เรื่อง เกิดเป็นขุนศึกเป้าใหญ่ พร้อมระบบเทพแมงดา NC
ตอนที่ 7: เข่าอ่อนระทวย!
ตอนที่ 7: เข่าอ่อนระทวย!
ปัง!
เสียงเตะประตูไม้ไผ่ที่แห้งกรอบและผุพังดังลั่นสนั่นสะท้านไปทั่วทั้งกระท่อมร้าง แรงกระแทกอันรุนแรงส่งผลให้ประตูไม้ไผ่ทั้งบานหลุดออกจากกรอบโครงสร้างฝาบ้าน ล้มตึงลงกระแทกพื้นดินฝุ่นหนาคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณห้องสลัวยามเช้า เป้าที่กำลังพันผ้าขาวม้าแดงรอบเอวหนาและเริ่มคาดด้ายดิบที่กำปั้นทั้งสองข้างขยับถอยหลังก้าวหนึ่งทันทีตามสัญชาตญาณ ชายหนุ่มยืนเอาอกแกร่งและแผ่นหลังหนาหนั่นบังร่างของแม่หญิงกระดังงาไว้แน่น หล่อนสะดุ้งสุดตัวและรีบดึงผ้าแถบผืนบางสีชมพูปนส้มที่แห้งแล้วขึ้นมาคลุมปกปิดหน้าอกอวบอิ่มด้วยความตกใจกลัวชิดตัวสั่นเทาอยู่ข้างหลังเตียงใบตองแห้ง
“ไอ้เป้า! แกซ่อนหัวอยู่ท้ายกระท่อมร้างนี่เองรึไอ้สวะขี้โม้!”
ฝุ่นควันและละอองดินที่เริ่มจางลงช้าๆ เผยให้เห็นร่างถมึงทึงของไอ้ศร นักเลงหัวโจกอันธพาลผู้คุมค่ายป่าลี้ภัยแห่งนี้ มันจ้องมองตรงมาที่เป้าเขม็งด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะและแรงอาฆาตแค้น เส้นเลือดข้างขมับซ้ายขวาปูดโปนขยับขึ้นลง ด้านหลังของมันมีนักเลงลูกสมุนร่างใหญ่ประมาณสี่ห้าคนพกพาไม้พลองหน้าสามและดาบไม้เนื้อแข็ง ยืนล้อมปากทางเข้ากระท่อมทุกทิศทางด้วยท่าทางดุดันปานจะกินเลือดกินเนื้อชาวบ้านในหมู่บ้าน
เป้าแสยะยิ้มกะล่อนอย่างไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แววตากวนส้น-ีนของเขาจับจ้องมองใบหน้าถมึงทึงของคู่แค้นพลางก้าวเดินอย่างมั่นคงออกไปประจันหน้า ชายหนุ่มก้มลงลูบสีข้างขวาของตนเองแล้วพบว่า บาดแผลฉีกขาดจากการถูกคมดาบทหารแคว้นพยัคฆ์ทมิฬแทงเข้าเนื้อจนเลือดนองเมื่อวานนี้ บัดนี้กลับหายวับสมานตัวเนียนกริบ ไร้แม้กระทั่งรอยแผลเป็นสีเข้มหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันเรียบเนียนตึงเปรี๊ยะราวกับไม่เคยโดนดาบฟันแทงมาก่อน ฤทธิ์เดชของพลังหยินหยางและระบบประสาทสมานตัวทำเอาไอ้ศรและพวกลูกสมุนที่เตรียมตัวมารุมล้อมถึงกับผงะ ชะงักตาค้างมองเป้าอย่างไม่เชื่อสายตา
“เฮ้ย... พี่ศร... แผลดาบแทงสีข้างขวาของมันเมื่อวานที่พวกเราเห็นเลือดท่วมร่างปางตายหายไปไหนหมดวะ? ข้าเห็นกับตาว่ามันโดนแทงลึกจนล้มคว่ำไม่ใช่รึ หรือว่ามันได้วิชาอาคมดีผีสิงหนังเหนียวฟันไม่เข้า!” สมุนร่างใหญ่ถือกิ่งไม้พลองกระซิบถามไอ้ศรเสียงสั่นหน้าตาเลิกล่กหวาดหวั่นกลัวอาถรรพ์
ไอ้ศรขบกรามกรอดจนแก้มปูด ตวาดข่มขวัญลูกน้องเสียงดังลั่นกระท่อม “ผีสิงบ้าบออันใดของพวกแก! มันก็แค่ไอ้สวะขี้โม้ปากแจ๋วแกล้งเจ็บตัวหลอกลวงให้สตรีมาทายาดูแลล่วงเกินเท่านั้น วันนี้พวกมึงตามกูมา ข้าจะฟาดปากกวนประสาทของมันให้เลือดกบปาก ดูซิว่ามันจะทนทานดาบไม้พลองได้สักกี่น้ำ! ลุยล้อมมันไว้!”
เป้ายืนฟังพวกมันพูดคุยกันพลางหัวเราะคิกคักในใจ ยามนั้นเองเสียงกระดิ่งเตือนภัยระบบเทพแมงดาโบราณพลันสั่นกระดิ่งดังกังวานใสขึ้นในสมองทันทีอย่างถูกจังหวะ
**[ ติ๊ง! โฮสต์สุดหล่อเป้าโต ยามนี้ท่านปลดล็อก ‘คาถาวาจาอ้อนหญิง’ เป็นที่เรียบร้อยแล้วจ้า... จะยืนบิดตัวรอโดนทุบทำไมล่ะจ๊ะ? ลองร่ายอาคมพ่นใส่ไอ้พวกถึกทึนหนวดรกรุงรังด้านหน้าเพื่อทดลองมนตราดูเลยสิจ๊ะ แต่ขอย้ำเตือนคำแนะนำรอบที่ร้อยนะว่าผลลัพธ์ของคาถานี้หากใช้กับเพศชายจะตรงกันข้ามปานฟ้ากับเหวดินนะคริๆ! ]**
เป้าแสยะยิ้มยียวน นึกอยากทดลองวิชาใหม่ที่เพิ่งได้มาจากบทรักชุ่มฉ่ำชงน้ำรักทองคำเมื่อคืน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกรวบรวมลมปราณอุ่นร้อนในอก แล้วจับจ้องมองไอ้ศรด้วยดวงตาปรือเชื่อมหวานเยิ้มหวานหยดย้อยประหนึ่งกำลังเกี้ยวพาราสีหญิงงามล้ำเลิศที่สุดในสุวรรณภูมิ จากนั้นก็เป่ามนตร์กระซิบคำหวานเสน่หาเสียงทุ้มต่ำออดอ้อนนุ่มนวลออกไปทางช่องว่างฝุ่นควันทันที
“พี่ศรจ๋า... ทำไมเช้านี้พี่ศรถึงได้หน้าตาถมึงทึงบูดบึ้งตึงตังปานนี้ล่ะจ๊ะ? หัวใจของพี่ช่างร้อนรุ่มปานไฟสุมขอนป่า อยากให้เป้าหนุ่มรูปหล่อเป้าโตเลื่องชื่อคนนี้เข้าไปกอดประโลมซบไหล่หนา ช่วยให้พี่อบอุ่นใจสั่นชื้นขึ้นมาบ้างไหมจ๊ะพี่ศรคนดีของน้องเป้าขา...”
สิ้นเสียงคำหวานเสน่หาของคาถาวาจาอ้อนหญิงที่เป่าออกไป...
วิ้ง!
กระแสอาคมมนตราสีชมพูอ่อนละเอียดพุ่งทะยานออกจากปากเป้าฝ่าอากาศไปปะทะหน้าอกของไอ้ศรและพวกลูกสมุนอย่างจัง ทว่า เนื่องจากเป้าหมายเป็นบุรุษชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ อำนาจคาถาจึงหมุนพลิกตวัดกลับขั้วแปรสภาพแปรเปลี่ยนเป็น **"คาถาวาจาอ้อนตีน"** อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในทันใด!
ป๊อด!
ไอ้ศรและพวกลูกสมุนสะดุ้งเฮือก ร่างสั่นสะท้าน ขนลุกซู่ชันตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงตาของพวกมันพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำพองโตด้วยความโกรธจัดระลอกใหญ่ พลังโทสะปะทุพุ่งสูงขึ้น 50% ทันทีโดยไม่มีสาเหตุ ร่างกายของพวกมันสั่นเทิ้มด้วยความเกลียดชังและขยะแขยงจนไส้แทบกลับประหนึ่งโดนคนทรามเหยียดหยามศักดิ์ศรีลูกผู้ชายอย่างรุนแรง
“ไอ้สวะสกปรกชั่วช้า! มึงพ่นวาจาวิปลาสชวนอ้วกอันใดใส่กู! กูกลัวขนร่วงขยะแขยงจนทนไม่ไหวแล้วโว้ย! พวกมึง... รุมยำตีนกระทืบหัวมันให้แบนคามือเดี๋ยวนี้เลยโว้ย!” ไอ้ศรแหกปากร้องโวยวายชี้หน้าเป้าด้วยความเดือดดาลจัดหน้าดำหน้าแดงราวกับเนื้อย่างโดนไฟเผา
“ลุยเลยโว้ย! ทุบปากลามกของมันให้ฟันร่วง!” พวกลูกสมุนที่เดือดจัดไร้สติปราดกรูกันเข้ามาในกระท่อมทันทีอย่างบ้าคลั่ง
เป้าแสยะยิ้มกว้างกางแขนออก แอ่นหน้าอกแกร่งและกล้ามท้องตึงหนาต้อนรับสัมผัสตีนและท่อนไม้พลองหน้าสามที่รุมฟาดฟันเข้าใส่ตัวทันทีโดยไม่มีความคิดจะหลบหลีกแม้แต่ก้าวเดียว
*ปึก! ปึก! ตึง! ตึง! โครม!*
เสียงไม้พลองหน้าสามและดาบไม้ฟาดกระทบแผ่นอกและหลังหนาหนั่นของเป้าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วกระท่อมร้างอันซอมซ่อ แรงกระแทกส่งผลให้เสื้อผ้าเก่าเปียกโคลนขาดวิ่นหลุดรุ่ย ทว่าภายใต้ฤทธิ์เดชของกายเหล็กไหลขั้นสอง ร่างกายของเป้ากลับตึงแน่นเหนียวหนึบรับการปะทะได้อย่างผ่อนคลายดุจเนื้อยางเหนียว เป้าไม่รู้สึกเจ็บปวดลึกซึ้งตรงข้ามกับความโกรธของพวกมันที่ยิ่งฟาดแรงยิ่งเหนื่อย เป้าหัวเราะร่าปากแจ๋วชื่นชมแรงเตะต่อยที่ประโคมเข้ามาเพื่อปั๊มแต้ม Exp ความหนาผิวหนังระบบ
“โอ้โห! น้ำหนักหมัดกับแรงฟาดไม้ของพวกพี่ๆ นักเลงค่ายช่างเบาบางราวกับปุยฝ้ายร่วงหล่นปานนี้ สงสัยจะอดอยากขาดข้าวขาดน้ำ หรือไม่ก็ควรกลับไปดูดนมแม่เพิ่มเรี่ยวแรงดีกว่ามั้งจ๊ะพี่ศร!” เป้ายิ้มปากแจ๋วยั่วโทสะต่ออย่างมั่นใจ
“ไอ้หนังสัตว์เหล็กเหนียว! มึงยิ้มกวนส้นตีนทำไม! ทุบมันอีก!” ไอ้ศรโกรธจัดจนฟองสีขาวฟอดอยู่มุมปาก แย่งท่อนไม้พลองหน้าสามมาจากลูกน้องแล้วระดมกระหน่ำหวดใส่สีข้างของเป้าสุดแรงเกิดจนไม้หน้าสามหักสะบั้นออกเป็นสองท่อนดัง *เพล้ง!* คาผิวแผ่นหลังหนาหนั่น
ในจังหวะนั้นเอง หน้าต่างและสัญญาณเติ่งของระบบในสมองเป้าระเบิดระรัวขึ้นไม่ขาดสาย
*ติ๊ง!*
*ติ๊ง!*
*ติ๊ง!*
**[ ติ๊ง! ค่าความทนทานต่อแรงกระแทกทางกายภาพเพิ่มขึ้นรัวๆ! ยินดีด้วย โฮสต์ใช้คาถาวาจาอ้อนตีนล่อใจได้สะเด็ดสะเด่าต้อนรับสหบาทารวมพลังบ่มเพาะผิวหนาขึ้นก้าวสำคัญ! ]**
**[ ปลดล็อกความสามารถ: ทะลวงเข้าสู่ ‘กายาเหล็กไหล ขั้นที่ 4’ อย่างเป็นทางการแล้วจ้า! ]**
**[ รายงานสถานะปัจจุบัน: แต้มความทนทานสะสม: 190/300, พละกำลัง: 3 ชั่ง, แต้มระบบโบราณ: 250 แต้ม ผิวหนังของโฮสต์เริ่มตึงเปรี้ยะเหนียวหนาปานหนังควายปิ้งแดดเดียวแล้วนะจ๊ะ ถึกทนทานหายห่วงได้เลย! ]**
เป้าสูดหายใจลึกสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นและพลังวังชาของกล้ามเนื้อที่ยกกระชับขึ้นอีกระดับ ชายหนุ่มเบ่งพลังกล้ามเนื้อแกร่งสะท้อนแรงกระทืบจนพวกไอ้ศรและลูกน้องลอยคว่ำกลิ้งไปบนพื้นดินฝุ่นหนา พากันยืนหอบหายใจกระหืดกระหอบใบหน้าซีดเผือดด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าและหวาดกลัวตัวสั่นเทิ้มอย่างขีดสุด
“พวกมึงหมดแรงตีนกันง่ายๆ ปานนี้แล้วรึจ๊ะ? งั้นเป้าขอตัวไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายในค่ายก่อนนะจ๊ะพี่ศร วันหลังพาสมุนมาป้อนตีนให้เป้าใหม่นะจ๊ะ!” เป้าหัวเราะร่าข้ามร่างพวกนักเลงเดินก้าวเท้าออกจากกระท่อมชิลๆ ปล่อยให้ไอ้ศรกอดไหล่ลูกน้องสั่นเทาด้วยความกลัวว่าเป้าเป็นอสูรกายหนังเหนียวที่ตีเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บ
ชายหนุ่มก้าวเดินลอยชายคาดเอวเด่นชัดไปตามทางเดินดินในค่ายพักพิงของชาวบ้านลี้ภัย กลิ่นอายควันไฟฟืนต้มแกงลอยอบอวลปะปนเสียงตำครก เป้าเห็นกลุ่มแม่หญิงชาวบ้านสองสามคนกำลังนั่งตำน้ำพริกผักป่าและพับผ้ายามเช้า นำโดยแม่หญิงพิกุลและแม่หญิงชบา ชายหนุ่มยิ้มกริ่มขยับเดินเข้าไปทักทายส่งสายตากรุ้มกริ่มกวนอารมณ์เสน่หา พร้อมเป่าคาถาวาจาอ้อนหญิงใส่พวกนางช้าๆ ด้วยเสียงนุ่มนวล
“แม่หญิงคนสวยทั้งสองจ๊ะ... เช้านี้แสงแดดค่ายป่าช่างส่องสว่างนวลตาเหลือเกิน แต่ก็ยังมิอาจสู้ใบหน้างามชดช้อยของแม่หญิงทั้งสองได้เลยจ้ะ อยากรู้จังว่าน้ำพริกแกงครกนี้ใส่เกลือเค็มหรือใส่อารมณ์หวานละมุนของแม่หญิงเข้าไปด้วยจ๊ะ ถึงได้ส่งกลิ่นหอมชวนใจพี่เป้าสั่นสะท้านระทวยเข่าอ่อนปานนี้...”
สิ้นเสียงคำประโลมหวานเสน่หาของคาถาวาจาอ้อนหญิงที่เป่าออกไปสู่เป้าหมายที่ตรงกับเพศหญิง...
วิ้ง!
แม่หญิงพิกุลและแม่หญิงชบาสะดุ้งเฮือก ร่างอวบอัดสั่นเทา ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งเครียดจากการลี้ภัยพลันเปลี่ยนเป็นสีชมพูแดงซ่านก่ำลุกลามถึงลำคอละมุน หัวใจของหล่อนเต้นรัวแรงตึกตักคล้ายจะกระดอนออกนอกอก ร่างกายที่เคยแข็งเกร็งพลันอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรงเข่าสั่นระรัวล้มพับคลานกองอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ บิดเนื้อตัวเอียงอายสบสายตาเป้าอย่างเสน่หารัญจวนจิตหวานเยิ้ม
“อุ๊ย... พี่เป้าคนบ้า... พูดวาจาบ้าอันใดก็ไม่รู้... ข้า... ข้าเข่าอ่อนไร้แรงต้มแกงตำน้ำพริกหมดแล้วจ้ะ...” แม่หญิงพิกุลเอ่ยกระซิบอายๆ หน้าแดงก่ำเอามือปิดหน้า
เป้าหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจ “เจ๋งจริงๆ ว่ะ! คาถาสองมาตรฐานของระบบเทพแมงดานี่มันดีแท้ๆ พูดใส่สตรีก็ระทวยอ้อนแอ้น พูดใส่ไอ้พวกผู้ชายก็เดือดพล่านต้อนรับตีนเตะกระแทกปั๊มเวลได้รัวๆ สะใจพะยะค่ะ!”
ในขณะที่เป้ากำลังหัวเราะป่วนค่ายอย่างสำราญบานใจและปั่นหัวคนเล่นไปทั่วค่ายพักพิงอย่างมีความสุขอยู่นั้นเอง...
วูบ!
พลันเป้าสัมผัสได้ถึงสายตากดดันอันเฉียบคมและเย็นยะเยือกดุจดั่งน้ำแข็งขั้วโลกพุ่งตรงเข้ากระทบแผ่นหลังหนา ชายหนุ่มสะดุ้งตัวเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณความเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
เขาค่อยๆ หันหน้ากลับไปมอง ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ปะทะสบเข้ากับดวงตาคมปลาบดุร้ายทว่าเปี่ยมเสน่หาดึงดูดใจของ **แม่หญิงชงโค** ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านป่าจอมหยิ่งยโส หล่อนยืนกอดอกมั่นคงอยู่บนบันไดเรือนไม้ผู้ใหญ่บ้านหลังใหญ่ นุ่งโจงกระเบนผ้าไหมสีเข้มทะมัดทะแมงตึงแน่นกระชับสะโพกกลมกลึง เนินอกอวบกลมกระเพื่อมเบาๆ ตามจังหวะลมหายใจที่ขัดใจ หล่อนจ้องเขม็งลงมาสะกดสะท้านจิตใจเป้าอย่างน่าเกรงขามปานจะกลืนกิน!
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
ปักหมุด
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??