เรื่อง หนูน้อยผู้สะสมบุญข้ามภพ มาเกิดใหม่พร้อมระบบร้านค้าบุญกุศล
จดหมาย่จากเิ่ว่านี๋ส่งถึงจวนเจิ้นกั๋วกงในคืนวันเดียวกันนั้นเอง
ภายใต้แสงเทียนที่วูบไหว ‘เจิ้นกั๋วกงเิ่’ กวาดสายตาอ่านข้อความในกระดาษ ใบหน้าชราทว่ายังคงความสง่าขรึมลงทุกขณะ ข้อความในนั้นเขียนไว้เพียงสั้นๆ ทว่าสั่นสะเทือนใจยิ่งนัก
โปรดระวังภัยระหว่างเดินทางกลับจากการตรวจค่ายทหาร มีคนคิดคดวางแผนซุ่มโจมตี
แม้ลายมือบนกระดาษจะเป็นของบุตรสาว ทว่าท่านกั๋วกงย่อมรู้ดีแก่ใจว่า แหล่งข่าวที่แท้จริงของข้อมูลนี้มาจากผู้ใด
แม่ทัพเฒ่านิ่งอึ้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียกองครักษ์คู่ใจเข้ามาพบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“อีกสามวัน ข้าต้องเดินทางไปตรวจค่ายทหารที่ชานเมืองทางเหนือ เส้นทางขากลับต้องผ่านสะพานหินเก่าแก่ตรงลำธารชิงสุ่ย” แววตาของท่านกั๋วกงฉายประกายลึกล้ำ “เจ้าจงไปสำรวจภูมิประเทศแถวนั้นอย่างละเอียด ดูว่าจุดใดที่เหมาะแก่การลอบโจมตีที่สุด แล้วกลับมารายงานข้า”
องครักษ์หนุ่มรับคำสั่ง ทว่าอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเคลือบแคลง “ใต้เท้า... ท่านสงสัยว่าจะมีคนคิดปองร้ายหรือขอรับ?”
เจิ้นกั๋วกงยกยิ้มเย็นชา แววตาเปี่ยมด้วยประสบการณ์ผ่านโลก “ข้ากรำศึกในสนามรบมาทั้งชีวิต บางครั้งสัญชาตญาณความตายของข้า ก็แม่นยำยิ่งกว่าสายลับที่ถูกฝึกมาเสียอีก... จงเตรียมการทุกอย่างเงียบๆ อย่าให้ผู้ใดไหวตัว ข้าจะแสร้งทำเป็นโง่เขลาไม่รู้ความ เพื่อรอต้อนรับ ‘แขกผู้มาเยือน’ กลุ่มนี้เอง!”
——————
ยามโพล้เพล้ของวันเดียวกัน องครักษ์คู่ใจกลับมารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เรียนใต้เท้า สะพานหินเก่าแก่ที่ลำธารชิงสุ่ยคือชัยภูมิอันตรายและเหมาะแก่การซุ่มโจมตีที่สุดในเส้นทางขากลับขอรับ สองข้างทางเป็นป่าที่มีพุ่มไม้หนาทึบพอจะพรางตัว ทางเดินช่วงนั้นแคบและขรุขระ รถม้าจำเป็นต้องชะลอความเร็ว หากคิดจะลงมือสังหาร ที่นั่นคือจุดที่ลงตัวที่สุด”
เจิ้นกั๋วกงพยักหน้าช้าๆ ดวงตาคมปลาบดุจพญาอินทรี “ดีมาก... ในเมื่อพวกมันอยากจัดงานเลี้ยงต้อนรับข้านัก ข้าก็จะจัดงานเลี้ยงตอบแทนพวกมันที่นั่นเช่นกัน”
เจิ้นกั๋วกงสั่งการให้กองกำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งแฝงตัวเข้าไปซุ่มรอในป่ารอบสะพานล่วงหน้าหนึ่งคืน ส่วนขบวนเดินทางในวันจริง จะแสร้งทำเป็นประมาทเลินเล่อ มีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คน เพื่อล่อให้หนูในรูยอมโผล่หัวออกมา
สามวันให้หลัง ขบวนเดินทางของเจิ้นกั๋วกงเคลื่อนผ่านเส้นทางขากลับจากค่ายทหารตามกำหนดการ
ยามนั้นตะวันรอนคล้อยต่ำ แสงอาทิตย์อัสดงสาดทอสีส้มทองผ่านทิวแมกไม้สองข้างทาง สะพานหินเก่าแก่เหนือลำธารชิงสุ่ยทอดตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสน้ำไหลเอื่อยกระทบโขดหินดังก้องแว่วมาเป็นระยะ
รถม้าของเจิ้นกั๋วกงเคลื่อนตัวเข้าใกล้สะพานอย่างเชื่องช้า ภายนอกดูเหมือนขบวนของขุนนางชราที่เดินทางอย่างผ่อนคลาย ไร้การป้องกันที่หนาแน่น มีเพียงองครักษ์ไม่กี่นายคอยอารักขาข้างกาย
ทว่า ทันทีที่ล้อรถม้าเหยียบเข้าสู่กึ่งกลางสะพาน เสียงนกหวีดแหลมสูงพลันกรีดฝ่าความเงียบสงัดขึ้นทันที!
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ชายชุดดำสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าร่วมสิบคนกระโจนพรวดออกมาจากพุ่มไม้รกชัฏสองข้างทาง ดาบในมือสะท้อนแสงอาทิตย์วาววับ พวกมันพุ่งเข้าใส่รถม้าอย่างรวดเร็วและเฉียบคมราวกับสายฟ้าแลบ!
“ฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!” หัวหน้ามือสังหารสั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
ดาบเล่มแรกฟันฉับเข้าใส่ผ้าม่านรถม้าอย่างแรงจนขาดสะบั้น
ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับมีเพียงความว่างเปล่า! ไม่มีร่างของขุนนางเฒ่าอยู่ภายในนั้นแม้แต่เงา!
หัวหน้ามือสังหารดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าถอดสีด้วยความตระหนก “แย่แล้ว! นี่มันกับ——”
คำว่า ‘กับดัก’ ยังไม่ทันหลุดพ้นจากปาก เสียงกลองศึกดังกึกก้องกัมปนาทก็ระเบิดขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ!
จากผืนป่าอันเงียบสงบเมื่อครู่ บัดนี้ทหารองครักษ์ในชุดเกราะเหล็กนับร้อยนายกรูกันออกมา ล้อมสะพานหินไว้แน่นหนาราวกับกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่มีวันทลาย ธนูนับสิบคันถูกน้าวสายจนตึง เล็งเป้าตรงมายังกลุ่มมือสังหารที่อยู่กลางสะพานอย่างไร้ทางหนี
และบนเนินเขาสูงเหนือสะพานหิน เจิ้นกั๋วกงเิ่ยืนตระหง่านอย่างสง่างามในชุดเกราะเต็มยศ เส้นผมสีดอกเลาปลิวไสวตามสายลม แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวเฒ่าจ้องมองลงมายังเบื้องล่าง
“พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่นานแล้วสินะ” น้ำเสียงทุ้มทรงพลังของท่านกั๋วกงดังก้องสะท้อนข้ามสายน้ำ “น่าเสียดาย... ข้าเองก็รอพวกเจ้าอยู่เช่นกัน!”
——————
เมื่อรู้ตัวว่าติดกับดักเข้าเต็มเปา กลุ่มมือสังหารก็ไร้ทางเลือก พวกมันรวมตัวกันเป็นวงกลมหมายจะตีฝ่าวงล้อมออกไป เสียงศาสตราวุธเข้าปะทะกันดังสนั่นลั่นสะพาน ประกายไฟแลบปลาบจากการฟาดฟัน โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงสู่ผืนน้ำชิงสุ่ยที่เคยใสสะอาด ย้อมสายน้ำให้กลายเป็นสีชาด
ทว่า ทหารองครักษ์แห่งจวนเจิ้นกั๋วกงล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมมาอย่างเข้มงวด ฝีมือดาบจึงเหนือชั้นกว่ามือสังหารอย่างเทียบไม่ติด ลูกธนูชุดแรกพุ่งทะยานลงมาราวกับ-่าฝน ตามด้วยทหารโล่ที่บีบวงล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง ตัดหนทางดิ้นรนของพวกมันจนหมดสิ้น
แม้จะเป็นมือสังหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ทว่าย่อมไม่อาจต้านทานกองกำลังทหารที่เตรียมการมาอย่างรัดกุมได้ ส่วนใหญ่ถูกสยบและจับกุมตัวไว้ได้ในสภาพบาดเจ็บสาหัส มีเพียงหัวหน้ามือสังหารที่เมื่อเห็นว่าสิ้นไร้หนทางรอด จึงตัดสินใจกัดยาพิษที่ซ่อนอยู่ในซอกฟัน ร่างของมันกระตุกเกร็งก่อนจะล้มตึงสิ้นใจตายไปต่อหน้าต่อตา ก่อนที่องครักษ์จะทันเข้าถึงตัว
การต่อสู้จึงจบลงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
เจิ้นกั๋วกงก้าวเดินลงมาจากเนินเขาอย่างมั่นคง เขาหยุดอยู่ข้างศพของหัวหน้ามือสังหาร ก้มตัวลงพลิกข้อมือของมันขึ้นมาตรวจดู... ที่ตรงนั้น มีรอยสักรูปบุปผาสีดำขนาดเล็กซ่อนอยู่อย่างมิดชิด
เจิ้นกั๋วกงหรี่ตาลง ดวงตาฉายแววเยือกเย็น... รอยสักนี้คือสัญลักษณ์ของ ‘เงาทมิฬ’ องค์กรนักฆ่าลึกลับที่รับงานเฉพาะกิจให้แก่ผู้มีอิทธิพลระดับสูงในราชสำนักเท่านั้น
ชายชราละสายตาจากศพ กวาดมองกลุ่มมือสังหารที่เหลือรอดซึ่งถูกมัดไว้
“คุมตัวพวกมันไปสอบสวน ค้นหาตัวผู้บงการเบื้องหลังให้ได้... แต่ข้าคิดว่า ต่อให้เค้นคออย่างไรก็คงเจอแต่ทางตัน คนระดับที่สามารถเรียกใช้ ‘เงาทมิฬ’ ได้ ย่อมต้องเตรียมแผนตัดหางปล่อยวัดไว้เป็นทอดๆ อยู่แล้ว”
ทว่าใบหน้าของแม่ทัพเฒ่ากลับไร้ซึ่งความผิดหวัง เพราะในวันนี้ สิ่งที่เขาได้รับกลับคืนมา ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาชีวิตให้รอดพ้นจากความตาย...
แต่คือ ‘ความแน่ใจ’ อันแจ่มชัด ว่าศัตรูในเงามืดนั้นซ่อนตัวอยู่ที่ใด!
ยามนี้ความจริงปรากฏชัดแจ้งแล้วว่า มีผู้ทรงอำนาจในราชสำนักปรารถนาจะปลิดชีพเขา — และคนผู้นั้น ย่อมเป็นคนเดียวกับที่หวาดเกรงกองกำลังองครักษ์เมืองหลวงในมือเขามากที่สุด...
‘เซียวจิ่งหรง’ อ๋องรองผู้ทรงอิทธิพล
เจิ้นกั๋วกงกำหมัดแน่นจนข้อกระดูกส่งเสียงลั่นเบา ๆ หากมิใช่เพราะคำเตือนอันแปลกประหลาดของหลานสาวตัวน้อยในวันนั้น ขบวนเดินทางที่ ‘แสร้งทำเป็นหละหลวม’ ของเขาในวันนี้คงถูกถล่มจนย่อยยับ และตัวเขาเองก็คงต้องนอนทอดร่างเป็นศพเฝ้าสะพานแห่งนี้ โดยไม่มีโอกาสรับรู้ด้วยซ้ำว่าผู้ใดคือผู้บงการอยู่เบื้องหลัง... เฉกเช่นจุดจบอันน่าอนาถในเรื่องเล่าที่นางล่วงรู้
แก้วตาดวงใจตัวน้อยของตระกูลซ่ง... ได้ช่วยชีวิตเขาไว้อีกคราแล้ว
ร่างสูงใหญ่สง่างามยืนหยัดนิ่งอยู่กึ่งกลางสะพาน สายตาคมปลาบทอดมองกระแสน้ำเชี่ยวที่พัดพาเลือดสีชาดให้เจือจางและสูญหายไป สายลมสารทฤดูยามสนธยาพัดผ่าน เส้นผมสีดอกเลาปลิวไสว ในหัวพลันปรากฏภาพใบหน้ากลมแป้นจิ้มลิ้มที่เพิ่งเอื้อมมือน้อย ๆ มาดึงหนวดเขาเล่นเมื่อไม่กี่วันก่อน พลางนึกถึงเสียงในใจอันใสซื่อบริสุทธิ์ที่แสดงความห่วงใยต่อ ‘กองกำลังองครักษ์เมืองหลวง’ ทั้งที่เจ้าตัวเล็กยังไม่ประสีประสาและยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ
หากเป็นไปตามชะตากรรมเดิมในเรื่องเล่านั้น ทันทีที่เขาสิ้นชีพลง ณ สะพานแห่งนี้ กองกำลังทหารในมือย่อมถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ใต้การควบคุมของศัตรู และเมื่อถึงวันที่ตระกูลซ่งต้องเผชิญคราวเคราะห์ถูกล้างบางตระกูล ก็จะไม่มีผู้ใดหลงเหลือมาคอยปกป้องอุ้มชูอีกต่อไป ทว่าในวันนี้... ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาได้ถูกบิดหมุนไปในทิศทางใหม่เสียแล้ว!
"กลับเมืองหลวง!" เจิ้นกั๋วกงเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง ก่อนจะตวัดตัวขึ้นหลังม้าศึกอย่างสง่างาม "ข้าต้องรีบกลับไปกอดหลานสาวตัวน้อยของข้าเสียหน่อยแล้ว"
——————
ณ จวนสกุลซ่ง ร่างจ้ำม่ำของเหยาเหยานอนกลิ้งเกลือกไปมาอยู่บนเตียงนุ่มด้วยความกระวนกระวายใจ จิตใจของเด็กน้อยไม่สงบเลยตลอดทั้งวัน
‘วันนี้แล้ว... วันที่ท่านตาจะถูกลอบทำร้ายตามเนื้อเรื่องในนิยาย!’ เด็กน้อยคิดฟุ้งซ่านด้วยความกังวลใจ ‘ตอนนั้นข้าอุตส่าห์แกล้งละเมอพูดจาเลอะเลือนตอนใกล้หลับเพื่อใบ้ไปแล้ว ไม่รู้ว่าท่านแม่จะเข้าใจความหมายหรือเปล่า แล้วท่านตาจะรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชไหมนะ’
‘ฮือ... ขอให้ท่านตาปลอดภัยด้วยเถิด! ข้าเพิ่งจะได้พบท่านแท้ ๆ ท่านตาน่ารักที่สุดในโลก ยอมให้ข้าดึงหนวดเล่นตั้งหลายครั้ง ข้าไม่อยากสูญเสียท่านไปเลยจริง ๆ...’
มือน้อย ๆ โอบกอดหมอนข้างใบจิ๋วไว้แน่น ดวงตากลมโตใสแป๋วเริ่มแดงระเรื่อและมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า ความห่วงใยอันบริสุทธิ์แท้จริงที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อครอบครัว ช่างเป็นภาพที่ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกเวทนาและเอ็นดูยิ่งนัก
เิ่ว่านี๋ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงพลันได้ยินเสียงร่ำร้องในใจของบุตรสาว หัวใจของความเป็นแม่ก็อ่อนยวบด้วยความซาบซึ้ง นางรีบช้อนตัวโอบอุ้มร่างน้อยขึ้นมาแนบอก ลูบหลังปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เหยาเหยาของแม่ไม่ต้องกังวลไปนะลูก ท่านตาของเจ้าแข็งแกร่งปานนั้น ย่อมต้องปลอดภัยกลับมาอย่างแน่นอน"
‘ท่านแม่... ขอให้เป็นจริงดั่งที่ท่านกล่าวเถิดเจ้าค่ะ’ เหยาเหยาซุกใบหน้ากลมแป้นเข้ากับอกอุ่นของมารดาอย่างแสนอ้อน
ราวกับสวรรค์เบื้องบนรับรู้ถึงคำอธิษฐาน ก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าม้าเร็วก็ดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับผู้นำสารที่รีบควบม้าเข้ามาแจ้งข่าวดีถึงจวนตระกูลซ่ง — เจิ้นกั๋วกงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน อีกทั้งยังสามารถสยบและจับกุมกลุ่มมือสังหารได้เกือบทั้งหมด!
ทันทีที่ได้ยินข่าวดี ดวงตาที่คลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตาของเหยาเหยาก็พลันเบิกกว้าง ทอประกายสดใสขึ้นมาในฉับพลัน
‘ท่านตาปลอดภัยแล้ว! เย้! แผนการลอบสังหารชั่วร้ายนั่นล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย!’ เด็กน้อยดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ มือน้อย ๆ ตบเข้าหากันดังแปะ ๆ ‘เห็นไหมล่ะ! โชคชะตาฟ้าลิขิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ! ตามบทเดิม ท่านตาต้องสิ้นชีพในวันนี้ แต่ยามนี้ท่านยังคงมีชีวิตอยู่! ข้าทำสำเร็จแล้ว! พวกเราสามารถพลิกชะตากรรมของครอบครัวได้อีกครั้ง!’
[ติ๊ง——!]
[ตรวจพบว่าโฮสต์ได้ช่วยเหลือญาติผู้ใหญ่ให้รอดพ้นจากเคราะห์ภัยถึงแก่ชีวิต มอบแต้มบุญพิเศษ 30 แต้ม แต้มบุญสะสมปัจจุบัน : 152 แต้ม]
‘โอ้โห! ได้แต้มบุญตั้งสามสิบแต้มเชียว!’ ดวงตาของเหยาเหยาเป็นประกายวาววับ ‘การช่วยชีวิตคนได้ผลตอบแทนคุ้มค่าจริงๆ! ยิ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มีผลต่อชะตากรรม ยิ่งได้แต้มบุญมหาศาล! หากสะสมแต้มบุญเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อีกหน่อย ข้าย่อมมีหนทางและเครื่องมือในการปกป้องครอบครัวได้มากยิ่งขึ้นแน่ๆ!’
เิ่ว่านี๋กระชับอ้อมกอดโอบร่างบุตรสาวแน่นขึ้น น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มเอ่อคลอสองเบ้าตา บุตรสาวตัวน้อยของนางผู้นี้ หาใช่เพียงแก้วตาดวงใจของตระกูลธรรมดา ๆ เสียแล้ว หากแต่เป็นดั่ง 'เทพธิดาตัวน้อย' ที่สวรรค์ประทานลงมาเพื่อพลิกผันโชคชะตาอันโหดร้ายอย่างแท้จริง
——————
ทว่า ณ อีกมุมหนึ่งของเมืองหลวงเซิ่งจิง ภายในตำหนักอ๋องรอง บรรยากาศกลับทึบเทาและหนาวเหน็บราวกับถูกปกคลุมด้วยไอเกล็ดหิมะ
เซียวจิ่งหรงเอนกายพิงเก้าอี้ไม้จันทน์หอมสลักลายอย่างสง่างาม นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนพนักวางแขนเป็นจังหวะช้า ๆ ทว่าหนักแน่น ใบหน้าหล่อเหลาที่มักฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน ยามนี้กลับราบเรียบไร้ความรู้สึก หลงเหลือเพียงแววตาเย็นเยียบดุจคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากอันงดงาม
"เจิ้นกั๋วกงรู้ตัวล่วงหน้า..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงกระแสกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "ขบวนเดินทางที่ดูหละหลวมและประมาทเลินเล่อนั่น แท้จริงกลับเป็นค่ายกลที่ขุดหลุมล่อให้คนของข้าเข้าไปติดกับ... ช่างน่าสนใจยิ่งนัก"
ขุนนางคนสนิทที่ยืนคอยรับใช้ข้างกายรีบก้มศีรษะลงต่ำด้วยความหวาดเกรง "ทูลอ๋องรอง... หรื่าจะมีคนทรยศแพร่งพรายแผนการของพวกเราออกไปพ่ะย่ะค่ะ?"
"แผนการนี้มีผู้รู้เห็นเพียงไม่กี่คน โอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลนั้นแทบเป็นไปไม่ได้" เซียวจิ่งหรงหรี่เนตรลงจนเป็นเส้นตรง "แต่เจิ้นกั๋วกงกลับเตรียมการรับมือได้อย่างรัดกุมราวกับหยั่งรู้ทุกสิ่ง... ประหนึ่งว่ามีใครบางคนสามารถล่วงรู้อนาคตล่วงหน้าได้"
นิ้วเรียวยาวที่เคาะโต๊ะพลันหยุดชะงักลง ดวงตาคู่คมทอประกายวาบด้วยไอสังหาร "ระยะนี้ ทุกครั้งที่แผนการของข้าต้องประสบความล้มเหลว ดูเหมือนจะปรากฏเงาร่างของตระกูลเิ่และตระกูลซ่งคอยรังควานอยู่เบื้องหลังเสมอ..."
"ไปสืบมาให้ข้า" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการอย่างเด็ดขาด "สืบเบื้องลึกเบื้องหลังของตระกูลซ่งมาให้ละเอียดทุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ภายในจวนแห่งนั้น มีสิ่งใดหรือผู้ใดที่ผิดแปลกไปจากปกติหรือไม่!"
ขุนนางคนสนิทน้อมรับบัญชาก่อนจะถอยร่นออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
เซียวจิ่งหรงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างสู่ความมืดมิดของราตรี มุมปากหยักลึกยกยิ้มจาง ๆ ทว่าเป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยียบจนชวนให้ผู้ที่มองสยดสยองไปถึงขั้วหัวใจ...
"ตระกูลซ่ง... พวกเจ้ากำลังซุกซ่อนความลับอันใดไว้กันแน่"
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??