เรื่อง ทะยานฝ่าห้วงแห่งราคะ
เสียงวงดุริยางค์ออร์เตรายังคงบรรเลงเพลงมาร์ชประจำสถาบันการบินอวกาศและยุทธวิธีปฐมดารา (SGFA) ดังกึกก้องไปทั่วทั้งลานกว้าง พิธีมอบใบประกาศนียบัตรและเหรียญตราเกียรติยศเพิ่งสิ้นสุดลง บรรยากาศแห่งความตึงเครียดและระเบียบวินัยที่ครอบงำมาตลอดช่วงเช้าได้มลายหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคราบน้ำตาแห่งความปีติยินดี เหล่านักศึกษาหญิงที่เพิ่งก้าวข้ามผ่านสถานะจากนักเรียนนายร้อยสู่การเป็นบุคลากรเต็มตัวของกองทัพอวกาศ ต่างพากันวิ่งโผเข้ากอดครอบครัวและเครือญาติที่มาร่วมแสดงความยินดี ดอกไม้ช่อโตและของขวัญมากมายถูกส่งมอบให้แก่กันท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ของฤดูใบไม้ผลิในศักราช S.G.E. ที่ 268
นักศึกษาหญิงเหล่านี้โดดเด่นในชุดเครื่องแบบสีขาวบริสุทธิ์ขลิบทองที่ตัดเย็บอย่างประณีตเข้ารูป ร่างกายที่งดงาม ไร้รอยขีดข่วน และปราศจากมลทินใดๆ ของพวกเธอ คือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบที่รัฐบาลโลกภาคภูมิใจ พวกเธอคือเหล่าหญิงสาวพรหมจรรย์ที่ถูกคัดกรองมาอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านสติปัญญาและร่างกาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็น "ไอดอล" และ "ความหวัง" ของลูกเรือชายนับแสนชีวิตที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดของจักรวาล
ในขณะที่ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุข เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาคีพิทักษ์เอกภพส่วนกลาง (CGSC) ในชุดสูทสีดำสนิทหลายสิบคนได้เดินแทรกตัวเข้ามากลางลานพิธี พวกเขาถืออุปกรณ์สื่อสารโฮโลแกรมรูปแบบแท็บเล็ตโปร่งใส และเริ่มเดินแจกจ่ายมันให้กับบัณฑิตจบใหม่ทุกคนทีละคน
"ประกาศจากศูนย์บัญชาการกองกำลังอวกาศ!" เสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดังกังวานผ่านเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อ "นักศึกษาหญิงที่ผ่านการทดสอบและได้รับเหรียญตราในวันนี้ทุกคน ขอให้ตรวจสอบข้อมูลในแท็บเล็ตของพวกคุณ รัฐบาลได้ทำการอนุมัติและบรรจุพวกคุณเข้าสู่ตำแหน่ง 'ผู้ช่วยกัปตัน' (Co-Pilot)อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป!"
เสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นดังกระหึ่มขึ้นรอบทิศทาง เหล่าหญิงสาวต่างพากันรีบเปิดแท็บเล็ตในมือของตนเอง แสงโฮโลแกรมสีฟ้าสว่างวาบขึ้นมาตรงหน้า ฉายภาพรายละเอียดของคำสั่งบรรจุอย่างเป็นทางการ ในเอกสารอิเล็กทรอนิกส์นั้นระบุข้อมูลไว้อย่างครบถ้วน ทั้งหมายเลขประจำตัวรหัสใหม่ ตำแหน่งผู้ช่วยกัปตัน ชื่อของยานอวกาศที่พวกเธอต้องไปประจำการ ชื่อของกัปตันผู้บังคับบัญชาที่พวกเธอต้องคอยติดตามรับใช้ และที่สำคัญที่สุดคือ 'กำหนดการออกเดินทาง' ซึ่งระยะเวลาการเริ่มงานของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับตารางการบินของยานลำนั้นๆ บางคนมีเวลาพักผ่อนอีกหนึ่งเดือน บางคนมีเวลาเตรียมตัวอีกสองสัปดาห์
เอลิเซ่ วาเลนไทน์ หญิงสาวผมสีเงินเจ้าของตำแหน่งเกียรตินิยมอันดับ 1 รับแท็บเล็ตมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับจังหวะกลองรบ ดวงตาสีอความารีนของเธอเบิกกว้างขณะไล่สายตาอ่านตัวอักษรโฮโลแกรมที่ลอยอยู่กลางอากาศ
ชื่อ: เอลิเซ่ วาเลนไทน์ตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุ: ผู้ช่วยกัปตัน (Co-Pilot)รหัสยานประจำการ: Elysium-9 (เอลิเซียม-ไนน์) / คลาสยาน: Vanguard-Class Deep Space Freighterกัปตันผู้บังคับบัญชา: กัปตัน เซเรน่า ครอฟต์กำหนดการออกเดินทาง: 06:00 น. ของวันพรุ่งนี้
เอลิเซ่เบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้าเมื่อเห็นบรรทัดสุดท้าย "พะ... พรุ่งนี้เหรอ!?" เธออุทานออกมาเสียงหลง
คำสั่งบรรจุแบบปัจจุบันทันด่วนนี้รวดเร็วจนเธอแทบตั้งตัวไม่ติด ไม่มีเวลาให้พักผ่อน ไม่มีเวลาให้เตรียมใจหรือเฉลิมฉลองกับครอบครัวนานๆ เหมือนเพื่อนคนอื่น ทว่า ท่ามกลางความตกตะลึงนั้น ความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่ากลับกลายเป็น 'ความตื่นเต้นและดีใจอย่างสุดขีด' เลือดในกายของเธอสูบฉีดด้วยความฮึกเหิม เธอแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้สวมเครื่องแบบปฏิบัติการจริง ได้ก้าวขึ้นไปบนสะพานเดินเรือ และทำหน้าที่อันทรงเกียรติเพื่อความก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติอย่างที่เธอวาดฝันมาตลอด
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอพองโตจนแทบจะระเบิดออกมา คือชื่อของยานและกัปตันที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ยาน Elysium-9 คือหนึ่งในยานขนส่งและสำรวจระยะไกลระดับแนวหน้าที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดของกองทัพ และการที่เธอได้ถูกจับคู่ให้เป็นผู้ช่วยของ 'กัปตันเซเรน่า ครอฟต์' วีรสตรีแห่งดวงดาวที่เธอเพิ่งได้รับเหรียญตราจากมือเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่เด็กจบใหม่อย่างเธอจะได้รับ มันคือความฝันที่กลายเป็นจริงอย่างสมบูรณ์แบบ
"เป็นยังไงบ้างลูกสาวพ่อ ได้ประจำการยานลำไหนล่ะ หน้าตาตื่นเชียว" เสียงทุ้มอบอุ่นและคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง
เอลิเซ่หันขวับไปหาชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อ เธอโผเข้ากอดเขาแน่นด้วยความดีใจก่อนจะยื่นแท็บเล็ตให้ดู "คุณพ่อคะ! ดูสิคะ! หนูได้เป็นผู้ช่วยกัปตันของยาน Elysium-9 แล้วก็... กัปตันของหนูคือคุณเซเรน่าด้วยค่ะ! แต่ว่า... หนูต้องออกเดินทางพรุ่งนี้เช้าเลย"
ชายสูงวัยรับแท็บเล็ตมาดู เขายิ้มกว้างและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและลึกซึ้ง เขาคือคนที่รับรู้ถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของลูกสาวคนนี้มาตลอด 18 ปีเต็ม เขารู้ดีว่าเอลิเซ่จริงจังกับการอยากเป็นกัปตันมากแค่ไหน ที่ผ่านมา เด็กสาวตัวเล็กๆ ที่เคยเกลียดการเสียเหงื่อและไม่ชอบออกกำลังกาย ยอมกัดฟันตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาวิ่ง ยอมเข้าคอร์สเรียนศิลปะการต่อสู้ระยะประชิด (CQC) อย่างหนักหน่วงจนตัวเขียวช้ำ ยอมอดหลับอดนอนท่องจำสมการกลศาสตร์อวกาศและกฎหมายการบินจนสอบได้ที่ 1 ของรุ่น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความฝันในวันนี้
"พ่อดีใจด้วยนะลูก เอลิเซ่ของพ่อเก่งที่สุดเลย" เขาลูบเส้นผมสีเงินนุ่มสลวยของเธออย่างเบามือ "ตำแหน่งผู้ช่วยกัปตันที่ลูกกำลังจะได้ทำในวันพรุ่งนี้ มันคือการทดสอบและเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากสำหรับการขึ้นเป็นกัปตันเต็มตัวในอนาคตนะ... ถ้าต้องเดินทางพรุ่งนี้เช้า งั้นวันนี้ลูกก็คงต้องกลับไปเก็บของแล้วก็นอนพักผ่อนให้เต็มที่ล่ะสิ ถ้าขืนง่วงหงาวหาวนอนขณะทำภารกิจแรกบนยาน เดี๋ยวจะโดนกัปตันเซเรน่าของลูกตำหนิเอาได้นะ"
เมื่อได้ยินพ่อพูดเช่นนั้น เอลิเซ่ก็ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะทำหน้าสลดลงเล็กน้อย แววตาของเธอฉายแววรู้สึกผิด "หนู... หนูต้องขอโทษคุณพ่อด้วยนะคะที่ภารกิจแรกมันมาด่วนขนาดนี้ หนูไม่นึกเลยจริงๆ ค่ะว่าวันนี้เพิ่งจะทำพิธีจบการศึกษา พรุ่งนี้เช้าก็ต้องออกเดินทางซะแล้ว... หนูตั้งใจเอาไว้ว่าเย็นนี้จะอยู่กินข้าวฉลองกับคุณพ่อให้เต็มที่แท้ๆ"
พ่อยิ้มอย่างอ่อนโยน เขายกมือขึ้นบีบไหล่ลูกสาวเบาๆ เพื่อคลายความกังวล "ไม่เห็นจะต้องขอโทษอะไรพ่อเลยลูกเอ๊ย การที่พ่อได้มายืนอยู่ตรงนี้ ได้เห็นความฝันของลูกเป็นจริง ได้เห็นลูกใส่ชุดเครื่องแบบผู้ช่วยกัปตันที่สง่างามแบบนี้... แค่นี้มันก็คือความปรารถนาสูงสุดและเป็นของขวัญที่ดีที่สุดของพ่อแล้วล่ะ"
เอลิเซ่ซาบซึ้งในคำพูดของพ่อ แต่ทว่าในส่วนลึกของจิตใจ เธอก็ยังคงมีความรู้สึกหงอยเหงาและเว้าแหว่งบางอย่างซ่อนอยู่ เธอก้มหน้าลงมองพื้นหญ้าเทียมของลานพิธี เสียงของเธอแผ่วเบาลงคล้ายเสียงกระซิบ "แต่ว่า... หนูอยากให้คุณแม่ได้มาเห็นหนูในวันนี้จังเลยค่ะ... ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่คุณแม่กลับบ้าน หนูก็ทำได้แค่เอาใบเกรดกระดาษโง่ๆ มาอวดแม่เท่านั้นเอง วันนี้หนูได้เหรียญเกียรติยศอันดับ 1 แท้ๆ หนูอยากให้แม่มาเห็นตอนที่หนูยืนอยู่บนเวที..."
ผู้เป็นพ่อถอนหายใจยาว เขาดึงร่างของลูกสาวเข้ามากอดปลอบประโลมอีกครั้ง "เอลิเซ่... แม่ของลูกจะต้องได้รับรู้เรื่องนี้แน่นอน อย่าลืมสิว่าแม่ของลูกน่ะทำงานอยู่ในหน่วยงานลับระดับสูงของรัฐบาลเชียวนะ การที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเธอสามารถสอบติดเกียรตินิยมอันดับ 1 และได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยกัปตันของยานระดับแนวหน้าแบบนี้ แม่ของลูกจะพลาดไม่รู้เรื่องสำคัญแบบนี้ได้ยังไงกัน จริงไหม? พ่อมั่นใจเลยว่า ป่านนี้แม่ของลูกคงกำลังนั่งดูรายชื่อลูกเรือของ Elysium-9 แล้วก็กำลังยิ้มอย่างภาคภูมิใจในตัวลูกอยู่แน่ๆ"
เอลิเซ่เงยหน้าขึ้นมองพ่อ ดวงตาของเธอเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า เธอพยักหน้ารับคำปลอบโยนนั้น แม้ที่ผ่านมา แม่ของเธอจะกลับบ้านมาหานานๆ ครั้ง และทุกครั้งที่กลับมาพักที่บ้าน แม่ก็มักจะอยู่ได้ไม่เคยเกิน 2 คืนด้วยซ้ำก่อนจะถูกรัฐบาลเรียกตัวกลับไปทำหน้าที่ลับต่อ แต่เอลิเซ่ก็จำได้ดีถึงสัมผัสอันอบอุ่น ทุกครั้งที่แม่กลับมา แม่จะกอดเธอ หอมแก้มเธอ แสดงความรักความเอ็นดู และคอยพร่ำบอกเสมอว่าแม่ภูมิใจแค่ไหนที่ลูกสาวเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ เส้นทางที่จะนำพามนุษยชาติไปสู่อนาคต
ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังสวมกอดและพูดคุยกันด้วยความซาบซึ้ง จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าของรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังใกล้เข้ามา พร้อมกับน้ำเสียงแหบพร่าแต่นุ่มนวลที่เอลิเซ่เพิ่งได้ยินบนเวทีเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
"ฉันขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้งนะ... แล้วก็ ยินดีต้อนรับสู่ยานของฉัน ฉันคาดหวังว่าพรุ่งนี้เธอจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่นะ แม่สาวน้อย"
เมื่อเอลิเซ่และพ่อหันกลับไปตามเสียง พวกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบกับ 'กัปตัน เซเรน่า ครอฟต์' ที่กำลังยืนส่งยิ้มบางๆ มาให้พวกเธอ กัปตันสาวสวยในวัย 39 ปี ยังคงอยู่ในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่จงใจปลดกระดุมโชว์ร่องอกลึกอวบอิ่ม เธอยืนประสานมือไว้ด้านหน้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดทางเพศที่ลึกล้ำ
เอลิเซ่เบิกตากว้าง เมื่อตระหนักได้ว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือเจ้านายและผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเธอตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เด็กสาวรีบดันตัวออกจากอ้อมกอดของพ่อ ยืดตัวตรงแหน่ว จัดระเบียบร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกมือขวาขึ้นตะเบ๊ะทำวันทยหัตถ์อย่างแข็งขันตามแบบฉบับทหารเป๊ะๆ
"รับทราบค่ะกัปตัน! ผู้ช่วยกัปตัน เอลิเซ่ วาเลนไทน์ รายงานตัวค่ะ! หนูจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ จะไม่ทำให้กัปตันต้องผิดหวังเลยค่ะ!" เอลิเซ่ตะโกนรายงานตัวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังจนหน้าแดง
เซเรน่ามองท่าทีขึงขังและโลกสวยของเด็กสาวตรงหน้าแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ รอยยิ้มของเธอดูลึกลับและแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง เธอยกมือขึ้นโบกไปมาเชิงปฏิเสธ
"เอาเถอะๆ ไม่ต้องทำตัวขึงขังหรือจริงจังขนาดนั้นหรอกเอลิเซ่..." เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "นี่มันไม่ใช่เวลาปฏิบัติภารกิจสักหน่อย... และอีกอย่างนะ เอาเข้าจริงๆ แล้ว ตอนที่เราต้องปฏิบัติ 'ภารกิจ' อยู่บนยาน... ฉันแทบจะไม่ค่อยสนใจเรื่อง 'หัวโขน' หรือยศถาบรรดาศักดิ์จอมปลอมพวกนี้หรอกนะ"
คำพูดของเซเรน่าทำให้เอลิเซ่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ คิ้วเรียวสวยของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความไร้เดียงสาทำให้เธอไม่เข้าใจความหมายแฝงในประโยคนั้น "เอ๋? หัวโขนเหรอคะ? แต่ว่า... ยศกัปตันและผู้ช่วยคือความภาคภูมิใจและเป็นตัวแทนของรัฐบาลเลยนะคะกัปตัน"
เซเรน่ายกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองลึกเข้าไปในความบริสุทธิ์ของเอลิเซ่ เธอก้าวเข้าไปใกล้เด็กสาวอีกหนึ่งก้าว กลิ่นคาวกามจางๆ ที่ถูกกลบด้วยน้ำหอมราคาแพงโชยมาเตะจมูกเอลิเซ่อีกครั้ง
"เธอไม่ต้องคิดมากหรือกังวลไปหรอกเอลิเซ่..." เซเรน่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "ฉันแค่อยากจะบอกว่า... ตอนที่เราต้องปฏิบัติภารกิจรับใช้ลูกเรืออยู่บนยานน่ะ สำหรับพวกเขารวมถึงตัวฉันแล้ว... สถานะของ 'กัปตัน' อย่างฉัน กับ 'ผู้ช่วย' อย่างเธอน่ะ... มันแทบจะไม่ได้มีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่หรอกนะ เราสองคนก็อยู่ใน 'สถานะเดียวกัน' นั่นแหละ"
เอลิเซ่ที่ได้ฟังประโยคนั้นยิ่งรู้สึกสับสนหนักกว่าเดิม เธอกะพริบตาปริบๆ พยายามใช้สมองอันชาญฉลาดระดับเกียรตินิยมของเธอตีความหมาย เอลิเซ่คิดไปเองในแง่ดีว่า กัปตันเซเรน่าคงหมายถึงการทำงานเป็นทีมเวิร์ก หมายความว่าบนยานนั้นกัปตันไม่ได้ทำตัวเย่อหยิ่งหรือถือยศศักดิ์ แต่พวกเธอทั้งสองคนคือคู่หูที่ต้องพึ่งพากันและกัน มีสถานะเป็น 'เพื่อนร่วมตาย' ในการบังคับยานฝ่าอันตรายในอวกาศอย่างเท่าเทียมกัน
"หนู... หนูจะพยายามเรียนรู้งานให้เร็วที่สุดค่ะ เพื่อที่จะได้ยืนเคียงข้างกัปตันได้อย่างไม่อายใคร!" เอลิเซ่ตอบกลับด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาทอประกายสดใส
เซเรน่ามองแววตาอันใสซื่อนั้นแล้วก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเวทนาปนขบขัน เธอรู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้กำลังตีความไปในทิศทางที่สวยหรูที่สุด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว 'สถานะที่ไม่ได้ต่างกัน' ที่เธอหมายถึง คือสถานะของการเป็น 'กระโถนระบายอารมณ์' และ 'ของเล่นทางเพศ' ส่วนรวมของลูกเรือชายนับสิบคนต่างหาก เมื่อประตูยานปิดลง ยศกัปตันหรือเกียรตินิยมอันดับ 1 ก็ไร้ความหมาย พวกเธอทั้งคู่จะถูกฉุดกระชากลงมาเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงและรูระบายความใคร่ที่ไม่สิทธิ์ปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น
"เด็กดี... เอาเป็นว่า เมื่อถึงเวลา... เดี๋ยวเธอก็จะเข้าใจและ 'รู้ซึ้ง' ด้วยตัวเองเองนั่นแหละ" เซเรน่าตัดบท ก่อนจะถอยหลังกลับไปยืนในท่าทีสง่างามตามเดิม "วันนี้ก็กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ ไปกินข้าวและใช้เวลาฉลองกับพ่อของเธอให้เต็มอิ่มซะ เพราะต่อให้ยานของเราจะมีระบบวาร์ปไดร์ฟที่ทันสมัยแค่ไหน... แต่มันก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางและลอยเคว้งอยู่ในความอ้างว้างเป็นเวลานานอยู่ดี เก็บเกี่ยวความสุขบนโลกใบนี้เอาไว้ให้เยอะๆ ล่ะ"
"รับทราบค่ะกัปตัน!" เอลิเซ่รับคำอย่างแข็งขัน
ในขณะนั้นเอง เสียงริงโทนระบบสื่อสารจากโทรศัพท์ส่วนตัวของเซเรน่าก็ดังแทรกขึ้นมา กัปตันสาวสวยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ หยิบอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กขึ้นมาดูชื่อสายเรียกเข้า ทันทีที่เห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ แววตาของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันมีทั้งความรำคาญใจและความปรารถนาเบื้องต่ำที่เริ่มก่อตัวขึ้น เธอเงยหน้าขึ้นมองสองพ่อลูกอีกครั้ง
"เอาล่ะ... ดูเหมือนฉันจะมีธุระด่วนที่ต้องไปจัดการนิดหน่อย งั้นฉันขอตัวไปก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้เช้าเจอกันที่ลานจอดยานศูนย์กลางล่ะ เอลิเซ่"
"เดินทางปลอดภัยนะคะกัปตัน!" เอลิเซ่พยักหน้าและโค้งคำนับให้ด้วยความเคารพสูงสุด
เธอยืนมองแผ่นหลังอันบอบบางแต่ดูทรงพลังของกัปตันเซเรน่าที่เดินห่างออกไปจนลับสายตา หัวใจของเด็กสาวเปี่ยมล้นไปด้วยความศรัทธาและความเคารพรักอย่างหมดหัวใจ เธอวาดฝันถึงการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้ โดยหารู้ไม่เลยว่า 'ธุระด่วน' ที่กัปตันของเธอกำลังจะไปจัดการนั้น คือการปลดเปลื้องเครื่องแบบอันทรงเกียรติทิ้ง แล้วคลานสี่ขาเข้าไปรับการย่ำยีอย่างป่าเถื่อนในสลัมโสโครก ซึ่งเป็นเพียงแค่ 'น้ำจิ้ม' ก่อนที่นรกขุมที่แท้จริงบนยาน Elysium-9 จะเปิดต้อนรับเธอในเช้าวันพรุ่งนี้
หลังจากที่เดินปลีกตัวออกมาจากสองพ่อลูกที่กำลังโอบกอดกันด้วยความปีติ เซเรน่า ครอฟต์ กัปตันยานอวกาศระดับแนวหน้าผู้เป็นดั่งเทพธิดาของมวลมนุษยชาติ ก็เดินลัดเลาะออกมาจากลานพิธีอันกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่น เธอเดินตรงไปยังลานจอดรถวีไอพีด้านหลังสถาบันด้วยท่วงท่าที่สง่างาม รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป เปลี่ยนเป็นแววตาที่เรียบเฉยและแฝงไปด้วยตัณหาเบื้องต่ำที่เริ่มปะทุขึ้น
โทรศัพท์สื่อสารในมือของเธอยังคงสั่นครืดคืด หน้าจอโฮโลแกรมขนาดเล็กปรากฏชื่อ 'บอริส' หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำยาน Elysium-9 ชายร่างยักษ์ผู้มีนิสัยดิบเถื่อนและป่าเถื่อนที่สุดบนยาน เซเรน่ากดรับสายพร้อมกับกรอกเสียงลงไปด้วยรอยยิ้มยั่วเย้าที่มุมปาก
"ทำไมจู่ๆ ถึงมีอารมณ์ขึ้นมาได้ล่ะบอริส... นี่มันเพิ่งจะกลางวันแสกๆ เองนะ" เธอเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"เออกูมีอารมณ์! มึงรีบมาที่บ้านกูเดี๋ยวนี้เลย!" เสียงแหบห้าวและตะคอกอย่างเกรี้ยวกราดของบอริสดังลอดออกมาจากปลายสาย สัมผัสได้ถึงอารมณ์ดิบที่กำลังพลุ่งพล่านและพร้อมจะปะทุ
เซเรน่าหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอเดินมาหยุดอยู่ที่หน้ารถยนต์หรูหราสีดำขลับประจำตำแหน่งของเธอ "ใจร้อนจังเลยนะพ่อคุณ... ไม่คิดจะเก็บน้ำไว้รับเด็กใหม่พรุ่งนี้ซะหน่อยหรอ? ฉันเพิ่งไปมอบเหรียญตราให้เธอมาเมื่อกี้เอง คนนี้ฉันรับรองได้เลยว่าเด็ดและสดใหม่กว่าผู้ช่วยคนเก่าที่ถูกตาแก่เศรษฐีซื้อตัวไปทำของเล่นเมื่อเดือนก่อนแน่นอน แถมภารกิจของเราก็เริ่มพรุ่งนี้เช้าแล้วด้วย..."
"กูไม่สนเหี้ยอะไรทั้งนั้น! กูบอกแล้วไงว่ากูเงี่ยน!" บอริสสบถคำหยาบคายออกมาอย่างไม่แยแสสถานะความเป็นกัปตันของเธอเลยแม้แต่น้อย "มึงรีบมาให้กูเย็ดเดี๋ยวนี้เลยอีกะห-ี่! ก่อนที่กูจะพังข้าวของในบ้านจนเละ!"
แทนที่จะโกรธเคืองที่ถูกลูกน้องด่าทอด้วยถ้อยคำต่ำตม เซเรน่ากลับยิ้มกว้างขึ้น ดวงตาของเธอฉ่ำปรือด้วยความร่านสวาทที่ถูกกระตุ้น "ใจเย็นๆ สิบอริส... เด็กใหม่แจ่มมากจริงๆ นะ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดีกว่าหีโทรมๆ ของฉันตั้งเยอะ"
"มึงไม่ต้องมาพูดมาก! มึงมาให้กูเย็ดเดี๋ยวนี้ กูอยากเย็ดหี!" บอริสตวาดลั่นจนลำโพงโทรศัพท์แทบแตก
เซเรน่าถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความพึงพอใจสุดขีด "โอเคๆ เข้าใจแล้ว... เดี๋ยวฉันจะเอาหีโทรมๆ ของฉันไปเสิร์ฟให้ถึงที่เดี๋ยวนี้แหละ รอหน่อยแล้วกันนะ"
เมื่อวางสาย เซเรน่าหันขวับกลับไปมองที่ลานพิธีเบื้องหลังอีกครั้ง สายตาของเธอทอดมองไปที่เอลิเซ่ ผู้ช่วยคนใหม่ที่กำลังถูกห้อมล้อมไปด้วยบรรดาเพื่อนๆ ที่จบมาด้วยกัน เด็กสาวผมสีเงินกำลังถ่ายรูป ยิ้มแย้มแจ่มใส และหัวเราะร่าเริงอย่างมีความสุขที่สุดในชีวิต เซเรน่ามองภาพอันบริสุทธิ์นั้นด้วยรอยยิ้มเหยียดหยัน เธอรู้ดีว่ารอยยิ้มพวกนั้นจะอยู่ได้อีกแค่ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ก่อนที่มันจะถูกฉีกกระชากและแทนที่ด้วยน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
กัปตันสาวหันกลับมาและเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถยนต์หรูหรา ทันทีที่ประตูรถปิดสนิท ตัดขาดจากสายตาของผู้คนภายนอก เซเรน่าก็จัดการดึงหมวกกัปตันอันทรงเกียรติออกจากศีรษะแล้วโยนมันทิ้งไปที่เบาะหลังอย่างไม่ไยดี จากนั้นมือเรียวของเธอก็เริ่มปลดกระดุมเสื้อเครื่องแบบสีขาวที่ประดับไปด้วยเหรียญตราเกียรติยศมากมายออกอย่างรวดเร็ว เธอถอดเสื้อตัวนอก กระโปรงทรงสอบรัดรูป และรองเท้าบูททหารออกจนหมด เผยให้เห็นเรือนร่างที่เปลือยเปล่าล่อนจ้อนอยู่ภายในห้องโดยสาร
เซเรน่าเอื้อมมือไปหยิบเสื้อโค้ทตัวสั้นสีดำที่พาดอยู่ตรงเบาะข้างๆ มาสวมทับเรือนร่างเปลือยเปล่านั้น เสื้อโค้ทตัวนี้มีความยาวเพียงแค่พอปิดบังจุดซ่อนเร้นด้านล่างได้อย่างฉิวเฉียดเท่านั้น เธอสวมรองเท้าส้นเข็มสีแดงสดที่ดูเย้ายวนและสวมแว่นตากันแดดสีดำสนิทเพื่อปิดบังใบหน้า
"ระบบนำทาง... มุ่งหน้าไปที่ย่านสลัม ซอย 13 ท้ายเมืองเขตใต้ เลขที่ 404" เซเรน่าออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"รับทราบคำสั่ง... ระบบออโต้ไพล็อตกำลังนำพาท่านมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง รถจะออกตัวในขณะนี้" เสียง AI ของรถยนต์ตอบรับ ก่อนที่รถหรูจะค่อยๆ ลอยตัวขึ้นและพุ่งทะยานออกไปจากสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ มุ่งหน้าสู่มุมที่มืดมิดที่สุดของมหานคร
บรรยากาศภายนอกเริ่มเปลี่ยนแปรไปตามเส้นทาง จากท้องฟ้าที่สดใสในเขตเมืองหลวงใจกลางเมือง เมื่อรถเคลื่อนเข้าสู่ 'เขตสลัมใต้เงาเมือง' เมฆดำทะมึนก็เริ่มก่อตัวและเทสายฝนลงมาอย่างหนักหน่วง ราวกับท้องฟ้ากำลังร่ำไห้ให้กับความโสมมของสถานที่แห่งนี้ ฝนที่ตกลงมากระทบกับโครงเหล็กและสังกะสีผุพังของบ้านเรือนแออัด ก่อให้เกิดเสียงดังน่ารำคาญ ถนนหนทางเฉอะแฉะไปด้วยโคลนและน้ำเน่าขัง
รถยนต์ลอยฟ้าคันหรูของเซเรน่าค่อยๆ ลดระดับลงและจอดสนิทอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งในซอยลึก บ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านปกติ แต่มันคือตู้รถพ่วงรุ่นเก่าที่ถูกปลดระวาง สภาพผุพังและเต็มไปด้วยสนิมเกรอะกรัง การปรากฏตัวของรถยนต์ราคาแพงลิบลิ่วที่มีระบบออโต้ไพล็อตสุดล้ำในสถานที่เสื่อมโทรมเช่นนี้ ย่อมดึงดูดสายตาของผู้คนในสลัมที่แอบมองลอดหน้าต่างออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอิจฉาริษยา
ประตูรถหรูเปิดออก หญิงสาวในชุดโค้ทตัวสั้นสวมแว่นตาดำและรองเท้าส้นเข็มสีแดงก้าวเท้าลงมาเหยียบย่ำบนพื้นโคลนแฉะๆ เซเรน่ากวาดสายตาภายใต้แว่นกันแดดมองไปรอบๆ บริเวณ ภายในรั้วบ้านที่ทำจากเศษเหล็กนั้นเต็มไปด้วยกองขยะที่ถูกทิ้งสุมไว้จนส่งกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจายไปทั่ว ทว่า กัปตันยานผู้สูงส่งกลับไม่ได้มีท่าทีรังเกียจหรือขยะแขยงเลยแม้แต่น้อย เธอเดินฝ่าสายฝนและกองขยะเหล่านั้นตรงดิ่งไปที่ประตูเหล็กของรถพ่วงด้วยความคุ้นเคย
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เธอเคาะประตูเพียงสามครั้ง ประตูเหล็กบานนั้นก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับเสียงบานพับที่ดังเอี๊ยดอ๊าด ปรากฏร่างของชายยักษ์กล้ามโต หน้าตาเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น บอริสยืนจ้องมองเธอด้วยสายตาดุดัน สภาพของมันเปลือยท่อนบน สวมเพียงกางเกงทหารเก่าๆ ขาดๆ กลิ่นเหล้าบูดและกลิ่นบุหรี่เหม็นอับลอยคละคลุ้งออกมาจากในห้อง
"มาได้สักทีนะอีตัวดี!" บอริสสบถใส่หน้าเธอทันที "กูเงี่ยนจะตายห่าอยู่แล้ว!"
เซเรน่ายกยิ้มที่มุมปาก เธอแทรกตัวเดินเข้าไปภายในบ้านรถพ่วงที่แสนจะสกปรก แคบ และเต็มไปด้วยเศษขยะเกลื่อนพื้นอย่างไม่สะทกสะท้าน บอริสกระแทกประตูปิดตามหลังดังลั่น เซเรน่ายกมือขึ้นถอดแว่นตากันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามและเย้ายวนของกัปตันที่ใครๆ ต่างหลงใหล
"ให้ตายสิบอริส..." เซเรน่าบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "อดทนรอไว้ระเบิดใส่เด็กใหม่พรุ่งนี้หน่อยก็ไม่ได้ นี่ถึงกับหน้ามืดตามัวเรียกฉันมาถึงที่นี่เลยเหรอ"
"ก็กูจะเย็ดมึงวันนี้! ตอนนี้! ตรงนี้!" บอริสคำรามเสียงต่ำ มันก้าวสามขุมเข้ามาหาเธออย่างคุกคาม แววตาของมันจ้องมองไปที่เรือนร่างภายใต้เสื้อโค้ทราวกับสัตว์ป่าที่กำลังหิวโหย
"จ้าๆ พ่อคนขี้โมโห..." เซเรน่าพูดกลั้วหัวเราะ "จะเอาให้ได้ดั่งใจเลยใช่มั้ยล่ะ"
พูดจบ เซเรน่าก็จัดการปลดสายรัดเอวและถอดเสื้อโค้ทสั้นตัวนั้นออกอย่างช้าๆ ก่อนจะนำมันไปแขวนไว้ที่ตะขอข้างผนัง เผยให้เห็นเรือนร่างที่เปลือยเปล่าล่อนจ้อนโดยสมบูรณ์ เธอไม่ได้สวมใส่ชุดชั้นในหรือสิ่งปกปิดใดๆ ไว้ข้างในเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ราวกับว่าเธอจงใจถอดเครื่องแบบอันทรงเกียรติออกและสวมเพียงแค่เสื้อโค้ทบางๆ คลุมทับมา เพื่อเดินทางมาทำกิจกรรมคาวโลกีย์กับผู้ชายดิบเถื่อนคนนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหากประชาชนหรือเอลิเซ่ได้มาเห็นภาพนี้ พวกเขาคงแทบช็อกและนึกไม่ถึงเด็ดขาดว่า กัปตันผู้เปรียบเสมือนไอดอลและแสงสว่างของโลก จะทำเรื่องวิปริตและร่านสวาทลับหลังผู้คนได้ถึงเพียงนี้
ทว่า เมื่อแสงไฟสลัวๆ ภายในรถพ่วงสาดส่องลงบนเรือนร่างของเธอ สภาพร่างกายที่แท้จริงของ 'เทพธิดาแห่งดวงดาว' ก็ปรากฏชัดเจน มันเป็นสภาพที่เรียกได้ว่า 'ดูไม่จืด' และเต็มไปด้วยความย้อนแย้งอย่างรุนแรง
ใบหน้าของเธอยังคงงดงามไร้ที่ติ ผิวพรรณบางส่วนยังคงดูเต่งตึงและมีน้ำมีนวลตามแบบฉบับของผู้หญิงวัย 39 ปีที่ดูแลตัวเองมาอย่างดี หน้าอกขนาดใหญ่ของเธอยังคงเต่งตึงอวบอิ่มชวนให้ผู้ชายทุกคนอยากบีบขยำ แต่ทว่า... บริเวณ 'หัวนม' ของเธอกลับกลายเป็นหลักฐานความวิปริตที่ไม่อาจปกปิดได้ มันบวมเป่ง ยืดยาว และมีสีคล้ำเสียอย่างหนัก บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามันผ่านการถูกดูด ดึง ทึ้ง และกัดอย่างรุนแรงจากริมฝีปากและเครื่องมือทรมานของลูกเรือชายนับไม่ถ้วนมาเป็นเวลานานจนเสียรูปทรง
แต่สิ่งที่อัปลักษณ์และน่าเกลียดที่สุดจนขัดกับใบหน้าอันงดงามของเธออย่างสิ้นเชิง ก็คือท่อนล่างของเธอ เนินเนื้อบริเวณจุดซ่อนเร้นของเซเรน่าไม่ได้ขาวเนียนหรือถูกตัดแต่งอย่างสวยงาม แต่มันเต็มไปด้วยขนเพชรสีดำขลับที่ดกหนา หยาบกระด้าง และขึ้นรกเรื้ออย่างไม่มีการดูแล รอยคล้ำดำแผ่ขยายเป็นวงกว้างรอบบริเวณเนินเนื้อ และเมื่อมองลึกลงไปที่ 'หี' ของเธอ มันคือความพังพินาศอย่างแท้จริง
กลีบแคมนอกหย่อนคล้อยและเหี่ยวย่น แคมในขยายใหญ่ ยืดย้วย และปลิ้นโผล่ออกมาด้านนอกอย่างน่าเกลียด สีของมันคล้ำเสียและช้ำเลือดช้ำหนองจากการถูกกระแทกกระทั้นอย่างหนักหน่วง รูหีของเธออ้ากว้างและโบ๋ค้าง ไม่สามารถหดรัดปิดสนิทได้อีกต่อไป ผนังช่องคลอดด้านในบวมเบ่งและหลวมคลอน เป็นร่องรอยของการผ่านศึกหนัก ผ่านการตั้งครรภ์ และการรองรับควยขนาดมหึมาของลูกเรือมานับครั้งไม่ถ้วน มันคือลักษณะของหีที่ถูกใช้งานเยี่ยง 'กระโถนระบายอารมณ์' จนพังทลายอย่างไม่อาจกู้คืน บ่งบอกชัดเจนว่านี่ไม่ใช่หีของผู้หญิงที่ดีหรือหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ แต่มันคือหีของโสเภณีสาธารณะประจำยาน
แทนที่จะรู้สึกอับอายกับสภาพอันน่าสมเพชของตัวเอง เซเรน่ากลับเผยรอยยิ้มร่านสวาทออกมา เธอหันหลังให้บอริส เดินไปที่ผนังห้องที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก ก่อนจะเอามือทั้งสองข้างยันผนังไว้แล้วแอ่นสะโพก 'โก่งตูด' ขึ้นสูง ดันบั้นท้ายอันอวบอัดไปทางชายร่างยักษ์ด้านหลัง
ไม่เพียงแค่นั้น เธอยังเอื้อมมือข้างหนึ่งลงไปด้านล่าง ใช้นิ้วเรียวยาวของตัวเอง 'แหวก' กลีบหีที่เยินยับและอ้าโบ๋ของเธอให้ถ่างออกกว้างยิ่งกว่าเดิม โชว์โพรงเนื้อสีแดงคล้ำด้านในที่กำลังเริ่มมีน้ำเมือกสีใสไหลเยิ้มออกมาด้วยความร่าน
"เงี่ยนนักไม่ใช่หรอฮะ..." เซเรน่าเอี้ยวหน้ากลับมามองบอริสด้วยสายตายั่วยวน กัดริมฝีปากล่างของตัวเองเบาๆ "มาสิ... มากระแทกหีเยินๆ รูนี้ให้หนำใจเลย ถึงตอนนี้เราจะยังไม่ได้อยู่บนยานอวกาศ... แต่สำหรับนาย นายมีสิทธิ์ทำอะไรกับร่างกายฉันก็ได้ตามใจชอบเลยนะบอริส..."
ภาพของหีที่ถ่างอ้าพร้อมรับการสอดใส่ และคำพูดยั่วยวนอันแสนต่ำตมของกัปตันยานที่คนทั้งโลกเคารพบูชา ทำให้เส้นสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของบอริสขาดผึง ชายร่างยักษ์คำรามลั่นราวกับสัตว์เดรัจฉาน มันใช้มือหยาบกร้านปลดตะขอกางเกงทหารของตัวเองออก แล้วควักเอา '-วย' ขนาดใหญ่โตมโหฬารที่แข็งขืนเต็มพิกัดออกมา ท่อนเอ็นของมันทั้งใหญ่ ยาว ดำคล้ำ และปูดโปนไปด้วยเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ ดูน่ากลัวและป่าเถื่อน
โดยไม่มีการเล้าโลม ไม่มีการเตรียมความพร้อม หรือแม้แต่จะใช้น้ำลายช่วยหล่อลื่น บอริสก้าวเข้าไปประชิดแผ่นหลังของเซเรน่า จับสะโพกของเธอยึดไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง เล็งท่อนหัวหยักบานที่แดงก่ำจ่อเข้าไปที่ปากทางหีที่อ้าโบ๋ของเธอ
"อึก... แดก-วยกูเข้าไปซะอีกะห-ี่ร่านเอ๊ย!!"
สวบ!! ปึ่ก!!
บอริสกระแทกเอวสอบ ดัน-วยท่อนยักษ์ของมันมิดด้ามเข้าไปในรูหีของเซเรน่าอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนในรวดเดียว เนื้อกระทบเนื้อดังลั่น ท่อนเอ็นที่ใหญ่โตเสียดสีและถ่างขยายผนังช่องคลอดที่หลวมคลอนของเธอจนตึงเปรี๊ยะ
"อ๊างงงงงงส์!!"
เซเรน่าเชิดหน้าขึ้น ร้องครางเสียงหลงออกมาสุดเสียงด้วยความเสียวซ่านที่แล่นปราดไปทั่วไขสันหลัง ดวงตาของเธอเหลือกขึ้นบน ใบหน้าที่เคยสง่างามบนเวทีบัดนี้บิดเบี้ยวและแสดงออกถึงความร่านสวาทอย่างปิดไม่มิด ร่างกายของเธอกระตุกเกร็ง ตอบรับสัมผัสอันหยาบกระด้างและรุนแรงจากลูกเรือชั้นผู้น้อยอย่างเต็มใจ พร้อมที่จะจมดิ่งลงสู่ห้วงกามารมณ์อันมืดมิดในสลัมแห่งนี้ ก่อนที่นรกของจริงในอวกาศจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??