เรื่อง สัตย์สาบานแห่งดวงดาว
หนาวี้กระแอมขึ้นมาเบา ๆ เพื่อดึงสติของยูรันกลับจากเรื่องผสมสายพันธุ์หงส์ฟ้า
“อะแฮ่ม เจ้ายังเหลืออีกเรื่องหนึ่งนะ”
นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแก้คำพูดใหม่
“ไม่สิ อาจจะสองหรือสามเรื่องด้วยซ้ำ และเรื่องเหล่านั้นต่างหากที่สำคัญที่สุด!”
ยูรันหันมามองนางด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“เรื่องอะไร? ข้าไม่เห็นจำได้เลย”
“เจ้าบ้าาาาาาา!”
หนาวี้ตบโต๊ะดังปัง ก่อนตะโกนใส่เขาอย่างเหลืออด
“ก็เรื่องที่เจ้ารักษาลู่ชิงถานจนหาย แล้วทำให้นาง ลู่เหยียนหนิง และไป๋จิ้งเหวินเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรอย่างไรเล่า!”
“ไหนจะเส้นทางดารา วิถีบำเพ็ญรูปแบบใหม่ซึ่งปลายทางคือการจุติเป็นเทพ ของวิเศษประเภทเตาหลอมที่เจ้าสร้างให้สองแม่ลูก แล้วก็เนตรดาราพิสุทธิ์ของไป๋จิ้งเหวิีก!”
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้เจ้าลืมเล่าได้อย่างไรกัน?!”
หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินนิ่งค้างไปพร้อมกัน
ยูรันกลับเพียงกะพริบตา ก่อนพยักหน้าเหมือนเพิ่งนึกออก
“อ๋อ เรื่องนั้นเอง แหม ถ้าท่านไม่พูดข้าลืมไปแล้วนะเนี่ย”
[นั่นเป็นเรื่องที่สามารถลืมได้ด้วยหรือ?!]
“เอาละ เรื่องมันเป็นเช่นนี้”
จากนั้นยูรันก็เริ่มเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้ีกครั้ง
เขาเล่าถึงสาเหตุที่ลู่ชิงถานไม่สามารถกักเก็บพลังปราณเอาไว้ในร่างกาย วิธีรักษานางด้วยการสร้างเตาหลอมขึ้นมารองรับพลังเหล่านั้น รวมถึงการชักนำลู่เหยียนหนิงและไป๋จิ้งเหวินเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรพร้อมกัน
เตาหลอมดาราเทพสุริยันถูกสร้างขึ้นให้แก่ลู่ชิงถาน
เตาหลอมดาราเทพจันทราถูกสร้างขึ้นให้แก่ลู่เหยียนหนิง
ส่วนไป๋จิ้งเหวินได้รับเนตรดาราพิสุทธิ์และกลายเป็นต้นกำเนิดสายเลือดของผู้ครอบครองเนตรชนิดนี้
กจากนี้ ยูรันยังเล่าถึงวิถีแห่งเส้นทางดารา เส้นทางบำเพ็ญรูปแบบใหม่ซึ่งมีปลายทางเป็นการจุติกลายเป็นเทพเจ้า ตลอดจนต้นไม้แห่งดวงดาวอิกดราซิลและเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา
แน่นว่าเขาไม่ได้ละเว้นเงื่อนไขของพิธีกรรม
ทั้งการถูกแขวนกลับหัวด้วยรากไม้ การถูกเปลวเพลิงแผดเผาและทรมานเป็นเวลาเก้าวันเก้าคืน รวมถึงสิ่งที่เขาใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยน ได้แก่การดมกลิ่น การรับรู้รสชาติ และความรู้สึกจากการสัมผัส
หลังจากเล่าทุกอย่างรวดเดียวจนจบ ยูรันก็ยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“อืม มีเพียงเท่านี้แหละ?”
เขาหันไปหาไป๋หลิงกับหนาวี้
“ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ช่วยข้านึกหน่อยว่าข้าเล่าหมดหรือยัง”
ทั้งสองครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง
หนาวี้พยักหน้า
“ข้าคิดว่าน่าจะหมดแล้วนะ”
ไป๋หลิงพยักหน้าตาม
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
“อืมมมมมมม...”
ยูรันลากเสียงพลางทบทวนความทรงจำอีกครั้ง
“เช่นนั้นก็น่าจะหมดแล้วละ”
“...”
หลิงเยวี่ยได้สติกลับมา ก่อนหันไปเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“รันเอ๋อร์ มานี่สิ มานั่งใกล้ ๆ ข้า”
ยูรันวางถ้วยชา ก่อนลุกจากที่นั่งแล้วเดินไปนั่งลงข้างอาจารย์อย่างว่าง่าย
หลิงเยวี่ยยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าของเขา ปลายนิ้วเรียวลูบผ่านแก้มอย่างแผ่วเบา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสงสาร
“ตอนถูกแขวยู่กับต้นไม้ เจ้าคงเจ็บปวดมากสินะ”
“อ๋อ ไม่เลยสักนิด”
ยูรันตอบทันที
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่ว่าอีกไม่นานข้าอาจต้องเจ็บตัวก็ได้ หากท่าาจารย์ยังลูบหน้าข้าอยู่เช่นนี้”
กรอดดดดด...
เสียงกัดฟันดังมาจากด้านหลังอย่างชัดเจน
หลิงเยวี่ยชะงัก ก่อนเหลือบมองไปทางต้นเสียง
ไป๋หลิงกำลังนั่งมองมือของอาจารย์ซึ่งสัมผัสใบหน้ายูรัยู่ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าเส้นเลือดตรงขมับกลับปูดขึ้นมาเล็กน้อย
“ท่าาจารย์เจ้าคะ ลูบหน้าศิษย์น้องเสร็จแล้วหรือยัง?”
หลิงเยวี่ยรีบดึงมือกลับอย่างแนบเนียน
[ข้าเพียงลูบหน้าลูกศิษย์เท่านั้น เหตุใดต้องรู้สึกเหมือนถูกจับได้ด้วย?!]
ยูรันขยับกลับไปนั่งตัวตรง ก่อนเหลือบมองหนาวี้และส่งสายตาเป็นนัย
[คอท่านขาดแน่]
หนาวี้เข้าใจความหมายของสายตานั้นทันที ร่างกายพลันสะดุ้ง เหงื่อเย็นไหลลงมาตามแผ่นหลัง
[แค่ท่าาจารย์ลูบหน้าศิษย์น้อง ศิษย์พี่รองยังเป็นถึงเพียงนี้...]
นางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนยกมือขึ้นลูบลำคอโดยไม่รู้ตัว
[อึก! ข้าจะทำอย่างไรดี?]
[หรือควรบอกไปตรง ๆ ตอนนี้เลย?]
ไป๋หลิงสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของนาง จึงหรี่ตามอง
“หนาวี้ เจ้าเป็ะไร?”
“เหวอออ!”
หนาวี้สะดุ้งแรงจนแทบตกจากเก้าอี้
“ขะ ขะ ขะ ข้าไม่ได้เป็ะไร!”
นางรีบลุกพรวดขึ้น ก่อนกล่าวอย่างลนลาน
“ข้าขอตัวไปฝึกก่อนนะศิษย์พี่รอง! ข้าต้องรีบฝึกก้าวพริบตาให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด!”
พูดจบ หนาวี้ก็วิ่งหนีออกไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว
ไป๋หลิงมองตามแผ่นหลังของนาง ก่อนก้มลงมองอาหารซึ่งยังเหลืออยู่เต็มชาม
[แปลก...]
[อาหารยังกินไม่หมด แต่นางกลับรีบวิ่งออกไปโดยไม่เหลียวหลัง]
ดวงตาของไป๋หลิงค่อย ๆ หรี่แคบลง
[ต้องแอบไปทำเรื่องผิดอะไรมาแน่ ๆ]
หลานชิงอวี้เห็นว่าหนาวี้จากไปแล้วจึงรีบวางตะเกียบลง
“เช่นนั้นข้าก็อิ่มแล้ว ศิษย์พี่ยูสอนข้าตอนนี้เลยได้หรือไม่?”
นางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“นะ นะ ศิษย์พี่ยู...”
หลานชิงอวี้กำลังจะเข้าไปกอดแขนเขาเหมือนทุกครั้ง ทว่าพลันนึกถึงปฏิกิริยาของไป๋หลิงเมื่อครู่ขึ้นมาได้
การเคลื่อนไหวของนางหยุดชะงักกลางทางทันที
นางเหลือบมองไปทางไป๋หลิงอย่างระมัดระวัง และพบว่าศิษย์พี่รองกำลังมองตนเองอยู่พอดี
หลานชิงอวี้รีบชักมือกลับ ก่อนเปลี่ยนเป็นประสานมือไว้ด้านหน้าอย่างเรียบร้อย
“ศิษย์พี่ช่วยสอนข้าด้วยเจ้าค่ะ”
ยูรันมองท่าทางซึ่งเปลี่ยนไปกะทันหันของนางด้วยความสงสัย
“เจ้าเป็ะไร?”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ!”
[เกือบไปแล้ว...]
[ข้ายังไม่อยากถูกศิษย์พี่รองเชือดตอนนี้!]
“ได้ เรื่องมันเป็นแบบนี้”
ยูรันเริ่มอธิบายหลักการของก้าวพริบตาและเหยียบเวหาอีกครั้ง
หลิงเยวี่ย เฮยหลง และเยว่หลินต่างเงี่ยหูฟัง ขณะที่หลานชิงอวี้ตั้งใจจดจำทุกถ้อยคำอย่างเต็มที่
จนกระทั่งยูรัธิบายทั้งสองวิชาจบ หลานชิงอวี้ก็ยังไม่อยากเชื่อว่าวิชาอันน่าเหลือเชื่อเช่นนี้จะมีหลักการเรียบง่ายเพียงไม่กี่ประโยค
เฮยหลงอดทนต่อความสงสัยต่อไปไม่ไหว จึงประสานมือถามอย่างระมัดระวัง
“นายท่าน ข้ามีคำถามขอรับ ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่นายท่าธิบายเลย”
“หากแกฟังครั้งเดียวแล้วเข้าใจทันทีต่างหากถึงจะแปลก”
ยูรันตอบอย่างไม่แปลกใจ
“ไม่เช่นนั้นแต่ละวิชาจะมีตำราให้อ่านถึงหนึ่งร้อยเล่มหรือ? สงสัยอะไรก็ถามมา”
“ที่นายท่านกล่าวก็มีเหตุผลขอรับ แต่ว่า...”
เฮยหลงเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง
“หลักการของวิชาทั้งสองฟังดูคล้ายกับการบรรลุมรรคาหรือตรัสรู้ความจริงบางอย่าง”
“ก้าวพริบตาเหมือนกับการตรัสรู้วิธีย่นระยะทางระหว่างตนเองกับจุดหมาย ส่วนเหยียบเวหาก็เหมือนการตรัสรู้จนสามารถยืนและก้าวเดินไปได้ทุกแห่ง”
“นี่ แกนี่เหมือนตาแก่จาง องครักษ์ของชิงถานไม่มีผิด”
ยูรันถอนหายใจอย่างหงุดหงิด
“ชอบถามคำถามแปลก ๆ อยู่เรื่อย”
“แกทำได้เพราะตรัสรู้ ไม่ได้หมายความว่าแกเรียนรู้จนเข้าใจแล้วจึงทำได้รึไง? ตรัสรู้กับเข้าใจแตกต่างกันตรงไหน?”
“แล้วตอนนี้ข้าบอกหลักการให้แกรู้หมดแล้ว แต่แกยังทำไม่ได้ แบบนั้นเรียกตรัสรู้รึเปล่า?”
เฮยหลงอ้าปาก แต่กลับตอบอะไรไม่ออก
ยูรันจึงกล่าวต่อเป็นชุดโดยไม่เปิดโอกาสให้แทรก
“หากมันต้องบรรลุมรรคา-่าหอกเหวอะไรนั่นจริง ๆ ข้าจะสอนพวกแกไปทำไม? แล้วจะมีตำราให้ศึกษาวิชาละหนึ่งร้อยเล่มเพื่ออะไร?”
เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
“อีกอย่าง เจ้านายของแกบำเพ็ญอยู่ในวิถีแห่งดวงดาว เปิดเส้นทางดาราขึ้นมาด้วยตัวเอง และมีปลายทางเป็นการจุติกลายเป็นเทพเจ้า ยังไม่เห็นจำเป็นต้องใช้มรรคาอะไรเลย”
“จะสงสัยให้ยุ่งยากทำไม?”
“แค่ไปลองทำ ใช้ความรู้สึกกับสัญชาตญาณของตัวเองให้สอดคล้องกับตัวอย่างที่ข้าบอกไป เดี๋ยวก็ทำได้เองนั่นแหละ”
ยูรันเคาะนิ้วลงบนขมับ
“คิดสิ คิด ใช้สมองเสียบ้าง ให้ข้าต้องหงุดหงิดกับตาแก่จางเพียงคนเดียวก็พอ”
“เป็นผู้ติดตามของข้าก็ทำอะไรให้ฉลาดสมกับเจ้านายหน่อย จะโง่ไปถึงไหนกัน?”
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
ถ้อยคำเหล่านั้นแทงทะลุเข้าไปในหัวใจของคนสองคนกับงูอีกสองตัวพร้อมกัน
เฮยหลงยืนนิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
[ข้าก็แค่ถามเพราะไม่เข้าใจเองนะขอรับ...]
หลานชิงอวี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
[โชคดีที่ข้าไม่ได้เป็นคนถาม เกือบไปแล้ว...]
หลิงเยวี่ยรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมากลางอกอย่างไร้สาเหตุ
[อึก เหตุใดข้าจึงรู้สึกเจ็บแปลก ๆ?]
[รันเอ๋อร์ไม่ได้ด่าข้าด้วยซ้ำ แต่ทำไมฟังแล้วเหมือนเข้าตัวเองทุกประโยคเลย?]
ส่วนเยว่หลินเหลือบมองสามีซึ่งกำลังยืนรับคำด่าด้วยสีหน้าว่างเปล่า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
[นายท่านพูดอีกก็ถูกอีก]
[คราวหน้าหากมีข้อสงสัย ให้สามีเป็นคนถามแทนเช่นนี้แหละดีแล้ว]
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??