไปส่งก่อนนะ เดี๋ยวไม่ทัน” ม่อนสวนออกไปตบไหล่ไจ๋แปะๆ
“มึงกูได้ข้อมูลเด็กใหม่มาละ”
จิ๋วหรี่ตา ราวกับภาพเดจาวู เขาจำตอนนี้ได้ เสียงไจ๋ตอนเล่าซ้อนทับกับภาพที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว
“วังเหนือ เศวตมงคล หล่อสูงและน่าจะรวยมาก เห็นว่าย้ายตามพ่อมา ท่าทางหยิ่งๆ หน่อย หน้าแม่งอย่างนิ่ง ไม่ยิ้มไม่อะไรเลย ได้ยินพวกสาวๆ พูดกันว่าขนาดนาฬิกาที่ใส่มาโรงเรียนยังเป็นแบรนด์ C รุ่น T ราคาแสนต้นๆ กูจะบ้า มันไม่กลัวหายเหรอวะ ถ้ารวยขนาดนั้นมาน่านทำไม เรียนโรงเรียนเอกชนแพงๆ ในกรุงเทพหรือเชียงใหม่ก็ได้นี่หว่า”
เสียงไจ๋ราวกับถูกปรับความเร็วให้ช้าลง รายละเอียดซ้อนทับคล้ายภาพพิกเซลกระตุกเป็นจังหวะ จิ๋วตกตะลึง เป็นครั้งแรกตั้งแต่ย้อนอดีตมาที่เจอเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ ไจ๋เห็นจิ๋วอ้าปากค้างก็คิดว่าตกใจกับข้อมูล
“อึ้งไปเลยดิมึง” ภาพตรงหน้ากลับเข้าร่องเข้ารอย
อึ้งจริง ราวกับภาพตรงหน้าเป็นโลกเสมือนไม่ใช่ความจริง จิ๋วยื่นมือไปจับตัวไอ้ไจ๋ บิดเนื้อมันทีนึงจนมันร้องจ้าก
“เชี่ยจิ๋ว!!”
“แค่อยากรู้ว่าเรื่องจริงไหม”
“-่าเอ้ย แล้วไม่หยิกตัวเอง” ไจ๋โวยวายดึงเก้าอี้ลงนั่ง
“กูกลัวเจ็บ” จิ๋วจงใจกวนมัน
ด้านนอกอาคาร ฝนยังตกลงมาไม่ขาดสาย ยังดีที่โรงเรียนพอมีโดมเชื่อมอาคาร ทำให้การเดินเรียนบางวิชาไม่เป็นปัญหามากนัก นอกจากความเฉอะแฉะ
ก่อนเที่ยงเป็นวิชาภาษาอังกฤษต้องกลับอาคารเดิม ร่มที่ปู่ยัดใส่กระเป๋าให้เป็นร่มแถมปุ๋ยสีแดงสกรีนยี่ห้อเบ้อเริ่มเทิ่ม จิ๋วกางขณะกระโดดเหยงๆ หลบน้ำขัง ก่อนเดินเข้าอาคาร เรียนชั้นบนถัดจากห้องประจำไปชั้นนึง
ช่วงเปลี่ยนคาบเรียน เด็กหลายห้องเดินสวนกันเป็นปกติอยู่แล้ว เว้นแต่พวกเด็กห้องพิเศษที่ใช้ภาษาอังกฤษสอนเป็นหลัก อาจารย์จะเดินมาที่ห้องเอง ยกเว้นวิชาที่ทำแล็ปหรือกีฬาที่ต้องออกไปสนาม
การเดินมาเจอเด็กใหม่นั่งอยู่หน้าห้องจึงไม่ใช่เรื่องที่จิ๋วคาดหวัง
วังเหนือนั่งผูกรองเท้าอยู่ระเบียงหน้าห้อง ตัวสูงจริงอย่างไจ๋เล่า หน้าผากขาวเกลี้ยงเกลา ขนาดก้มหน้ายังเห็นสันจมูกคม เด็กผู้หญิงตอนเดินผ่านเงียบกันเป็นเป่าสาก ทว่าสายตาส่งซิกกันไปมา จะแปลกอะไรที่จิ๋วจะมองบ้าง แต่ก่อนไม่รู้จักเลยไม่สนใจ แต่ตอนนี้เพราะจดหมายนั่นต่อให้ไม่อยากสนใจ ก็ถือว่ารู้จักอีกฝ่ายไปแล้ว
จังหวะที่จิ๋วกับเดอะแก๊งรั้งท้ายอยู่ด้านหลังกำลังจะเดินผ่าน อีกฝ่ายซึ่งถูกจับจ้องก็เงยหน้าลุกขึ้นพอดี ราวกับตาฝาด เขาเห็นรอยยิ้มติดมุมปากของคนที่สวนกันไป จิ๋วหันกลับไปมอง แผ่นหลังเหยียดตรงในเสื้อขาวสะอาดกว่าใคร เสื้อรีดเรียบกริบ ร่างสูงโปร่งห่างออกไปแล้ว
“เหมือนที่กูบอกเป๊ะๆ ไหมล่ะ” ไจ๋เกาะไหล่พูดกรอกหูจิ๋ว
“เมื่อกี้นี้…” ไม่ใช่ว่าวังเหนือยิ้มอยู่เหรอวะ ทั้งสายตายังต่างจากเด็กทั่วไป คำพูดติดอยู่ในลำคอ หากถามออกมา คนชอบกินเผือกอย่างไอ้ไจ๋คงได้มีเรื่องให้เผือกต่อ เพราะมันรู้ดีว่าจิ๋วไม่ค่อยสนใจอะไร จะมาสังเกตคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองทำไม
“วังเหนือไง ที่กูเล่าให้ฟัง” ไจ๋เสริม
“เด็กใหม่ที่เขาพูดถึงกันน่ะเหรอวะ” ม่อนเกาะไหล่ไจ๋อีกทอด พอมีคนอยากฟัง ไจ๋เลยเปลี่ยนฝั่ง
ภาพในหัวจิ๋วคล้ายมีจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งผุดขึ้นมา เจ้าของแววตาที่จับจ้องตนตอนแสดง เจ้าของร่างสูงโปร่งที่ยืนปักหลักหน้าฝูงชนก็คือ วังเหนือ นี่เอง
????
พอได้สังเกตเห็นครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็เจอไม่หยุด แต่ในรั้วโรงเรียนเด็กมีเป็นพันจะแปลกอะไร พักกลางวันเด็กมอปลายเลิกพร้อมกันก็มารวมตัวที่โรงอาหารทั้งนั้น จิ๋วนั่งจองโต๊ะให้เดอะแก๊งอยู่มุมหนึ่ง รอพวกนั้นซื้อข้าวเสร็จจะลุกไปซื้อบ้าง ระหว่างรอก็เก็บสายตาวาดการ์ตูนเล่น
“ตรงนี้ว่างไหม” เสียงเรียบนิ่งเอ่ยถาม
จิ๋วเห็นอีกฝ่ายยืนถือชามก๋วยเตี๋ยวหาที่นั่งอยู่แต่ไกลแล้ว เพราะแบบนั้นแหละถึงไม่อยากมอง กลัวตัวเองจะเผลอสงสารเด็กใหม่
“นั่งได้” จิ๋วยกกระเป๋าตัวเองออกให้
“ขอบคุณนะ”
ชามก๋วยเตี๋ยววางลงข้างๆ กลิ่นหอมเตะจมูก หรือวันนี้จะกินก๋วยเตี๋ยวดี
“รอเพื่อนเหรอ” คนที่เพิ่งนั่งลงข้างกันเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล เพิ่งเคยได้ยิน เสียงวังเหนือเป็นแบบนี้สินะ
“ใช่ พวกนั้นไปซื้อก่อน”
“เราเฝ้าให้ นายไปซื้อเถอะ”
จิ๋วเบนศีรษะ สายตาจับยังใบหน้าด้านข้างของคนที่กำลังม้วนเส้นก๋วยเตี๋ยว จำไม่เห็นได้ว่าสมัยมัธยมพวกเขาเคยเข้าใกล้กันขนาดนี้
“ไม่เป็นไร” ปฏิเสธ อย่างไรต้องบอกเด็กโอตาคุพวกนั้นก่อนว่าเขาอนุญาตให้คนข้างๆ นั่งเอง
รอเงียบๆ สักพักม่อนกับไจ๋ก็เดินกลับมา พวกมันยักคิ้วให้ จิ๋วพะงาบปากบอกไร้เสียง ‘กู ให้ เขา นั่ง’
พวกมันทำปากเป็นรูปตัวโออ่านได้ว่า ‘อ๋อ’
“ตามึงละ ตะกี้กูเห็นร้านข้าวมันไก่คนเต็มเลย” ม่อนว่า
“เออๆ”
จิ๋วยกกระเป๋าวางกับเก้าอี้ ร้านข้าวมันไก่คนเยอะจริงอย่างที่ม่อนว่า จิ๋วเลยมองร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่แถวสั้นกว่ามาก
เขานอกใจร้านข้าวมันไก่เจ้าประจำจนได้ รอเพียงไม่นานก็ถึงคิวตัวเอง ตอนเดินกลับมาที่โต๊ะ สายเสือกประจำกลุ่มกำลังชวนหนุ่มหล่อคุยออกรส ถ้าให้เดาคงไม่ได้หวังทำความรู้จักตีสนิทอะไรหรอก อยากรู้เรื่องชาวบ้านล้วนๆ
ชามก๋วยเตี๋ยวแบบเดียวกับคนนั่งข้างวางลงบนโต๊ะ จิ๋วแทรกตัวนั่งลง
“แล้วมีแฟนยังวะ” ไอ้ไจ๋โพร่งคำถาม
อึก จู่ๆ จิ๋วก็สะอึกขึ้นมา เลยจะลุกขึ้นไปซื้อน้ำ ทว่าน้ำขวดใหม่เปิดฝาถูกเลื่อนมาตรงหน้าให้เขา
“ไม่มี”
“จริงเหรอวะ ทำไมวะ ไม่มีใครจีบเลยดิ” ม่อนทำหน้าไม่เชื่อ
อึก จิ๋วมองขวดน้ำนิ่ง เจ้าของยังไม่ดื่มสักอึก ให้คนเพิ่งรู้จักง่ายๆ แบบนี้เลย ใจดีจังวะ เกรงใจว่ะ อึก
“จิ๋วสะอึกก็กลั้นใจดื่มน้ำสิ” พูดกับจิ๋ว ก่อนจะหันไปตอบม่อน “คนที่ชอบเรา เราไม่ได้ชอบ คนที่เราชอบ ก็ไม่กล้าพอจะจีบตรงๆ พวกนายล่ะ”
“มีแล้ว” ไอ้ม่อนตอบอย่างรวดเร็ว
“กูก็มีแล้ว” ไอ้ไจ๋เอาบ้าง มึงมีกูก็มี
จิ๋วยกน้ำดื่มอึกใหญ่ขมวดคิ้วมุ่น วางขวดไว้ตรงกลาง แล้วยกนิ้วชี้หน้าม่อน “สาวทูดีไม่นับ”
“เชี่ยจิ๋ว มึงนี่นะ” พวกมันโวยวายที่ถูกเปิดโปงไวเกินไป บทสนทนาจึงเงียบลง
เจ้าจิ๋วยิ้มร่าหมุนเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก มือหนาคว้าขวดน้ำกลับไปโดยคนเพิ่งดื่มไม่ทันสังเกต
“แล้วจิ๋วล่ะ มีแฟนหรือยัง”
“มีแล้ว” จิ๋วเล่นบ้าง
“เชี่ยจิ๋ว ทูดีไม่นับค่ะ” ไจ๋สวนทันควัน
เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ดังอยู่ข้างหู เด็กใหม่ สูง หล่อ รวย เป็นเรื่องจริง แต่ที่ไอ้ไจ๋บอกว่าหยิ่ง หน้านิ่ง ยิ้มยาก ไม่จริงสักนิด
????
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??