เทพเจ้า...ร่างทรง..พิธีกรรม
ตอน..ประเภทของ "พิธีกรรม"
โลกใบนี้ ใคร ๆ ก็ว่ากลมมันหมุนรอบตัวมันเอง เปรียบให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทุกครั้งที่มันหมุนไปนั้นเป็นการคละเคล้าเรื่องราวระหว่างผู้คน สัตว์ สิ่งของ ให้ปะปนกัน ก่อเกิดความสมดุลย์ไปตามครรลองของธรรมชาติซึ่ง"มนุษย์"เราต่างก็บอกว่า ดำเนินไปตามวิถีที่ "เทพเจ้ากำหนดมา หากเป็นคนจนที่เราเห็นและได้ฟังบ่อย ๆ ก็จะเป็นคำว่า "ตามชะตาฟ้าลิขิต "ฯลฯ
ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลกลใดก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็จะมีความหมายไม่แตกต่างกันเลย คือคำว่าเทพเจ้าและฟา ในที่นี้ให้หมายถึงผู้ที่มีบทบาทอยู่เหนือมนุษย์โลก ที่เหล่าลรรดามนุษย์ทั้งหลาย "เชื่อ"ว่าอยู่สูงกว่า รอบรู้ เรื่องราวต่าง ๆ มากกว่าและไม่สามารถมองเห็นตัวตนที่แน่นอนได้ ออกลักษณะเป็น "นามธรรม" แต่ขณะเดียวกันการแสดงออกที่มนุษย์เข้าใจและการสื่อสรกับ "เทพเจ้า"เหล่านั้นได้ก็คือ "ตัวแทน" ซึ่งเป็น "รูปธรรม" ที่เรารู้จักกันในนาม "ร่างทรง" และการจัดให้มี "พิธีกรรมและพิธีการ" นั่นเอง
แม้ว่า โลกในปัจจุบันจะมีความเจริญรุดหน้าไปมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่กระแสความเชื่อใโบกใบเล็กแห่ง "ศาสตร์" แขนงหนึ่งก็ยังเกาะติดกับวิถีชีวิตของผู้คนมิมีเสือมสลายไป นับตั้งแต่บรรพบุรุษมาจากรุ่นต่อรุ่นซึ่งเราจะเห็นได้โดยง่ายจากสังคมปัจจุบันที่โลกวัตถุเจริญจนถึงดวงดาวนอกโลกแต่ในทางกลับกันความเจริญของวัตถุก็ไม่ได้พิสูจน์โลกแห่ง"ไสยศาสตร์"ให้กระจ่างชัดได้เลยสักครั้ง นอกจากมีการศึกษาศาสตร์แขนงนี้มากขึ้น แสดงให้เห็นว่าโลกใบเล็กนี้ยังคงเป็นปริศนาเรื่องเร้นลับี่ท้าทายให้ต้องค้นคว้า ศึกษาเพื่อนำมาซึ่งการเปิดเผยมากขึ้น เพราะศษสตร์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนจนไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม ทั้งเรื่องพิธีการ พิธีกรรม
พิธี หมายถึง งานที่จัดขึ้นเพื่อความขลัง,แบบ,อย่าง,ทำเนียม,การกำหนด,รูปแบบ
กรรม หมายถึง "การกระทำ" ซึ่งในความหมายของการกระทำนี้ก็มีแยกเรียกไปตามการกระทำ,บาป,เคราะห์,เช่น มีกรรม หากคำนี้มาเกี่ยวของกับ ความตาย ก็จะเรียก"ถึงแก่กรรม"และเมื่อเข้าใช้กับคำว่าการก็เป็น การงาน,กิจ เช่น พลีกรรม,พิธี เป็นต้น
พอเราได้ความหมายข้างต้นแล้วเราก็ลองนำมารวมกันมันก็จะได้คำแบบนี้
พลี คือ การบวงสรวง,เครื่องบวงสรวง,ส่วย(ถวายสิ่งของ),การบูชา,การสรวงเชิญ
พิธีกรรม คือ การบูชา
พิธีการ คือ การที่เกี่ยวกับพิธีแบะแบบแผน ที่มีขั้นตอนที่เป็นระเบียบ
ทั้งหมดนี่คือความหมายที่ตรงตัวเข้าใจง่าย ๆ ส่วคำว่า "เทพเจ้า " หรือ "ร่างทรง " ทั้งหลาย ที่เห็นกันมากมายในโลกยุคโลกาภิวัฒน์นี้
เรามาดูกันสิว่าจะมีความสอดคล้องหรอมีความเหมือนและต่างกันหรือไม่ อย่างไร?
พิธีกรรมและพิธีการ
พิธีกรรมและพิธีการ
ในความหมายที่เกี่ยวข้องกับ "ศาสตร์"แขนงต่าง ๆ ...เหมือนและต่างกันอย่างไร?
พิธีกรรม คือ การกระทำซึ่งออกมาเป็นรูปแบบของการอ้อนวอน ขอร้องจาก "เทพเจ้า" หรือ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์"ที่มองไม่เห็นตัวตน เพื่อให้ได้มาซึ่งพรอันเป็นมงคล โดยมีการถวายสิ่งของ หรือที่เรียกตามคำศัพท์ในพิธีว่า "การพลี" เพื่อเป็นการรำลึกนึกถึงวอนขอ ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้า เพื่อเป็นการบูชา
พิธีการ คือ การกระทำที่มีแบบแผนและแบบอย่างที่ดีจาก "ครูบาอาจารย์" หรือ "ผู้รู้"ซึ่งในที่นี้ก็ให้เป็น พราหมณ์,โหร,หรือผู้เชี่ยวชาญที่เราเรียกว่า "ครู" เป็นผู้นำในการทำพิธีเป็นอันสืบเนื่องต่อเนื่องกันต่อ ๆ มาเพื่อความถูกต้องและสมบูรณ์แบบและให้เป็นแก่นของการประกอบพิธี
พิธี คือ การเป็นรู)แบบ ที่มีระบบแบบแผนอันพึงปฏิบัติตาม
ดังนั้น พิธีจึงมักจะมีการพัฒนารูปแบบ แบบแผน เพื่อให้สอดคล้องกับผู้คนในแต่ละถิ่นฐานสืบเนื่องกันมาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งโดยมากมักเป็นไปในลักษณะการผสมผสานระหว่างพิธีที่มีอยู่เดิมกับของใหม่ซึ่งเข้ามามีบทบาทด้วย อย่างของไทยก็จะผสมผสานการนับถือศาสนาพราหมณ์ดั้งเดิมกับศาสนาพุทธจนแทบจะแยกแยะไม่ออกว่าพิธีไหนพุทธ และไพิธีไหนพราหมณ์ อาธิพิธีแรกนาขวัญ,พิธีแต่งงาน,พิธีลอยกระทง,พิธีบูชาในเดือน 12,พิธีไหว้ครู,พิธีเรียกขวัญ ฯลฯ
ไม่ว่าจะเป็นพิธีการใด ๆ ก็ตามค่ะ พิธรการเหล่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการกระทำบูชาเทพเจ้า,พระเจ้า ของแต่ละกลุ่มแต่ละคนตามแต่ที่ตนเองนับถือครั้นเมื่อมีการกระทำแบบสอดคล้องแต่การแสดงการบูชาบ่อยครั้งหรือมากขึ้น ความคุ้นเคยจึงกลายมาเป็นการยกย่องเทพเจ้าให้เป็นครูบาอาจารย์ในแต่ละแขนงวิชาตามที่ตนศรัทธานับถือไปในที่สุด
ทีนี้ก็มาดูการจำแนกด้านการทำพิธีการและพิธีกรรมต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้าง
หากเราจะแยกพิธีพิธรการตามลักษณะที่เกิดขึ้นในศษสตร์ของโลกแห่งศรัทธาแล้วละก็ประเภทของพิธีกรรมนั้นเราอาจจะแบ่งย่อย ๆ ตามความเข้าใจออกมาได้ดังนี้คือ
1.การประกอบพิธีกรรม ประเภทประจำทุกวัน
พิธีลักษณะนี้คือ จะต้องมีพราหมณ์,โหรา,เจ้าของสำนักหรือครู,ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้กระทำประกอบพิธีบูชาโดยสม่ำเสมอทุกวัน และยังรวมไปถึงการสวดมนต์สรรเสริญ บำเพ็ญ,ภาวนา การกราบไหว้ เซ่นไหว้ ในครูบาอาจารย์หรือเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือซึ่งเทพเจ้าที่ว่านี้ก็ยังแยกประเภทออกไปอีกมากมาย อาทิพระอิศวร พระพรหม พระฤษีฯลฯ หรือจะเป็นเทพเจ้าประจำสถานที่ต่าง ๆ อย่างเช่น ประจำโบสถ์ วิหาร ตามโรงพิธีต่าง ๆ หรือประจำ สำนักต่าง ๆ ซึ่งเราจะได้พูดถึงกันต่อไปนะคะ
2.การทำพิธีแบบชั่วคราว
พิธีแบบนี้จะทำในกรณีที่เวลาไม่ค่อยอำนวยหรือกระทำโดยเป็นปฐมฤกษ์ อย่างเช่น การวางศาลาฤกษ์ การตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ การอันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตชั่วคราว เมื่อเสร็จพิธีก็ทำการเชิญกลับ ส่วนในกรณีที่ยังประกอบการสร้างยังไม่แล้วเสร็จผู้นำในการทำพิธีก็จะอันเชิญสิ่งศักดิศิทธิ์มาสถิตยังศาลเพียงตา ครั้นเมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมเรียบร้อยแล้วจึงโยกย้ายหรือรื้อศาล ประรำพิธี ออกไป
3.การกระทำพิธี ชำระล้างบาป
สำหรับการล้างบาปนี้คนไทยจะคุ้นเคยเฉพาะกับศาสนาอิสลามที่มีการชำระล้างบาปที่ยิ่งใหญ่ในแต่ละปี ที่จริงแล้วพิธีชำระบาปนั้นจะมีในศาสนาคริสต์ด้วย ทั้งในจีน,ในอินเดีย โดยในทำพิธีมักจะเป็นวันก่อนวันเดือนเพ็ญและเดือนเเรมในแต่ละเดือน และในคราวก่อนจะกระทำการประกอบพิธีกรรมสำคัญ ๆ
4.การกระทำ เลี้ยงราชบัณฑิต พราหมณ์ หรือนักปราชญ์
พิธีนี้จะต่างออกไปตรงที่จะจัดขึ้นในโอกาสหรือวาระสำคัญของผู้ที่ประสงค์จะเป็นเจ้าภาพเท่านั้น ซึ่งถ้าเรจะอธิบายในเชิงพุทธเพื่อให้เห็นภาพ ก็คงจะเข้าลักษณะการจัดงานทำบุญบ้าน เลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่ เลี้ยงพระในคราวทำพิธีแต่งงาน ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้นค่ะ จัดเป็นคราว ๆ ไป ตามวาระสำคัญ ๆค่ะ เฉพาะบ้านเฉพาะบุคคลเท่านั้นเอง
5.การกระทำพิธีประเภทให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว
เป็นพิธีที่จัดขึ้นให้สำหรับคนตายอย่างเช่นสวดบัสุกุล ทำบุญร้อยวน ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเกี่ยวข้องกับคนตยมักจะทำกันในช่วง 11 ค่ำ และแรม 11 ค่ำ แรม 8 ค่ำ 14 ค่ำ ส่วนใหญ่
6.การกระทำพิธีอันเป็นการเบิกปฐิมฤกษ์
อันนี้มักจะดูเป็นฤกษืงามยามดี สำหรับสถานที การงาน หรือของอันนั้นเป็นการแสดงถึงการเริ่มต้น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการประกาศให้ทราบ เป็นการเปิดตัวให้ผู้คนได้รู้จัก เพื่ออวยพรร่วมกัน ให้มีความเจริญ ความสำเร็จ อาทิเช่น ขึ้นบ้านใหม่ เปิดร้านใหม่ เปิดกิจการใหม่ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้นค่ะ
7.การกระทำพิธีอันว่าด้วยประเพณี
เป็นพิธีที่ทำกันอย่างสืบเนื่อง ที่มีการปรับปรุงแก้ไขใ้เหมาะสมเข้ากัความเปลี่ยนแปลงของกาลสมัยและสืบทอดกันมาจนเป็นธรรมเนียม
ธรรมเนียมประเพณีย่อมเป็นลักษณะหรือเครื่องหมายของคนรวมกัน ตลอดจนถึงสำหรับผู้ที่เป็นนักศึกษา ไม่ว่าจะเรียนในด้านอักษรศาสตร์ ประวัตศาสตร์ หรือจะเป็นด้านใด ๆ ก็ตาม ถ้าขาดความรู้ธรรมเนียมประเพณีแล้ว ก็จะไม่ได้รับความรู้กระจ่างแจ้งละเอียดในวิชาที่ตนศึกษาอยู่นั้นอย่างแท้จริง ซึ่งโดยมาก พิธีว่าด้วยประเพณีนี้จะเป็นหน่วยงานราชการหรือประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้กำหนดวันโดยการประชุมกัน เช่น วันพืชมงคล,ประเพณีทำขวัญข้าว,ประเพณีลอยกระทง,พิธีแห่เทียนเข้าพรรษา,ออกพรรษา,สงกรานต์ ฯฯ เป็นต้น
8.การกระทำพิธีเนื่องในโอกาส เฉพาะตัวบุคคล
พิธีแบบนี้มักทำเฉพาะเวลาเกิดความปิติใจ เช่น ตั้งศาลพระภูมิ เจ้าที่ วันเกิด โกนจุก แต่งงน ฯลฯ โดยมากก็จะเอาเอาวันดี ฤกษ์ดี ซึ่งถูกโฉลกกับผู้เป็นเจ้าของงานพิธีนั้น ๆ เพื่อเป็นการเสริมขวัญเสริมดวงเกิดเป็นศิริมงคลก่อเกิดกำลังใจให้กับบุคคลนั้น ๆ
9.ว่าด้วยการอ้อนวอน ขอร้อง ต่อเทพเจ้า
การทำพิธีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความเป็นมงคลและสมหวังต่อตนเองและครอบครัว ต่อกลุ่ม เชานพิธีกรรมบูชาเพื่อขอบุตร พิธีอัศเมธ เพื่อความยิ่งใหญ่ การบนบานศาลกล่าว การขอฝน พิธีทำขวัญข้าว ทำขวัญยุ้ง ขวัญลาน เป็นต้น
10.พิธีกรรม การพลีสุกรรม หรือการบูชาครู หรืองานพิธีประจำปี
พิธีนี้เราเห็นกันบ่อย ๆ ค่ะ เพราะจะทำกันยิ่งใหญ่ที่สุด มักจะจัดกันเพียงปีละครั้ง และจะจัดกันเป็นงานประจำปี ถือเป็นฤกษ์งามยามดี หรือเอาวันสำคัญของเทพเจ้ามาเป็นเกณฑ์ เช่น พิธีตรียัมปวาย,ตรียัมปวา ของเทวสถาน,พิธีพลีสุกรรม ของพราหมสถานเป็นต้น
พิธีตรียัมปวาย,ตรียัมปวา ว่ากันว่า เป็นวันที่มหาเทพเสด็จสู่โลกมนุษย์และวันพลีสุกรรมเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยในโบราณ อีกทั้ง พิธีลักษณะนี้จะเป็นวันจัดพิธีไหว้ครูของบรรดาร่างทรงทั้งหลายด้วยเนื่องจากเชื่อว่าเป็นวันที่องค์ทวยเทพทุกชั้นวิมานลงมายังโลกมนุษย์เราอย่างพร้อมเพรียงกันและคล้ายเป็นการต้อนรับองค์เทพเหล่านั้นตามที่ตนนับถือแตกต่างกันไป
การกระทำพิธีกรรมทั้ง 10 ประเภทนี้ต่างมีข้อปลีกย่อยออกไปอีกมากมายโดยเฉพาะระหว่างในศาสนาพุทธกับพราหมณ์ของคนไทย แต่ถ้าหากแยกโดยเป็นหลักใหญ่ ๆ จะได้เพียง 2 ประเภทเท่านั้นคือ
1. ธรรมเนียมพิธีตาม คติพุทธศาสนา เรียกว่า พิธีสงฆ์
คือ พิธีกรรมที่มีพระสงฆ์เป็นผู้เข้ามาเป็นผู้นำในการทำพิธี เช่นงานบวชนาค,ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น
2.ธรรมเนียมประเพณีตาม ไสยศาสตร์ของพราหมณ์ เรียกว่า พิธีพราหมณ์
หลายพิธีไสยเข้ามาเกี่ยวข้องล้วนๆ เช่น เวลาจะยกทัพจับศึก จะไม่มีพิธีสงฆ์เข้ามาปะปน
ส่วนบางพิธีนั้นพุทธและพราหมณ์ก็แยกจากกันแทบไม่ออก
ด้วยเหตุนี้เอง ที่กลายมาเป็นประโยคที่ว่า "พุทธกับไสย...อาศัยกัน"
"อาศัย" ในที่นี้มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นพุทธและพราหมณ์(ไสย) มีความเชื่อ และความเป็นมาเกี่ยวกับ พระเจ้า เทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหมือนหรือต่างกัน หรือเป็นเทพเจ้าในกลุ่มเดียวกัน การทำพิธีการ พิธีกรรมล่ะ อยู่ในรูปแบบเหมือนหรือต่างกัน ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเรื่องราวและคำถามที่ค้างคาใจกันมานาน...สกุ้ปหน้ามีคำตอบค่ะ
แล้วพบกันใหม่ นะคะ
"สะวันนา"
สารบัญ
CONTENT
|
|
|
นิยายแนะนำ |
ดูทั้งหมด |
รายการรีวิว
REVIEW
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00

นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ