เรื่อง สงครามวันสิ้นโลก ผมมีระบบโทรศัพท์ข้ามภพ

ติดตาม
บทที่ 6 โทรศัพท์สามารถส่งของข้ามมิติได้งั้นเหรอ?
บทที่ 6 โทรศัพท์สามารถส่งของข้ามมิติได้งั้นเหรอ?
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

หลังจาก๦๱ุ่๲๦ิ๪อยู่ครู่หนึ่ง ฉินจงก็เดินไปที่หน้าต่าง เขาแง้มผ้าม่านออกเป็นช่องเล็ก ๆ เพื่อลอบมองออกไปข้างนอก

บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงอันสดชื่นและแสงแดดเจิดจ้าก่อนหน้านี้มลายหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เหลือเพียงกลุ่มเมฆดำทะมึนที่แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้า ดูท่าพายุฝนคงจะเทกระหน่ำลงมาอีกระลอก

เมื่อทอดสายตาออกไป ท้องถนนเบื้องล่างเต็มไปด้วยฝูงซอมบี้ที่เดินเตร็ดเตร่ไปมา จำนวนของพวกมันยุ่บยั่บเสียจนชวนให้ขนลุกซู่

เขาปิดผ้าม่านให้มิดชิดแล้วเดินกลับเข้ามาด้านใน

ฉินจงเริ่มรื้อค้นข้าวของในห้องต่อเพื่อหาของที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหาอาวุธที่ถนัดมือสักชิ้นไว้ป้องกันตัว

ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ก็คงต้องพึ่งมีดอีโต้ในครัว อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องสู้มือเปล่า

ฉินจงคาบบุหรี่ที่บังเอิญค้นเจอในตู้ เดินวนหาของอยู่หลายห้อง แต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อดันไปสะดุดเข้ากับปลอกดาบยาวเล่มหนึ่งซ่อนอยู่หลังตู้หนังสือในห้องทำงาน

ถึงแม้ตัวเขาจะไม่มีความรู้เรื่องดาบสักเท่าไหร่ แต่โชคดีที่ 'วายหม่าว' เพื่อนซี้ของเขาเป็นพวกคลั่งไคล้ดาบมาตั้งแต่เด็ก

จากการโดนเพื่อนกรอกหูอยู่บ่อย ๆ ทันทีที่เห็นดาบเล่มนี้ คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของฉินจงก็คือ 'ดาบเหมียวเตา'

ตัวดาบมีความยาวสามฟุตแปดนิ้ว ส่วนด้ามจับยาวหนึ่งฟุตสองนิ้ว

มันคือการผสมผสานจุดเด่นของอาวุธสองประเภทอย่างดาบและหอกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จะใช้แทงแบบหอกหรือฟันแบบดาบก็ได้ จะจับมือเดียวหรือสองมือก็ถนัดถนี่

ตามที่วายหม่าวเคยเล่าให้ฟัง ดาบเหมียวเตามีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก

ในยุคอาวุธเย็นสมัยโบราณ มันคืออาวุธสังหารที่ร้ายกาจสุด ๆ เพียงแต่คนทั่วไปมักจะใช้งานมันได้ไม่คล่องมือนัก

ฉินจงถือดาบเหมียวเตาไว้ในมือพลางพิจารณาอย่างละเอียด

ตัวดาบถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างประณีตบรรจง ปลอกดาบเป็นสีขาวงาช้าง

เขาลองยกดาบขึ้นมาตวัดฟันในอากาศสองสามครั้ง ฉินจงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ดาบดีทีเดียว แถมยังมีน้ำหนักเข้ามือสุด ๆ

แต่น่าเสียดายที่ดาบเหมียวเตาเล่มนี้ดูเหมือนจะถูกทำขึ้นมาเพื่อเป็นของประดับบารมีเสียมากกว่า คมดาบจึงยังไม่ได้ถูกเปิดออก หากต้องการใช้มันบั่นคอศัตรู ก็จำเป็นต้องลับคมเสียก่อน ไม่อย่างนั้นมันก็คงมีค่าไม่ต่างอะไรกับท่อนฟืนทื่อ ๆ

ฉินจงค้นดูจนทั่วทุกห้องแล้วแต่กลับไม่เจอหินลับมีดเลยสักก้อน ด้วยความจนใจ เขาจึงตัดสินใจงัดกระเบื้องตรงอ่างล้างจานในห้องครัวออก แล้วนำดาบไปลับกับพื้นซีเมนต์หยาบ ๆ แทน

การทำแบบนี้ย่อมกินทั้งแรงและเวลา แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ นี่คือทางออกที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้แล้ว

กว่าจะลับคมดาบเสร็จ แสงสว่างของช่วงกลางวันก็ใกล้จะหมดลง

การอดนอนมาเป็นเวลานานทำให้เปลือกตาของฉินจงหนักอึ้งจนแทบจะปิดเข้าหากัน

เขาฝืนทนความง่วงงุน ถือดาบเดินเข้าไปในห้องนอนเล็กแล้วจัดการล็อกประตูอย่างแน่นหนา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยพอ จึงออกแรงดันตู้เสื้อผ้ามาขวางทับหลังประตูไว้อีกชั้น

เมื่อเห็นด่านป้องกันที่แน่นหนา เขาถึงได้รู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง

ตอนนี้ ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทลงแล้ว

พอมองผ่านบานหน้าต่างออกไป ภายในตึกรามบ้านช่องรอบ ๆ ไม่มีบ้านไหนเปิดไฟเลยแม้แต่ดวงเดียว

ไกลออกไปสุดสายตามีเพียงตึกสูงตระหง่านที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดอันเงียบงัน

เมื่อทอดสายตาไปจนสุดขอบฟ้า จะเห็นประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่าทะลุชั้นเมฆลงมาเป็นระยะ ๆ ดูเหมือนพายุฝน-่าใหญ่กำลังเตรียมจะเทกระหน่ำลงมาได้ทุกเมื่อ

เมื่อเห็นภาพความวิปโยคทั้งหมดนี้ ฉินจงก็ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ

นี่แหละคือวันสิ้นโลก เป็นโลกที่คนกินคน

ต่อให้ตอนนี้จะมีผู้รอดชีวิตคนอื่นอยู่แถวนี้ ก็คงซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ในซอกหลืบไหนสักแห่ง และไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาเหมือนกับเขานี่แหละ

ฉินจงไม่กล้าแม้แต่จะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ๆ เสียด้วยซ้ำ เขาเลือกที่จะทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงอยู่ข้างเตียงเพื่อพักผ่อนแทน เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมา เขาจะได้ไหวตัวตอบโต้ได้ทันท่วงที

กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!

ในขณะที่ฉินจงกำลังสะลึมสะลือ จู่ ๆ เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็แผดร้องขึ้นมาทำลายความเงียบ

ฉินจงสะดุ้งตื่นเต็มตา เขารีบเบิกตากว้างมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่ารอบด้านยังคงปลอดภัยดีและไม่มีอันตรายใด ๆ เขาถึงค่อย ๆ วางดาบเหมียวเตาในมือลง

กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!

เขาคว้าโทรศัพท์ที่กำลังแผดเสียงร้องขึ้นมาดู

เมื่อเห็นเบอร์แปลกหน้าที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอ ฉินจงก็ขมวดคิ้วมุ่น กดรับสายแล้วกรอกเสียงต่ำลงไป

"ฮัลโหล..."

ในเวลาเดียวกัน ณ ภายในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในเมืองจิงตู

ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนขมวดคิ้วแน่น แววตาของเธอฉายรอยความวิตกกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิด นิ้วมือซ้ายลูบไล้นิ้วชี้ข้างขวาเบา ๆ อย่างลืมตัว

ปลายนิ้วของเธอยังคงสัมผัสได้ถึงรอยจาง ๆ ของแหวนวงสำคัญที่เคยสวมใส่มันอยู่เสมอ

"โอ๊ย! แหวนที่คุณย่าทิ้งไว้ให้มันหายไปไหนของมันเนี่ย!"

เมื่อคืนนี้ แหวนวงโปรดของเธออันตรธานหายไปอย่างลึกลับ ต่อให้เธอจะแทบพลิกแผ่นดินรื้อหาจนทั่วแล้วแต่ก็ยังไม่เจอ

การที่แหวนสืบทอดของตระกูลหายไปแบบนี้ ทำให้ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนรู้สึกร้อนรนและหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก

ในระหว่างที่เธอกำลังกระวนกระวายใจ จู่ ๆ ประกายความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว

ใช่แล้ว! โทรศัพท์ที่เธอโทรออกไปเมื่อคืนตอนอยู่บ้านเพื่อนสนิทคนนั้นไง!

หลังจากวางสาย เธอก็ลองกดโทรออกไปอีกครั้ง แต่มันกลับไปติดสายของไอ้สารเลวหวังเชียนโดยตรง ไม่ได้ติดต่อไปหาผู้ชายประหลาดคนนั้นอีกเลย

หรือว่า... แหวนที่หายไปจะไปเกี่ยวพันอะไรกับผู้ชายประหลาดคนนั้น?

แม้จะรู้สึกว่าความคิดนี้มันแปลกประหลาดหลุดโลกเกินไปหน่อย แต่ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนก็ตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงดู

เธอถือโทรศัพท์เดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ที่หน้าต่าง มองดูสายฝนที่กำลังเทกระหน่ำอยู่ด้านนอก

ประธานสาวรูดผ้าม่านปิดลง แล้วกดโทรออกหาเบอร์ของหวังเชียนอีกครั้ง

ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...

รอเพียงไม่นานนัก สายก็ถูกเชื่อมต่อ

ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ครั้งนี้... จะโทรติดผู้ชายคนที่อ้างว่ากำลังโดนซอมบี้ล้อมอยู่นั่นอีกไหมนะ

"ฮัลโหล..."

ในขณะที่ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนกำลังเหม่อลอย ปลายสายก็กดรับพร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่ดังลอดออกมาจากลำโพงโทรศัพท์

เมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคยนี้ หัวใจของซุนเสี่ยวเ๮๾ียนก็กระตุกวูบ

ผู้ชายคนเมื่อคืนจริง ๆ ด้วย!

เธอรีบกรอกเสียงถามกลับไปอย่างระมัดระวัง "นั่น... ฉินจงใช่ไหม?"

"หืม?"

เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ดูระมัดระวังจากปลายสาย ฉินจงก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างสุดขีด

เขารีบตอบกลับไปทันที "ฉันเอง ฉันฉินจง ว่าแต่เธอ... เธอโทรติดเครื่องฉันได้ยังไงเนี่ย?"

"ฉัน... ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ตกลงว่านี่นายอยู่ในปี 2034 จริง ๆ เหรอ?"

เมื่อซุนเสี่ยวเ๮๾ียนสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงตื่นเต้นของผู้ชายฝั่งตรงข้าม เธอก็อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามคำถามที่ค้างคาใจเธอมาตลอดทั้งคืนออกไป

ฉินจงได้ยินคำถามของซุนเสี่ยวเ๮๾ียนก็อึ้งไปนิดหนึ่ง เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานผู้หญิงคนนี้บอกว่าตัวเองอาศัยอยู่ในปี 2024

ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงออกไป "ใช่ ฉันอยู่ในปี 2034"

"นี่มัน..."

ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนลังเลไปชั่วขณะ พูดตามตรง เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเรื่องพรรค์นี้เลยสักนิด แต่สัญชาตญาณก็บอกเธอว่าผู้ชายคนนี้ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาแต่งเรื่องโกหกหลอกลวงเธอ

เมื่อนึกถึงแหวนของตัวเองที่หายไป ประธานสาวจึงลองหยั่งเชิงถามดู "ฉินจง เมื่อวานนายบังเอิญเห็นแหวนวงหนึ่งหล่นอยู่บ้างไหม?"

"แหวนเหรอ?"

คำถามของซุนเสี่ยวเ๮๾ียนทำให้ฉินจงชะงักงันไปทันที

เขาฉุกคิดถึงแหวนปริศนาที่เพิ่งโผล่มาเมื่อคืน... หรือว่าแหวนวงนั้นจะเป็นของยัยนี่หรอกเหรอ?

แล้วทำไมแหวนวงนั้นถึงโผล่ข้ามเวลามาอยู่ฝั่งเขาได้ล่ะ?

นี่โทรศัพท์มือถือของเขาไม่เพียงแต่เชื่อมต่อสัญญาณกับโลกอดีตได้ แต่มันยังสามารถส่งสิ่งของข้ามมิติเวลาได้ด้วยงั้นเหรอเนี่ย?!

ทว่ายังไม่ทันที่ฉินจงจะได้สติ จู่ ๆ จากปลายสายก็มีเสียงก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ดังแทรกเข้ามา

ดูเหมือนจะมีคนกำลังเคาะประตูห้องของเธอ

"เข้ามาสิ!"

ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนรีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

แกร๊ก!

เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักออก หญิงสาวสวมแว่นตากรอบดำคนหนึ่งเดินก้าวเข้ามาในห้องอย่างเร่งรีบ

"ประธานซุนคะ มีเรื่องด่วนต้องรายงานให้ทราบค่ะ!"

เลขาตาสวมแว่นมีสีหน้าร้อนรน ดูเหมือนกำลังเผชิญกับเรื่องยุ่งยากคอขาดบาดตายอะไรสักอย่าง ทันทีที่เห็นซุนเสี่ยวเ๮๾ียน เธอก็รีบละล่ำละลักรายงานอย่างร้อนใจ

"เงินทุนหมุนเวียนในบัญชีของบริษัทเราตอนนี้มีไม่พอแล้วค่ะ! กำหนดชำระเงินล่วงหน้าให้ 'ว่านไห่เทคโนโลยี' เหลือเวลาอีกแค่สี่วันเท่านั้น เราจะทำยังไงกันดีคะ?"

"อ่า..."

พอได้ยินคำรายงานของเลขา ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับด้วยความสงสัย

"ข้อตกลงวิจัยและพัฒนายาตัวใหม่ที่คุณปู่เซ็นไว้ก่อนตายน่ะเหรอ?"

"ใช่ค่ะ ประธานซุน"

เลขาพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนก แล้วอธิบายรัวเร็ว

"บริษัทของเราเน้นผลิตนวัตกรรมยาใหม่ ๆ เป็นหลัก ทุกปีเราจะต้องเซ็นสัญญาพัฒนายาตัวใหม่กับว่านไห่เทคโนโลยี ค่าใช้จ่ายรายปีอยู่ที่สามสิบล้านหยวน ซึ่งเราต้องจ่ายล่วงหน้าสิบเปอร์เซ็นต์... หรือก็คือสามล้านหยวนค่ะ"

"ในบัญชีบริษัทไม่มีเงินเหลือแม้แต่สามแสนเลยงั้นเหรอ?"

ซุนเสี่ยวเ๮๾ียนอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

ต้องเข้าใจก่อนนะว่า 'เทียนไห่ฟาร์มาซูติคอล' ที่คุณปู่ของเธอเป็นคนก่อตั้งขึ้นมานั้น เป็นถึงหนึ่งในร้อยบริษัทยาชั้นนำระดับประเทศ ยาตัวหลักหลายรายการของบริษัทก็ทำยอดขายถล่มทลายมาโดยตลอด

ตามที่เธอประเมินเอาไว้ ในบัญชีของบริษัทควรจะมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองไว้อย่างต่ำ ๆ ก็ประมาณหนึ่งล้านหยวนเสมอเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับกรณีฉุกเฉิน มันไม่สมควรจะเกิดสถานการณ์เงินช็อตจนไม่มีจ่ายแม้กระทั่งเงินแค่สามแสนหยวนแบบนี้สิ!

ตอนต่อไป
บทที่ 7 ลอตเตอรี่ที่การันตีถูก...

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา