เรื่อง ระบบการค้าเซียนกับภารกิจพิชิตทายาทของพระเจ้าทั้งแปด

ติดตาม
ตอนที่ 205 การเริ่มต้นของหอเซียนอมตะ
ตอนที่ 205 การเริ่มต้นของหอเซียนอมตะ
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

 ทั่วทั้งลานกว้างตกอยู่ในความเงียบงันอย่างประหลาด สมาชิกกองกำลังกะโหลกดำกว่าห้าร้อยชีวิตต่างยืนนิ่งอยู่กับที่


สีหน้าของแต่ละคนแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนหลายคนจะค่อยๆหันมองซ้ายทีขวาที มองใบหน้าของสหายรอบข้าง แล้วจึงย้อนกลับมามองตัวเองเหมือนกำลังพยายามค้นหาว่าสิ่งใดในรูปลักษณ์ของพวกตนที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับคำว่าหน้าตาดีได้บ้าง


ทว่าหลังจากพินิจอยู่หลายอึดใจ ผลลัพธ์ที่ได้กลับยิ่งทำให้บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนกว่าเดิม


บางคนมีรอยแผลเป็นพาดผ่านตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงคาง บางคนฟันหายไปหลายซี่ บางคนจมูกเบี้ยวจากการต่อสู้


ขณะที่อีกไม่น้อยมีรูปลักษณ์ดุดัน เหมือนเพียงแค่เดินผ่านตลาดยามค่ำคืนก็คงทำให้ชาวบ้านรีบปิดประตูหนี


หากจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่ากองกำลังหน้าตาดี มันก็ดูจะเป็นการท้าทายสายตาของผู้คนอยู่ไม่น้อย แม้แต่หัวหน้ากองกำลังกะโหลกดำเองก็อดไม่ได้ที่จะก้มมองร่างอันใหญ่โตของตน ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะโล้นซึ่งสะท้อนแสงแดดอยู่เล็กน้อย สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลังเลปนสงสัย


“นะ.. นายท่านผู้ยิ่งใหญ่”


“รูปลักษณ์อย่างข้า.. กับไอ้เจ้าพวกนี้เนี่ยนะที่เรียกว่าหน้าตาดี?”


“ท่านแน่ใจหรือขอรับว่าไม่ได้พูดผิด?”


คำถามนั้นทำให้สมาชิกโดยรอบพากันพยักหน้าอย่างพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


หนิงซางเย่เองถึงกับนิ่งไปเล็กน้อย


เขากวาดสายตามองใบหน้าของผู้คนทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนจะพบอย่างน่าเศร้าว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ตั้งคำถามโดยไร้เหตุผลแต่อย่างใด


หากจะให้กล่าวตามตรง ต่อให้ค้นหาคนหน้าตาดีจากคนทั้งห้าร้อยคนนี้อย่างจริงจัง บางทีก็คงต้องใช้เวลาอยู่ไม่น้อย


ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดปากแล้วกระแอมเบาๆสองครั้ง พยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่งที่สุด


“เรื่องชื่อไม่ใช่ประเด็นสำคัญ!”


“คำว่ากองกำลังคนหน้าตาดีจะใช้เรียกกันเฉพาะในหมู่พวกเราเท่านั้น!”


“ส่วนเมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอก.. พวกเจ้าจะมีอีกชื่อหนึ่ง!”


“จงจำเอาไว้ให้ดี นับจากวันนี้เป็นต้นไปโลกภายนอกจะรู้จักพวกเจ้าในนามหอเซียนอมตะ!”


สิ้นคำว่าหอเซียนอมตะ บรรยากาศซึ่งเคยชวนขบขันพลันเปลี่ยนไปในทันที หลายคนค่อยๆยืดแผ่นหลังตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้จะยังไม่เข้าใจว่าชื่อดังกล่าวมีความหมายลึกซึ้งเพียงใด แต่เพียงได้ยินก็ทำให้รู้สึกถึงความสูงส่งและทะเยอทะยานอย่างยากจะอธิบาย


หนิงซางเย่ทอดสายตามองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างเห็นได้ชัด


“ฟังให้ดีไอ้พวกเศษขยะ!”


“ข้ายอมรับพวกเจ้าเข้ามา.. ไม่ได้หมายความว่าพวกเจ้าจะสามารถใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไปได้!”


“หอเซียนอมตะของข้าไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์”


“ข้าไม่สนว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้าจะเคยถูกสำนักใดดูแคลน เคยถูกใครหัวเราะเยาะ หรือเคยถูกตราหน้าว่าไม่มีอนาคต!”


“ตั้งแต่วันนี้เรื่องเหล่านั้นจะไม่มีความหมายอีกต่อไป!”


“สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือต้องแข็งแกร่งขึ้น!”


สมาชิกหลายคนเริ่มกำหมัดแน่น ดวงตาซึ่งเคยหม่นหมองค่อยๆปรากฏประกายขึ้นทีละน้อย


“แต่ข้าจะเตือนพวกเจ้าเอาไว้ก่อน”


“ผู้ใดได้รับโอกาสแล้วกลับไม่รู้จักไขว่คว้า เอาแต่กินเหล้า เล่นพนัน เสเพล หรือใช้เวลาทิ้งไปอย่างไร้ค่า คนผู้นั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในหอเซียนอมตะต่อไป ข้าไม่ต้องการคนขี้เกียจ ไม่ต้องการคนขี้ขลาด และยิ่งไม่ต้องการคนที่เอาความอ่อนแอมาเป็นข้ออ้างให้กับความล้มเหลว!”


“เพราะโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่เคยเมตตาผู้อ่อนแอ!”


“ไม่มีใครหยุดรอพวกเจ้า ไม่มีใครย้อนกลับมาให้โอกาสเป็นครั้งที่สอง!”


“เพราะฉะนั้นในเมื่อวันนี้ข้ายื่นโอกาสนั้นมาไว้ตรงหน้าแล้ว เศษขยะอย่างพวกเจ้าทั้งหมดก็จงกัดฟันคว้ามันเอาไว้ให้แน่นที่สุด!”


“หากผู้ใดคิดว่าตนเองทำไม่ได้ก็เดินออกจากที่นี่เสียตั้งแต่ตอนนี้!”


“แต่ถ้าเลือกจะอยู่.. ข้าหนิงซางเย่จะไม่ยอมให้พวกเจ้ากลับไปเป็นคนไร้ค่าแบบเดิมอีก!”


คำกล่าวเหล่านั้นดังก้องไปทั่วลานกว้าง


ผู้คนจำนวนมากมีสีหน้าสั่นไหว เหมือนบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ภายในจิตใจกำลังถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง


พวกเขาอาจเคยเป็นอันธพาล เคยเป็นโจร เคยเป็นคนที่ถูกโลกของผู้บำเพ็ญเพียรมองข้าม


ทว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเองก็เคยมีความฝัน เคยอยากกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง เคยอยากเหาะเหินเหนือเมฆา เคยอยากให้ผู้คนเอ่ยนามด้วยความเคารพ เพียงแต่หลังจากถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความฝันเหล่านั้นก็ค่อยๆถูกฝังกลบอยู่ใต้ความผิดหวัง


กระทั่งสุดท้ายหลงเหลือเพียงชีวิตที่ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น


แต่เวลานี้มีคนผู้หนึ่งกำลังบอกพวกเขาว่าเส้นทางนั้นยังไม่จบ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


ชายหัวโล้นก้าวออกมาด้านหน้าเป็นคนแรก ก่อนคุกเข่าลงกับพื้นอย่างหนักแน่น


“ข้าเต็มใจติดตามนายท่าน!”


“จากวันนี้เป็นต้นไป.. ชีวิตของข้าเป็นของหอเซียนอมตะ!”


“หากวันใดข้าเกียจคร้าน หากวันใดข้ากลับไปใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าอีก ขอให้นายท่านลงโทษข้าได้ตามสมควร!”


ทันใดนั้นเสียงคุกเข่าก็ดังขึ้นต่อเนื่องไปทั่วลาน สมาชิกกว่าห้าร้อยชีวิตต่างประสานมือพร้อมกัน


“พวกเราขอสาบานว่าจะติดตามนายท่าน!”


“นับจากวันนี้จะไม่ใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าอีก!”


“จะไม่ยอมให้ผู้ใดเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพวกเราอีก!”


“จะฝึกฝนจนกว่าจะมีพลังเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตด้วยมือตนเอง!”


“หอเซียนอมตะจงรุ่งเรือง!”


แม้กลุ่มคนตรงหน้าจะยังคงอ่อนแอ และยังห่างไกลจากคำว่าผู้แข็งแกร่งอยู่มาก ทว่าอย่างน้อยที่สุดสิ่งหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นั่นคือสายตาของพวกเขา จากสายตาของผู้ยอมจำนนต่อโชคชะตา ค่อยๆกลายเป็นสายตาของผู้ที่ต้องการแย่งชิงอนาคตกลับคืนมาด้วยตัวเอง


นับจากวันนั้นกองกำลังกะโหลกดำก็ไม่มีอยู่อีกต่อไป


สิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นแทน คือกองกำลังคนหน้าตาดีในหมู่พวกเดียวกัน และหอเซียนอมตะในสายตาของโลกภายนอก


สำหรับโครงสร้างภายใน ชายหัวโล้นได้รับตำแหน่งเป็นผู้นำคนแรกของสมาชิกทั้งห้าร้อยชีวิต มีฐานะรองลงมาจากหนิงซางเย่และชินหวังเซียนเพียงสองคนเท่านั้น เป็นเพราะเขาได้รับถ่ายทอดวิชารังสรรค์ชีวิตอนันต์รูปแบบที่สาม


วิชานี้มีโครงสร้างซึ่งแตกต่างจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะทั่วไปอย่างสิ้นเชิง


ชินหวังเซียนครอบครองรูปแบบที่หนึ่ง หนิงซางเย่ครอบครองรูปแบบที่สอง ส่วนชายหัวโล้นได้รับรูปแบบที่สาม


ลำดับเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงชื่อเรียก หากยังเชื่อมโยงกับอำนาจการควบคุมซึ่งฝังลึกอยู่ในแก่นของวิชา


ผู้ครอบครองรูปแบบระดับสูงกว่าในลำดับต้นสามารถกดข่มรูปแบบที่อยู่ต่ำกว่าได้โดยตรง


รูปแบบที่หนึ่งสามารถควบคุมรูปแบบที่สอง รูปแบบที่สาม และรูปแบบลำดับต่อไปทั้งหมด


รูปแบบที่สองสามารถควบคุมรูปแบบที่สามและระดับต่ำกว่านั้น ทว่าไม่อาจย้อนกลับไปบังคับผู้ครอบครองรูปแบบที่หนึ่งได้


ส่วนรูปแบบที่สามก็จะเป็นเช่นเดียวกัน สามารถกดข่มรูปแบบที่สี่ลงไป แต่ไม่มีสิทธิ์ต่อต้านรูปแบบที่อยู่เหนือกว่า


มันคือระบบลำดับชั้นที่ถูกสลักเอาไว้ในแก่นแท้ของเคล็ดวิชาอย่างสมบูรณ์


ไม่ว่าจะพยายามฝืนเพียงใด ผู้ที่อยู่ลำดับต่ำกว่าก็ไม่สามารถใช้พลังของวิชานี้ย้อนกลับไปทำร้ายผู้ที่อยู่เหนือกว่าตนได้


ด้วยเหตุนี้เอง ตราบใดที่สายวิชารังสรรค์ชีวิตอนันต์ยังคงถูกถ่ายทอดออกไป ลำดับอำนาจภายในหอเซียนอมตะก็จะมั่นคงอย่างยิ่ง


และไม่เพียงเท่านั้น นอกจากวิชารังสรรค์ชีวิตอนันต์รูปแบบที่สามแล้ว ชายหัวโล้นยังได้รับเคล็ดวิชาอีกหนึ่งแขนงจากหนิงซางเย่โดยตรง


ทันทีที่ข้อมูลของวิชาทั้งสองหลั่งไหลเข้าสู่หัวสมองของตน สีหน้าของเขาก็แข็งค้างไปอย่างสมบูรณ์


จากนั้นดวงตาคู่นั้นก็เบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายอันใหญ่โตถึงกับสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม


“วะ.. วิชาระดับเทพ?!”


“สองวิชา.. นี่เป็นวิชาบ่มเพาะระดับเทพจริงๆหรือขอรับ?!”


“นายท่าน.. ท่านมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใดกันแน่? หรือท่านเป็นทายาทของขุมอำนาจโบราณ?!”


“ของเช่นนี้ต่อให้เป็นราชวงศ์ใหญ่ก็ใช่ว่าจะสามารถนำออกมามอบให้ผู้อื่นได้ง่ายๆมิใช่หรือ?”


น้ำเสียงของชายหัวโล้นสั่นอย่างเห็นได้ชัด เกิดจากความตกตะลึงจนเกินกว่าจะควบคุมอารมณ์ได้


สมาชิกกองกำลังคนอื่นๆซึ่งอยู่ใกล้ต่างได้ยินคำว่าวิชาระดับเทพอย่างชัดเจน


ในพริบตาเดียวทั้งลานกว้างก็เงียบลงอีกครั้ง เป็นความตื่นตะลึงที่รุนแรงจนไม่มีผู้ใดรู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดออกมา


เพราะต่อให้คนเหล่านี้จะด้อยพรสวรรค์เพียงใด ต่อให้พื้นฐานความรู้จะต่ำต้อยมากเพียงไหน พวกเขาก็ยังถือกำเนิดและเติบโตอยู่ภายในดินแดนแห่งพระเจ้า ทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เคยได้ยินเรื่องวิชาบ่มเพาะระดับเทพ


สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดา เคล็ดวิชาระดับนั้นไม่ได้เป็นเพียงสิ่งล้ำค่า ทว่ามันแทบจะเป็นตำนานปรัมปรา


เป็นสิ่งซึ่งมีเพียงเหล่าขุมอำนาจสูงสุด ตัวตนโบราณ หรือสายเลือดที่ยืนอยู่เหนือผู้คนทั่วไปเท่านั้นจึงมีสิทธิ์สัมผัส


ผู้บำเพ็ญเพียรชั้นล่างจำนวนมาก ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็คงไม่มีโอกาสกระทั่งจะได้เห็นหรือได้ยินชื่อของวิชาเช่นนี้ด้วยตาตนเอง แต่เวลานี้ชายผู้ซึ่งเมื่อไม่นานก่อนยังเป็นเพียงหัวหน้าอันธพาลระดับต่ำ กลับได้รับมันถึงสองแขนง


และที่สำคัญยิ่งกว่าคือหนิงซางเย่ไม่ได้แสดงท่าทีเสียดายเลยซักนิด


ชายหัวโล้นก้มมองฝ่ามือของตนเองอย่างเหม่อลอย ขอบตาค่อยๆแดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว


เมื่อหลายปีก่อน เขาเคยถูกขับไล่ออกจากประตูสำนักเพราะถูกตัดสินว่าไร้พรสวรรค์


เวลานั้นไม่มีใครแม้แต่จะยอมถ่ายทอดวิชาพื้นฐานที่สมบูรณ์ให้กับเขา


แต่วันนี้คนผู้หนึ่งกลับโยนวิชาระดับเทพมาให้โดยไม่ลังเล ความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบันราวกับสวรรค์และเหวลึก


ตัวของเขาคุกเข่าลงอีกครั้ง คราวนี้หน้าผากแทบจะแตะพื้น น้ำแทบไหลออกมาจากเปลือกตาของตน


“นายท่าน.. ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดมีค่าพอจะตอบแทนท่านได้ อันที่จริงชีวิตนี้ของข้าเดิมทีก็ไม่ได้มีค่ามากมายอยู่แล้ว แต่ในเมื่อท่านยอมมอบเส้นทางใหม่ให้แก่ข้า ต่อให้วันหน้าต้องบุกทะเลเพลิง ข้ามภูเขาศพ หรือยืนเป็นศัตรูกับผู้คนทั้งโลก ข้าก็จะไม่มีวันถอย!”


“แล้วหากข้าทรยศต่อหอเซียนอมตะ ขอให้สวรรค์และปฐพีทำลายวิญญาณของข้าจนไม่เหลือโอกาสเกิดใหม่!”


สมาชิกอีกห้าร้อยกว่าคนต่างมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นรัว


บางทีการพบหนิงซางเย่ในวันนี้อาจไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขาก็เป็นได้


...

B1 : บอกเลยว่าไอ้โล้นนี้ตัวตึงเลยละ

B1 : ตึง-่าไร โคตรกากต่างหากละ 555+


ตอนต่อไป
ตอนที่ 206 ขี้โกงอย่างถึงที่สุด

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา