เรื่อง เกิดใหม่ในยุคสามก๊ก พร้อมระบบสังหารศัตรูอัปเลเวล!
"คลังสรรพาวุธของเมืองเยี่ยเฉิง มีอุปกรณ์ยุทธภัณฑ์รองรับทหารได้เพียงสามหมื่นกว่านายเท่านั้น"
"ต่อให้เกณฑ์ทหารใหม่จนเต็มอัตราก็ทำได้แค่สามหมื่นกว่าคน ข้าคงไม่อาจปล่อยให้ชาวบ้านธรรมดาถือมีดทำครัวขึ้นไปสังหารตนเองในสนามรบได้" หวังเฟินกล่าวอย่างจนปัญญา
เมืองเยี่ยเฉิงมีประชากรอยู่มาก ทว่าเมื่อแรกเริ่มที่เขาประกาศเกณฑ์ทหาร กลับรวบรวมทหารรักษาการณ์ได้เพียงสามหมื่นกว่าคน นั่นก็เพราะขาดแคลนยุทธภัณฑ์สนับสนุนนั่นเอง
จอสิวไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้ เมื่อได้ฟังก็ขมวดคิ้วมุ่น พลางครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรดี
หากไร้หนทาง ก็ทำได้เพียงทิ้งเมืองแล้วหลบหนี
"ท่านผู้ตรวจการคิดจะสู้ตายหรือคิดจะทิ้งเมืองหลบหนีขอรับ?" หยางเจาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หวังเฟินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ข้าอยากจะสู้ตาย หยางจวินโฮ่ว เจ้าพอจะมีวิธีหรือไม่?"
"ประการแรกคือต้องเกณฑ์ทหาร เพื่อเติมเต็มกำลังพลในกองทัพของพวกเรา ประการที่สองคือต้องรวบรวมน้ำสีทองต่อไป ส่วนอาคารบ้านเรือนที่สามารถรื้อถอนได้ก็ยังจำต้องรื้อถอน"
หยางเจาที่เมื่อวานเคยกล่าวว่าไม่ต้องใช้น้ำสีทองแล้ว บัดนี้จำต้องกลับมาใช้วิธีนี้อีกครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า "ทุกท่านอย่าได้ลืมว่าพวกเรายังมีน้ำมันไฟ สามารถใช้น้ำสีทองและน้ำมันไฟสลับกันได้ ประกอบกับการที่เหล่าทหารของพวกเรายอมทุ่มเทชีวิตสู้ตาย การยืนหยัดต่อไปอีกสองวันก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ขอรับ"
หวังเฟินลังเลเล็กน้อย แล้วหันไปมองพัวหอง
พัวหองเป็นตูเว่ยคุมอำนาจทางการทหารของเมืองเยี่ยเฉิง การจะสู้ตายหรือไม่ ย่อมต้องดูความคิดเห็นของเขา
"ข้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของหยางจวินโฮ่ว"
พัวหองกล่าวว่า "พวกโจรแมลงเม่าแม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็เป็นเพียงพวกชาวนา พวกเรามีความได้เปรียบเรื่องกำแพงเมือง มีความมั่นใจว่าจะสามารถยืนหยัดได้สองวัน แผนการสองประการที่หยางจวินโฮ่วมอบให้ กลยุทธ์น้ำสีทองประสบความสำเร็จแล้ว การใช้อัคคีภัยพวกเรายังไม่ได้ลอง บางทีอาจจะรักษาเมืองไว้ได้จริง ๆ "
ในที่สุด สายตาของทุกคนก็หันไปจับจ้องที่หวังเฟินพร้อมกัน
การตัดสินใจว่าจะสู้ตายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำสั่งของหวังเฟินแล้ว
หวังเฟินกล่าวเสียงดังว่า "เช่นนั้นก็สู้ตายจนถึงที่สุด! พานตูเว่ย เจ้าจงไปเกณฑ์ทหารโดยเร็ว จวี่เปี๋ยเจี้ย เจ้ารับหน้าที่นำคนไปรื้อถอนบ้านเรือนภายในเมือง เร่งขนย้ายหินและไม้ขึ้นมาบนหอคอยกำแพงเมืองโดยด่วน..."
เขาสั่งการอย่างรวดเร็ว
เมืองเยี่ยเฉิงทั้งเมืองพลันตกอยู่ในความวุ่นวายและโกลาหลขึ้นมาทันที
หยางเจากลับมายังประตูเฟิ่งหยาง มองออกไปทางค่ายของกองกบฏโพกผ้าเหลืองนอกเมือง
เห็นเพียงภายในค่ายทหารแห่งนั้นมีผู้คนเดินขวักไขว่อย่างคึกคัก ทั้งยังมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกไม่น้อย แม้กระทั่งพื้นที่ค่ายก็ขยายกว้างขึ้น คาดว่ากำลังพลส่วนหนึ่งของกองทัพหนุนกบฏคงเดินทางมาถึงแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นหวังตู้หรือจางหนิวเจี่ยว อย่างเร็วที่สุดคงเป็นเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ที่จะเริ่มเปิดฉากบุกตีเมือง
"ท่านจวินโฮ่ว พวกเราควรทำอย่างไรดีขอรับ?"
ฟางรุ่ยเองก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวภายนอก ในใจตึงเครียดอย่างยิ่ง
หยางเจากล่าวเรียบ ๆ ว่า "สู้ตาย!"
สู้ตาย!
สองคำนี้ ฟังดูช่างหนักหน่วงยิ่งนัก
หยางเจากล่าวต่อว่า "หากเมืองแตก บ้านก็สูญสิ้น พวกเจ้าลองนึกถึงครอบครัวของตนเองที่อยู่ในเมืองดูสิ"
บรรดาทหารรอบข้างต่างเงียบเสียงลง เข้าใจดีว่าศึกเป็นตายกับกองกบฏโพกผ้าเหลืองที่กำลังจะเกิดขึ้น มีความสำคัญมากเพียงใด
การทำงานของหวังเฟินและคนอื่น ๆ รวดเร็วยิ่งนัก ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยาม ก็นำน้ำสีทองหลายสิบถังมาส่งมอบไว้บนหอคอยกำแพงเมืองจนพร้อมสรรพ คราวนี้บรรดาทหารไม่ได้รู้สึกว่ามันเหม็นอีกต่อไป
น้ำสีทองอาจเป็นหลักประกันสำคัญในการรอดชีวิตของพวกเขา
ไม่เพียงแต่น้ำสีทองจะมาถึง ทหารที่เพิ่งเกณฑ์มาใหม่ก็ถูกส่งขึ้นมาบนหอคอยกำแพงเมืองเช่นเดียวกัน ในมือของบางคนถือดาบ บางคนถือหอกยาว ยืนอยู่ตรงหน้าหยางเจาด้วยความตึงเครียด
พวกเขามีเพียงอาวุธ แต่ไร้ซึ่งชุดเกราะ
กำลังพลสี่พันนายของประตูเฟิ่งหยาง ได้รับการเติมเต็มจนครบถ้วนในวันนั้น แต่ครึ่งหนึ่งกลับเป็นทหารใหม่
หยางเจาตรวจตรากำลังพลอย่างง่าย ๆ สอนกลยุทธ์สังหารศัตรูให้พวกเขาสองสามประการ ช่วงเวลาหลังจากนี้ไปจนกว่ากองกบฏโพกผ้าเหลืองจะเข้าตีเมือง ล้วนเป็นช่วงเวลาฝึกฝนของบรรดาทหารใหม่เหล่านี้
บนหอคอยกำแพงเมืองทุกแห่ง บรรดาทหารที่เพิ่งเกณฑ์มาใหม่ต่างกำลังฝึกฝนกันอย่างหนัก พวกเขารู้ดีว่าวันพรุ่งนี้คงต้องเกิดการศึกขึ้นอีกครั้ง หากไม่ฝึกฝนก็อาจจะต้องตาย
ยามเย็นเคลื่อนคล้อยมาถึงโดยไม่รู้ตัว
"ท่านจวินโฮ่ว ค่ายทหารด้านนอกมีคนมาเพิ่มอีกแล้วขอรับ!" ฟางรุ่ยชี้มือออกไปด้านนอก
หยางเจาเงยหน้ามองไป เห็นคนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าเข้าสู่ค่ายของกองกบฏโพกผ้าเหลืองจริง ๆ แต่เขากลับตวาดเสียงแข็งว่า "อย่ามองออกไปข้างนอก ฝึกฝนต่อไปซะ! พวกโจรแมลงเม่าไม่ได้น่ากลัว หากพวกเจ้าตื่นตระหนกก่อนรบ นั่นแหละคือการหาที่ตาย!"
ปลุกขวัญกำลังใจอย่างง่าย ๆ เสร็จ เขาก็กระตุ้นให้ทหารฝึกฝนต่อ เพื่อเบี่ยงเบนความตระหนกตกใจของทุกคน
ไม่นานนัก ก็เข้าสู่อรุณรุ่งของวันใหม่
วันนี้เป็นวันที่หกของการรอคอยกองทัพหนุนของโลติด
ณ ค่ายใหญ่ของกองกบฏโพกผ้าเหลือง
เตียวเหลียงสวมชุดเกราะเดินออกจากค่าย ตรงหน้าเขาคือทหารโพกผ้าเหลืองนับไม่ถ้วน เงยหน้ามองไปยังเมืองเยี่ยเฉิงแล้วกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพจาง ท่านแม่ทัพหวัง โชคดีที่พวกท่านนำกำลังมาสนับสนุนได้ทันเวลา"
หวังตู้กล่าวว่า "ขอเพียงตีเมืองเยี่ยเฉิงได้ พวกเราก็จะสามารถยึดครองแคว้นจี้โจวไว้ได้เกือบทั้งหมด ขอท่านเหรินกงเจียงจวินโปรดสั่งการ ให้กองทัพทั้งหมดเปิดฉากบุกโจมตีเมืองเยี่ยเฉิงอย่างหนักหน่วงด้วยเถิด"
"ดี! บุกตีเมือง!" เตียวเหลียงสั่งการเสียงดัง
"บุกตีเมือง!"
คำสั่งแพร่สะพัดไปทั่วทั้งกองทัพอย่างรวดเร็ว
ทหารโพกผ้าเหลืองนับแสนนาย บีบกระชับเข้าหาตลอดแนวติดกำแพงเมืองเยี่ยเฉิงพร้อมกันจากทุกทิศทาง
กองทัพหน้าคือทหารที่เหลืออยู่ของเตียวเหลียง พวกเขากลัวน้ำสีทอง จึงทำได้เพียงสวมเสื้อสานกันฝนและหมวกกุยเล่ย ในมือถืออาวุธและโล่ เข้าใกล้กำแพงเมืองเป็นกลุ่มแรก ส่วนกองทัพหลังคือกองทัพใหญ่ที่จางหนิวเจี่ยวและหวังตู้นำมา
ทหารของกองกบฏโพกผ้าเหลืองมีจำนวนมหาศาล เสียงร้องกู่ร้องเกรียงไกรยิ่งนัก
จางหนิวเจี่ยวกล่าวว่า "ยามนี้ในกองทัพมีข่าวลือแพร่สะพัด ขอเพียงตีเมืองเยี่ยเฉิงได้ ข่าวลือก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป จิตใจของทหารที่สั่นคลอนก็จะกลับมารวมกันได้ใหม่"
"ถูกต้อง!"
เตียวเหลียงเห็นพ้องว่า "เมืองเยี่ยเฉิงต้องตีให้แตก ไม่อย่างนั้นพวกเราจะหมดความได้เปรียบทางตอนใต้ของแคว้นจี้โจว"
ไม่เพียงแต่เมืองเยี่ยเฉิงที่มีแรงกดดันมหาศาล แรงกดดันของพวกเขาก็ใช่ว่าจะน้อยนิด เพราะเตียวเหลียงเองก็เสียเปรียบอยู่นอกเมืองเยี่ยเฉิงไปไม่น้อย
ตึง! ตึง! ตึง!
บนเมืองเยี่ยเฉิง เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหว
เมื่อรู้ว่ากองกบฏโพกผ้าเหลืองเริ่มบุกตีเมืองอีกครั้ง ทหารทุกคนก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที
ฟางรุ่ยกล่าวว่า "ท่านจวินโฮ่ว น้ำมันไฟ..."
"อย่าเพิ่งใช้น้ำมันไฟ รอให้ศัตรูมากันเยอะกว่านี้ก่อนค่อยใช้ ผลลัพธ์จึงจะยิ่งดี พลธนูเตรียมพร้อม... ยิง!"
หยางเจาเอ่ยขัดคำพูดของฟางรุ่ย แล้วมองไปยังศัตรูด้านนอก กองทัพหน้าสวมเสื้อสานกันฝน เข้าใจได้ทันทีว่าศัตรูคิดจะใช้เสื้อสานกันฝนในการป้องกันน้ำสีทอง
ความคิดของเตียวเหลียงนับว่าไม่เลว แต่เขาจำต้องชะลอการใช้น้ำสีทองไว้ชั่วคราว
ฝนลูกธนูพุ่งแหวกอากาศ ร่วงใส่ทหารโพกผ้าเหลืองดั่ง-่าฝน
ทหารเหล่านั้นผ่านการสั่งสมประสบการณ์เรื่องน้ำสีทองมาก่อน ความจริงแล้วไม่ได้มีความมั่นใจในหมวกกุยเล่ยและเสื้อสานกันฝนบนร่างเลย ทั้งยังเกิดความกังขาต่อลัทธิไท่ผิง ไม่อยากจะออกรบอีกต่อไป ไร้ซึ่งขวัญกำลังใจโดยสิ้นเชิง
ทว่ายามนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ จำต้องกัดฟันรุกคืบต่อไป!
ขณะใช้โล่บังสายฝนลูกธนู ทหารโพกผ้าเหลืองก็ขยับเข้าใกล้ใต้กำแพงเมืองเรื่อย ๆ
เดิมทีตระเตรียมตัวไว้พร้อมรับการราดรดของน้ำสีทอง แต่คราวนี้กลับไร้น้ำสีทองสาดลงมา ทำให้พวกเขาชะงักไปครู่หนึ่ง
"ไม่มีน้ำสีทอง เร่งบุกตีเมืองเร็ว!"
มีคนตะโกนขึ้นมา
ทหารโพกผ้าเหลืองเหล่านั้นรีบปีนบันไดลิงขึ้นไปเพื่อบุกโจมตีอย่างหนัก
หยางเจากระชับดาบหัวแหวน ปลุกขวัญกำลังใจพลางสังหารศัตรูไปพลาง
ทหารนายอื่น ๆ บ้างใช้หอกยาวแทงใส่ศัตรูบนบันไดลิง บ้างยกท่อนไม้ ก้อนหิน ทุ่มลงไปใส่บันไดลิง แบ่งงานกันทำอย่างเป็นระเบียบ
ทหารโพกผ้าเหลืองที่สวมเสื้อสานกันฝน ขวัญกำลังใจไม่ได้สูงนัก จึงยังไม่มีใครสามารถปีนขึ้นมาบนหอคอยกำแพงเมืองได้เลย
เมื่อเห็นว่าทหารเมืองเยี่ยเฉิงไม่ได้ใช้น้ำสีทอง และกองทัพหน้าก็ไม่ยินยอมจะบุกตีเมือง กองทัพกบฏโพกผ้าเหลืองที่เพิ่งมาใหม่ด้านหลังทนรอไม่ไหว จึงพุ่งตรงบุกขึ้นไปด้านหน้าทันที
ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แออัดกันอยู่ใต้กำแพงเมือง
"มากันได้สักดี!"
หยางเจารอเวลานี้อยู่แล้ว ตะโกนเสียงดังว่า "ฟางรุ่ย เจ้าพาคนไปเทน้ำมันไฟ เทลงบนบันไดลิงก่อน แล้วค่อยเทลงไปด้านล่าง ให้รดใส่ตัวศัตรูใต้กำแพงเมือง!"
ฟางรุ่ยนำทหารรักษาการณ์กว่าร้อยนาย เร่งรีบไปยกน้ำมันไฟเพื่อเปิดฉากตอบโต้ทันที
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??