เรื่อง ทะลุมิติสู่ต้าฉิน พร้อมระบบเทพสงครามไร้พ่าย
'ตึง ตึง ตึง!' เสียงกลองศึกดังระรัวต่อเนื่องภายในค่ายทหารฉิน
พลทหารทั้งหมดรีบรวมพลอย่างรวดเร็วที่ใต้กำแพงเมืองอี๋อัน ไป๋จงก็อยู่ในนั้นด้วย โดยเขายังคงอยู่ในกองกำลังระลอกที่สองของการบุกเมือง เมื่อรวมพลเสร็จสิ้น พลทหารฉินระลอกแรกก็เริ่มรุกคืบไปข้างหน้า
"นายกองร้อยไป๋ ท่านคิดว่าเมืองอี๋อันจะต้านทานได้นานเีใด?"
หวังหลีซึ่งได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับกองพันอย่างราบรื่น เดินผ่านข้างกายของไป๋จงในขณะนั้น
ไป๋จงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "พวกเราน่าจะไม่สามารถตีเมืองให้แตกได้"
เมื่อพิจารณาจากผลลัพธ์ของศึกครั้งนี้ หวนอี่ไม่สามารถจัดการกับเมืองอี๋อันได้จริง ๆ จึงเปลี่ยนไปบุกเมืองเฝยเฉิง จนกลายเป็นศึกแห่งเฝยเฉิง
เมื่อมองดูการป้องกันบนหอคอยเมืองอี๋อัน เห็นได้ชัดว่าหลี่มู่เตรียมการไว้พร้อมสรรพ การจะตีเมืองให้แตกนั้นยากยิ่งนัก
หวังหลีได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า "กองทัพฉินของพวกเรา บุกที่ใดชนะที่นั่น ลำพังเมืองอี๋อันเล็ก ๆ มิอาจขวางกั้นกองทัพใหญ่ของพวกเราได้"
เขากล่าวจบก็เดินต่อไปข้างหน้า จนมาถึงด้านหน้าสุดของกองพันหนึ่งพันนายนี้
ผู้บังคับกองพันสามารถนำทหารหนึ่งพันนายออกรบได้ จึงเรียกได้ว่าเป็นนายกองพัน ซึ่งถือเป็นนายทหารระดับกลาง
เสียงกลองศึกเริ่มเร่งเร้าถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
กองทัพหน้ากล้าตายระลอกแรกเริ่มเปิดฉากโจมตีหอคอยเมือง รถหอรบและรถกระทุ้งประตูเคลื่อนเข้าใกล้หอคอย บันไดเมฆถูกติดตั้งขึ้น และมีพลทหารปีนขึ้นไปอย่างไม่ขาดสาย
การป้องกันของกองทัพจ้าวในเมืองอี๋อันนั้นแข็งแกร่งมาก ยิ่งกว่าตอนที่อยู่ที่เมืองชื่อลี่เสียอีก ไป๋จงเห็นกับตาว่ามีพลทหารจ้าวเทไขน้ำมันสัตว์หลายถังลงมายังรถกระทุ้งประตูที่อยู่ใต้กำแพงเมือง จากนั้นก็โยนคบไฟลงไป
บริเวณรอบรถกระทุ้งประตูกลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา เครื่องมือสำหรับกระแทกประตูเมืองถูกทำลายลงเช่นนี้
กองทัพหน้ากล้าตายที่รับหน้าที่ปีนบันไดเมฆ ก็ถูกแผงตะปูหมาป่าและก้อนหินทุ่มลงมาใส่ไม่หยุดหย่อน อีกทั้งยังมีน้ำเดือดจัดถูกราดลงมาจากบนหอคอย พลทหารฉินส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด และร่วงหล่นจากบันไดเมฆลงมาทีละคน
แม้แต่-่าฝนธนูที่ระดมยิงลงมาจากด้านบน ก็มีความหนาแน่นมากกว่าที่เมืองชื่อลี่ ลูกธนูตกใส่กลางกองทัพฉินราวกับหยาดฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากด้านหน้า พลทหารระลอกที่สองบางส่วนเริ่มขวัญเสีย โดยเฉพาะกลุ่มทหารใหม่
"นายกองร้อยไป๋ เมืองอี๋อันตีไม่แตกจริง ๆ หรือขอรับ?" จางหานซึ่งเลื่อนขั้นเป็นนายกองหมวดแล้ว เอ่ยถามเสียงเบา
ไป๋จงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ตามสถานการณ์ตอนนี้ กองทัพจ้าวเตรียมการมาดีมาก เมืองอี๋อันน่าจะตีไม่แตก หากพวกเจ้าไม่อยากตาย ประเดี๋ยวให้ตามข้ามาติด ๆ "
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของคนทั้งแปดสิบห้านายก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
หวนอี่ในฐานะแม่ทัพหลัก นั่งอยู่บนหลังม้าศึกใต้ธงใหญ่ของกองกลาง เมื่อเห็นพลทหารระลอกแรกเริ่มตกเป็นรอง และไม่มีใครสามารถปีนขึ้นไปบนหอคอยเมืองได้เลย สีหน้าของเขาก็เริ่มดูไม่ดีนัก
"ตีกลองต่อไป ให้กองหนุนด้านหลังรุกขึ้นมา!" หวนอี่ตะโกนสั่ง
'ตึง ตึง ตึง!' เสียงกลองศึกดังสนั่นยิ่งขึ้น กองกำลังระลอกที่สองเริ่มเคลื่อนไหว ไป๋จงรู้ว่าถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงอีกครั้ง
"ตามข้ามาติด ๆ !" เขาสำทับอีกครั้ง
ทุกคนเดินตามพลทหารด้านหน้ามุ่งสู่หอคอยเมือง และมาถึงขอบกำแพงเมืองในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อมองดูบันไดเมฆข้างกาย ไป๋จงกำลังจะนำพวกเขาปีนขึ้นหอคอย แต่กลับเห็นไขน้ำมันถังหนึ่งถูกสาดลงมาจากด้านบน จากนั้นไฟก็ลุกโชนขึ้นเสียงดัง 'ตูม!'
แสงไฟลามไปตามไขน้ำมัน ส่วนบนของบันไดเมฆถูกเปลวเพลิงครอบคลุมในพริบตา
พลทหารฉินไม่กี่คนที่ปีนขึ้นไปได้พอดี ถูกไฟคลอกโดยไม่ทันตั้งั พวกเขาส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและร่วงหล่นจากบันไดเมฆ ก่อนจะถูกเปลวเพลิงกลืนกินในที่สุด
บันไดเมฆสิบกว่าอันรอบัไป๋จง ถูกกองทัพจ้าวใช้วิธีเดียวกันเผาทำลายจนหมดสิ้น การขึ้นเมืองผ่านบันไดเมฆไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
ไป๋จงมองซ้ายมองขวาแล้วกล่าวว่า "ไปที่รถหอรบ ตามข้ามาให้หมด"
"ตามนายกองร้อยไป๋ไป!"
หวังหลีเพิ่งมาถึงบริเวณนี้ เมื่อนึกถึงความกล้าหาญของไป๋จง จึงรีบเดินไปยังรถหอรบที่อยู่ใกล้เคียงเช่นกัน
เมื่อขึ้นไปถึงยอดรถหอรบ ไป๋จงเพิ่งจะยืนได้อย่างมั่นคง ก็เห็น-่าฝนธนูพุ่งเข้าใส่ตนอย่างรวดเร็ว พลธนูข้างกายถูกยิงตายคาที่
‘คลั่งศึก! คลั่ง!’
เขาคำรามในใจ ปัดลูกธนูที่พุ่งเข้ามาใกล้ให้ร่วงหล่นทั้งหมด แล้วตะโกนว่า "หยิบโล่ป้องกันขึ้นมา"
จางหาน เถียนเจิ้น และคนอื่น ๆ รีบหยิบโล่ป้องกันที่กระจัดกระจายอยู่รอบข้างขึ้นมา บังลูกธนูที่เหลือไว้ได้ทันท่วงที
ไป๋จงเห็นว่าบนรถหอรบยังมีแผ่นไม้แผ่นหนึ่งที่เรียกว่าสะพานไม้เชื่อมทาง ซึ่งสามารถยืดออกไปถึงหอคอยเมืองฝั่งตรงข้ามเพื่อใช้เป็นทางขึ้นเมืองได้
"ส่งโล่ป้องกันให้ข้าอันหนึ่ง!"
ไป๋จงผลักสะพานไม้เชื่อมทางออกไปข้างหน้า ให้พาดอยู่บนขอบกำแพงเมือง
พลทหารจ้าวหลายนายเห็นดังนั้นจึงพยายามผลักสะพานไม้เชื่อมทางออก แต่ไป๋จงเหยียบเท้าไว้ทำให้ศัตรูไม่สามารถผลักได้ เมื่อมองไปยังหอคอยเมืองด้านหน้า ก็เห็นก้อนหินสำหรับป้องกันเมือง ไขน้ำมัน หม้อต้มน้ำเดือด แผงตะปูหมาป่า และธนูวางอยู่เต็มไปหมด
มาตรการป้องกันของหลี่มู่นั้นเตรียมการไว้ได้อย่างรอบคอบยิ่ง หากไม่สามารถเปิดช่องโหว่ได้ พวกเขาก็ไม่มีทางยึดหอคอยเมืองนี้ได้
ไป๋จงรับโล่ป้องกันมาใบหนึ่ง ฝ่า-่าฝนธนูเดินขึ้นไปบนสะพานไม้เชื่อมทาง แล้วกระโดดพรวดเดียว กลายเป็นคนแรกของกองทัพฉินที่เหยียบขึ้นบนหอคอยเมืองอี๋อัน เพื่อเตรียมเปิดช่องโหว่ให้กองทัพฉิน
ทว่าทันทีที่เท้าแตะพื้นหอคอย สิ่งที่ต้อนรับเขาคือแถวของทวนปากนกที่แทงเข้ามา
"ฆ่า ฆ่า ฆ่า!"
กลิ่นอายความคลั่งระเบิดออกมาจากร่างของเขา ใช้กระบี่เดียวปัดทวนปากนกทั้งหมดออกไป
จางหานและคนอื่น ๆ กำลังจะตามหลังไป๋จงขึ้นสู่หอคอยเมือง แต่พลธนูของกองทัพจ้าวเห็นช่องโหว่ตรงนี้ จึงรีบเข้ามาอุดรอยรั่ว ลูกธนูพุ่งเข้าใส่รวดเร็ว จนกดดันให้พวกเขาต้องถอยกลับไปทั้งหมด
หวังหลีและคนอื่น ๆ ที่อยู่บนรถหอรบคันอื่น ในเวลานี้ก็อยากจะตามขึ้นไป แต่ก็ถูกพลธนูกดดันจนไม่สามารถโผล่หัวขึ้นมาได้เช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง
หลี่มู่กำลังบัญชาการกองทัพจ้าวป้องกันเมือง เมื่อเห็นพลทหารฉินล้มตายใต้กำแพงเมืองไม่ขาดสาย ใบหน้าของเขาก็เริ่มปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ
"ท่านแม่ทัพ ศัตรูบุกขึ้นมาได้แล้วขอรับ"
ในขณะนั้นมีทหารคนสนิทกลับมารายงาน
หลี่มู่ถามว่า "บุกขึ้นมาได้กี่คน?"
"คนเดียวขอรับ"
"คนเดียว?"
"คนเดียวจริง ๆ ขอรับ แต่คนผู้นี้ไม่ธรรมดา" ทหารคนสนิทกล่าว
หลี่มู่เดิมทีคิดว่าศัตรูที่บุกขึ้นมาได้คงเป็นเีเพราะโชคช่วย จึงไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เมื่อได้ยินทหารคนสนิทบอกว่าไม่ธรรมดา เขาก็เริ่มสนใจ จึงเดินตามไปดู และในพริบตานั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม
เขาเห็นไป๋จงเีลำพัง กระโดดจากสะพานไม้เชื่อมทางลงบนหอคอยเมือง มือซ้ายถือโล่ป้องกัน มือขวากระบี่ฉิน สามารถต้านทานการโจมตีของกองทัพจ้าวได้หลายครั้ง ทั้งยังสังหารคนไปได้สิบกว่านาย และยังคงยืนหยัดได้อย่างสง่าผ่าเผย
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ไม่เีแต่จะป้องกันการโจมตีได้ทั้งหมด แต่ยังมีความสามารถในการโต้กลับและสังหารศัตรู หลี่มู่รู้ดีว่าตนเองก็ทำไม่ได้
"รวมกำลังกัน ฆ่ามันเสียก่อน"
หลี่มู่รู้สึกว่าหากคนผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นภัยคุกคามต่อแคว้นจ้าว
กองทัพฉินนับหมื่นบุกเมืองพร้อมกัน แต่มีเีคนเดียวที่บุกขึ้นหอคอยได้ เมื่อดูจากฝีมือและความกล้าหาญที่เหนือชั้น ปัจจุบันเป็นเีนายกองร้อย หากเติบโตขึ้น หลี่มู่เชื่อว่าคนผู้นี้จะไม่ด้อยไปกว่าหวังเจี่ยนและคนอื่น ๆ หรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ
ก่อนที่เขาจะเติบโต ต้องฆ่าทิ้งเสียก่อน
เมื่อได้รับคำสั่งจากหลี่มู่ กองกำลังหลักของกองทัพจ้าวก็รีบโอบล้อมเข้าหาไป๋จงอย่างรวดเร็ว สะพานไม้เชื่อมทางที่ยื่นมาจากรถหอรบ ในที่สุดก็ถูกกองทัพจ้าวผลักจนร่วงลงไปใต้กำแพงเมือง ทางถอยสุดท้ายถูกตัดขาดสิ้น
ทวนปากนกสิบกว่าเล่มแทงเข้าใส่ไป๋จงพร้อมกัน จนเขาถูกบีบให้ถอยร่นไปจนถึงขอบกำแพงเมือง ไร้ซึ่งทางถอย
หวังหลี จางหาน และคนอื่น ๆ ที่เห็นภาพนี้ หัวใจแทบจะกระดอนออกมาจากอก พวกเขาไม่สามารถฝ่าเข้าไปช่วยได้ ปล่อยให้ไป๋จงต้องตกอยู่ในอันตราย
ไป๋จงเองก็คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะตามตนไม่ทัน การป้องกันของกองทัพจ้าวนั้นแน่นหนาเกินไป ช่องโหว่นี้ไม่อาจเปิดออกได้ด้วยัเขาเีคนเดียว
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??