เรื่อง มรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก

ติดตาม
ตอนที่ 5 บันไดสี่พันห้าร้อยขั้น
ตอนที่ 5 บันไดสี่พันห้าร้อยขั้น
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

 

 

 

หลินมู่หยางสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างยาวนานรอบหนึ่ง ก่อนก้าวขึ้นบันไดหินขั้นแรก ฝ่าเท้าที่ก้าวลงไปนั้นเบาหวิวกว่าที่คิด ไม่มีแรงกดดันดังที่คาดคิดเอาไว้ ทำให้เขารู้สึกเบาใจไปมากโข

 

ทั้งด้านหน้าด้านหลังล้วนเต็มไปด้วยผู้ที่ผ่านการทดสอบจากที่เดียวกัน แต่ละคนต่างมุ่งความสนใจไปยังบันไดขั้นถัดไปเท่านั้น เสียงหัวเราะเสียงพูดคุยที่เคยมีมาตลอดทางอันตรธานหายไปแล้ว ทุกคนต่างรู้ดีว่าตอนนี้เป็นช่วงสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ ไม่มีใครทราบว่าสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าจะเป็นบททดสอบเช่นไร

 

บันไดหินทอดยาวขึ้นไปบนยอดเขาคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด สามร้อยขั้นแรกไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แม้ว่าแต่ละคนจะรู้สึกเมื่อยล้าจากการเดินทางและการทดสอบก่อนหน้านี้ แต่สำหรับผู้ที่ผ่านการฝึกฝนร่างกายมาอย่างยาวนาน ระยะทางเพียงเท่านี้ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหา

 

หลินมู่หยางก้าวขึ้นไปอย่างมั่นคง ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ แววตาลุกโชนจับจ้องไปยังด้านหน้าโดยไม่หันหลังแม้แต่ครั้งเดียว เป้าหมายของเขามิใช่บันไดขั้นที่สามพันห้าร้อยขั้น และยังไม่ใช่บันไดหนึ่งพันขั้นถัดไป แต่เป็นบันไดเก้าร้อยขั้นสุดท้ายต่างหาก

 

ทันทีที่เท้าของเขาเหยียบลงบนขั้นที่สามพันหนึ่ง ร่างกายพลันหนักอึ้งขึ้นมา คล้ายมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกดทับลงมาจากเบื้องบน มันไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้เขาล้มลงในทันที แต่กลับแทรกซึมเข้าไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย

 

กระดูกและกล้ามเนื้อลั่นเกรียวกราว แม้แต่ลมหายใจก็ยังรู้สึกหนักหน่วงขึ้นมา หลินมู่หยางขมวดคิ้วด้วยความตื่นตระหนกและเต็มไปด้วยความสงสัย เขาลองก้าวขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น รู้สึกว่าแรงกดทับเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย จึงลองก้าวขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น ความรู้สึกถูกกดทับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

ใบหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม คนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเช่นเดียวกัน เสียงฝีเท้าที่เคยก้าวแข่งกันพลันเชื่องช้าลง บางคนถึงกับหยุดยืนหอบหายใจอยู่กับที่

 

ชายหนุ่มหน้ายาวคนหนึ่งกัดฟันแน่น เขาพยายามจะก้าวต่อไปยังบันไดขั้นถัดไป แต่ขาทั้งสองข้างกลับสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องใช้สองมือค้ำยันพื้นเอาไว้ จากนั้นใช้สองมือสองขาคลานขึ้นไปทีละขั้น

 

บางคนเริ่มมีอาการใจเสีย ตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี เหงื่อที่ไหลออกมาเปียกชุ่มอาภรณ์กลายเป็นเย็นเยียบในพริบตา

 

หลินมู่หยางอยู่ในภาวะตื่นตะลึงไม่นาน ก็ปลุกปลอบตนเองแล้วกัดฟันเดินหน้าต่อ แรงกดดันเพียงเท่านี้ยังไม่สามารถรั้งเขาเอาไว้

 

ขั้นที่สามพันสองร้อย

…สามพันสามร้อย

…สามพันสี่ร้อย

 

ทุกก้าวราวกับต้องแบกภูเขาทั้งลูกเอาไว้บนบ่า คนที่เดินนำหน้าหลายคนเริ่มล้มลง บางคนหมดแรงจนไม่สามารถขยับร่างกายได้อีก แต่สิ่งที่หลินมู่หยางกระทำคือไม่ทอดทิ้งพวกพ้อง เขาใช้สองมือโอบประคองชายหนุ่มสองคนที่กำลังจะล้มลง ใช้ตนเองเป็นจุดศูนย์กลางในการหิ้วปีกทั้งสองก้าวขึ้นบันได

 

แม้จะเหน็ดเหนื่อยมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่การกระทำของเขากลับเพิ่มพูนกำลังใจให้คนอื่นที่กำลังจะยอมแพ้ พลิกกลับมาฮึดสู้สุดใจอีกครั้ง

 

คนที่ยังมีแรงหันกลับไปช่วยพยุงคนที่อ่อนแอกว่า บางคนใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่สหาย บางคนแบกอีกคนขึ้นหลัง แม้ตัวเองจะเหลือเรี่ยวแรงเพียงน้อยนิด แต่ก็ยังยื่นมือออกไปดึงคนที่ล้มลงให้ลุกขึ้น ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยวาจาออกมา เพราะแม้แต่การเปล่งถ้อยคำออกมาก็ยังเป็นเรื่องเหนื่อยยาก มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังขึ้นเป็นระยะ

 

หลินมู่หยางปลุกความฮึกเหิมของสองคนข้างกายได้ ไม่นานพวกมันก็อาศัยแรงของตนเองก้าวต่อไป แม้จะเชื่องช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องรบกวนผู้อื่นอีก

 

เมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่รั้งรออีก ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงที่สุด ในที่สุดก็มาถึงขั้นที่สามพันห้าร้อย ทันทีที่ก้าวผ่านขั้นสุดท้าย แรงกดดันทั้งหมดพลันมลายหายไป

 

เขาทิ้งตัวลงนั่งด้วยความอ่อนล้า หันหลังกลับไปมองดูสหายร่วมทางที่กำลังฝ่าฟันขึ้นมา ใช้เวลาเกือบสองเค่อจึงขึ้นมาครบทุกคน เมื่อมาถึงต่างทรุดลงไปกองกับพื้น บางคนถึงกับนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหิน หอบหายใจราวกับเพิ่งรอดพ้นจากความตาย

 

หลินมู่หยางที่หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเริ่มเดินสำรวจสถานที่ เบื้องหน้าเป็นลานกว้างแห่งหนึ่ง พื้นลานปูด้วยหินสีเทาเรียบเนียน ทางด้านซ้ายมีซุ้มประตูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ด้านบนติดป้ายตัวโตไว้ว่า ‘หอวสันต์’ ส่วนทางด้านขวามีแผ่นศิลาขนาดใหญ่กว้างสิบวา สูงสิบวา ปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่สลักอยู่บนแผ่นศิลาว่า ‘หอจันทรา’

 

นักศึกษาใหม่ทั้งหมดล้วนพากันมองดูอย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดก็มีคนลุกขึ้นเดินไปยังจุดหมายที่เหมาะกับตนเอง บุรุษไปยังหอวสันต์ สตรีไปยังหอจันทรา

 

ผู้คนทยอยเดินไปยังหอพักของตนเอง บางคนยังหันไปมองบันไดด้านบนด้วยความเสียดาย แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับขีดจำกัดของตนเอง

 

ไป๋หลิงซวงเองก็ยืนอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น นางหันมองหลินมู่หยางด้วยแววตาที่อึดอัด แววตาของนางมีความไม่ยินยอมอยู่บ้าง ในเมื่อรู้ว่าตนเองยังสามารถเดินต่อไปได้

 

แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ เส้นทางของสตรีก็สิ้นสุดลง บนยอดเขาเทียนเฟิงมีสถานที่สำหรับสตรีเพียงแห่งเดียวคือหอจันทรา

 

ไป๋หลิงซวงกำหมัดแน่น หันหน้าไปทางหอจันทราด้วยความไม่ยินยอม นางที่เป็นผู้แข็งแกร่งย่อมต้องการท้าทายบันไดขั้นถัดไป จึงทำได้เพียงหันกลับไปกล่าวกับหลินมู่หยางว่า

 

"ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องแยกกันตรงนี้แล้ว ที่เหลือฝากเจ้าไปเผชิญแทนข้าด้วย"

 

หลินมู่หยางพยักหน้า ไป๋หลิงซวงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินไปยังหอจันทรา นางมั่นใจว่าสหายของตนเองจะเดินขึ้นบันไดขั้นถัดไปอย่างแน่นอน

 

หลินมู่หยางมองแผ่นหลังของนางด้วยความอาลัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปยังบันไดเบื้องหน้า ตอนนี้มีคนเหลืออยู่ข้างกายไม่มากแล้ว นับรวมตัวเขาด้วยก็มีเพียงห้าคนเท่านั้น เขาสูดลมหายใจอย่างหนักหน่วงอีกครา จากนั้นก้าวขึ้นบันไดเป็นคนแรก

 

เพียงแค่บันไดขั้นแรกก็ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว แรงกดทับจากเบื้องบนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก เดินขึ้นไปได้เพียงห้าสิบขั้น ทุกคนก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกภูเขากดทับ เริ่มหายใจไม่สะดวก ขาทั้งสองข้างหนักราวกับถูกถ่วงด้วยลูกเหล็กหนักหลายร้อยชั่ง

 

แต่ไม่มีใครหยุดเดิน

 

พวกเขาต่างรู้ดีว่าหอวาตะอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งพันขั้น หากสามารถไปถึงจุดหมายปลายทาง จะได้ก้าวเข้าสู่สถานที่ที่สูงส่งกว่าคนส่วนใหญ่

 

สามร้อยขั้นผ่านไป ทันใดนั้นสายลมแรงพลันพัดกระหน่ำ เสียงต้นไม้หักโค่นดังสนั่นไปทั่วทั้งภูเขา ร่างของคนทั้งห้าถูกแรงลมซัดจนเซไปเซมา คล้ายจะปลิวไปตามแรงลมได้ทุกเมื่อ

 

หลินมู่หยางรีบก้มตัวลง มือข้างหนึ่งคว้าราวหินเอาไว้ อีกมือคว้าคนที่อยู่ใกล้ที่สุด คนผู้นั้นก็คว้าสหายอีกคนเอาไว้ เพียงครู่เดียวทั้งหมดก็คว้าจับซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด

 

ลมพายุไม่ได้พัดเพียงครั้งเดียว มันโหมกระหน่ำขึ้นมาเป็นระลอก พัดจนทั้งหมดคล้ายจะหลุดลอยออกไป เสื้อผ้าของทุกคนสะบัดไปตามแรงลม ไม่มีใครสามารถเดินแยกออกจากกันได้อีก ต่างกอดรัดกันอย่างหนาแน่นเพื่อเพิ่มน้ำหนัก

สถานการณ์เช่นนี้ราวหนึ่งเค่อ พายุที่โหมกระหน่ำก็เบาบางลงไปบ้าง ทั้งห้าจึงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าทีละก้าวๆ อย่างมั่นคงอีกครั้ง กอดคอคล้องแขนไปด้วยกันด้วยใจระทึก จนกระทั่งผ่านไปอีกสองร้อยขั้น

 

ทันใดนั้น-่าฝนใหญ่พลันตกลงมาจากท้องฟ้า เม็ดฝนขนาดใหญ่กระแทกลงบนร่างกายอย่างรุนแรง กระแทกจนผิวหนังเกิดความรู้สึกปวดแสบ พื้นหินที่เดินอยู่เปียกชุ่มในพริบตา บันไดหินที่เคยหยาบกร้านกลับกลายเป็นเรียบลื่น

 

ทั้งหมดไม่อาจทรงตัวมั่นเพราะความลื่นของพื้นที่เหยียบย่ำ ต่างล้มกลิ้งไปกองรวมกันในมุมหนึ่ง ถึงกระนั้นยังคงไม่ละความพยายามที่จะไปต่อ พากันคืบคลานด้วยสองมือสองขาอย่างระมัดระวัง

 

ฝน-่าใหญ่ยังเทลงมาไม่ขาดสาย ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาตามบันไดเริ่มเปลี่ยนไป มันมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ไหลทะลักลงมายังกับน้ำป่าไหลหลาก ซัดร่างพวกเขาไปตามน้ำอย่างไร้ทางป้องกัน แต่ละคนทำได้เพียงพยายามลอยคอขึ้นมาหายใจเท่านั้น

ทุกคนต่างดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างสุดความสามารถ ท่อนซุงท่อนแล้วท่อนเล่าพุ่งชนใส่พวกเขาจนแทบสลบไสล สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วสรรพางค์

 

ในที่สุดฝนก็หยุดตก น้ำที่ไหลท่วมก็เหือดแห้งไปเอง ทั้งห้าที่ร่างเปียกโชกหันมามองหน้ากันด้วยความมึนงง ฝนเหล่านี้คิดจะตกก็ตก คิดจะหยุดก็หยุดแบบกะทันหัน ทีจะมาก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่พอจะเหือดแห้งหายไป ก็อันตรธานหายไปแบบง่ายดายเช่นนี้

 

“น้ำที่ไหลหลากลงมาใช้เวลาเกือบหนึ่งเค่อ ไฉนตอนนี้พวกเรายังอยู่ตรงบันไดหินแถวนี้ ไม่ถูกซัดลงไปบริเวณตีนเขาอย่างที่ควรจะเป็น?”

 

หลินมู่หยางเอ่ยถามสหายร่วมเคราะห์ด้วยความสงสัย แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ทุกคนล้วนตกอยู่ในสภาวะมึนงง ไม่สามารถให้คำตอบแก่ตนเองและผู้อื่นได้

 

แต่สิ่งที่พวกเขากระทำต่อไปคือสลัดความเหนื่อยล้าแล้วก้าวเดินขึ้นบันไดต่อ ทั้งห้าล้วนมีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจ มีแต่ก้าวไปข้างหน้าจึงจะไขข้อสงสัยทั้งหมดได้

 

หลินมู่หยางมั่นใจว่าทั้งหมดเป็นบททดสอบจากสำนักศึกษา การที่พายุโหมกระหน่ำแบบเจาะจงใส่พวกเขา ฝนเทกระหน่ำลงโดยไม่มีวี่แววหรือเมฆฝนก่อตัวมาก่อน รวมไปถึงน้ำป่าไหลหลากที่ไหลลงมาเฉพาะบันไดเท่านั้น เขาจะต้องไม่ยอมแพ้โดยเด็ดขาด

 

ทั้งห้าแบกสังขารขึ้นไปถึงบันไดขั้นที่เก้าร้อย ทันใดนั้นหมู่เมฆดำทะมึนก็ปกคลุมเบื้องบนจนมืดมิด ไม่ทันไรสายฟ้าอสนีก็สว่างวูบวาบ ผ่าลงทางพวกเขาจนบังเกิดเสียงดังเปรี้ยงปร้าง เศษหินกระเด็นไปทั่ว แรงระเบิดทำให้ทั้งห้าคนแตกกระเจิงออกจากกัน

 

ทั้งหมดถูกจู่โจมด้วยฟ้าผ่าโดยไม่ทันตั้งตัว เศษหินที่พุ่งใส่ร่างสร้างความเจ็บปวดจนแทบร่ำร้องออกมา สถานะสามัคคีกลมเกลียวถูกทำลายลงทันที บางคนรีบถอยหนีด้วยความหวาดกลัว บางคนพยายามตั้งสติไม่หวาดกลัว

 

หลินมู่หยางเองก็ตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี แต่ความเจ็บปวดจากสายฟ้าสายหนึ่งที่ฟาดลงกลางขม่อมเรียกสติของเขากลับมา จึงรีบวิ่งขึ้นบันไดไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต

 

นี่ไม่ใช่การกระทำสิ้นคิดแต่อย่างใด เขาไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่ามีเพียงไปให้ถึงจุดหมายถึงจะหลุดพ้นจากภัยพิบัตินี้ได้ หากยังคงย่ำเท้าอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน จะต้องถูกสายฟ้าฟาดทำลายความมุ่งมั่นจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน

 

จากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดการเดินทาง ทำให้ฝีเท้าของเขาลดความเร็วลงไปมาก แต่สองเท้ายังคงวิ่งไม่ยอมหยุด สายฟ้าที่จู่โจมลงมาจากเบื้องบนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว บริเวณซ้ายขวาและพื้นที่เพิ่งจะวิ่งผ่านล้วนระเบิดเป็นผุยผงจากอสนีพิโรธ

 

หลินมู่หยางไม่รู้ว่าตนเองวิ่งไปนานเท่าใด ในที่สุดก็มาถึงลานหินแห่งหนึ่ง พอมาถึงตรงนี้ความมืดทะมึนจากเบื้องบนก็อันตรธานหายไป ไม่มีแม้แต่เสียงฟ้าร้องฟ้าแลบอีก คล้ายกับว่าเรื่องที่ผ่านมาเมื่อสักครู่เป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง

 

ลมเอื่อยเฉื่อยพัดมากระทบใบหน้า ชายหนุ่มถูกปลุกให้ตื่นจากฝันร้ายโดยสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องหวาดผวากับเสียงสายฟ้าฟาดอีก

 

เขามองลงไปด้านล่าง ค้นพบว่าพวกพ้องทั้งสี่กำลังหลบหนีวุ่นวายคล้ายคนวิกลจริต ไม่มีสายฟ้า ไม่มีเมฆทะมึน แต่ทุกคนกลับพยายามเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต

 

ชายหนุ่มพยายามหาคำตอบให้ตนเอง แต่สรรพความรู้ที่ร่ำเรียนมาไม่อาจตอบคำถามนี้ได้

 

เมื่อเขาหมุนตัวมองดูรอบตัว พลันพบว่าเบื้องหน้าคือลานกว้างอันงดงาม สวนดอกไม้ขนาดใหญ่ทอดยาวไปสุดสายตา วิหคนานาพันธุ์บินร่อนอยู่บนท้องฟ้า บางตัวมีขนสีสดใสราวกับอัญมณี บางตัวมีหางยาวลากผ่านแลดูสง่างาม

 

เสียงร้องของพวกมันคล้ายเสียงดนตรีประสานกันราวกับขับขานบทเพลงสุดแสนไพเราะออกมา ท่ามกลางสวนดอกไม้มีอาคารนับร้อยหลังเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ หลังคาสิ่งก่อสร้างสีครามทอดยาวลดหลั่นตามแนวเขา ทางเดินโรยหินกรวดสีขาวทอดยาวเชื่อมต่อแต่ละอาคาร

 

ม่านหมอกบางเบาลอยผ่านสวนดอกไม้ สายลมพัดเบาบางให้ความเย็นแผ่กระจายทั่วพื้นที่ ส่งเสริมให้สถานที่แห่งนี้ดูราวกับแดนวิมานในพงไพร

 

ตรงทางเข้ามีตอไม้ขนาดใหญ่ ใหญ่ประมาณสิบคนโอบ และสูงเกือบสี่วา มีตัวอักษรสามตัวสลักด้วยกระบี่เอาไว้ ‘หอวาตะ’

 

ความงดงามตรงหน้าทำให้เขาลืมความเหน็ดเหนื่อยไปชั่วขณะ นี่คือรางวัลของผู้ที่สามารถเดินทางมาถึงจุดนี้ สถานที่ซึ่งแตกต่างจากหอพักด้านล่างอย่างสิ้นเชิง แต่หลินมู่หยางเพียงมองดูครู่เดียว เขาหันกลับไปมองบันไดที่ทอดสูงขึ้นไป

 

จุดมุ่งหมายของเขาคือหอเมฆา มันยังอยู่สูงขึ้นไปอีกเก้าร้อยขั้น

 

ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ร่างกายของเขาแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว แขนขาหนักราวกับมิใช่อวัยวะของตนเอง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับยังไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นไร เขาก็ต้องการท้าทายดูสักครา

 

สหายร่วมทางอีกสองคนเพิ่งคืบคลานขึ้นมาถึงด้านบน ยังไม่ทันที่มันจะชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามตระการ ก็พบเห็นหลินมู่หยางกำลังก้าวขึ้นบันไดอีกครั้ง

 

พวกมันตกตะลึงในความทรหดของเขา ถึงกระนั้นยังคงเอ่ยคำอวยพรให้ประสบผลสำเร็จ อย่างน้อยก็เป็นหน้าเป็นตาให้กับนักศึกษาจากเมืองหันซุย บัดนี้ทั้งคู่หมดสิ้นเรี่ยวแรงจะไปต่อแล้ว ได้แต่ฝากความหวังไว้กับผู้อื่น

 

หลินมู่หยางเดินขึ้นบันไดไปแล้ว

 

 

 

 

ตอนต่อไป
ตอนที่ 6 ค่ายกลสี่ภัยพิบัติ

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา