เรื่องสั้น มารพิโรธแห่งป่าคลั่ง

ติดตาม
เรื่องสั้น มารพิโรธแห่งป่าคลั่ง
นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
หัวใจ กลไก และการดับสูญ
Relic00 Relic00 : เจ้าของเรื่อง
235

อ่าน

0

ตอน

0

คอมเมนต์

ฉันกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างผ่านกระจกใสแผ่นกว้างของห้องพิเศษโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ดวงไฟสีแดงเรียงต่อกันเป็นทางยาวเยียดราวกับไฟประดับต้นคริสมาสจากการจราจรที่หยุดชะงักบนถนนเพราะมรสุมหลงฤดูมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว -่าฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาสมกับที่ตั้งท่าจะตก ท้องฟ้ามืดครึ้มตั้งแต่สี่โมงเย็น แสงสว่างวาบอันเกิดจากการแลกประจุไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวในคืนวันนั้น เสียงฟ้าร้องที่ตามมาช่างเหมือนกับเสียงยามที่ผืนป่าสั่นไหวใต้คำบัญชาของมันไม่มีผิด ทรงพลังและแข็งแกร่ง อำนาจของมันเกินจะหยั่งรู้ได้ และบางสิ่งบอกฉันว่าทั้งหมดนั่นยังไม่ใช่ความแข็งแกร่งของเรนการ์

ขอแนะนำตัวฉันชื่อการิว ริวที่แปลว่ามังกรเป็นของหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งเคยมีตัวตนลึกอยู่ในป่าเขาท่ามกลางธรรมชาติรายล้อมดุจวิถีชีวิตคนยุคเก่า(แต่มีไฟฟ้าใช้นะ) ก่อนอื่นฉันอยากจะถามสักคนที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ว่า ‘ฝันร้ายสุดของคุณเกิดขึ้นเมื่อไหร่?’ ฝันร้ายเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล เรื่องเลวร้ายในชีวิต หรือสาเหตุอันดับต้น ๆ อย่างความหวาดกลัว แต่บางทีสภาพแวดล้อมก็มีส่วนเช่นกันยกตัวอย่างอุณหภูมิ ถ้าเราห่มผ้าหนาในคืนที่ร้อนจัดเราจะรู้สึกไม่สบายตัวและเกิดความหงุดหงิดจนพาให้ฝันร้ายเสียต้องสะดุ้งตื่น

ฝันร้ายที่สุดของฉันเกิดเมื่อสามสัปดาห์ที่แล้ว เป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องมีผ้าก็อซพันตามแขน ขา รวมทั้งหน้าผากแตกเย็บไปถึงสามเข็ม(จากที่พยาบาลบอกมา) ช่วงแรกฉันกลัวจนไม่กล้าแม้หลับตาเพราะภาพจำแห่งการทำลายล้างมันยังคงตามหลอกหลอนฉันอยู่ทุกค่ำคืน เสียงกระแทกแตกหักสบักร้าวกระดูกทะลุลำไส้ทะลักและคำวิงวอนกร่นด่าโกธาปะปนจนฉันแทบเป็นบ้าเต็มคั้นสับสนต่อการตัดสิ้นใจของตัวเองในตอนนั้น ฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและมีอาการหวาดผวาอย่างวิปลาส

“ฉันมันบ้า ฉันมันแค่คนเลว” ถ้อยคำบางเบาสั่นคลอนในน้ำเสียงกล่าวกับตัวเองในคืนหนึ่ง

อารมณ์ย้อนแย้งเปรียบดั่งลิ่มทิ่มตำหัวใจอันบอบช้ำจากเหตุการณ์เลวร้ายยังไม่พอ พวกเขาจะมาร้องโหยหวนอยู่รอบเตียงของฉันมีทั้งคนแก่ คนหนุ่ม วัยรุ่น ผู้หญิง กระทั่งเด็กตัวเล็กวัยกำลังซนหรือแม้แต่ทารกที่คลานอยู่ที่พื้นห้องในสภาพสุดท้ายก่อนตาย พร่ำบอกช่วยด้วย หิวมาก ทรมานเหลือเกินยังไม่อยากตาย ทำไมถึงไม่ช่วยพวกตน ทำไม ทำไม และทำไม… ในขณะที่บางคนสบถสาปแช่งว่าฉันเป็น อีคนทรยศเข้าข้างปีศาจเช่นนี้ตลอดทั้งคืน พอรุ่งสางพวกเขาก็หายไปและกลับมาใหม่ตอนย้ำค่ำ แต่บางตนซึ่งส่วนมากจะเป็นพวกที่โกรธแค้นจองเวรไม่ยอมไปไหนตัวอย่างเช่นผู้หญิงที่นั่งกอดเข่าตรงมุมห้องจ้องปานจะกินเลือดกินเนื้อฉันซึ่งนั่งอยู่บนเตียงส่อแววตาอาฆาตพยาบาทน่ากลัว แต่ช่วงหลังมานี้อาการฉันเริ่มดีขึ้นและทำใจสงบได้จึงชินชาเลือกจะไม่สนใจวิญญาณคร่ำครวญเหล่านี้ เรียกง่ายๆก็ปลงแล้วนั้นเอง ในระหว่างที่ฉันกำลังเขียนเรื่องอยู่เธอบ่น(ด่า)ฉันตลอดเวลา

“กูจะเอามึง”

“...........”

“กูจะสาปแช่งมึง”

“...........”

“กูจะทำให้มึงทรมาน”

“...........”

“กูจะเอามึงให้ตาย อีคนทรยศรับใช้ปีศาจ!!”

“คิดว่าฉันเป็นคนทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นรึไงกัน ที่ฉันไม่ช่วยพวกแกควรจะขอบคุณฉันด้วยซ้ำ!” คนเราย่อมมีลิมิตร ฉันถึงกับของขึ้นหมดความอดทนเต็มทีจึงเป็นฝ่ายตะวาดกลับ ใช่เลย..! ฉันทะเลาะกับผี

“ก๊อก ๆ ๆ แอ๊ด....”

เสียงเคาะดังขึ้นก่อนประตูจะเปิดเข้ามาอย่างช้าๆ ยุติสงครามน้ำลายที่เพิ่งปะทุไว้กลางคัน ผู้หญิงร่างสูงโปร่งราวร้อยแปดสิบในชุดกาวน์สีขาวสวมหน้ากากอนามัยปิดหน้า ผมสีดำสนิทแซมสีน้ำ-ม่วงยาวถึงกลางหลัง ในมือถือแก้วกาแฟแบรนด์ดังฉันเดาว่าหน้าจะคาปูชิโน่พิเศษฟองนมแพงเอาเรื่อง เธอก้าวผ่านประตูมาภายในห้องคนป่วย ส่วนวิญญาณอาฆาตที่เคยจ้องหน้าด่าฉันหันกลับมามองนั้นพบว่าเธอหายไปแล้ว อันที่จริงฉันแอบสงสัยว่าเธอหนีออกจากห้องนี้แล้วรึเปล่านะ? ไม่งั้น.....

หมอสาวหยุดยืนที่ข้างเตียงขณะที่ฉันกำลังแต่งเนื้อหาท่อนนี้ เธอชะโงกหัวมองลงมาที่หน้าจอ โน๊ตบุ๊คก่อนทักว่าฉันพิมพ์คำว่า’โชงก' ผิดและพิมพ์ ‘ชะโงก’ ใหม่ให้ด้วยตัวเองพลางเอยถามเรื่องราวที่กำลังเขียนซึ่งฉันก็ตอบออกไปตรงๆ อย่างไม่ปิดบังเพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ลงความเห็นว่าฉันเป็นผู้ป่วยจิตเวชไปเรียบร้อยแล้ว

“เขียนอะไรอยู่เหรอคะ”

“ฝันร้ายที่ยังตามหลอกหลอนมาถึงทุกวันนี้” ฉันตอบเสียงเรียบ ตายังจ้องอยู่ที่หน้าจอ

“ฟังดูเข้าท่านะ รู้มั้ยทางการแพทย์บอกไว้ว่าการบอกเล่าเป็นการระบายอารมณ์ที่ดี ทำให้สิ่งที่อัดอั้นไว้ในใจของเราได้ปลดปล่อย และอาจได้กำลังใจหรือแนวทางแก้ปัญหาจากมุมมองอื่นๆ”

“ก็อาจใช่ เพราะตลอดทั้งเช้าฉันต้องคิดพล็อตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองใหม่ทั้งหมดจนหัวแทบระเบิด ความสำคัญมันอยู่ที่แต่ละฉากต้องสมจริงพอให้พวกตำรวจเขียนรายงานสรุปสำนวนคดีได้”

“พวกตำรวจที่มาช่วงบ่ายสองโมงนั้นเปล่า...แล้วเป็นไง” เธอเอยถามด้วยท่าทีสนใจใคร่รู้

ฉันหยุดมือที่กำลังพิมพ์ หันไปกระตุกยิ้มที่มุมปากและตอบหมอสาว “ผ่านฉลุย”

บังเกิดช่องว่างอากาศระหว่างเราทั้งคู่หลังจากประโยตสุดท้ายสิ้นสุด ไม่รู้ว่าเกิดจากความไม่คุ้นเคยหรือเราไม่รู้จะคุยอะไร เหมือนคนสองคนที่เพิ่งรู้จักกันยังจูนกันไม่ติด ต่างคนจึงต่างเงียบได้ยินเพียงเสียงพายุที่สาดสัดอยู่ข้างนอก คนตัวสูงยืนมองฉันที่กำลังเขียนงานต่ออยู่ครู่หนึ่งด้วยนัยน์ตาชวนน่าหลงใหลราวกับนัยน์ตาของแวมไพร์ในภาพยนต์

“กาแฟหน่อยมั้ย?” หมอสาวยื่นแก้วกาแฟให้พร้อมถาม

ฉันส่ายหน้าเบาๆ สัญญาณว่า ไม่ๆ

“ตามใจ ถ้าไม่ว่าอะไรฉันขอนั่งอยู่ตรงนี้สักพัก มีอะไรก็ถามได้นะ…คนสวย”

‘คนสวยเรอะ!’ ฉันอุทานในใจ

หมอสาวเดินไปลากเก้าอี้มานั่งใกล้เตียงของฉัน วางแก้วกาแฟบนลิ้นชักข้างหัวเตียง ล้วงมือเข้าไปในเสื้อกาวน์หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ปกสีน้ำตาลขึ้นมาเปิดอ่าน ส่วนฉันทำหน้าเหยเกใส่เพราะรู้สึกขนลุกกับคำว่า‘คนสวย’ ที่เธอพูดต่อท้ายซึ่งเจ้าตัวพอเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มเจ้าเลห์ขึ้นมุมปาก (ฉันไม่เห็นหรอกเพราะหน้ากากมันปิดหน้าเธออยู่แต่สัมผัสได้จากแววตาชวนหลงว่ามันต้องเป็นแบบนั้น)

ภายในห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้งเหลือเพียงเสียงพายุฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดฟ้าแลบแปลบปลาบเหมือนใครระรัวกดปุ่มชัตเตอร์เปิดแฟล็ต เมื่อนิ้วกดปุ่มอักษรบนคีย์บอร์ดพลัน! แสงไฟบนเพดานกระพิบติดๆดับๆรี่ลงสลัวๆ อากาศเย็นชื้นด้านนอกแทรกตัวผ่านกำแพงหลอมรวมเข้ากลับความเย็นของแอร์ส่งผลให้ในห้องเวลานี้หนาวผิดปกติ คิดเล่นๆฉันเหมือนศพแช่อยู่ในโลงเย็นรอวันฌาปนกิจหรือความจริงฉันอาจตายไปแล้วก็ได้ขนาดทุกคนยังตายแล้วเลยนี่ ถ้าใช่ งั้นบ่วงยึดติดของฉันก็อาจเป็นการเขียนเล่าเรื่องนี่ให้จบแล้วหมอสาวคนนี้ก็อาจเป็นผู้พาฉันไปสู่การเกิดใหม่หรือไม่ก็จมดิ่งลงสู่ห้วงอเวจี แนวคิดนี้ทำให้ฉันขนลุกแต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ฉันก็กำลังจะบรรยายประสบการณ์แห่งฝันร้ายสุดสะพรึงโดยมีเธอนั่งเฝ้าอยู่เป็นเพื่อนในบรรยากาศชวนผวาและน่าสบสน

เรื่องนี้เริ่มต้นในฤดูหนาว เช้าวันนั้นอากาศหนาวกว่าทุกวัน หมู่บ้านของฉันมีความเชื่อที่ผูกพันธ์กับธรรมชาติมาช้านาน เราเคารพธรรมชาติและใช้พลังจากธรรมชาติ คุณอาจไม่เชื่อแต่ฉันจะเล่า พวกเราตระกูลชาแมนหรือหมอผีสามารถติดต่อกับภูติแห่งป่าเพื่อของยืมพลังมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่ในหนึ่งพันชั่วอายุคนจะมีลูกหลานเพียงหนึ่งคนที่สามารถใช้พลังภูติแห่งป่าได้อย่างอิสระ โดยเมื่ออายุสิบขวบพลังในตัวพวกเขาเหล่านั้นจะตกผลึกออกมาอยู่ในรูปสิ่งต่างๆ ถ้าจะพูดให้เห็นภาพคนเหล่านั้นคล้ายๆสาวน้อยเวทมนตร์นั้นเอง แต่ไม่ใช่สาวน้อยเวทมนตร์ที่ทำสัญญากับภูติต่างโลกแล้วจึงใช้ เวทมนตร์ได้อย่างในปัจจุบันหรอกนะ แต่เป็นสาวน้อยเวทมนตร์ที่สวรรค์ส่งนรกสาปให้เกิดมาต้องเป็น! ท่านย่าบอกว่าพวกภูติแห่งป่าเป็นจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่ปรากฎกายในรูปของช้างเผือกและนกสวรรค์ แต่จริงๆฉันเห็นเขาเป็นงูตัวใหญ่ในร่างที่ก่อเกิดจากพลิงสีขาวบริสุทธิ์

หมู่บ้านฉันมีรายส่วนใหญ่มาจากการขายน้ำผึ่งยิ่งเป็นน้ำผึ่งเดือนห้าด้วยแล้วราคาจะแพงเพราะการจะหาน้ำผึ้งมาได้แต่ละขวดมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ ต้องเข้าไปในป่าใหญ่ใช้เวลาเดินหลายวันแล้วแต่ว่าต้นไม้ที่เรียกกันว่า ต้นผึ้ง ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่มากกก….ลำต้นของมันบางต้นมีขนาดถึงสิบคนโอบอยู่ใกล้ไกลแค่ไหน ปีนี้ทางตลาดมีความต้องการน้ำผึ้งมากเป็นพิเศษจึงทำให้แต่ละขวดที่หามาได้มีราคาสูงเป็นเท่าตัวตรงกันข้ามช่วงนี้ป่าอันคุ้นเคยเริ่มหาน้ำผึ้งยากเพราะผึ้งส่วนใหญ่ย้ายที่ทำรังลึกเข้าไปในป่าโบราณหนาทึบอุดมสมบูรณ์ซึ่งน้อยคนนักที่เคยเข้าไปแล้วจะรอดกลับมาบอกเล่าเรื่องราวได้แบบคนปกติ สิ่งที่อยู่ข้างในป่าโปราณนั่นมันทำให้เขาเป็นบ้าไปเลย

ณ ใจกลางป่าลึกเป็นที่ซุ่มซ่อนของความลับอันดำมืดจากยุคบรรพกาล มันคืออสูกายที่มีชีวิตยืนยาวเท่าผืนป่า นักเวทมารผู้ควบคุมพลังธาตุต่างๆในธรรมชาติที่ชาวบ้านเรียกขานมันในนาม คานุน ซึ่งเป็นภาษานอกรีตที่ไม่นิยมใช่กันในหมู่ผู้มีชีวิต คา แปลว่า มาร นุน แปลว่า ป่าไม้หรือพงไพร รวมกันจึงมีความหมายว่า มารแห่งพงไพร

ไม่มีข้อมูลอะไรมากนักเกี่ยวกับคานุนแถมเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับมันยังสับสนปนเปแตกต่างกันไป สรุปคราวๆเท่าที่รู้คือเขาไม่ใช่เทพที่ดีนักออกจะจิตวิญญาณที่น่ากลัวตนหนึ่ง ควบคุมธาตุดิน น้ำ ลม ไฟได้อย่างอิสระ คนเฒ่าคนแก่เชื่อว่ามันเป็นจิตวิญาณญาณอันเก่าแก่แห่งธรรมชาติอีกตนหนึ่งสามารถปรากฎตัวได้หลากรูปร่างหลายลักษณะไล่ไปตั้งแต่เสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ตัวเท่าช้างเขี้ยวเล็บคมกริบ งูยักษ์หลายหัวหรือแม้แต่ร่างที่กอปรขึ้นจากซากสัตว์ที่ตายด้วยน้ำมือมนุษย์ เชื่อว่ามันคอยปกปักษ์ ให้ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ตลอดเวลา ในขณะที่หนุ่มสาวหัวสมัยใหม่บางคนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าอสูรที่โหดร้ายหวงถิ่นและเห็นแก่ตัว ซึ่งก็คือลูกๆของคนที่เป็นบ้าหลังกลับออกมาจากป่าโบราณ

“พี่ริวๆคานุนอยู่ตรงนั้น”

ฉันมองไปที่ชายป่าหลังหมู่บ้านตามเสียงเด็กหญิงคนหนึ่ง ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั่น…

“หนูเห็นจริงๆเขามีกะโกลกเป็นควายป่าเขายาวๆ” เด็กน้อยยืนยันสิ่งที่เธอเชื่อว่าเห็น

“เขาคงอยากมาจับตัวหนูล่ะมั้ง แฮร่!!”

เด็กน้อยวิ่งหนีไปทางลานหมู่บ้าน ฉันมองกลับไปชายป่าอีกครั้งแล้วมองลึกเข้าไปในราวต้นไม้หนาทึบมีแค่ความมืดสลัว ลมหนาวพัดครวญใบไม้กระพรือกรอบแกรบแซกซากเยือกเย็นไม่เห็นอะไร

เช้าวันรุ่งควันธูปลอยคลุ้งอบอวนท่ามกลางสายลมแห้ง พรานผึ้งกลุ่มหนึ่งประกอบด้วยพวกรวมทั้งหมดหกคนซึ่งหนึ่งในนั้นคือฉันซึ่งเป็นชาแมน เหล่าพรานจุดธูปอธิฐานบอกกล่าวจุดประสงค์ที่จะไปว่าต้องการเข้าไปในป่าโบราณเพื่อหาน้ำผึ้งป่าแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อนำมาขายและใช้ในการดำรงชีวิตเท่านั้น ก่อนทั้งหมดจะตัดสิ้นใจเข้าไปหาน้ำผึ้งในอณาเขตของมารแห่งพงไพร

“ทำอะไรของน่ะ!” ฉันตะโกนเมื่อเห็นหนึ่งในพรานผึ้งทำสิ่งที่ขัดต่ออฐิฐานจิตตอนต้น

“นิดหน่อยเองน่า… ท่านเจ้าป่าคงไม่ว่าหรอก”

ในระหว่างที่เดินทางอยู่นั้นพรานผึ้งคนหนึ่งคงคิดว่าเสบียงอาหารอาจไม่พอสำหรับขากลับ(มั้ง)เขาจึงใช้หน้าไม้ในมือยิงสัตว์ป่าแถวนั้นตายไปหลายตัวเพื่อให้มีอาหารที่เพียงพอ ซึ่งลุงนันที่เป็นหัวหน้าก็ไม่เห็นด้วยเพราะก่อนที่จะเข้าในป่านั้นได้ทำการบอกกล่าวแล้วว่าพวกเราจะเข้ามาเอาน้ำผึ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ไอ้บ้านี่ดันมาฆ่าสัตว์ป่า โบราณถือว่าเป็นการตระบัดสัตย์อาจโดนอาธรรถ์ป่าเล่นงานเอาถึงตาย ฉันที่เป็นชาแมนย่อมรู้ดีที่สุด เมื่อสถานการณ์เริ่มจะบานปลายลุงนันจึงเข้ามาปรามแยกเพราะไม่อยากให้มีเรื่องต้องทะเลาะให้หมางใจกันพลางบอกไว้ค่อยพาพรานผึ้งคนนั้นมาขอขมาทีหลัง ทุกย่างจึงสงบลง เราพากันเดินต่อมาได้เดี๋ยวเดี่ยว

“กริ๊ง….”

เราทุกคนหยุดมองหาที่มา เสียงโซ่กระทบกันลอยทวนหายไปกับอากาศธาตุในความเงียบงันท่ามกลางต้นไม้สูงชะลูดแผ่กิ่งซ้อนทับอีกต้นอย่างกับหลังสีเขียวยักษ์ ลุงนันกรอกตาเหลือบบนล่างหาความผิดปกติ ในป่าทึบแบบนี่ใครจะเข้ามาถ้าเป็นเสียงพวกชักลากไม้ใยจึงไม่มีเสียงเลื่อยยนต์ทำงาน ลุงนันสั่งขณะเดินต่อ พรานด้านหลังออกอาการหวาดพลางกระซิบถึงการตระบัดสัตย์ของเพื่อนพรานด้วยกัน

พวกเราก็พากันเดินชักแถวต่อเข้าไปในป่าลึกโดยมีลุงนันหัวหน้าพรานเดินนำแหวกก้านตัดกิ่งแมกไม้รกชัฏ ป่านี้แทบไม่เคยมีมนุษย์บุกรุกมาก่อนต้นไม้สูงใหญ่จึงมีมากมายให้พวกผึ้งได้ทำรัง เพียงเข้ามาไม่เท่าไรนักก็เจอต้นผึ้งอย่างที่ตั้งใจเป็นเวลาสนธยาใกล้ค่ำพอดี ต่างคนต่างจัดแจ้งสิ่งที่ต้องใช้แบ่งปันหน้าที่กัน ฉันรับหน้าที่ในส่วนพิธีกรรมขอขมาขออนุญาติเทพารักษ์ สวดภาวนาแก่ผึ่งและทำธรรมชาติสร้างเขตปลอดภัยโดยวาดสัญลักษณ์ที่พื้นสี่ทิศ ส่วนพรานคนอื่นหรือคนที่ขึ้นต้นผึ้งต้องขึ้นไปตอกลูกทอยเป็นคั้นบันไดสำหรับปีนขึ้นไปแค่คนเดียว ส่วนคนที่เหลือจะคอยสนับสนุนอยู่เบื้องล่าง

หลังจากตระเตรียมทุกอย่างเสร็จสับ ฉันเรียกทุกคนมาทำพิธีจุดธูปเพื่อขออนุญาติเจ้าป่าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากบอกกล่าวกันเรียบร้อยต่างปักธูปไว้ที่ใต้โค่นต้นไม้ แต่คราวนี้ทุกคนสังเกตว่ามีธูปอยู่ดอกหนึ่งเกิดสั่นแถมสั่นอยู่เพียงดอกเดียวแล้วเริ่มสั่นแรงขึ้นจนธูปดอกนั้นล้มลง ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กดวงตาฉายแววความประหวันต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าพร้อมความเงียบสนิทที่โรยตัวลงมาปกคลุมผืนป่าทั่วทั้งบริเวณ

‘…เอาแล้วไง…’ ฉันนึกในใจ

เหล่าพรานผึ้งมีสีหน้าปริวิตกต่างเริ่มรู้สึกไม่ดีไปตามๆ กัน ลุงนันพรานอาวุโสด้วยสปิริตหัวหน้าทีมคือผู้ก้าวเข้าหยุดความกังวลเหล่านั้นอีกเช่นเคย แกเดินดุ่มๆไปหยิบธูปที่ล้มอยู่แล้วนำมาปักใหม่ในอีกจุดเพราะแกพยายามปักที่เดิมแต่เหมือนดินตรงนั้นจะแข็งเกินไป

“ไม่มีอะไรหรอกทำงานกันต่อเสร็จไว้ก็กลับไว้โว้ย” ลุงนันพูดปลอบขวัญลูกน้อง

“……อาาาาา..…..”

ฉันหันขวับ!? ยกมือปิดหูแล้วถอยออกจากจุดยืนเดิมอัตโนมัติ ลมหนาวพัดเรี่ยผ่านใบหูหอบหิ้วเสียงเย็นๆที่ไม่เห็นเจ้าของมากระซิบกระซาบ เป็นไปได้ไง?ในเมื่อกางเขตปลอดภัยไว้แล้วภูติพลายไม่น่าจะสามารถเข้ามาได้นี่นา ฉันแหงนมองความมืดมองบนยอดไม้ก็ยังไม่พบอะไร ตอนนั้นฉันยังไม่ทันได้สังเกตว่าสรรพเสียงต่างๆได้หายไป

ฟ้าเริ่มมืดสนิท พระจันทร์ประดับฟ้ากลางหมู่ดาว พรานผึ่งคนหนึ่งเริ่มปีนขึ้นไปบนต้นไม้โดยจะถือคบเพลิงขึ้นไปสำหรับจุดไฟด้วย เมื่อขึ้นไปถึงจะทำการตีคบเพลิงบริเวณรังผึ้งเพื่อให้ผึ้งแตกฝูงบินตามลูกไฟลงมา จะด้วยคราวเคราะห์หรือใครดลจิตดลใจก็ไม่อาจรู้ได้เพราะคนที่ปีนต้นผึ้งก็คือพรานที่ตระบัดสัตย์คนนั้นเองซึ่งต่อมาฉันก็รู้ว่าพรานผึ้งคนนี้ชื่อ อิฐ

ระหว่างปีนทุกคนก็ช่วยกันลุ้นแหงนคอมอง พอพรานผึ้งปีนขึ้นไปถึงรังผึ่งเท่านั้นแหละ เสียงนกเค้าแมวนี่ร้องระงมพร้อมกันอยู่ทั่่วบริเวณอย่างผิดธรรมชาติ ทำลายความเงียบงันตั้งแต่ธูปดอกสุดท้ายถูกปักลงดิน

“ฮูก ๆ ๆ ๆ”

พรานทุกคนต่างพากันยืนนิ่ง ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของฉัน‘หรือว่าการหยิบธูปที่ล้มแล้วมาปักเป็นการกระทำอันไม่เคารพต่อพลังอำนาจของบางสิ่งกันแน่’ ส่วนลุงนันเองก็รู้สึกถึงความไม่ปกติจนแสดงความกังวลออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน

“หนูว่ามันไม่ชอบมาพากลเลยนะลุง ให้ลงมาก่อนดีมั้ย” ฉันออกมาเห็น

“อืมจริงอย่างเอ็งว่า” ลุงนันยกมือลูบหนวดพูดไปด้วย

“ไอ้อิฐข้าว่าลงมาก่อนเห้อ....ข้ารู้สึกไม่ดียังไงก็ไม่รู้ว่ะ ลงมาก่อน….” ลุงนันตะโกนบอกพรานอิฐที่อยู่บนต้นไม้

“โว๊ะ! ไม่เอาล่ะ ข้าอุส่าขึ้นถึงบนนี้แล้วต้องทำมันเสร็จเถอะ เสียเวลาเปล่าๆ” พรานอิฐตะโกนบอกลงมาข้างล่าง

ว่าจบพลันก็ตีคบเพลิงไปใกล้ๆ กับรังผึ้งเสียงผึ้งทั้งฝูงบินแตกหึ่งตามลูกไฟลงมา ทั้งใดนั้น! เกิดลมกรรโชกแรงราวพายุพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนต้นไม้ใหญ่โอนเอน เสียงกิ่งไม้ในป่าเสียดสีกันดังเอี๊ยด อ๊าดท้องฟ้ากระจ่างกลับมีเมฆดำทมึนก่อตัวหมุนเป็นวงกลมหลายชั้นเคลื่อนบดบังจนคืนจันทร์จนมืดมิดเกิดพายุฟ้าคะนองครึ่มคร่ำ ฉันเห็นภาพนิมิตซึ่งนานๆครั้งจะปรากฎว่ากิ่งไม้ใหญ่กำลังหักลงมาจึงร้องเตือนทุกคน

“พรานอิฐลงมาเร็วกิ่งไม้กำลังจะ------!!”

เปรี้ยง!!!!

พูดไม่ทันจบสายฟ้าเส้นใหญ่ได้ฟาดลงใส่ต้นผึ้งสนั่นหวั่นไหว สะเก็ตไฟกระจายบินว่อนราวกับหิ่งห้อยสีส้ม ฉันเรียกพรานทั้งมากระจุกรวมกันแล้วดึงกระแสพลังในธรรมชาติมากุมไว้ที่อกก่อนชูมือแบสร้างโดมใสครอบทุกคนและแล้วกิ่งไม้ใหญ่ก็หักครืนตกกระแทกพื้น

ครึ้ม!!!!

เปลือกไม้ไม่อาจผ่านกระแสพลังได้เพียงกระทบผิวโดมสั่นเป็นวงคลื่น ที่สำคัญกิ่งที่โดนฟ้าผ่าก็คือกิ่งไม้ที่พรานอิฐนั่งคร่อมอยู่นั้นเอง! ฉันได้ยินเสียงหัวเราะอู้อี้ของผู้หญิงดังก้องกังวานอยู่ในหัวอย่างไม่รู้ที่มา

หึหึหึหึ….

เมื่อพายุสงบลงผืนป่ากลับมาเงียบอีกครั้ง ในความเงียบนั่นเอง….

“ช่วยด้วย….ช่วยด้วย”

เสียงของพรานอิฐแผ่วเบาเหมือนคนกำลังจะสิ้นใจ

“ไอ้อิฐ!”

“เดี๋ยวก่อน!”

พรานผึ้งคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดออกไปโดยไม่ฟังเสียงห้ามของลุงนันผู้เป็นหัวหน้า ตรงเข้าไปหาร่างที่นอนแน่นิ่งเห็นเพียงส่วนแผ่นหลังไหม้เกรียม พรานผึ้งคนนั้นส่งเสียงเรียกพร้อมดึงร่างส่วนที่ถูกใบไม้ปิดบังออก

“ไอ้อิฐ! กูมาแล้ว ไอ้อิฐมึง อ๊าก!!!”

พลัน! เขาก็ต้องตกใจสุดขีดหวีดร้องเสียงหลงกระเด้งถอยหลังราวกับขาติดสปริง ปล่อยร่างไหม้เกรียมของพรานอิฐซึ่งส่วนศรีษะกระเด็นหายไปฟุ่บกองลงบนใบไม้ แต่ทว่าเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพรานอิฐยังคงดังก้องอยู่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาหลอนสั่นประสาทคนเป็นไม่น้อย

“เฮ้ยๆ ระวังข้างหลังมึง!”

เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าฉันจะช่วยทัน! ลุงนันตะโกนบอกลูกน้องที่กำลังอกสั่นขวัญแขวนนั่งตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า แต่ช้าไปเสียแล้วรากไม้เลื้อยตรงเข้ารัดร่างพรานผึ้งที่ไม่ทันระวังตัวราวกับอสรพิษ เสียงบดขยี้กระดูกแตกดังสะท้อนไปทั่วผืนไพรยามราตรีแรงบีบรัดส่งลูกตาถล่นออกจากเบ้า เลือดไหลจากทวารบาลทุกส่วนทั้งตา หู จมูก ปาก กะโหลกปริแตกจนเห็นถึงสมอง อวัยวะภายในปลิ้นออกมานอกท้อง มือหงิกเกร็ง หน้าเขียวม่วง สร้างความสยดสยองให้กับเหล่าที่พรานผึ้งที่เหลือเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งลุงนันพรานอาวุโสผู้ซึ่งบุกป่าฝ่าดงมานับร้อยก็ยังไม่เคยเพบเจออาถรรย์แห่งที่วิปริตเท่าครั้งนี้

เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันเอี๊อดอ๊าด ผืนป่ากูร้องราวกับผู้มีชัยต้นไม้สั่นไหวเสียง ตึง ตึง ดุจกลองใหญ่ดุริยางค์เสียงทุ้มหนักคล้ายจะข่มขวัญพวกเรา เสียงนกแค้วแมวร้องดังและถี่ขึ้นประสานหมาไนหอนผสมโลงเป็นท่วงทำนองสุดโหยหวน ลมหมุนพัดวนอยู่เหนือยอดไม้ เมฆดำแหวกตัวลอยรอบรัสมีพระจันทร์เต็มดวงให้ลอยเด็นอยู่กลางท้องฟ้ากับหมู่ดาวระยิบระยับ เวลานี้ราวกับว่าธรรมชาติกำลังบรรเลงบทเพลงแห่งความตายสรรเสริญทัณฑ์ประหารให้ก่อเกิดกับผู้ที่ตระบัดสัตย์ หรือแท้จริงมันอาจเป็นความต้องการแท้จริงของวิญญาณเก่าแก่ อสูรกายที่โหดร้ายและเห็นแก่ตัว อสูรกายที่ดำรงอยู่ด้วยการฆ่า

“จะไม่มีใครรอดไปได้ทั้งนั้น…” เสียงนั้นฟังอู้อี้เสียเลยเกิน

กิ่งไม้ขยับราวกับมาชีวิตเปิดเป็นเส้นทางพร้อมเสียงหายใจที่ก้องคำราม อสูรกายดำทมึนร่างสูงใหญ่ก้าวเดินออกมาจากความมืดของป่าด้านหลัง มันมีหัวกะโหลกเป็นของควายป่าเขาโง้ง แต่งกายเหมือนคนสวมเสื้อคลุมสีดำยาวตัวใหญ่เก่าๆจากสภาพบ่งบอกมันน่าจะมีอายุมากทีเดียว มีแขนซ้ายสร้างด้วยรากต้นไม้นิ้วเรียวยาว แขนขวาผายผอมเนื้อหุ้มกระดูกมีขนเป็นหย่อมสีดำปลายนิ้วมีกรงเล็บแหลมดุจมือปีศาจ มีกีบเท้าเหมือนควาย สวมโซ่สีดำพันรอบเเขนทั้งสองข้างและพันรอบเอวพร้อมร้อยอุปกรณ์สังหารไว้ครบครันทั้งแล่ หั่น ตัด เฉือน อย่างกับฆาตกรไล่ฆ่าในหนังสยองขวัญ ดวงไฟวิญญาณสีแดงลุกไหม้ในความว่างเปล่าอยู่หลังช่องเบ้าตากรวงโบ๋ของกะโหลกขาวซีด บนเสื้อคลุมและร่างกายบางส่วนถูกพืชจำพวกมอส เฟิร์น เถาวัลย์ สปอร์พืชบางชนิดขึ้นปกคลุม

พวกเรายืนประจันหน้ากับความเชื่อที่มีตัวจริงตรงหน้าด้วยอึ่งจะลึงงันทำอะไรถูก ฝ่ายอสูรกายหยุดใช้กีบเท้าขยี้ตรงสัญลักษณ์ที่ฉันเป็นคนวาด‘เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า' สำนวนนี้ปรากฎขึ้นในหัวฉันเสียงใบมีดกระทบกันก๊องแกร๊งเป็นเครื่องมือบั่นทอนจิตใจมนุษย์ธรรมดาได้อย่างดี เมื่อพรานผู้หนึ่งโยนย่ามและหน้าไม้ของตัวเองทิ้งก่อนวิ่งหนีไปด้านหลังพร้อมตะโกนด้วยความสิ้นหวัง

“กูไม่เอาแล้วๆ!!”

หวูบ ฉึก! ฉึก….ฉึก….ฉึก….ฉึก….ฉึก….ฉึก….ฉึก….ฉึก….

ฉันยกมือปิดปากด้วยความกลัวจับใจสั่นคลอน อสูรกายหงายฝ่าแขนยกขึ้นทางที่พรานผู้นั้นวิ่งไป งอนิ้วเข้า ทันใด! ร่างหุ่นกอปรจากดินทรายปรากฏสูงขึ้นพร้อมหอกในมือดักหน้ากระทันหัน ปลายแหลมเป็นหยัก กระซวก! ท้องพรานผู้นั้นที่วิ่งเข้าไปรับคมด้วยตัวเอง เมื่อล้มแล้วหุ่นดินยืนคร่อมเขาแล้วแทงตรงอกซ้ำๆ แทงลง ชักขึ้น แทงลงแล้วชักขึ้น พรานร่างกระอักเลือดท่วมปากยกมือออ้อมวอนขอความเมตาจากวัตถุไร้จิตใจไร้สำนึกหากไม่เป็นผลซ้ำแขนที่ยื่นออกไปยังถูกแทงทะลุราวกับสิ่งกีดขวางชิ้นหนึ่งในที่สุดเขาก็ทนรับต่อไปไม่ไหวขาดใจ หุ่นดินกลับสู่สถานะเดิม อสูรกายย่างร่างสูงเทียมช้างแอฟริกาเข้าหาพวกเราที่สั่นงันงกเป็นลูกนก

“วิ่ง!”

“ปัง”

ลุงนันผู้มีสติมั่นคงสุดตะโกนไม่ทันขาดคำก็ลั่นเสียงดังกัมปนาทสนั่นลำกล่องประกายไฟฉายวาบส่งกระสุนมุ่งสังหารเข้าหน้าอสูรกายอย่างจัง น่าแปลก!?ไม่ปรากฎแม้แต่รอย เจ้าอสูรแผดร้องคำรามกางกรงเล็บสีดำกรีดโดมใสแตกเป็นลูกโป่ง หายใจฟืดฟาดเหมือนควายป่าไม่มีผิด แผ่รังสีอำมหิตชัดเจน ฉันเรียกสติตัวเอง ร่ายเวทของยืมพลังจากธรรมชาติเปลี่ยนเป็นนกสีฟ้าสี่ห้าตัวส่งไปก่อกวนอสูรร้ายเพื่อเปิดช่อง ได้ผล! เมื่อสบโอกาศดังนั้นพวกเราน่ะหรอ…วิ่งหนีเอาตัวรอดกันอุตลุด แต่เพียงอสูรร้ายโบกมือธรรมดาเพียงวูบ เหล่านกน้อยๆของฉันก็สลายเป็นฝุ่นธุลี

“หยุดหยุดก่อนข้าไม่ไหวแล้ว” พรานวัยครึ่งคนพูดหลังเราวิ่งหนีกันมาสักพัก

“ไม่ได้เว้ยไอ้เชียร!”

พรานอีกคนตะโกนกลับหลัง ตอนนั้นเองที่เสียงตอบกลับหาใช่คำบ่นโอดโอยตามประสาคนแก่แต่กลับเป็นร้องลั่นเจ็บเจียนตายของตาเชียร พวกเราที่เหลือหันไปก็พบร่างตาเชียรกำลังลอยขึ้นเท้าไม่ติดพื้นอีกต่อไป บังเกิดลมเฉือดเฉือนหมุนรอบตัวแกแล่เนื้อหนังเป็นแผ่นๆเหวอะหวะทั่วร่างกาย เลือดที่ไหลออกมาโคจรอยู่ในอากาศ ลมพิฆาตผ่าเปิดหน้าท้องพรานเชียรทะลวงเข้าไปควักลำไส้เครื่องในกระจุยกระจายสยดสยองอย่างกับว่าตาเชียรตกอยู่ท่ามกลางดงพายุใบมีด ฉับพลัน! พรานเคราะห์ร้ายได้แผดเสียงร้องเป็นครั้งสุดท้าย กระดูกหัวไหล่และไห้ปลาร้าแกแตกต่อหน้าต่อพวกเรา หัวกะโหลกขาวโพลนปรากฎเหนือหัวพรานเฒ่าอ้าปากแยกขากรรไกรล่างออกซ้ายขวาก้มลงมาครอบหัวพรานแล้วขบ ปุ! เลือดข้นคาวคลั่กเต็มปากที่มีฟันแหลมนั่นแต่ไม่น่ากลัวเท่าที่อสูรร้ายกลืนของพวกนั้น มันกินเข้าไป! และเริ่มกัดกินส่วนต่างๆของร่างกายพรานเชียรอย่างเอร็ดอร่อย เสียงนั้นยังติดหูฉันมาถึงทุกวันนี้

“มันกำลังกิน ตอนนี้แหละ เร็วไอ้หน่อง” ลุงนันกระตุกแขนฉันแล้วบอกพรานอีกคนแต่เขากลับยืนนิ่งด้วยอาการช็อก ลุงนันเขย่าตัวเขาพยายยามเรียก

“ไอ้หน่องๆๆ” ไร้การตอบสนองใดๆ

ท้ายที่สุดฉันกับลุงนันต้องช่วยกันพยุงพรานหน่องฝ่าความมืดเข้าไปในผืนป่าที่ไม่รู้จัก สะดุดรากไม้ล้มลุกคลุกคลานเนื้อตัวมอมแมมออกมาจากป่ามาอยู่ในที่โล่งมองเห็นรอบด้านสำเร็จ ฉันสังเกตว่ามีดินโป่งเล็กอยู่ในบริเวณใกล้ๆสระน้ำฌธรรมชาติ ลุงนันนำกระสุนใจยามประจำตัวมาทำพิธีโดยฉันสวดภาวนาขอพลังจากธรรมชาติบรรจุลงไป ส่วนตัวเองนำสายศีลมาผูกกับตะปูปักไว้สี่ทิศเป็นรูปสี่เหลี่ยม เมื่อครบจึงกลับมานั่งกลางวงพลางท่องคาถา หยิบมีดออกมาจากย้ามและปักลงไปในดิน เสียงร้องสนั่นหวั่นไหวป่าหลายต่อหลายเสียงจนไม่สามารถแยกออก พรานหน่องที่หายจากอาการช็อกได้สติกลับมาหหน้าถอดสี แต่ด้วยจิตวิญญาณพรานแก่จึงคว้างปืนกระฉับเข้าร่องไหล่ทันควัน ฉันร่ายคาถาพึมพัมเรียกพัดขนนกยูงเตรียมตั้งใจจะใช้พลังเข้าต่อสู้กลับถูกลุงนันสั่งห้าม

“อย่า…มันยังไม่ถึงเวลาของเอ็ง”

“เอ๊า! ทำไมล่ะตานัน” พรานหน่องโพล่งขึ้นหลังช็อกไปนาน

“ถ้าคืนนี้เรารอดก็รอดทั้งหมด” ลุงนันตอบสั้นๆโดยไม่ล่ะสายตาจากเขตแนวป่า

ยังพอมีเวลา ลุงนันสั่งให้เอากระสุนที่มีออกมาทั้งหมดแล้วราดน้ำมนต์ปลุกเสกพร้อมท่องคาถาซ้ำอีกรอบเสร็จแล้วก็ใส่กลับเข้าไปในลำกล่อง

“เอา…นี่ของเอ็งเก็บไว้เผื่อข้าไม่รอด แต่เอ็งต้องรอดและจำไว้พัดนกยูงถ้าไม่จำเป็นจริงๆอย่านำออกมาได้ใช้เด็ดขาด”

ลุงนันยกมีดหมอลงอาคมอีกเล่มส่งให้ฉันพร้อมปืนลูกโม่พร้อมกระสุนมนต์อีกจำนวนหนึ่งและกำชับเสียงแข็งปิดท้าย เราหันออกคนล่ะทิศในวงสายศิลป์กระฉับปืนหมั่นตื่นตัวตลอดเวลา ผืนป่าเงียบจนวังเวงรอบข้างมืดสนิทมีเพียงเเสงจันทร์นวลกระจ่างล้อมรัศมีด้วยเมฆทมึนที่สาดลงมายังที่โล่งกว้างซึ่งพวกเราตั้งรับรออยู่

ขนแขนฉันลุกพรึบ! สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง

“มันมาแล้ว” ฉันพูดขึ้น

“ทะ ทางไหน” พรานหน่องถามเสียงสั่น

“จากทุกทางเลย”

“พลังงานชั่วร้ายที่หลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้มันสามารถควบคุมได้แม้กระทั่งธาตุต้นกำเนิดความกลัวของจิตใจมนุษย์… ความมืดไงล่ะ”

ลุงนั้นเสริม และแล้วรอบด้านก็ปรากฎร่างดำทมึนหลายพันไม่สิในความรู้สึกช่วงนั้นต้องเรียกว่านับไม่ถ้วนเพราะมันเต็มไปหมดราวป่า มีเหมือนคนจำนวนมากสื่อสารกันจนฟังไม่รู้เรื่อง ความผวาเพิ่มเป็นเท่าทวีเมื่อพวกมันขยับต้องแสงจันทร์เท้าไม่ติดพื้นสักตัว ร่างฝุ่นควันถืออาวุธมีดดาบลอยต่ำเรี่ยดินเข้ามาอย่างช้าๆ

แต่พวกเราไม่รอช้า ฉากต่อมาไม่ต่างอะไรกับหนังสงครามผสมฉากแฟนตาซีเวทมนตร์ที่ต่างคนต่างยิงชนิดหูดับตับไหม้ ป่าก้องสะท้านด้วยเสียงกัมปนาทครั้งแล้วครั้งเล่าและเพลิงมนตร์ที่ฉันปล่อยออกไปเป็นระยะ อำนาจของมันชะล้างความมืดจุดติดไฟไหม้เป็นหย่อมๆ พอประวิงเวลาให้บรรจุกระสุน เมื่อเพลิงหมอดพวกมันจึงยาตราทัพเข้ามาใหม่ เป็นการต่อสู้ที่ยื้อยุด ฉันอยากทำให้ได้มากกว่านี้แต่การใช้พลังมากเกินจะส่งผลเสียต่อตัวผู้ใช้และคนรอบข้าง หากสูญเสียการควบคุมฉันก็มิต่างจากระเบิด!

ฉันจึงใช้กระสุนปืนเป็นหลักพอยิงโดนก็ได้ยินเสียงผู้ชายร้องผู้หญิงกรี๊ดด้วยความกลัวอย่างน่าแปลกใจจนพวกมันค่อยๆล้าถอยหายกลับไปในราวต้นไม้ ผืนป่ากลับมาสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่นึกว่าจบเรื่อง… ที่ไหนได้สายตาเหลือบไปเห็นว่าในระยะตีนป่าเวิ้งมีเงาทมึนยืนอยู่ข้างต้นไม้ตาแดงเขาโง้ง!

“หลบเร็ว!”

ตูม!

ลุงนันบอกพลางกระฉากตัวฉันลอยละลิ้วออกจากวงสายศีลทันฉิวเฉียดเมื่ออสูรกายที่ปรากฎตัวขึ้นตอนไหนก็ไม่รู้ทิ่มมือที่เหมือนรากไม้ลงพื้น ทันใดนั้น! ก็มีรากไม้แหลมคมระเบิดขึ้นจากพื้นกลางวงพิธีกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง เศษดินร่วงตกลงมาเหมือนฝน เมฆดำหมุนเกลียวปิดท้องฟ้าที่เคยกระจ่างพร้อมบังเกิดลมพายุพัดขี้ฝุ่นฟุ้งว่อนในความมืดในคืนดับเดือน

รัตติกาลทมิฬเข้าปกคลุมผืนป่าอย่างเต็มตัวมีเพียงประกายแสงจากปลายกระบอกปืนเท่านั้นที่สว่างวาบแล้ววูบหายไป รู้ตัวอีกทีร่างสูงเทียมช้างแอฟริกาก็มาปรากฎตัวอยู่ด้านหลังฉันนี่เอง จังหวะเดียวกับที่มันหันกลับมาทุกอย่างกระทันหันเกินจะหลบทัน ฉันกำลังจะถูกกรงคว้าตัวโดยนิ้วรากไม้ที่ยืดยาว แสงสว่างเจิดจ้าในค้างคืนเดือนดาวอันมืดมิดเฉิดฉายดั่งประกายเทียน ทันใดนั้นภูติแห่งป่าปรากฎตัว! เปลวเพลิงบริสุทธิ์ตรงต่อสู้โรมรันกับอสูรร้ายอย่างไม่เกรงกลัว รัศมีแห่งพลังเจิดจ้าจนพวกเราได้แต่ยืนอึ่งระหว่างการต่อสู้ของเทพศักดิ์สิทธิ์กับภูติบรรพกาล

ภูติแห่งป่าในร่างงูเหวี้ยงคานุนลอยไปตกบริเวณสระน้ำ คานุนไม่ยอมเสียเปรียบแน่อยู่แล้วอากาศเย็นจัดกลางป่าเขาลำเนาไพรเป็นตัวช่วยชั้นดี มันเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็งแล้วสร้างดาบขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง ดาบที่มีสันกับด้ามจับเป็นน้ำแข็งและใบมีดเป็นน้ำ คลื่นคมตัดเคลื่อนตัวราวกับเลื่อยไฟฟ้า คานุนลากดาบขึ้นมาจากสระเพราะขนาดของมันเกลียวคลื่นเฉือนตัดก้อนหินที่มันสัมผัสโดน ทั้งสองตรงเข้าห้ำหันกันครั้ง คานุนเหวี้ยวดาบใหญ่ตัดผ่าอากาศ ภูตแห่งป่าเบี่ยงตัวหลบก่อนสวนกลับด้วยการฉกกัด การต่อสู้ดำเนินไปท่ามกลางสายตาอันลุ้นระทึก มีจังหวะหนึ่งคานุนพลาดท่า ภูตแห่งป่าตรงเลื้อยโอบรัดตั้งใจชำระวิญญาณปีศาจให้หมอดไหม้ด้วยเพลิงบริสุทธิ์

“กรี๊ซซซซซซซซ”

“อะไรน่ะ เกิดอะไรขึ้น” ลุงนันอุทาน

ภูติแห่งป่ากรีดร้องด้วยความเจ็บในทางกลับกันอสูรกายกลับแข็งแกร่งขึ้นมันดูดซับเปลวเพลิงบริสุทธิ์แล้วแปลงร่างเป็นอากาศธาตุให้พ้นพันธนาการ กอปรขาและกีบเท้าขึ้นจากหินแล้วทิ้งตัวกลางอากาศ จากที่สูงใช้กีบหินกระแทกกลางลำตัวภูตแห่งป่าที่กำลังอ่อนแอ แรงปะทะทำฝุ่นตลบ แล้วอาศัยช่วงภูตแห่งป่ากระดกชูหัวขึ้นตวัดเกลียวคลื่นคมกริบตัดลำคองู ฉัวะ!! ดาบน้ำแหลกสะบั้นคามืออสูรกายดูดซับพลังบริสุทธิ์แล้วขยายร่างกายจนใหญ่โตเดินสี่เท้า หางยาวคล้ายเชือก คำรามเหมือนกวางมันได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง

‘กะ เกิดอะไรกับฉัน'

จู่ๆรอบด้านเปลี่ยนเป็นความมืดสนิทเหมือนใครปิดสวิชต์ไฟ ฉันมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากลูกไฟสีแดงที่ลุกโชนลอยไปลอยมากับเสียงโซ่กระพรวนและแล้วก็ถึงกับผงะตั้งตัวไม่ติด ร่างเท่าภูเขาลูกย่อมๆมาปรากฎอยู่ต่อหน้าฉัน!? มันยื่นมือขาวซีดเข้ามาหาตัวฉันแล้วเสี้ยววินาทีก่อนกรงเล็บมรณะจะถึงตัว ฉันยกฝ่ามือสะบัดโบกพัดขนนกยูงสาดเปลวเพลิงเขียวมรกตโหมกระพือลุกไหม้แขนเจ้าอสูรกายจนมันชะงักและถอยออกไป มันยกแขนข้างหนึ่งที่ไหม้ไฟขึ้นสำรวจ พืชสีเขียวเติบโตแผ่ขยายไปบนแขนข้างนั้นรวดเร็วด้วย

ในขณะที่ชาแมนส่วนใหญ่ทำหน้าที่ส่งสารจากคนตายและทำนายชะตาคนเป็น เปลวเพลิงบริสุทธิ์แห่งชีวิตกลับเป็นคุณสมบัติพิเศษซึ่งทั้งตระกูลชาแมนมีแค่ฉันคนเดียวที่ใช้ได้แต่ไม่ใช่แค่เยียวยาบาดแผลเปลวเพลิงมรกตของฉันสามารถทำได้แม้กระทั่งชุบชีวิตคนตาย ‘คุณสมบัติของผู้ที่ต่อไปจะกลายเป็นภูตแห่งป่าวรรณะสูงสุด’ และอย่างที่บอกว่าลูกหลานคนไหนสามารถใช้ภูตแห่งป่าได้อย่างอิสระตอนสิบขวบพลังจะตึกผลึกอยู่ในรูปสิ่งต่างๆ ของฉันก็คือพัดขนนกยูงเล่มนี้นี่แหละ อสูรร้ายเอียงเขาโง้งไปมาดวงตาลุกไหม้สีแดงกับใบหน้าหัวกะโหลกทำให้ฉับบอกไม่ได้ว่ามันคิดอะไรอยู่ ชื่นชม เกลียดชัง หลงใหลไม่รู้เลยสักอย่าง

เวลานั้นอยู่ได้ไม่นานเสียงปืนดังลั่นประกาศว่าสงครามยังไม่จบ อสูรกายมองดูอยู่อีกสักพักก่อนจะผละหันกลับไปเผชิญหน้าพรานผึ้งที่เหลือ ด้วยความรำคาญสุดทน! กู้ก้องร้องคำรามอากาศแปรปรวนเกิดลมกรรโชกโยกเอนต้นไม้ทั้งป่าประสานเสียงออดแอดๆ ใบไม้ปลิดปลิ้วหลุดจากกิ่งทั้งที่ใบยังเขียวสด ล่องลอยไปในอากาศก่อนหมุนขึ้นด้านบน ฟากฟ้ารัตติกาลวิปริตเกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าในเวลาเดียวกันปานว่าผืนฟ้ากำลังจะถล่มลงมาเฉกเช่นธรรมชาติพิโรธ อสูรกายทุบพื้นอย่างเดือดดาลแล้วย่างตรงเข้าหาพรานหน่องโดยไม่สะทกสะท้านต่อกระสุนปืนที่สาดใส่ สักพักจู่ๆพรานหน่องก็มีอาการลนลานคล้ายคนสติแตกหันปากกระปืนสาดกระสุนไปทั้วราวกับคนตาบอดน่าหวาดเสียว ฉันพยายามหลบหลีกพัลวัน ต่อมาฉันจึงรู้ว่านั้นคือการสะกดจิต

แกร๊กๆ กระสุนปืนหมด!?

“อ๊ากกกกก!”

อสูรร้ายพุ่งชนพรานหน่องจนล้มแล้วจัดการฉีกเขาเป็นชิ้นๆ กระฉากหน้าท้องด้วยเขี้ยวแหลมกัดกินเครื่องในพรานหน่องที่ดิ้นพราดๆอย่างหิวกระหายฉีกแขนขาจนถึงแก่ความตาย ลุงนั้นยิงใส่สีข้างของมันหลายนัดเท่าที่แม็กกาซีนแกจะบรรจุได้ มันจึงหันมาตอบโต้ชกกำปั้นลงดินสร้างกำแพงขึ้นมากระหนาบข้างลุงนัน กำแพงนั้นเคลื่ิอนเข้ากันราวแม่เหล็กคนล่ะขั้วดูดหวังบี้พรานเฒ่าแต่ฉันพัดกระแสลมผลักลุงนันถอยหลบได้ทัน แต่ยังไม่ทันจะตั้งตัวอสูรพุ่งทะลุกำแพงขวิดแกกระเด็น!

“ลุงนัน!” ฉันอุทานเรียกชื่อ

อสูรกายคืนกลับร่างเดิมยืนค้ำตัวพรานเฒ่าแล้วชักมีดปังตอขอย้ำว่ามีดปังตอทำจากเหล็กเล่มใหญ่ออกมาจากใต้เสื้อคลุมด้านหลังเอวเฉพาะผ่ากลางลำกล่องไปจนถึงตำแหน่งเล็งหลังอย่างแม่นย้ำราวจับวาง คมมีดเกือบจะถึงหน้าพรานนัน อสูรร้ายยืดตัวเต็มความสูง หยดเลือดไหลติ่งๆปลายนิ้วก่อนเอยด้วยเสียงอู้อี้

“กูยังไม่ฆ่ามึงหรอกมึงยังมีประโยชน์ ไปบอกคนในหมู่บ้านว่านังหนูตรงนั้นตายแล้วและไม่ต้องออกตามหา กูจะไว้ชีวิตมึงและคนของมึง!”

แต่คำตอบที่มันได้รับกลับเป็นกระสุนสังหารจากปลายลำกล่องปืนพกรุ่นเก่าของพรานเฒ่าอีกกระบอกตรงกลางอก มันรีบร้อนยกมือกุมทันควัน

“ได้….แล้วจะต้องเสียใจ!” อสูรกายเอยก่อนจะแปลงเป็นอากาศธาตุหายวับไปอีกครั้ง

“เราต้องกลับไปที่หมู่บ้านเดี๋ยวนี้” ลุงนันว่า

พวกเราต่างเร่งฝีเท้าฝ่าความมืดของป่าใหญ่โดยไม่สนว่ามันจะมีความอันตรายแค่ไหน ระหว่างทางกลับฉันสังเกตเห็นหมูเล็กๆ สองตัวกระรอกออีกสามรวมถึงสัตว์ป่าขนาดเล็กชนิดอื่นๆ นอนตายอยู่ข้างทาง จากร่องรอยบาดแผลที่เห็นฉันก็รู้ทันทีว่าเป็นสัตว์ที่ตายจากการล่าฝีมือพรานอิฐและพวกที่ใช้หน้าไม้ยิงนั้นเอง พวกมันไม่ได้ตายในทันทีแต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวถึงได้มานอนตายแถบนี้

ลุงนันพาเราออกจากป่าโดยไม่หยุดพักกันเลยแม้แต่นาทีเดียวกว่าจะออกจากเขตป่าโบราณได้ก็ราวเที่ยงคืนของวันนั้นเอง ถึงแม้มันจะสายเกินไปแล้วก็ตาม…..

หมู่บ้านถูกเผ่าจนหวอดวาย กลิ่นคาวเลือด เนื้อไหม้ไฟ มองไปทางไหนก็เจอแต่ศพนอนตายเกลื่อนกลาดไม่เว้นแม้แต่เด็กทารกที่สภาพศพเหมือนถูกจับฟาดกับของแข็ง บาดแผลเกิดจากของมีคมและอาวุธปืน ฉันเคยได้ยินว่าอสูรกายมันสามารถใช้เวทมนต์ควบคุมจิตใจสิ่งมีชีวิตอื่นได้ มันคงใช้พลังควบคุมคนในหมู่บ้านและทำให้พวกเขาคลุ้มคลั่งแล้วฆ่ากันเองและชาวบ้านที่ฉันเห็นและเห็นฉันก็คือดวงวิญญาณล่องลอยมาออหน้าสล่อนปรารถนาอยากคืนชีพ

“….แล้วจะต้องเสียใจ….”

คำพูดของอสูรกายดังก้องขึ้นอีกครั้ง ฉันคิดว่ามันเป็นแค่ความคิดของตัวเองจึงหันกลับไปหาลุงนัน พลันก็ต้องชะงัก! ลมหายใจขาดช่วงก่อนจะกลับเป็นปกติ มันไม่ใช่ความคิดแต่เจ้าอสูรกายกำลังย้ำเตือนฉันอยู่จริงๆ มันทิ้งร่างไร้วิญญาณลุงนันให้ลงไปกองที่พื้นแล้วเดินตรงเข้ามาหาฉันอย่างช้าๆ ท่ามกลางเปลวไฟและกลิ่นคาวเลือดแห่งความพินาศ มือที่เหมือนรากไม้แปลงสภาพจากหลิ่มแหลมกลับเป็นมือตามปกติร่างสูงตระหง่านยืนค่ำหัวมองลงมาและกล่าวด้วยเสียงอู้อี้

“คนสวยถ้าเธอตอบตกลงไปกับฉัน สิ่งที่เกิดขึ้น ณ คือนี้จะเป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น เธอสามารถหวนคืนมันได้แต่ถ้าไม่ฝันร้ายจะเป็นฝันร้ายตลอดไป”

“ทำไมถึงไม่ฆ่าฉันไปด้วยล่ะ” ฉันถามกลับแทบจะทันทีที่ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

อสูรกายย่อตัวนั่งย่องๆ เอียงคอ ยกแขนข้างที่มีมอสปกคลุมให้ฉันดู กล่าวว่า

“รู้แล้วหนิคำตอบน่ะ ฉันรอมานานเหล่าภูติพรายเล่าถึงชาแมนผู้มีพรสวรรค์มจะมาเกิดทุกๆหนึ่งพันชั่วอายุคนร่างเพลิงบริสุทธิ์ของเธอจะเป็นนกยูงผู้งดงาม เธอมีพลังมากพอที่จะสามารถทำความต้องการของฉันเป็นจริงซึ่งฉันเฝ้ามองเธอมาตลอด…”

“ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ”

ฉันมองไปรอบๆและดวงวิญญาณชาวบ้าน เพื่อต้องการจะสื่อถึงความรู้นึกคิดข้างใน ฝ่ายอสูรเมื่อเห็นจึงกล่าว

“ฉันกับคนหมู่บ้านนี้มีข้อพิพาทกันมาช้านานแล้ว สายเลือดลัทธิเก่าแก่ที่สมควรถูกทำลายให้สิ้นซากเช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกมัน ที่นี่คือสถานที่แห่งสุดท้าย… แต่ความเชื่อเกี่ยวกับฉันมันผิดเพี้ยนไปเมื่อไม่กี่ศตวรรษก่อนนี่เองแต่ฉันก็ยังเป็นฉัน นักเวทจอมทรยศ มารพิโรธผู้ทำลายล้าง และฉันจะไม่อ้อมค้อมไปมากกว่านี้อีกแล้วเพียงเธอตอบตกลง ดวงวิญญาณผู้มีประกายเพลิงบริสุทธิ์เทียบเท่าศาสดาบรรพกาลฉันจะยอมยกเว้นสถานที่แห่งนี้ไว้ให้ก็ได้…”

ฉันเงียบและรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัวฉันตระหนักเห็นทางแยกสำคัญแห่งชีวิตทั้งที่ผลลัพธ์แตกต่างแต่เหมือนกัน ครุ่นคิดถึงข้อเสนอของอสูรกายอยู่ครู่หนึ่งพลางนึกถึงคำสอนของเหล่าผู้อาวุโสว่า...ไม่มีความน่าอับอายใดที่ตระกูลชาแมนผู้ซื่อสัตย์ที่สุดควรได้รับมากกว่าการที่ลูกหลานได้ทรยศและนำพลังของธรรมชาติไปช่วยฝ่ายศัตรูที่มาเพื่อทำลายบ้านเกิดเสียเอง… คิดเช่นนี้อยู่ห้ารอบก่อนตัดสิ้นใจตอบอย่างไม่ลังเล

“ตกลง”

อสูรกายกำลังยิ้ม ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

“เชิญ…” อสูรกายลุกขึ้นผายมือไปทางหมู่บ้านเกลือนกลาดไปด้วยศพ ฉันเรียกพัดขนนกยูงตั้งท่าเตรียมโบก ดวงวิญญาณแสยะยิ้มร่าเพราะกำลังจะได้กลับมาเป็นคน แต่พลันนึกติดใจอะไรบ้างอย่างจึงหันกลับไปถามอสูรผู้กอดอกยืนตระหง่านด้านหลัง

“พวกเขาตายนานรึยัง?”

“สามวัน”

“……” ฉันมองอสูรแล้วใช้ความคิดปะติดปะต่อศาตร์ความรู้ เรื่องราว เหตุการณ์ที่ถูกสั่งสอนมาสักพักจึงได้ข้อสรุป

“แกทำให้เวลาข้างป่าช้ากว่าความเป็นจริงสินะ”

“ฉันพอมีความรู้เรื่องเวทหน่วงเวลาอยู่บ้างน่ะ” อสูรกายตอบ

เมื่อคำตอบถูกตามคาดฉันมองไปหาดวงวิญญาณเว้าวอนนับสิบแล้วจึงกล่าวแถลง

“ฉันคืนชีพให้ใครแม้แต่คนเดียวเด็ดขาด” ฉันหันหลังมาเผชิญกับอสูรกายท่ามกลางแว่วเสียงอ้อนวอนผิดหวังของพวกพ้องเปลี่ยนเป็นเสียงก่นด่าผุดขึ้นมาทางด้านหลัง มีเพียงลุงนันและท่านย่าที่ยิ้มรับคำตอบนั้นก่อนจากไป อสูรกายมองเงียบๆไม่เอยวาจาใดๆ

“แล้วแกจะให้ฉันทำ-----!”

พูดไม่ทันจบประโยคอสูรกายก็อัดพลังเวทใส่เข้ามาในตัวฉัน รู้สึกถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ปนเปื้อนความมืดกำลังไหลรินและกำซาบเข้าไปทุกส่วนของร่างกาย

“พลังของภูตแห่งป่าคนก่อนทั้งหมดที่ฉันช่วงชิงมา ฉันขอคืนให้เพราะฉะนั้นจงใช้มันเสริมพลังให้ศิลาธาตุในตัวข้า…...”

ฉันยันตัวลุกพร้อมกับรู้สึกสลึมสลือไม่เป็นตัวของตัวเอง ภาพเบื้องหน้าพล่ามั่วไม่ชัดเจน มือและปากขยับไปเองพลางท่องคาถางึมง่ำทั้งที่ในหัวว่างเปล่าเหมือนมีเมฆดำบดบัง พัดขนนกยูงในมือยกตั้งท่าฉันไม่สามารถฝืนคำสั่งจากอสูรกายได้เลยและในที่สุดฉันตัดสิ้นใจที่จะ.....ยอมแพ้

วูบ….

ปัจจุบัน :

“ทำไมถึงเลือกเป็นหมอล่ะ” ฉันหันไปถามคนตัวสูงที่กำลังอ่านหนังสือ เธอเงยหน้าพร้อมดึงหน้ากากอนามัยออกเผยให้เห็นใบหน้าสาวสวยที่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีชาติตระกูล เธอตอบว่า

“เพราะมันค่าตอบแทนสูงไงล่ะ…” เธอเว้นช่วงก่อนพูดต่อ“ตลอดสามสัปดาห์ที่เธอหลับอยู่ฉันเตรียมแผนการสำหรับพวกเราเอาไว้หมดแล้วทั้งอาชีพ ตัวตน ที่อยู่อาศัยทุกอย่างฉันเตรียมไว้หมดแล้วและฉันไม่ใช่หมอทั่วไปแต่เป็นศัลยแพทย์ที่มีปริญญาเอกสามใบมากความสามารถ แล้วอาการเธอที่เป็นผลจากเพลิงศักดิ์สิทธิ์”

“ไม่ต้องห่วง เพลิงมรกตของฉันชำระล้างพิษไปหมดแล้ว นี่ แล้วในแผนมีตำรวจด้วยรึเปล่า?””

ฉันเพ็งสายตาจ้องขณะที่คนตัวสูงใช้นิ้วเกาแก้มเริ่มคิดหาข้อแก้ตัว

“อ้อ เซอร์ไพรส์เล็กๆ น่ะ ไม่คิดเหมือนกันจะหาเธอเจอแต่ก็ตื่นเต้นดีหนิ แต่ไม่ต้องห่วงคนพวกนั้นจะไม่มาอีกแล้ว”

“เธอทำอะไรพวกเขา” ฉันเขม็มตาใส่

“อย่ามองกันแบบนั้นสิ ฉันไหว้วานคนรู้จักให้จัดการเรื่องให้แล้ว เอ…รู้สึกจะชื่อกอบกุล”

‘ทำไมอสูรกายถึงมีคนรู้จักในกรมตำรวจล่ะ’ ฉันคิดในใจแต่ก็นึกได้ว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ช่างมันเถอะ

“หลังจากนี้จะเอายังไงต่อล่ะ” ฉันเอยถาม

“เธออยากทำอะไรล่ะ” คนตัวสูงถามกลับ“เธอมีหน้าที่ต้องอยู่กับฉันคอยเติมพลังให้ศิลาเสถียรตลอดเป็นระยะจนฉันจะทำตามเป้าหมายสำเร็จ นอกนั้นชีวิตยังเป็นของเธอ”

ไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นคำพูดที่หลุดมาจากปากของอสูรกาย

“แล้วตลอดหลายต่อปีเธออยู่มาไง เพื่อรอฉันมาเกิด”

คนตัวสูงมองหน้าฉันเงียบๆ ก่อนเปิดปากตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เมื่อก่อนเลือดเนื้อของสายเลือดลัทธิ์โบราณเคยทำให้ฉันมีพลังเทียบเท่าร่างจริง น่าเสียดายที่คุณภาพมันกลับเสื่อมลงตามเวลาและศรัทธาที่เสื่อมถอย ฉันจึงหันไปหาอะไรที่ใกล้เคียงกัน กอปรร่างจากธาตุต่างๆจนถูกคนตั้งชื่อให้ว่า มารแห่งพงไพร”

‘มนุษย์!’ ฉันนึกแล้วรู้สึกจุกบริเวณท้อง ความกลัวแล่นปราดจับขั้วหัวใจ เพิ่งนึกได้ว่าหมอสาวตรงหน้าฉันคือ‘อสูรกินคน’ ฉันผ่อนลมหายใจช้าๆควบคุมไม่ออกอาการแล้วทำตัวตามปกติ

“งั้นถ้าเกิดฉันตายขึ้นมา เธอก็ต้องกลับไปใช้วิธีเดิมถูกต้องมั้ย?” ฉันถามต่อโดยไม่คาดคิดว่าคำตอบที่ออกมาจะเป็นเหมือนคำใบ้ถึงชะตากรรมของตัวเองในอนาคต เหมือนโดนหมัดต่อยท้องจุกรอบสอง!

“เวลานี้พลังของฉันกลับมาแข็งแกร่งเหมือนก่อน ถึงตายฉันก็มีวิธีคงวิญญาณให้ยังมีพลังรอเวลาสู่การเปลี่ยงแปลงเป็นภูตในวรรณะนั้นๆเหมือนการเลี้ยงหนอนผีเสื้อ แต่อะไรจะดีเท่าให้หนอนตัวนั้นฝักจากดักแด้แล้วกลายเป็นผีเสี้อด้วยตัวเองเล่า รู้รึเปล่าว่าคนเราตอนตายควบคุมง่ายกว่าตอนเป็นๆเสียอีกเพราะวิญญาณสามารถสามารถดูดซับพลังงานต่างๆทั้งร้ายและดีได้ง่ายกว่าตอนมีเนื้อหนัง ไม่มีอะไรรับประกันว่าตัวเล็กหลังจากนั้นจะไม่ตกอยู่อำนาจฉันนี่นา…” หมอสาวพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเย็นเยียบ

“เป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่ยอมคืนชีพชาวบ้าน ไม่มีอะไรรับประกันว่าพวกเขาจะเป็นคนเดิม” ฉันตอบสวนกลับทันที่อีกฝ่ายพูดจบวางมาดมั่นใจเต็มที่เพื่อปกปิดความกลวงโบ๋เพราะตื่นกลัวกลัวข้างในเมื่อครู่ ‘สามวัน ฉันรู้ได้ทันทีว่าเกินเยียวยา คนตายคือคนตายไม่ฟื้นคืนกลับ' ฉันไม่รีรอจะถามถึงใจความหลัก“เป้าหมายที่ว่ามันคืออะไรกันแน่”

เรามองหน้ากันและกันกลางช่องว่างอากาศ

“หมดเวลาพักแล้ว” เธอเอ่ย

หมอสาวนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งเหมือนครุ่นคิดว่าจะตอบหรือปล่อยผ่าน ก่อนลุกขึ้นเอามือลูบหัวฉัน ฉันนิ่งไม่ขยับหนีจ้องไปนัยน์ตาสีแดงคู่นั้น…

“………..”

คนตัวสูงยืนนิ่งไปสักพักมองกลับลงมาแล้วถอนหายเฮือกยาวอย่างยอมใจ และโน้มตัวลงพิมพ์ตอบแทนคำพูดก่อนสวมหน้ากากอนามัย หยิบแก้วกาแฟเดินเปิดประตูออกจากห้องแต่ก่อนหน้านั้น

“เดี๋ยวก่อน!” ฉันร้องเรียก หมอสาวหันกลับมา ก่อนหน้านี้เธอเคยเล่าถึงอดีตครอบครัวของตัวเองให้ฉันฟัง“คืนก่อนฉันฝันเห็นนิมิต... ในอนาคตอันเจ โดโรธี ฮิบิกิ และเธอ...เรนการ์ อสูรกายทั้งหมดจะได้ต่อสู้กันในสถานใดที่หนี่งและฮิบิกิจะอยู่ข้างอันเจ”

หมอสาวยกยิ้มมุมปาก แล้วออกไปทิ้งฉันไว้คนเดียว หลังจากประตูปิดลงแสงไฟจึงกลับมาสว่างจ้าอีกครั้ง และเหล่าวิญญาณรวมทั้งผู้หญิงคนนั้นไม่มาปรากฎตัวในห้องนี้อีกเลย


“…..ฉันจะนำความบัดซบทุกอย่าง! สู่การดับสูญ.…. ”

Relic เขียน

สารบัญ

CONTENT

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

ดูทั้งหมด

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ดูทั้งหมด

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70

ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70

นิยาย รัก

80.88K
ทั้งแผ่นดินได้รับพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะ — ทว่าข้าขายอายุขัยของตน เพื่อกลายเป็นเทพ!

ทั้งแผ่นดินได้รับพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะ — ทว่าข้าขายอายุขัยของตน เพื่อกลายเป็นเทพ!

นิยาย แฟนตาซี

278.85K
Evolution  the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

นิยาย แฟนตาซี

61.68K
หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.12M
สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

นิยาย แฟนตาซี

136.46K
หมื่นจักรภพสยบราชันย์

หมื่นจักรภพสยบราชันย์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.67M
บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.31M
กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

682.81K
จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.56M
จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี

3.03M

รายการรีวิว

REVIEW

ปักหมุด