เรื่อง ล่าผ่าแดนทมิฬ
สายฝนัโปรยปรายาจากเบื้องบนไม่ขาดสาย ราวกับกำลังร่ำไห้เสียใจต่อบางสิ่ง หรือไม่ ก็พยายามที่จะชำระล้างโลกเบื้องล่างอันโสมมให้สะอาดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย
ข้ามผ่านหนองน้ำสุดขอบไป มันคือผืนป่าโปร่งที่ไม่ได้รกทึบเหมือนที่ผ่านๆ มา สามารถมองเห็นทัศนวิสัยได้ค่อนข้างไกล แต่นั่นคือในยามปกติ เมื่อท้องฟ้ามืดครึ้มและเต็มไปด้วย-่าฝนที่ไร้ทีท่าจะหยุดตกในเร็วๆ นี้ มันก็ทำให้วิสัยทัศน์ก็ยังถือว่าค่อนข้างย่ำแย่
แต่เมื่อเงยหน้ามองสูงผ่านยอดไม้ของป่าแห่งนี้ไป สิ่งที่เห็นคือขุนเขายาวเหยียดสูงชันชนิดที่ต้องมองคอตั้งบ่า ขุนเขาซึ่งโอบล้อมสังกัดแห่งนี้เอาไว้จนกลายเป็นหุบเร้นปกรณัม
ท่ามกลางความเปียกชื้นและเสียงเม็ดฝนกระทบพื้นรัวกระหน่ำ เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นผสมโรงไปกับมัน แต่เสียงฝีเท้าคู่นี้นั้น ครู่หนึ่งฟังดูสม่ำเสมอไม่ช้าไม่เร็ว แต่อีกครู่หนึ่งกลับฟังดูขัดแย้งและช้าลงไป
มองไปจะเห็นว่านั่นเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ราเชน • เมฆพิทักษ์ …
สภาพของเขาถือว่าย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง อาจจะเรียกได้ว่าย่ำแย่มากที่สุดครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้…
ร่างทั้งร่างชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำเย็นเยียบ แขนซ้ายขาดหายไป โลหิตแดงฉานัไหลซึมอาบร่างซีกซ้ายอย่างไร้ทีท่าว่าจะหยุด สีผิวที่เคยมีสีน้ำผึ้งกึ่งแทนดูสุขภาพดี เวลานี้กลับเผือดสีลงจนน่ากลัว
นั่นคือสภาพที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งก็ถือว่าย่ำแย่สุดขีดแล้ว แต่ภายในเองก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ปราณทั้งร่างแทบจะเรียกได้ว่า ‘แห้งขอด’ ประหนึ่งธารน้ำในวิกฤตหน้าแร้งที่ไม่ได้สัมผัสฤดูฝนมานานนับแรมปี และที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าคือ ‘วิญญาณ’ ของเขา ซึ่งได้รับความบอบช้ำจากแบกรับผลสะท้อนของ ‘ปลิดชีพดับวิญญาณสามเท่า’
อาการบอบช้ำทางวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด…
มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเจ็บปวดร้าวระบมจนต้องใบหน้าเหยเก ไม่เหมือนความเจ็บปวดทางกายใดๆ ทั้งสิ้น
มันให้ความรู้สึกหน่วงและวูบโหวงชวนอาเจียน คล้ายความรู้สึกตอนเมารถ แต่รุนแรงกว่านั้นหลายสิบเท่า และที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าก็คือ มีความรู้สึกในบางช่วงจังหวะที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้ ความคิดเองก็ขาดหายไปในบางครั้ง ราวกับในช่วงจังหวะเหล่านั้น นี่ไม่ร่างกายของเขาอีกต่อไป ประหนึ่งวิญญาณและกายเนื้อเกิดความไม่สอดคล้อง…
บอกได้เพียงว่าถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้เชนัฝืนเปิด ‘สภาวะยมทูตทมิฬ’ เอาไว้ ต่อให้เป็นคนที่โหดร้ายและดุดันเช่นชายหนุ่ม สิ่งเดียวที่ทำได้อาจเป็นนอนคว่ำหน้าครวญครางอยู่บนพื้น…
จริงๆ แล้วตั้งแต่ปิดฉากการต่อสู้กับเพอร์เวิร์ท เชนคาดไว้ว่าจะใช้ ‘พลังช่วยชีวิต’ ในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บต่างๆ ให้กลับคืน หรืออย่างดีและคาดหวังไว้สูงสุด มันอาจจะสามารถช่วยต่อแขนที่ขาดของเขาได้ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถคาดหวัง เพราะนี่ถือเป็นพลังในขอบเขตนั้นของพลังที่ผู้อาวุโสลึกลับทิ้งไว้ให้โดยตรง
แต่น่าเสียดาย เหมือนเพราะว่าการใช้ ‘เจตจำนงแห่งแท่นพื้นฐานที่เก้า’ ในการโน้มน้าวเพื่อสร้างอาณาเขตปกปิด จะทำให้พลังสายนั้นสับสนปั่นป่วนราวกับน้ำเดือด จนกว่ามันจะสงบนิ่งดังเดิม เขาเหมือนจะไม่สามารถแตะต้องพลังนั้นไปได้สักพักใหญ่
เชนที่สายตาเดี๋ยวพร่าเลือนเดี๋ยวแจ่มชัด พยายามกะพริบตาถี่ๆ เรียกความคมชัดของสายตารวมถึงสติ เขาเงยหน้าอย่างยากลำบาก มองไปยังขุนเขาที่ขยับใกล้เข้ามาในทุกขณะ และดูแล้วด้วยความเร็วในตอนนี้ อีกไม่เกินหนึ่งนาที เขาก็คงไปถึงใต้ขุนเขานั้นได้ และก็จะสามารถดำลงไปยังธารน้ำที่เชื่อมกับถ้ำใต้ดิน ซึ่งจะสามารถพาเขาออกไปจากสังกัดแห่งนี้…
‘…ใกล้แล้ว…เวลา…ขอให้ทัน…เถอะ…’
เชนกัดฟันครุ่นคิด ซึ่งนี่อาจเป็นความคิดที่แจ่มชัดที่สุดเท่าที่เชนจะสามารถทำได้ในตอนนี้แล้ว
ในสภาพบอบช้ำทั้งภายนอกและภายใน ความคิดของเชนสับสนพร่ามัว มีบางเสี้ยววินาทีด้วยซ้ำที่เขาเหมือนจะลืมไปชั่วขณะว่าตนเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ และกำลังจะไปที่ไหน…
แต่ตลอดเวลาอันปั่นป่วนสับสนนั้น แม้ฝีเท้าจะสับสนและผ่อนความเร็วลงไปบ้าง แต่ชายหนุ่มก็ัมุ่งหน้าต่อไป ราวกับสัญชาตญาณและจิตภายในที่หนักแน่นบางอย่างคอยชักจูงอยู่ตลอดเวลา…
ภูเขาสูงใหญ่คืบใกล้เข้ามาทุกที มองฝ่าผืนป่าและสายฝนเห็นรางๆ แม้แต่ตีนเขาแล้ว อีกไม่กี่อึดใจเขาก็คงจะไปถึง
แต่ครั้นนั้นเอง…
เสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังมาจากสถานที่ห่างไกลออกไป มันดังสนั่นประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า กลบสิ้นทุกสรรพเสียงในโลกหล้าไปชั่วขณะ!
พร้อมกับ…
เสียงคล้ายบางสิ่งแหวกอากาศดังกระหึ่มจากที่ห่างไกลตรงมาหาเขา!
เชนเองก็ได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน ชายหนุ่มหันขวับกลับไป ก่อนที่จะตวัดใบหน้าก้มลงมองตนเองด้วยใบหน้าที่แปรเปลี่ยน!
เป็นเพราะอาการผิดปกติทั้งหมดในตอนนี้ ทำให้เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่า…
เขาเผลอปลดเทคนิคเร้นปราณไปตอนไหนก็ไม่อาจทราบได้!!
!?!!
‘บัดซบ!!!’
เชนนัยน์ตาเบิกกว้างจนเห็นเส้นเลือดแดงฉาน เสียงสบถดังลั่นในห้วงความคิดของเขา!
ไม่ต้องสงสัยอะไรต่อเสียงแหวกอากาศดังกระหึ่มที่ใกล้เข้ามานั้นอีกแล้ว!
ญอร์ • เคนลี่ ได้สติ! และการไล่ล่าจากตัวตนระดับสุดยอดของสังกัดแห่งนี้กำลังมา!!
ขั้นค้นหาฟ้ากำลังพุ่งแหวกอากาศมาหาเขา!!
ไม่ ‘ผู้อาวุโสใหญ่ ชิกิว • ริวเซย์’ หรือ ‘ผู้อาวุโสลำดับเก้า’ คนนั้น ก็คงเป็น ญอร์ • เคนลี่ เอง!
แต่ไม่ว่าจะเป็นใครในนี้ก็ตาม ทันทีที่อีกฝ่ายมาถึง…
ประตูแห่งชีวิตของเขาก็คงถูกปิดลงในทันทีนั้น!
เชนกัดริมฝีปากอย่างแรงจนได้กลิ่นเลือด พยายามดึงสติอันพร่าเลือนให้กลับคืนมาแจ่มชัดที่สุด มือขวาที่สวม [แหวนนักท่องเที่ยว] ยกขึ้น เตรียมที่จะเข้าสู่โลกเร้นลับ!
ต่อให้เพิ่งจะพบกับ ‘ตัวตนทรงพลัง’ ในโลกแห่งนั้นจนต้องหนีเตลิดออกมา และรู้ดีว่าขุนเขาเบื้องหน้ากางไว้ด้วยม่านพลังที่ขวางกั้นขอบเขตเคลื่อนย้าย ถ้าเกิดฝืนฝ่าออกไป อาจได้รับบาดเจ็บชนิดที่ยากจะยอมรับได้ แต่ในวินาทีนี้ ไม่ใช่เวลามาสนใจสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว!
ถ้าเกิดพยายามหลบหนีด้วย [แหวนนักท่องเที่ยว] อาจจะทำให้เขาต้องตาย แต่ถ้าไม่หนีในตอนนี้ สิ่งที่รออยู่คือความตายที่ไม่มีคำว่า ‘อาจจะ’ อยู่ในนั้น!
ร่างกายของเชนค่อยๆ เลือนรางโปร่งใสท่ามกลางผืนป่า สายฝน และเสียงดังกระหึ่มที่ดังใกล้เข้ามา เสียงนั้นกระชั้นชิดจนให้ความรู้สึกห่างไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรแล้ว!
เวลาสามวินาทีสำหรับเชนในเวลานี้ ยาวนานนับชั่วโมง!
สายตาของชายหนุ่มผู้บาดเจ็บสาหัส เริ่มเห็นโลกสีหม่นที่บิดเบี้ยวและยากจะแยกแยะทิศทาง เขากำลังจะเข้าสู่โลกเร้นลับแล้ว!
แต่อย่างไรก็ดี…
พริบตานั้น เชนรู้สึกว่าภาพของ ‘ความเป็นจริง’ ที่เลือนรางใกล้ถูกกลืนกินด้วยโลกเร้นลับ อยู่ๆ กลับแจ่มชัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก่อนที่ไม่นานเกินสองวินาที ภาพของโลกเร้นลับจะหายไปจนสิ้น ถูกซ้อนทับด้วยโลกความเป็นจริงอันแจ่มชัดทั้งหมด!
!!?
เชนใบหน้าเผือดสี!
การเข้าสู่โลกเร้นลับถูกขัดขวางด้วยพลังบางอย่าง!!?
และครั้นนั้นเอง…
“ด้วยความเข้าใจต่อ ‘ความเป็นจริง’ ที่ฉันกำลังค้นหา อาจจะยังไม่ทรงพลังมากพอจนสามารถกระชากผู้ที่เข้าสู่โลกของ [แหวนนักท่องเที่ยว] แล้วอย่างสมบูรณ์ออกมาได้ แต่ถ้าแค่ขัดขวาง ดึงหนูโสโครกให้อยู่ใน ‘ความเป็นจริง’ ล่ะก็…ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย”
เมื่อเชนเงยหน้ามองขึ้นไป สิ่งที่ได้เห็นก็ทำให้แสงแห่งความหวังคล้ายจะดับมอดไปทั้งหมด…
ไม่ใช่ ญอร์ • เคนลี่ …
ไม่ใช่ ผู้อาวุโสลำดับเก้า …
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งเจ็ดปกรณัม และถ้าไม่นับรวมถึง ‘ปรมาจารย์สังหาร’ ผู้เร้นกาย เขาคือผู้ที่ทรงพลังที่สุดในสังกัดแห่งนี้…
ชิกิว • ริวเซย์
โดยมีสายฝนและท้องฟ้ามืดครึ้มเป็นฉากหลัง สายตาทรงพลังมากความเย็นเยียบ มองต่ำายังเชน…
“ฉันคิดอยู่แล้วว่าแกมีอะไรแปลกๆ…แต่ก็น่าเหลือเชื่อมากที่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ ไหนจะเรื่องที่ทำไมแกถึงสามารถตบตาท่านปรมาจารย์ได้อีก…แต่เอาเถอะ ไว้พาแกกลับไป ฉันจะทำให้แก…”
เสียงของชิกิวขาดหาย เมื่อได้เห็นสภาพยับเยินของเชนเต็มสายตา
“แกไปทำอะไรมา? ทำไมถึงได้มีสภาพแบบนั้น?”
ชิกิวเต็มไปด้วยความฉงน และอย่างที่ไม่รอคำตอบ มันทำการชี้นิ้วตรงมาที่เชน และทันทีนั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกประหนึ่งมีพลังลึกลับบางอย่างกำลังหมุนวนอยู่รอบๆ ตัวของเขา!
แล้วในวินาทีถัดมานั่นเอง ใบหน้าของชิกิวที่เคยเรียบนิ่งดุดัน ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นตกตะลึง ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนอีกครั้งกลายเป็นความบิดเบี้ยว!
“…ไม่จริง…นายน้อย…”
ขณะที่สถานการณ์ตรงหน้าว่าย่ำแย่สุดขีด จนไม่อาจย่ำแย่ไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่ราวกับสวรรค์และปฐพีซึ่งเกรี้ยวกราดต่อเชนที่สร้าง ‘เก้าวิญญาณอันสมบูรณ์’ ได้สำเร็จ จะยังรู้สึกไม่พึงพอใจ…
เพราะพริบตานั้น เสียงแหวกห้วงอากาศเบื้องบนอีกสองเสียง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่พุ่งแหวกผืนป่าก็ดังใกล้เข้ามา
แล้วอย่างรวดเร็วที่สุด ไม่นาน เงาร่างนับสิบร่างก็ปรากฏขึ้นโอบล้อมสถานที่แห่งนี้เอาไว้…
เมื่อมองไป คนเหล่านั้นช่างคุ้นตา เพราะพวกเขาทั้งหมดคือ ‘ผู้อาวุโส’ ของสังกัดแห่งนี้ทั้งสิ้น…
เชนกวาดมองผ่านเหล่าเงาร่างที่อยู่บนภาคพื้น มองเห็นว่าหนึ่งในนั้นมี วินซ์ • บราวน์ ที่กำลังมองมาด้วยสายตายากจะอธิบาย และเมื่อเงยหน้ามองขึ้นไป สองเงาร่างที่เวลานี้ปรากฏอยู่เคียงข้างชิกิวที่กำลังใบหน้ายับยู่ ก็คืออีกสองขั้นค้นหาฟ้าของสังกัดแห่งนี้อย่าง ญอร์ • เคนลี่ และ ผู้อาวุโสลำดับที่เก้า …
ประตูทางรอดที่ว่าถูกปิดลงแล้ว…
เวลานี้ได้ถูกลงกลอนแน่นหนาขึ้นอีกขั้น…
เหล่าผู้อาวุโสบนภาคพื้นดิน มองตรงไปยังเชนด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย เต็มไปด้วยความรู้สึกอันสับสนปนเป…
ชายผู้เจิดจรัสที่สุดในรอบหลายร้อยปีของสังกัด แสงความหวังที่พวกมันวาดฝันเอาไว้ว่า ในอนาคตจะนำพาสังกัดแห่งนี้สู่ความรุ่งโรจน์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า…
อารมณ์มากมาย มวนอยู่ในห้วงคิดของพวกเขาและเธอ ทั้งโกรธและสับสน แต่เพียงไม่นานนัก…
ความโกรธก็เหมือนจะค่อยๆ โหมทวี จนสายตาเหล่านั้นยิ่งมายิ่งดุดัน!
บนห้วงอากาศ ผู้อาวุโสลำดับเก้าเองก็มีสายตาไม่ต่างจากคนด้านล่าง แตกต่างจาก ญอร์ • เคนลี่ ที่ตั้งแต่ต้น เธอมองไปยังเชนด้วยสายตาดุดันเกรี้ยวกราด ที่ให้ความรู้สึกประหนึ่งกำลังมองไปยังสัตว์เดรัจฉานอันต่ำตมสักตัว
ผู้อาวุโสลำดับที่เก้ามองมายังผู้อาวุโสใหญ่ราวกับจะพูดอะไรสักอย่าง แต่มันก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของอีกฝ่าย
“คุณชิกิว? เกิดอะไรขึ้น?”
ชิกิว • ริวเซย์ นิ่งไปชั่วขณะต่อคำถามนั้น ก่อนที่สุดท้ายมันจะพูดออกมา…
เป็นประโยคที่แผ่วเบา แต่ทุกชีวิตในบริเวณแห่งนี้กลับได้ยินอย่างแจ่มชัดที่สุด…
“…นายน้อยเพอร์เวิร์ท…ถูกมัน…ฆ่า…”
คำพูดนั้นประหนึ่งมีสายฟ้าฟาดเข้าใส่ศีรษะของพวกมันทุกคน!
แต่ละคนพากันเบิกตาโพลง หันขวับไปมองเชนในบัดนั้น!
“ปะ…เป็นไปไม่ได้!”
“นายน้อยน่ะเหรอ…ไม่มีทาง!”
“จะบอกว่านาเรช…ไอ้หนูโสโครกขั้นก่อเกิดวิญญาณนี่ฆ่านายน้อยได้?!”
“นายน้องเพอร์เวิร์ทไม่มีทางถูกฆ่าหรอก! รู้กันอยู่ว่านายน้อยมีของขลังช่วยชีวิตที่ทรงพลังขนาดไหน แถมไม่ได้มีแค่ชิ้นเดียว!”
เสียงเอะอะโวยวายอย่างตื่นตระหนกดังก้องฝ่าสายฝน!
ชิกิว • ริวเซย์ ถอนหายใจอย่างเชื่องช้าแต่หนักหน่วง…
“ถึงจะไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็น ‘ความจริง’ …เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว…หยุดเอะอะโวยวาย…จับมัน…พามันกลับไปยังสังกัด”
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสังกัดเจ็ดปกรณัม ออกคำสั่งเสียงเรียบท่ามกลางความโกลาหล
แต่อย่างไรก็ดี…
เสียงปริศนาเสียงหนึ่งดังตอบกลับคำพูดนั้น
“…ผู้ใหญ่นับสิบ…ทั้งพิสูจน์ตนและค้นหาฟ้า…พากันรุมเด็กหนุ่มแค่คนเดียว…ไม่คิดว่ามันน่าเกลียดเกินไปหน่อยหรือ?…”
ทุกคนในที่แห่งนี้ แม้แต่กระทั่งเชน พากันมองไปยังทิศทางของตีนเขาซึ่งเสียงดังกล่าวดังมา…
แม้จะยังไม่อาจเห็นเจ้าของเสียง แต่กระแสเสียงนั้นคือเสียงผู้หญิง และฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนจะล่วงผ่านเข้าสู่วัยชราแล้ว…
สำหรับคนอื่นในที่แห่งนี้เชนไม่ทราบ แต่สำหรับตัวเขาที่มองฝ่าสายฝนไป ดวงตาค่อยๆ เบิกกว้างอย่างไม่คาดฝัน เพราะเสียงนั้นช่างคุ้นหูตนเองเป็นอย่างยิ่ง…
เพียงไม่นาน เงาร่างเล็กร่างหนึ่งก็เดินฝ่าผืนป่าและสายฝนใกล้เข้ามา…
ชุดกิโมโนสีดำที่ประดับไว้ด้วยลวดลายดอกไม้สีขาวงดงาม สวมอยู่บนร่างเล็กที่หลังค่อมต่ำเล็กน้อยตามช่วงวัยล่วงผ่าน…
แม้สายฝนจะโปรยปรายาไม่ขาดสาย แต่ช่างน่าแปลกประหลาด บนร่างนั้นกลับไม่มีความเปียกชื้นปรากฏอยู่เลยแม้แต่จุดเดียว…
เมื่อมองไปจะเห็นว่า ก่อนที่เม็ดฝนเหล่านั้นจะได้ตกกระทบใส่ร่างของเธอ พวกมันก็พากันระเหิดกลายเป็น ‘ขี้เถ้า’ ไร้ชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกทั้งงดงามและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน…
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นชัดเจน เหล่าผู้อาวุโสแห่งสังกัดเจ็ดปกรณัมบนภาคพื้นก็ถึงกับใบหน้าเผือดสีจนเผลอก้าวถอยหลัง ส่วนเบื้องบน ณ ห้วงอากาศ สามร่างของขั้นค้นหาฟ้าก็มองไปด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว!
“…อดีตหนึ่งในเก้ากงสุลมรณะแห่ง ‘แดนเทพมรณะ’ … ‘สตรีมาร’ …”
ญอร์รำพึงเสียงเบา ใบหน้าและดวงตาไม่อาจคงความสงบนิ่งไว้ได้ เมื่อได้เห็น ‘ผู้ยิ่งใหญ่’ ด้วยตาตนเองเป็นครั้งแรก…
เชนมองฝ่าสายฝนไปยังร่างคุ้นตานั้น ก่อนจะเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงอ่อนแรง…
“…ย่า…โชวโกะ…”
หญิงชราลึกลับ ผู้เป็นหัวหน้าแม่บ้านแห่งตระกูลก้าววัฒนะ ไม่สนใจที่จะมองเหล่าผู้ทรงพลังนับสิบชีวิตที่กำลังจับจ้องมา แม้ดวงตาของเธอจะปิดสนิทอยู่ตลอดเวลา แต่มองไปคล้ายให้ความรู้สึกราวกับว่า เธอนั้นกำลังมองตรงมาที่เชนด้วยสายตาโอบอ้อม…
“เชนลูก…ย่ามารับแล้ว”
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??