เรื่อง เกิดเป็นขุนศึกเป้าใหญ่ พร้อมระบบเทพแมงดา NC
ตอนที่ 2: วาจาอ้อนตีน!
ตอนที่ 2: วาจาอ้อนตีน!
รุ่งอรุณเยือนขอบฟ้าสาดส่องทอแสงสีทองรำไรทาบทับหมู่เมฆาที่ยังหลงเหลือร่องรอยแห่งหยาดฝนจากเมื่อค่ำคืน สายลมอ่อนพัดโบกโชยกลิ่นไอดินปืนและกลิ่นความเปียกชื้นของพงไพรชายแดนลอยเข้ามาแตะจมูก ลานดินหลังกระท่อมมุงจากอันผุพังบัดนี้เริ่มมีแสงแดดอ่อนๆ คอยไล้เลียจนดินโคลนเฉอะแฉะเริ่มงวดแห้งแปรเปลี่ยนเป็นดินร่วนเหนียวสีเข้ม
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบในยามเช้าตรู่ ร่างผอมกะหร่องของ ‘เป้า’ ค่อยๆ ขยับเขยื้อนกายปัดเป่าเอาความเมื่อยขบออกไป เขายันกายลุกขึ้นมาจากแคร่ไม้ไผ่หักๆ พลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บเป็นจังหวะยาว
“อืมมม... สวรรค์วิมานชั้นไหนวะเนี่ย ทำไมมันรู้สึกเบาสบายตัวอย่างนี้”
เป้าพึมพำออกมาช้าๆ สองมือลูบไล้ไปตามเนื้อตัวที่เคยเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวจากการโดนสหบาทาของพวกไอ้ศรเมื่อวันวาน น่าประหลาดใจยิ่งนัก รอยแผลช้ำเลือดช้ำหนองปูดบวมที่เคยคุกคามจนแทบหายใจไม่ออก บัดนี้กลับเลือนหายไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงรอยแดงจางๆ ประหนึ่งคนโดนยุงป่ารุมกัดเพียงไม่กี่แผลเท่านั้น ความเจ็บปวดร้าวลึกถึงกระดูกสลายหายไปราวกับปาฏิหาริย์ ผิวหนังภายนอกที่เคยบางเบากลับให้ความรู้สึกยืดหยุ่นและกระชับแน่นขึ้นอย่างประหลาด
ยังไม่ทันที่เป้าจะได้ชื่นชมกับเรือนร่างใหม่ที่เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน เสียงสวบสาบของฝีเท้าที่พยายามก้าวเหยียบใบไม้แห้งอย่างแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากทิศทางรั้วไม้ไผ่หลังกระท่อม เป้าสะดุ้งเล็กน้อยสัญชาตญาณนักมวยตื่นตัวทันที ทว่าเมื่อเขาหันไปมองกลับพบร่างบางระหงของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังชะโงกหน้าฝ่าแนวพุ่มข่อยเข้ามา
นั่นคือ ‘แม่หญิงกระดังงา’ หญิงสาวชาวบ้านผู้มีใบหน้าอ่อนหวานปานน้ำผึ้งป่า ดวงตาคู่สวยสั่นระริกแฝงไปด้วยความเปราะบางและเป็นกังวล หล่อนนุ่งกระโจมอกด้วยผ้าแถบสีชมพูปนส้มมอๆ เผยให้เห็นลาดไหล่เนียนละเอียดสะท้อนแสงแดดยามเช้าจนดูผุดผ่อง แม้จะเป็นเพียงสาวบ้านป่าที่ไม่ได้ประทินผิวด้วยเครื่องประทินโฉมราคาแพง ทว่าความงามตามธรรมชาติกลับฉายชัดจนเป้าถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
ในมือของกระดังงาถือถ้วยดินเผาขนาดเล็กสีดำหม่น ข้างในบรรจุสมุนไพรสีเขียวเข้มบดละเอียดกลิ่นฉุนกึกโชยนำมาก่อนตัว
“พี่เป้า... เจ้าฟื้นแล้วรึ” น้ำเสียงหวานใสแฝงความห่วงใยกระซิบถามพลางกวาดสายตามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง “ข้าแอบเอายาพอกสมุนไพรป่ามาให้ เจ้าโดนพวกพี่ศรรุมทุบถีบเสียปานนั้น ข้ากลัวว่า... กลัวว่าเจ้าจักทนพิษบาดแผลไม่ไหว”
เป้าเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่า รอยยิ้มกะล่อนผุดขึ้นบนใบหน้าคมเข้มทันที เขาเดินส่ายอาดๆ เข้าไปหาหญิงสาวอย่างไร้ความเกรงกลัว แสร้งทำเป็นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ใกล้ๆ ลาดไหล่ขาวนวลของอีกฝ่ายจนกระดังงาต้องผงะถอยหลังด้วยความอายม้วน หน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อประหนึ่งผลตำลึงสุก
“ปัดโธ่ แม่หญิงกระดังงาคนสวยของพี่เป้า เอายาสมุนไพรมาให้แต่เช้าปานนี้ แถมยังทำตาหวานเชื่อมใส่พี่อีก อกไอ้เป้าจะระเบิดตายเสียก่อนเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะโดนพวกไอ้ศรเหยียบยอดอกหรอกจ้ะ” เป้าขยิบตาพร้อมหยอดคำหวานน้ำเน่าตามประสาหนุ่มกะล่อนยุคสองพันยี่สิบหก
“เจ้าคนบ้า! ยามนี้ยังจะมาพูดจาเลื่อนเปื้อนกวนอารมณ์อยู่อีก!” กระดังงาทุบอกเป้าเบาๆ หนึ่งทีด้วยความเขินอาย แต่ก็รีบวางถ้วยดินเผาลงบนแคร่ไม้ไผ่ “ข้าเป็นกังวลจนนอนไม่หลับทั้งคืน คิดว่าเจ้าจักซี่โครงหักตายคากองโคลนเสียแล้ว มานี่สิ... ข้าจักทายาให้”
มือเรียวบางอุ่นชื้นชโลมยาพอกสมุนไพรสีเขียวเย็นเยียบลงบนแผ่นอกและหัวไหล่ของเป้า สัมผัสอันอ่อนละมุนจากปลายนิ้วของแม่หญิงทำให้เป้าเคลิบเคลิ้ม หัวใจเต้นตูมตามระทึกเร้า เนื่องจากแทบไม่มีอาการเจ็บแผลจากเมื่อวานหลงเหลืออยู่แล้ว เป้าจึงนอนแอบมองสำรวจไหล่ขาวนวลและส่วนโค้งเว้าภายใต้ผ้าแถบสีหวานอย่างรื่นรมย์
กระดังงาพอกยาไปพลางก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ หล่อนลูบไล้ผิวเนื้อของเป้าแล้วพบว่ารอยบวมช้ำจากบาทาของพวกอันธพาลเมื่อวานช่างเบาบางนัก แถมผิวหนังของเป้ายังดูเหนียวตึงมือผิดปกติ ทว่าความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยทำให้หล่อนไม่ได้ซักไซ้อะไรมากไปกว่าการเอ่ยเตือน
“พี่เป้า เจ้าต้องระวังตัวให้ดีนะ ยามนี้พี่ศรและพวกมันแค้นเจ้าหนักหนา พวกมันกล่าวหาว่าเจ้าเป็นไส้ศึกของพวกข้าศึกพยัคฆ์ทมิฬที่คอยด้อมๆ มองๆ แอบขโมยเสบียง หากพวกมันสบโอกาสอีกครั้ง ข้ากลัวว่าพี่ศรจักไม่ละเว้นชีวิตเจ้าแน่... เจ้าแอบหนีไปจากค่ายบ้านป่าแห่งนี้เสียเถิด ไปให้ไกลๆ ก่อนที่พวกมันจะมารุมทำร้ายเจ้าอีกรอบ” แววตาของกระดังงาเปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างจริงใจ หล่อนกลัวเหลือเกินว่าจะต้องสูญเสียเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ผู้นี้ไป
เป้ายกมือขึ้นจับไหล่มนของกระดังงาเบาๆ ส่งสายตาอบอุ่นทว่ากะล่อนกลบเกลื่อนความกังวล “พี่หนีไม่ได้หรอกจ้ะกระดังงา ถ้าพี่หนีไป แล้วใครจะคอยปกป้องแม่หญิงเนื้อนิ่มอย่างเจ้าล่ะจ๊ะ? อีกอย่าง... ระดับพี่เป้าซะอย่าง กระสอบทรายพรีเมียมคาดเชือกเตะยังไงก็ไม่พังหรอก เชื่อมือพี่เถอะจ้ะ”
กระดังงาช้อนตามองเป้าอย่างซาบซึ้ง ใบหน้าหวานนวลขึ้นสีชมพูอีกครา หล่อนรีบชักมือกลับแล้วคว้าถ้วยยาเปล่า “ข้าต้องรีบไปช่วยพวกแม่ๆ คัดข้าวสารและเตรียมเสบียงแล้ว หากมีผู้ใดมาเห็นเข้า ข้าจักโดนดุ เจ้าห้ามไปก่อเรื่องกับพี่ศรอีกหนาพี่เป้า!”
ร่างระหงรีบหมุนตัวเดินนวยนาดหลบเลี่ยงออกไปทางรั้วไม้ไผ่ ทิ้งให้เป้าแอบมองตามบั้นท้ายกลมกลึงที่ขยับเขยื้อนตามจังหวะการเดินอย่างเสียดายเสียเหลือเกิน
เมื่อร่างของหญิงสาวพ้นสายตาไปแล้ว เป้าก็ถอนหายใจยาวพลางบิดเนื้อตัวอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง...
**[ ติ๊ง! ]**
**[ แหมๆ พ่อหนุ่มปากหวานตูดปอด! หยอดคำหวานอ้อนแม่กระดังงาเนื้อนิ่มแต่เช้าเชียวนะ บั้นท้ายกลมๆ ของนางทำโฮสต์น้ำลายสอเลยล่ะสิ... แต่อย่าลืมฟาร์มแต้มล่ะ ปัจจุบันความหนาผิวหนังอยู่ที่ 35/100 แล้วจ้า! ]**
เป้ายิ้มกริ่ม ยื่นมือไปแตะหน้าต่างระบบขี้เล่น “เออ! สบายตัวขึ้นเยอะเลยว่ะน้องระบบคนสวย ว่าแต่... เมื่อกี้แกพูดถึงสถิติความหนาของผิวหนัง 35/100 ใช่ไหม? แล้วฉันจะฟาร์มแต้มให้มันเต็มร้อยได้ยังไงวะ โดนเตะไปตั้งหลายทีเมื่อวาน ได้มาแค่นี้เองเรอะ?”
**[ ชี้แจงนะจ๊ะโฮสต์! การสะสมแต้มกายเหล็กไหลขึ้นอยู่กับ ‘เจตนาทำลายล้าง’ ของคนเตะจ้ะ! เตะเหยาะแหยะหมาหยอกไก่จะปัดแต้มเป็น +0 ทันที! ถ้าโฮสต์อยากหนังเหนียวกว่าเดิม ต้องปากแจ๋ว ยั่วโทสะให้พวกมัน 'โกรธจนหน้ามืดเข่าสั่น' แล้วประเคนสหบาทามาแบบสุดตีน เข้าใจนะจ๊ะโฮสต์ปากดี! ]**
เป้าขมวดคิ้วครุ่นคิดตามคำแนะนำของระบบสาวเสียงหวาน “อ๋อ... ยิ่งโกรธจัด ยิ่งใส่แรงสุดตีน ยิ่งได้แต้มเยอะว่างั้นเถอะ? หึหึหึ งานนี้ของกล้วยๆ ว่ะ ในเมื่อชาติก่อนฉันเป็นกระสอบทรายคอยหลบแข้งหลบหมัดพัลวัน แต่ชาตินี้ฉันต้องเสนอหน้าไปรับตีนเต็มๆ แถมยังต้องบิ้วต์อารมณ์ให้พวกมันอยากฆ่าฉันให้ตายคาส้นตีนด้วยสินะ... ได้เลย! เรื่องปากแจ๋วกวนส้น-ีนล่อเป้าเนี่ย งานถนัดไอ้เป้าเขาละ!”
เป้าจัดระเบียบเครื่องแต่งกาย ขยับผ้าขาวม้าสีแดงผืนเก่าที่คาดเอวต่ำๆ อวดความตุงแน่นเป็นมัดกลมบริเวณช่วงล่างอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นประจำตัว เขายืดอก ผิวพรรณที่กร้านแดดสีน้ำตาลเข้มเริ่มดูมันวาวสะท้อนแสงแดดกล้า เป้าสูดลมหายใจลึกๆ แล้วเริ่มก้าวฝ่าความอบอ้าวออกไปยังลานกลางค่ายหมู่บ้านป่าชายแดนทันที
ยามสาย แสงแดดแผดเผาแรงขึ้นจนผืนดินแห้งแตกระแหง บรรยากาศคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียดของสถานการณ์ศึกสงคราม รอบด้านมีชาวบ้านทั้งชายและหญิงคอยเดินสลับขวักไขว่ บ้างขนหาบไม้ไผ่หลามแหลมทำขวากป้องกันค่าย บ้างลำเลียงกระสอบข้าวเสบียงอันน้อยนิดไปเก็บในฉางชั่วคราว ทหารกองหนุนคุมค่ายบางคนยืนกอดอกพาดดาบไม้เฝ้ายามอย่างระแวดระวัง
เป้ากวาดสายตาสอดส่ายหาเป้าหมายฟาร์มแต้มทันที แล้วเขาก็สะดุดตาเข้ากับร่างชายฉกรรจ์สามคนใต้ร่มเงาไม้ตะเคียนใหญ่ใกล้ฉางเสบียงกลางค่าย
ไอ้ศร—อันธพาลหน้าบากหัวโจก—กำลังนั่งอยู่บนขอนไม้หนา นุ่งโจงกระเบนหยักรั้งผืนดำขลับท่อนบนเปลือยเปล่าโชว์รอยสักลายเสือและยันต์เกราะเพชร มันกำลังเคี้ยวหมากจับๆ สีหน้าพึงพอใจพลางถ่มน้ำหมากสีแดงข้นลงบนพื้นโคลนแห้งกรัง รอบตัวมันมีสมุนคู่กายสองคน คนหนึ่งรูปร่างอ้วนท้วนหนาเตอะ อีกคนสูงโย่งดั่งเปรตวัดสุทัศน์ ทั้งสามกำลังคุยโวโอ้อวดเรื่องการคุมเสบียงและวิธีข่มเหงชาวบ้านป่าอย่างสนุกปาก
“เฮ้ยๆๆ สวัสดีตอนเช้าจ้ะพี่ศรและเดอะแก๊งบอยแบนด์บ้านป่า!”
เสียงตะโกนทักทายอันดังลั่นและกวนอารมณ์ดังก้องขึ้นมาแต่ไกล ทำให้ไอ้ศรและสมุนทั้งสองหยุดชะงักบทสนทนา หันขวับมามองต้นเสียงทันที ชาวบ้านรอบๆ ลานก็พลอยหยุดมือหันมามองด้วยความตกตะลึง
เป้าก้าวเท้าสามขุมส่ายสะโพกยับๆ กอดอกยิ้มแป้นแล้น เดินเข้าประชิดใต้ร่มไม้ตะเคียนอย่างไม่เกรงกลัวสายตาพิฆาตของพวกมัน
“ไอ้สวะเป้า! มึง... มึงยังเดินปร๋อได้อยู่อีกรึ!” ไอ้ศรเบิกตากว้างมองเป้าอย่างไม่เชื่อสายตา เมื่อวานพวกลูกน้องมันรุมกระทืบไอ้หนุ่มนี่จนเลือดกบปาก นอนสลบคากองโคลนปานหมาข้างถนน แต่ไฉนเช้านี้มันกลับเดินหน้าบาน ผิวพรรณดูเต่งตึงสดใส ไม่มีร่องรอยความเจ็บปวดรวดร้าวเลยแม้แต่น้อย
“นั่นดิพี่ศร ทำไมพวกพี่มองฉันเหมือนเห็นผีล่ะ? อ๋อ... หรือว่าเมื่อวานพวกพี่ออกแรงเตะเบาเกินไปหน่อย จนฉันนึกว่าหมาวัดมันมาช่วยเขี่ยฝุ่นออกจากตัวให้ว่ะ” เป้าตอบกลับน้ำเสียงยียวนพลางยกนิ้วมือขึ้นแคะหูแล้วเป่าลมใส่หน้าไอ้ศรเบาๆ
“หนอย! ไอ้ชาติสุนัขขโมยเสบียง! มึงแกล้งเสียจริตทำเป็นพูดจาภาษาผีป่าเพื่อกวนโทสะกูใช่หรือไม่!” ไอ้ศรลุกพรวดขึ้นชี้หน้าเป้าด้วยความโกรธ แววตาวาวโรจน์ด้วยความแค้น “มึงเป็นสายลับส่งข่าวให้พวกพยัคฆ์ทมิฬแน่ๆ ข้าศึกถึงรู้จุดเฝ้าระวังของค่ายเรา หากมึงไม่คายความจริงออกมา วันนี้กูจะเอาเลือดหัวมึงออก!”
เป้าไม่ได้สลดแม้แต่น้อย ยิ่งเห็นไอ้ศรเริ่มขบกรามกรอดจนเป็นสันนูน เขายิ่งรู้สึกตื่นเต้นสะใจ คล้ายกับเห็นหน้าต่างแต้มระบบกำลังกะพริบเรียกร้องบาทา
“สายลับสายส่งอะไรกันล่ะพี่ศร คิดไปเองป่าว? หน้าตาหล่อเหลาระดับพระเอกซีรีส์เกาหลีอย่างฉันเนี่ยนะจะเป็นสายลับข้าศึก? ฉันก็แค่คนธรรมดาที่เบื่อจะคุยกับพวกสมองน้อยอย่างพวกพี่เท่านั้นแหละ” เป้าหัวเราะหึๆ พลางเลิกคิ้วกวนๆ
“ไอ้ศร! มันด่าพวกเราว่าสมองน้อยว่ะ! ข้าทนไม่ไหวแล้วนะพี่ ขอกระทืบปากมันทีเถอะ!” ไอ้สมุนร่างอ้วนกำหมัดแน่นเนื้อตัวสั่นพั่บๆ ด้วยความโกรธจัด
เป้าเห็นท่าทีของพวกมันก็ยิ้มกริ่มในใจ ‘เอาละโว้ย ปลุกระดมได้ที่แล้ว ต่อไปก็ต้องใช้ของจริง!’
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาฟาร์มแต้ม เป้าตัดสินใจเปิดฉากยั่วโทสะขั้นสุดยอดด้วยกระบวนท่า “วาจาอ้อนตีน” เขาชูมือขวาขึ้นมาตรงหน้าไอ้ศร จากนั้นค่อยๆ พับนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วนาง และนิ้วก้อยลงช้าๆ... หลงเหลือเพียง ‘นิ้วกลาง’ เด่นหรา ชี้โด่เด่ขึ้นฟ้าปะทะสายตาของไอ้ศรตรงๆ
ไอ้ศรและพรรคนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ พวกมันงุนงงกับสัญลักษณ์แปลกประหลาดนี้ ทว่าสายตาอันหยิ่งผยอง กิริยาท่าทางที่กวนอารมณ์เบื้องล่าง และแววตาหยามหยันของเป้า ก็ทำให้พวกมันรู้แจ้งเห็นจริงได้ทันทีว่านิ้วนี้มีความหมายเหยียดหยามศักดิ์ศรีของพวกมันอย่างรุนแรง
“พวกพี่รู้จักนิ้วนี้ไหมจ๊ะ? เขาเรียกว่าสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันยั่งยืนไงล่ะ!” เป้าเย้าแหย่พลางส่ายนิ้วกลางไปมาตรงหน้าหัวโจก “แต่ก็นั่นแหละ... ดูจากสารรูปของพวกพี่แล้ว น้ำหน้าอย่างพวกพี่น่ะ เตะเบายังกะปุยฝ้ายลอยลม หมัดมวยที่ฝึกมาคงเอาไว้ชกแมลงวันล่ะมั้ง? กลับไปขอกินนมแม่ก่อนเถอะค่อยมาง้างเท้าเตะกู หรือถ้าหมดหวังก็ไปต้มน้ำกะทิซดแก้เข่าอ่อนไป๊!”
“ไอ้เป้า!!! มึง... มึงด่าแม่กูรึ!” ไอ้ศรตวาดเสียงหลง ความโกรธแค้นพุ่งทะลุจุดเดือดจนใบหน้าเปลี่ยนจากสีกร้านแดดเป็นแดงก่ำ ควันแทบจะออกหู เส้นเลือดขมับปูดโปนขยับขึ้นลงเป็นจังหวะตามแรงอารมณ์เดือดพล่าน
“ไม่ได้ด่าจ้ะพี่ศร แค่แนะนำด้วยความหวังดี... หรือถ้าพวกพี่สามตัวยังติดใจรสชาติเนื้อตัวของฉันอยู่ล่ะก็... มาเลยจ้ะ! พี่เป้าคนนี้พร้อมแล้ว!”
พูดจบ เป้าก็ทำกิริยาที่กวนเบื้องล่างขั้นสุดยอด เขาหมุนตัวหันแผ่นหลังให้พวกมัน แสร้งแง้มผ้าขาวม้าสีแดงขึ้นเล็กน้อย ยื่นบั้นท้ายตึงแน่นออกไปทางไอ้ศรแล้วตีก้นตัวเองเสียงดัง *แปะ แปะ!* พลางส่ายดุ๊กดิ๊กยั่วยวนอย่างยียวนประสาท
“มาเลยจ้ะพ่อรูปหล่อทั้งสามเตะก้นพี่แรงๆ เลยจ้ะ! เตะให้สุดยอด อัดให้อกพี่ระเบิดไปเลยจ้า! อย่าทำเหยาะแหยะเหมือนแมวดมล่ะ พี่เป้าขอร้องล่ะจ้ะ!”
กิริยาท่าทางกวนโอ๊ยและวาจาอ้อนตีนของเป้าประดุจน้ำมันก๊าดราดลงบนกองเพลิงโทสะของพวกมันสามคน ไอ้ศรลืมคำสั่งเด็ดขาดของผู้ใหญ่บ้านที่จะเก็บตัวเป้าไว้เค้นความลับเรื่องสงครามอย่างสิ้นเชิง ยามนี้สมองของพวกมันมีเพียงความต้องการเดียวคือ... ขยี้หัวกะโหลกของไอ้หนุ่มกะล่อนตรงหน้าให้จมลงไปในดินโคลนใต้ฝ่าเท้า!
“เอามันให้ตาย!!! อย่าให้เหลือซาก!!!” ไอ้ศรคำรามลั่นประหนึ่งเสือร้ายบาดเจ็บ
สิ้นเสียงคำรามพยัคฆ์ร้าย สมุนร่างยักษ์อ้วนหนาประเดิมเปิดฉากก่อนเป็นคนแรก มันวิ่งตะบึงกระทืบดินจนฝุ่นตลบ พุ่งตัวโถมสาดแข้งขวาอันใหญ่โตกำยำประดุจท่อนซุงเข้าใส่กลางยอดอกของเป้าเต็มแรงเกิด
*ตูมมม!!*
แรงปะทะหนักหน่วงจนเกิดเสียงสะท้อนดังลั่นลานกลางค่าย ร่างของเป้ากระเด็นลอยละลิ่วหวือไปกระแทกกับพื้นดินฝุ่นฟุ้งกระจาย ร่างกายถลอกปอกเปิกคลุกดินโคลน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ฝ่าเท้ากระแทกยอดอกนั้นเอง...
**[ ติ๊ง! รับความเสียหายจากโทสะเต็มพิกัด! ค่าความทนมือทนตีน +15 แต้ม! ]**
**[ กายเหล็กไหลสมานรอยฟกช้ำและสลายแรงปะทะเป็นพลังงานฟื้นตัวทันที... แหม ยืนรับตีนหน้าชื่นตาบานเลยนะโฮสต์! ]**
เป้าที่นอนกองอยู่บนพื้น รู้สึกได้ถึงกระแสลึกลับอุ่นวาบประหนึ่งลาวาไหลเวียนแผ่กระจายออกจากช่วงล่างผ่านกระดูกสันหลังขึ้นมาปกคลุมแผ่นอก ความเจ็บปวดร้าวลึกคล้ายกระดูกจะหักหายวับไปกลายเป็นความรู้สึกชาตึงหนึบหนับประหนึ่งมีแผ่นยางรถสิบล้อคอยซับแรงกระแทกไว้ใต้ผิวหนัง
“โอ้โห! ของจริงว่ะ! แรงดีมากพี่อ้วน เอาอีก! ขอหนักกว่านี้!” เป้าร้องท้าทายตะเกียกตะกายลุกขึ้นมานั่ง ยิ้มฟันขาวสะอาดท่ามกลางใบหน้าเปื้อนโคลน
“หนอย! มึงยังปากดีได้อีกรึ!”
ไอ้ศรและสมุนตัวสูงใหญ่ตามมาสมทบทันที พวกมันล้อมกรอบเป้าไว้ตรงกลาง จากนั้นมหกรรมรุมสหบาทากลางลานดินก็ระเบิดขึ้นอย่างบ้าคลั่งไร้ความปรานี ฝ่าเท้า หมัด และเข่าพุ่งกระหน่ำเข้าใส่เป้าราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง
*พลั่ก! ตุ้บ! อั้ก! โครม! พลั่ก!*
เป้าทิ้งตัวลงนอนขดเป็นวงกลมในท่าป้องกันตัวขั้นสูง สองแขนยกขึ้นบังส่วนหัวและจุดสำคัญบริเวณลำคอ ขาทั้งสองข้างงอขึ้นปกป้องช่องท้อง ปล่อยให้แผ่นหลัง ไหล่ และสะโพกรับการกระทืบอย่างเต็มเหนี่ยว
ทุกครั้งที่ฝ่าเท้าหนาหนักของพวกมันย่ำลงมาบนตัวเป้า ตัวอักษรสีทองอร่ามของระบบจะเด้งกะพริบขึ้นรัวๆ ในระดับร้อยเฮิรตซ์จนลานสายตาของเขาเต็มไปด้วยสถิติความก้าวหน้า
**[ ติ๊ง! ส้นเท้าไอ้ศรบดขยี้ก้นโฮสต์: ค่าความทนมือทนตีน +12 (สะสม 85/100) ]**
ความร้อนผ่าวในตัวเป้าแผ่ขยายหนาแน่นขึ้น ผิวหนังภายนอกเริ่มแปรสภาพเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยมีความมันเงาและหนาขึ้นประหนึ่งหนังควายเค็มชั้นดี แรงเตะที่เคยทำให้หน้ามืดพะอืดพะอมในคราวแรก ยามนี้เป้ากลับรู้สึกเพียงแค่โดนหมอนข้างนุ่มๆ ฟาดใส่ตัวเบาๆ เท่านั้น ความรู้สึกชาปนสนุกสนานแล่นพล่านไปทั่วตัว จนเขาเกือบจะหลุดหัวเราะกิ๊กออกมากลางวงล้อมตีน
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม เสียงเตะต่อยเริ่มเบาบางลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ประหนึ่งสุนัขหอบแดดของพวกไอ้ศรสามคน พวกมันหยุดเท้าลง ยืนก้มตัวเอามือยันหัวเข่าเหงื่อไหลไคลย้อยท่วมท้นท่อนบน ใบหน้าของพวกมันเปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้าฉายชัด
ไอ้สมุนร่างอ้วนถึงกับทรุดลงนั่งคุกเข่าหอบแฮกๆ ขาของมันสั่นพั่บๆ ลิ้นห้อยจนแทบเลียดิน “พี่... พี่ศร... ไอ้หมอนี่มัน... มันทำด้วยอะไรวะ ข้าเตะจนเอ็นร้อยหวายจักขาดอยู่แล้ว แต่มันไม่มีเสียงร้องโอดโอยสักแอะ แถมผิวหนังมันยังตึงเปรี๊ยะราวกับยางขึงกลองเลยพี่”
ไอ้สมุนตัวสูงเองก็สภาพไม่ต่างกัน มือที่ใช้ชกเป้าบวมเปล่ง แดงเถือกจนต้องยกขึ้นมาเป่าลมฟู่ๆ “ชกมัน... ชกมันไปเหมือนชกท่อนซุงไม้ตะเคียนเลยพี่ศร ข้อนิ้วข้าจะหักหมดแล้ว ไอ้เป้ามันต้องลงคาถาหนังเหนียวแน่ๆ!”
ไอ้ศรยืนพิงต้นตะเคียนหอบหายใจซี่โครงบาน ดวงตามองดูเป้าที่นอนกองอยู่บนพื้นด้วยความหวาดผวาปนขยาดสะพรึงกลัว ไอ้หนุ่มขี้ขโมยที่พวกมันรุมยำสามคนเกือบครึ่งชั่วโมง บัดนี้ก้มหน้าเงียบงันนอนนิ่งไม่มีรอยแตกของแผลไม่มีเลือดตกยางออกเลยแม้แต่น้อย
“ไอ้... ไอ้ตัวประหลาด! มึงเป็นผีป่าแปลงกายมาใช่หรือไม่!” ไอ้ศรสบถด่าเสียงสั่นเครือ “วันนี้กูเหนื่อยเกินไปแล้ว ขืนกระทืบมึงต่อขาพวกกูได้หักก่อนพอดี... ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้สวะเป้า! ถ้าขืนมึงยังกวนประสาทขโมยเสบียงอีก กูจะเอาปืนไฟมายิงแสกหน้ามึงดูสิว่ามึงจะทนได้ไหม! พวกเรา... ล่าถอยกลับไปพักก่อนโว้ย!”
พวกนักเลงบ้านป่าทั้งสามพยุงสารร่างอันหมดสภาพสะบักสะบอมจากการออกแรงกระทืบเป้า เดินโซซัดโซเซกะเผลกๆ จากลานดินไปอย่างทุลักทุเล ราวกับเป็นฝ่ายโดนรุมทำร้ายเสียเอง ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบลานต่างอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน พากันส่งเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบมองเป้าด้วยความยำเกรงและกลัวเกรง
เมื่อแน่ใจว่าพวกอันธพาลไปพ้นสายตาแล้ว เป้าก็ค่อยๆ พลิกตัวยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสลัดหัวไล่ฝุ่นดินโคลนออกจากเส้นผมและเสื้อผ้า ปัดเป่าเศษหญ้าแห้งออกจากตัวอย่างสบายใจเฉิบ ผิวพรรณของเขาไม่มีแม้กระทั่งรอยขีดข่วน มีเพียงสีแดงเรื่อๆ ที่กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว
**[ ติ๊ง! จบกระบวนการรับสหบาทา! กายเหล็กไหล ขั้น 1 สะสมแต้มถึง 90/100 แล้วจ้า! ปลดล็อกแต้มระบบ 10 แต้ม, พละกำลังขยับขึ้นเป็น 1.2 ชั่ง... หนังเริ่มเหนียวคล้ายแผ่นยางรถสิบล้อแล้วล่ะสิโฮสต์! ]**
เป้ากางหน้าต่างสถานะสีทองดูผลประเมินอย่างอิ่มเอิบใจ หัวเราะร่าด้วยความกะล่อนคึกคะนอง
“ฮ่าๆๆๆ สะใจโว้ย! ยิ่งกระทืบยิ่งอึด ยิ่งปากแจ๋วยิ่งได้แต้มดีแบบนี้ วันหลังต้องจัดรอบค่ำอีกสักรอบแล้วมั้งพี่ศรจ๋า... ขอบใจสำหรับน้ำใจตีนของพวกพี่ๆ นะจ๊ะ!”
เสียงหัวเราะของไอ้หนุ่มเป้าใหญ่ดังก้องลานดินกว้างใหญ่ ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคนค่ายบ้านป่าชายแดน เป้าเดินผิวปากกลับกระท่อมอย่างอารมณ์ดี
ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู สัญชาตญาณดิบของเขาพลันกระตุกวูบ! สายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งยืนแอบอยู่ใต้เงามืดหลังพุ่มไม้ใหญ่หลังค่าย สายตาคู่นั้นเย็นชา คมปลาบ และจับจ้องมองสรีระช่วงล่างที่ตุงโตของเขาอย่างไม่กะพริบตาประหนึ่งมัจจุราชหมายหัว!
เป้าเสียวสันหลังวาบ... นั่นมันสายตาของใครกันแน่?! หรือว่าข้าศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬได้ลอบเข้ามาถึงในหมู่บ้านนี้แล้ว?!
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
ปักหมุด
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??