เรื่องสั้น เฝ้าศพ 3 คืน

ติดตาม
เรื่องสั้น เฝ้าศพ 3 คืน
นิยาย เรื่องสั้น
มนุษย์คนใดตอนยังมีชีวิตหลงลำพองในอำนาจวาสนาแลความสามารถของตนจนกลายเป็นความหยิ่งทรนงไม่เห็นหัวผู้อื่น เมื่อตายไปวิญญาณจะถูกสาปให้กลายไปเป็น ...แอสแวงเกอร์...
Relic00 Relic00 : เจ้าของเรื่อง
264

อ่าน

0

ตอน

0

คอมเมนต์

ต้องไหว! ต้องไหว! ต้องไหว! เป็นคำที่ฉันท่องบอกตัวเองให้ระลึกถึงเป้าหมายไว้เสมอไม่ให้หวั่นไหวกับแค่เรื่องน่ากลัวที่เกิดขึ้น อะไรที่หนักหนาสากันต์กว่านี้ฉันยังเคยมาแล้ว สวัสดีจ้า ฉันย้งยี้คนเดิมถ้ายังจำกันได้หลังเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ แคมป์สยอง การท่องเที่ยวของฉันก็เป็นอันต้องหยุดลงก่อนกำหนด ประการแรกคือวิทยาลัยของฉันใกล้เปิดเทอม ประการที่สองเพราะอุปกรณ์เครื่องสนามรวมถึงสิ่งจำเป็นอย่างเต็นพังยับเยิน ถึงฉันจะชอบใช้ชีวิตติดดินอยู่กับธรรมชาติแต่ถ้าจะให้นอนกับพื้นดินแล้วแหงนหน้ามองหมู่ดาวพร่างพราวตากลมหนาวยามดึกมีฟ้าเป็นมุ้งมียุงเป็นเพื่อนเห็นทีจะไม่ไหวแล้วถ้าฝนตกลงมาก็ไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์ส่วนใหญ่ใช้เงินที่เก็บผอมรอบริบจากการทำงานพาร์ทไทม์ซื้อด้วยตัวเองส่วนเงินที่เหลือเตรียมไว้สำหรับจ่ายค่าเทอมที่ปีนี้ โค-ตะ-ระแพง! ค่าซื้อหนังสือเรียน ค่ากิน ค่าห้อง ซึ่งจากที่ประเมินค่าเสียหายโดยรวมกว่าฉันจะได้ออกไปตั้งเต็นอีกคงต้องเป็นปิดเทอมหน้า ทว่าเหมือนฉันยังมีบุญหรือเคราะห์กรรมแต่ปางก่อนยังสนองมาไม่หมดหรืออย่างไร ตอนนั้นเองที่ฉันกำลังต้มมาม่าห่อสุดท้ายอยู่ในครัว อยู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูหน้าห้องของฉันเมื่อเปิดออกไปก็เจอกับป้าศรี ป้าข้างห้องผู้ที่ฉันเคยบ่นเรื่องเงินไม่พอใช้ให้ฟังเมื่อวันก่อน หลังกล่าวทักทายป้าแกจึงเข้าประเด็นเสนองานชิ้นหนึ่งให้ฉันพร้อมค่าจ้างวันละ 1000 บาท

บอกตามตรงทีแรกฉันไม่อยากตบปากรับคำป้าแกเลยอีกอย่างเซ้นของฉันส่งสัญญาณต่อต้านสุดๆว่าอย่าไปรับเพราะคิดว่าถ้าไม่ส่งยาก็ทำเรื่องอื่นอย่างเช่น ไปแกล้งคู่แข่งทางการค้า เผาแผงขายผักขายปลาร้านในตลาดสด หรือไปฆ่าคนเพราะคงจะไม่มีใครให้เงินกันง่ายขนาดนั้นแต่พอรู้ว่าป้าเขาอยากให้ฉันไปเฝ้าศพสามีแกให้หน่อยเพราะสองลุงป้าไม่มีลูกไม่มีหลานที่ไหนจะหาคนไปเฝ้าศพให้ก็ยาก แค่คืนวันสวด 3 วันและอยู่ช่วยงานวันเผาอีกวัน 3 วันสวดฉันมีหน้าที่เพียงจุดธูปเปลี่ยนน้ำในแก้วที่ตั้งไหว้ศพทุก 6 ชั่วโมง ค่าตอบแทนสูงงานก็ออกจะง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วย

เซ้นต่อต้านเหรอ? ความรู้สึกขัดแย้งเหรอ? ช่างมันดิ….ปากท้องต้องมาก่อน! ฉันโยนความรู้สึกทั้งหลายแหล่ทิ้งลงถังขยะแล้วกำหมัดทุบอกตัวเองรับปากกับป้าศรีเป็นหมั่นเป็นเหมาะพร้อมกับเริ่มงานในวันเดียวกันเลย

“เชื่อมือฉันได้เลยป้า!” ว่าเข้าไปนั่น โดยหารู้ไม่เลยว่ากำลังจะมีเรื่องหลอนเกิดขึ้นกับฉันอีกครั้ง

ฉันนั่งแท็กซี่มาถึงวัดพร้อมกับป้าศรี บนศาลามีโลงศพตั้งอยู่พร้อมกับพวงหรีดและข้างของอื่นๆป้าแกจ้างฉันมานอนเฝ้าศพแทนสัปเหร่อ ให้มาอยู่เป็นเพื่อนศพตามความเชื่อเพื่อป้องกันผีร้ายซึ่งจากที่ฉันเคยศึกษามันเป็นความเชื่อของคนจีนที่ว่าเมื่อมีคนตายจะต้องมีคนเฝ้าไม่ให้แมวดำข้ามเพราะไม่อย่างนั้นวิญญาณจะเฮี้ยนไม่ยอมไปสู่สุขติ ตามความเชื่อโบราณที่ว่าแมวดำคือแมวผีซึ่งมีอำนาจชั่วร้ายที่สามารถทำให้คนตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาได้หากว่ามันได้ไปกระโดดข้ามโลงศพของใครเข้า ซากศพที่ถูกแมวดำกระโดดข้ามจะกลายเป็นผีร้ายที่มาพร้อมความอาฆาตพยาบาทจึงจะต้องมีคนดูแลศพจนถึงเช้าไม่งั้นศพอาจถูกวิญญาณร้ายเอาไป ถึงฉันจะเคยเจออสูรกายมาแล้วก็เถอะ วิญญาณก็ด้วย แต่ฉันว่าเรื่องนี้มันเป็นกุศโลบายของคนสมัยก่อนมากกว่า ฉันอยู่ที่ศาลาศพจนมืดค่ำตามที่คุยกับป้าศรีไว้ บนศาลามคนทยอยเดินเขาออกมากเพื่อมาเคารพศพผู้ตายซึ่งฉันก็ไม่แปลกใจเพราะตอนลุงแกยังมีชีวิตแกเป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนเขาไปทั่ว ฉันเองก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากแกเหมือนกันตั้งแต่เพิ่งเขามาเรียนในเมืองใหม่ๆ ดึกขึ้นมาหน่อยหลังเลี้ยงข้าวต้มทุกคนก็พากันกลับบ้าน เหลือเพียงแต่ฉันกับคนรู้จักซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนพวกลุงป้าที่ห้องเช่าด้วยกันนี่แหละที่อาสามาทำครัวอีกสองคน

คืนแรกทุกอย่างบนศาลาเงียบและวังเวงสมกับเป็นบรรยากาศตอนกลางคืนในบริเวณวัด เสียงรถราที่ขับผ่านถนนหน้าวัดก็ค่อยๆสาลงจนนับคันได้ ลมแรงพัดกิ่งไม้ใบโพธิ์ดังกราว….กราว…..อากาศเย็นสบาย ภายนอกศาลารัสมีของแสงไฟสีขาวเยียดออกไปสุดแค่ฉานบันไดศาลาไกลออกไปกว่านั้นก็เห็นแต่ความมืดมิดดูๆไปก็เหมือนกับมีทะเลสีดำกั้นขวางตัดขาดพวกเราจากโลกภายนอก แสงไฟสีส้มจากเสาไฟถนนส่องพรมแนวกำแพงวัด ฉันมองไปที่โลงศพของผู้ตายและโลงเปล่าที่วางอยู่ข้างศาลา เวลาล่วงเข้าสามทุ่มกว่าๆลุงชมขายขราตัวเล็กเช่าห้องอยู่ชั้นล่างลุกเดินไปเลื่อนปิดประตูกระจกศาลาเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงเขา ฉันจักที่ทางกำลังจะเอนตัวนอนก็ได้ยินแกพูดขึ้น

“อะไรวะน่ะ?”

ทุกคนหยุดแล้วมองไปทางแกที่กำลังทำหน้าขมวดคิ้วเพ็งมองผืนฟ้าสีดำนอกศาลา

“อะไรของแกไอ้ชม” เสียงป้าใจห้องชั้น 3 ร้องถาม

“ข้าว่าเหมือนข้าจะเห็นตัวอะไรบินอยู่นะ”

จู่ๆขนบนตัวฉันก็ลุกเสียอย่างงั้น เนินมามาก ไม่รู้ว่าใครเป็นมั่งแต่ทุกครั้งเวลาที่ฉันได้ยินใครพูดคำว่า มัน ตัวอะไร ตัวอะไรก็ไม่รู้ นั่นอะไร ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติฉันจะรู้สึกขนลุกตลอด เหมือนการดูหนังสยองขวัญในฉากเข้าด้ายเข้าเข็มที่ตัวร้ายกำลังจะโผล่มาทำให้เราสะดุ้งในจังหวะที่ไม่คาดคิดส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฉันโตมากับหนังสัตว์กลายพันธุ์กินคนก็ได้ หนังเกรดบีบางเรื่องที่ช่วงนั้นทำออกมาเกาะกระแสหนังไดโนเสาร์ชื่อดังแต่หลักๆ ฉันว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสิ่งที่เราไม่รู้ เหมือนเวลาเล่นเกมส์ล้วงไหที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างในเราถึงกลัว

“นกรึเปล่า” ฉันออกความเห็น ลุงชมหันมองฉันตอบกลับว่า

“แต่มันตัวใหญ่กว่านกอีกนะข้าว่า”

“โอ๊ย! มึงน่ะเมาแล้ว ล็อกประตูแล้วมานอนได้แล้ว" เสียงใจว่าแล้วกวักมือเรียกลุงชม

ตีสอง เสียงนาฬิกาปลุกเรียกฉันลุกขึ้นมาเปลี่ยนน้ำในแก้วพร้อมกับปักธูปดอกใหม่ จัดแจ้งทำทุกอย่างครบถ้วนกระบวนความแล้วลุกจากหน้าแทนเคารพศพ กำลังเดินกลับไปยังที่นอน อ้าปากหาววอดใหญ่ด้วยความง่วง ทันใดลมหายใจของฉันถึงกับต้องสะดุดเพราะได้ยินเสียงถูกเปล่งมาจากที่ไกลๆคิดว่าน่าจะดังมาจากตึกสูงที่รายล้อมวัดตึกไหนสักตึก จะว่าเป็นเสียงสัตว์หรือก็ไม่ใช่เพราะมันแหลมสูงผิดกับเสียงสัตว์อะไรทั้งหมด ฉันที่ชอบนอนป่ารู้ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่เสียงนก มันเหมือนเสียงกรีดร้องของผู้หญิงที่ได้รับความทรมานอย่างถึงขีดสุดและเรียกร้องหาความตาย ความเย็นเยียบเข้าจับไขกระดูกสันหลังหวนคิดถึงคำว่าตัวอะไรของลุงชมขนลุกตั้งอย่างแสดงความรู้สึก เสียงนั้นเปล่งลากยาวนานแล้วค่อยๆหายไป ต่อมาไม่นานเท่าไรก็ดังขึ้นอีกรอบวนอยู่อย่างนี้จนเงียบไปในที่สุด

รุ่งเช้าฉันจึงมานั่งนึกได้ว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อคืนนั้นมันฟังละม้ายคล้ายกับเสียง ขลุ่ย

เย็นวันที่สองของการปฏิบัติหน้าที่อย่างขยันขันแข็งโดยมิได้แพร่งพรายเรื่องเมื่อคืนให้ป้าศรีรู้จนนิดเดียว พระมาสวด ผู้คนแห่ทยอยมาเคารพศพเหมือนเช่นเคย ฉันที่รู้สึกเบื่อจึงขออนุญาติป้าศรีออกไปซื้อเบียร์ที่ร้านค้า เสร็จพิธีเลี้ยงอาหารค่ำแล้วก็กลับบ้านใครบ้านมัน ถึงช่วงดึกวันนี้ลุงชมกับป้าใจกลับไปนอนที่ห้องเหลือแต่ฉันเพียงคนเดียวนั่งสดเบียร์กระป๋องอยู่บนศาลาจนเริ่มมีอาการกรึ่มๆก็ลุกขึ้นไปล็อกประตูกระจก เดินตรวจดูความแน่นหนาของประตูหน้าต่างทุกบ้านจนแน่ใจก็กลับมานั่งที่เดิมทว่าคืนนี้แปลกที่พวกหมาจรจัดเห่าหอนกันให้ระงมวัด แต่ฉันไม่สนใจอะไรแล้วตอนนั้นคิดไปว่า ‘อยากเห่าเห่าไป เดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดเองแหละ’ ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วเอนตัวลงนอนตีสองเวลาเดิมเสียงนาฬิกาปลุกเรียกฉันลุกขึ้นมาเปลี่ยนน้ำในแก้วกับธูปดอกใหม่เสียงหมาเงียบไปแล้วเช่นกับเสียงหริ่งเรไรที่เคยเพรียกหากัน บรรยากาศกลับสู่ความวังเวงอีกครั้งแต่ในขณะที่ฉันกำลังจะเปลี่ยนน้ำในแก้วนั้นก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เสียงแหลมสูงเย็นยะเยือกจับไขกระดูกเปล่งทอดยาวไปไกลแสนไกลและวนซ้ำทว่าคราวนี้กระชันใกล้เข้ามาทุกที… ทุกที… ทุกที… จนเหมือนเจ้าของเสียงจะมาอยู่ตรงหน้าวัดนี่เอง

ฉันวางขวดน้ำลงที่เดิมอย่างช้าๆขณะที่เสียงหวิวๆยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง แม้แต่ลมก็ดูจะไม่กระดิกทั้งที่ตอนหัวค่ำลมก็ออกจะพัดแรงกรรโชกปานพายุจะถล่ม รถราก็ไม่มีวิ่งผ่านบนถนนสักคัน ทั่วบริเวณเหมือนตกอยู่ในความเงียบจังงังเพราะเสียงที่แผดหวีดหวิวแทบจะทะลุแก้วหูนั้น ฉันสูดหายใจเข้าลึก ตัวสั่นแต่ไม่ถึงกับสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ หัวใจแทบจะเต้นกระดอนออกมานอกชายโคร่งออกมาอยู่แล้ว ค่อยๆหันไปตามทิศทางที่มาของเสียง แล้วท่ามกลางแสงไฟส้มที่พรมสาดลงมาฉันก็ได้เห็นตัวอะไรตัวหนึ่งสีดำทมึนเหมือนนกขนาดใหญ่เกาะอยู่บนกำแพงวัดหันหน้าเข้ามาทางศาลาแต่แม้จะเพ็งมองเท่าไรก็ไม่เห็นหน้าของมัน ฉันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวจากที่กรึ่มถึงกลับส่างสนิด มั่นใจว่าเสียงแหลมมาจากเจ้าสิ่งนั่นแน่นอน ทว่าพียงพริบตาเดียวมันก็อันตรธานไปอย่างไร้วี่แวว ทิ้งให้ฉันนั่งอึ้ง สงสัยว่าตัวเองเห็นอะไรกันแน่หรือแค่หลอนไปเอง

ตอนนี้ฉันกลัวมากเหตุการณ์การที่เกิดขึ้นทำให้ฉันไม่สามารถสงบใจหลับตาลงได้อีกเลยนั่งครุ่นคิดวนอยู่อย่างนั้นจนถึงรุ่งเช้าจนรู้สึกกังวลใจที่จะอยู่เฝ้าต่อในคือที่สาม ฉันคุยกับตัวเองหนักมากผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเป็นอีเพิ้ง งานง่ายๆแต่ได้ค่าตอบแทนเป็นรายวันสูงขนาดนี้ถ้าจะปล่อยไปก็รู้สึกเสียดายอีก 1000 อุส่ารับปากป้าศรีไว้เป็นหมั่นเหมาะจะให้มาทิ้งงานไว้ครึ่งๆกลางๆฉันรู้สึกเหมืออนตัวเองกำลังกลายเป็นคนผิดคำพูด ไม่มีทางเลือกอีกแค่วันเดียวก็จะเป็นวันเผาแล้ว ภาระหน้าที่นี้ก็จะเสร็จสิ้นลง ฉันตัดสิ้นใจแน่วแน่ว่าอยู่ต่อ

“เป็นไงเป็นกัน!”

กลางดึกเวลาเดิมฉันลึกขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่อย่างหวาดๆประสาทสัมผัสตื่นตัวเต็มที่เหมือนสายพิณที่ถูกขึงจึงตึงเปรี๊ยะ เงียบสงัดเป็นคำเดียวที่พอจอธิบายสภาวะแวดล้อมโดยรอบขณะนี้ได้รถที่ผ่านไปมาก็น้อยเสียจนแทบไม่มี คืนนี้ไม่มีอะไรเลยทั้งเสียงหมาเสียงรถเสียงแมลงเสียงลมแม้กระทั่งเสียงร้องหวีดหวิวพลางนึกสงสัยว่านี่ฉันยังอยู่ในเมืองหรืออยู่ในมิติอื่นกันแน่ แต่หายไปเสียได้ก็ดีฉันคิดในใจแล้วจุดธูปดอกใหม่ปักในกระถาง ควันธูปลอยขึ้นด้านบนกลิ่นของมันลอยวนอยู่ในอากาศพอให้ได้บรรยากาศสยองขวัญแสงไฟประดับโลงกระพริบวิบวับราวกับต้นต้นคริสต์มาสแห่งความอาลัย ฉันกลับมาห่มผ้าหนีจากความหนาวอย่างสบายใจโดยหารู้ไม่ว่ากำลังจะมีบางสิ่งเกิดขึ้น

เมื่อนอนไปสักพักกำลังเคลิ้มกลิ่นคาวแบบแปลกๆก็ลอยมากระทบจมูก มันไม่ใช่กลิ่นคาวปลาหรือกลิ่นคาวเลือดฉันอธิบายไม่ถูกจริงๆเพราะมันคาวๆเหม็นๆปะปนกันโชยมาเป็นระยะ มีเสียงลมพัดมาอย่างแรงที่ด้านนอกเป็นครั้งแรก เสียงใบไม้กระทบกระแทกแสกสากกราวๆและมันก็มาพร้อมกับกลิ่นคาวที่ฉันรู้สึกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น “เมี้ยว……” ฉันที่อยู่ในท่านอนหงายเท้าชี้ไปที่ประตูผงกหัวขึ้นมองแล้วก็เห็นแมวสีดำตัวหนึ่งนั่งจ้องฉันอยู่ด้านนอกอีกฝากหนึ่งของกระจก เสียงร้องเมี้ยวของมันดังกังวาลท่ามกลางเงียบงันมันนั่งมองฉันอยู่สักพักก่อนจะลุกวิ่งลงจากศาลาไป ฉันถอนหายใจแล้วเอนหัวเข้าที่ก็มีเสียงแกรกๆกระทบกับหลังคาซึ่งในทีแรกฉันก็คิดว่าคงจะเป็นกิ่งไม้ที่โดนลมพัดมาตกบนหลังคา แต่เสียงที่ว่าก้ดังขึ้นอีกเหมือนมีเล็บของตัวอะไรไต่อยู่บนหลังคา ยังไม่ทันได้คิดได้กลัวอะไร หลอดไฟบนศาลาก็พลันกระพริบติดๆดับๆแล้วคำตอบของเสียงประหลาดและกลิ่นคาวแปลกๆก็เผยตัวตนออกมา!

ฝ่าบนเพดานก็ค่อยๆยุบตัวเป็นรอยเท้าของตัวอะไรบางอย่างที่กำลังเดินตรงไปยังที่ตั้งโลงศพ ฉันยกผ้าคลุมโปงแล้วพยายามนอนให้นิ่งที่สุดจากนั้นฝาเพดานเหนือโลงศพก็เกิดการบิดเบี้ยวยุบตัวลงมาแต่ไม่ได้ถึงกับพังครืนแต่เป็นไปในลักษณะที่ค่อยๆย้วยลงมาและตรงส่วนปลายถูกฉีกออกจากภายใน เผยให้เห็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว มันใช้นิ้วที่ยาวและผอมคล้ายกิ่งไม้เจาะทะลุฝ่าเพดานแล้วโผล่หัวออกมาเหมือนสัตว์ที่กำลังฟักออกจากเปลือกไข่ เสียงกรีดร้องแหลมเล็กราวกับใบมีดขึ้นสนิมที่ไม่ได้ถูกใช้มาเป็นเวลานานกรีดโสตประสาทสลักลึกไปถึงดวงวิญญาณ ไฟที่ดับๆติดๆฉันเห็นปากที่เรียงรายไปด้วยฟันเขี้ยวอ้ากว้างราวกับมันฉีกออกไปถึงใบหูยืดลิ้นยาวเยียดลงมาสอดงัดแงะฝาโลงศพขณะที่ส่วนลำตัวที่เหลือซ่อนอยู่ในความมืด เสียงไม้ฝาโลงลั่นดังสนั่น

“ปัง!”

“ติ้งๆๆ!!" แทบจะในเวลาเดียวกันเสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น ลิ้นยาวหดกลับไปอย่างรวดเร็ว ฉันลุกพรวดปราดไปหลบอยู่ในครัวหลังจากนั้นไฟก็หยุดกระพริบดูเหมือนเหตุการณ์ทุกอย่างจะกลับเข้าที่เข้าทาง ทว่าร่องรอยของการปรากฎตัวของเจ้าสิ่งนั้นก็ยังคงอยู่เป็นสิ่งยืนยันความจริงว่าครั้งหนึ่งเคยมีอะไรอยู่บนนั้น แล้วทันใดนั่นเอง…ฉันก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกใครจ้องมองมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่เมื่อหันไปรอบๆบนศาลาก็มีแค่ฉันอยู่คนเดียว จู่ๆเซ้นของฉันก็ทำงานขึ้นมาเสียดื่อๆ มันสั่งฉันว่าอย่าได้มองขึ้นไปบนเพดาน แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ความรู้สึกอันรุนแรงทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วก็ต้อง ขนลุกซู่! เพราะเพดานได้ถูกกรีดออกเป็นช่องและในความมืดฉันก็เห็นดวงตาคู่หนึ่งกำลังมีลงมาที่ฉัน ดวงตาของสิ่งที่น่าพรั่นพรึงและปรารถนาในศพ!

ตอนสายๆพระที่วัดเรียกช่างมาดูจุดที่ฝ่าพังลงมาแล้วก็ให้เหตุผลว่าสายไฟฟ้าตรงจุดนั้นลัดวงจรจนเกิดความร้อนจัด ส่วนอีกรูตรงหน้าจั่วหลังคาบอกว่าเป็นเพราะไม้มันเก่าแต่ร่องรอยที่ความเสียหายมันขัดกับหลักเหตุผลสุดๆ ทั้งฝ่าทั้งไม้มันเหมือนถูกทำให้เปลี่ยนสถานะไปจากความเป็นจริง แต่ถึงกระนั้นฉันก็ไม่รู้จะไปเอาเหตุผลอื่นที่ดีกว่ามาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ตอนที่กำลังยืนตะลึงงันอยู่นั่นโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นอีกรอบฉันก้มลงมองเบอร์แปลกที่โทรมาแล้วเมื่อเงยขึ้นไปมองเพดานอีกครั้งก็ไม่เห็นเจ้าของดวงตานั่นเสียแล้ว จึงปล่อยเลยตามเลยส่วนฝาโลงที่แง้มออกนิดๆเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสังเกต โทรศัพท์ที่เป็นดั่งระฆังช่วยพอฉันกดรับปลายสายก็ถามฉันว่า….

“ขอโทษนะครับ ขอสายคุณบุญจันทร์ บุรีรัมย์รึเปล่าครับ”

ไม่ใช่ค่ะฉันตอบไปแล้วก็อยากรู้ด้วยว่ามันเป็นใครรรร! (เคยเป็นมั้ยมีเบอร์แปลกโทรมาแล้วถามชื่อคนที่เราไม่รู้จัก) ฉันอยู่ช่วยงานป้าศรีจนถึงพิธีเผาศพตอน 4 โมงเย็นระหว่างนั้นก็พยายามไม่เข้าไปใกล้โลงศพ จนทุกอย่างเข้าที่เข้าทางฉันรับเงินจากป้าศรีตามจำนวนที่ตกลงเรียบร้อย กล่าวขอบคุณด้วยความยินดีแล้วขอตัวกลับทันที

แล………...ต้องกลับมาที่วัดอีกครั้งเพราะลืมโทรศัพท์ โชคดีที่หลวงพี่ทีวัดเป็นคนเก็บไว้ให้ ฉันเดินออกจากศาลาการเปรียญฟ้าก็มืดเสียแล้ว “เชี่ย!” ฉันเดินไปได้สามสี่ก้าวก็ต้องชะงัดเท้ากะทันหันเผลอสบถออกไป “เมี้ยว…..ว” แมวสีดำสนิดตัวเดิมกับเมื่อคืนกระโจนตัดหน้าฉันในระยะกระชันชิดก่อนจะหันกลับมามองแววตาคมกลิบ พอจ้องกันในระยะใกล้ฉันจึงเห็นว่ามันมีตาสองสีนัยน์ตาข้างหนึ่งสีเหลืองดั่งบุษราคัมและอีกข้างสีฟ้าดั่งเพชร ตาดำรีบเล็กเป็นเส้นน่าขนลุกเป็นที่สุด ทว่าการจ้องตาของพวกเราต้องหยุดลงเพราะทำนองเพลงขลุ่ยครวญมากับลมกังวาลท่วมบริเวณวัดดุจเสียงกังวาลของระฆัง อำนาจแห่งความไพเราะที่มีอิทธิพลต่อร่างกาย จิตใจ ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และสมอง เมื่อร่างกายสัมผัสต่อเสียงดนตรีมันก็อยากเคลื่อนไหวขยับไปตามจังหวะ อารมณ์เปลี่ยนไปตามมิติของของกาลรู้สึกถึงความเป็นปัจจุบัน หวนรำลึกถึงอดีตที่ผันผ่าน และล่องลอยไปในจินตนาการของอนาคต ความละมุนละไมของเสียงและการปิดเปิดช่องลมได้อย่างถูกต้องแม่นย้ำก่อต่อเนื่องเกิดเป็นทำนองสะเนาะไพเราะจับใจทำให้ฉันลืมโลกไปชั่วขณะ ฉันรู้จักเพลงนี้

“….ทะเลใจ….”

เมื่อเสียงเพลงจบลงฉันก็พบตัวเองยืนอยู่หน้าเมรุเผาศพปล่องเขาสูงตระหง่านสีดำเฉียดยอดไม้ทมึน กิ่งก้านที่แผ่ขยายออกไปโยกเอนตามแรงลมโบกดูราวกับมือของอสูรกายผู้ถูกสาปให้ต้องชดใช้กรรมกำลังขยับส่งเสียงร้องหวีดหวิวดุจเสียงลมลอดผ่านช่องแคบเพื่อขอส่วนบุญ บนพื้นตรงหน้าฉันแมวสีดำวิ่งหายเขาไปใต้ผ้าคลุมสีดำยาวสยายของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ ไม่นานก็มีเสียงเล็กแหลมคล้ายหนูเล็ดลอดออกมา

“ไปไหนมาเหรอ เจ้าต้าว หืม…เจอกันอีกแล้วนะคุณ"

ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพราะพอจะเดาออก มันคงจะไม่มีใครมาเล่นเพลงในสถานที่นี้เวลานี้แน่ อีกทั้งกลิ่นสาปมันก็ฟ้องอยู่ชัดๆแต่แน่นอนว่าขาฉันตายสนิดไปเสียแล้ว เสียงแหบๆเอ่ยทัก

“อยากฟังเพลงมั้ยล่ะ?”

“…….”

“คะ คุณเป็นใครเหรอคะ” ฉันกลั้นใจถาม ร่างนั้นกระตุกหนึ่งที แล้วกลับตอบว่า

“ก็แค่นักดนตรีเร่ร่อน ที่นี่ไม่มีอะไรสำหรับฉันอีกแล้ว”

“……..”

“มะ แมวของคุณ ตาสวยดีนะคะ” อยากจะบ้า! ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองถึงพูดแบบนั้นออก

“หึหึหึ เจ้าต้าวถึงจะสวยแต่มันก็เป็นแมวดำอะไรที่คู่กับสีดำมักนำมาซึ่งโชคร้าย ความโศกเศร้า ความตาย ความอาลัย คุณเองมาอยู่ใกล้ก็ระวังจะโชคร้ายเอานะ”

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่านั้นเป็นการบอกว่า ‘กูเล่นมึงแน่!’

“งะ งั้นฉัน…ขอตัวก่อนนะ”

เมื่อขาขยับได้ฉันก็ขยับถอยมาช้าๆแล้วพริบตาที่กลับหลังหันร่างห่มผ้าคลุมก็โดดลงมาดักหน้าหยุดการเคลื่อนไหวของฉันร่างกายแข็งเกร็งราวกับเป็นอัมพาต ในระยะห่างกันราว 30 ฟุตฉันที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วยังสูงไม่ถึงไหล่ของมันเลย ฉันจึงเงยหน้าสูงขึ้นเพื่อมองอีกฝ่าย ทันทีที่เห็นโฉมหน้าและดวงตาคู่ใหญ่ที่คล้ายกับมีแสงเรืองรองส่องออกมาอย่างกับดวงไฟในตะเกียง ฉันเกือบจะล้มหงายไปทั้งยืน! ร่างที่อยู่ตรงหน้าฉันเหมือนค้างคาวตัวใหญ่ที่มีริมฝีปากฉีกโค้งเกือบถึงใบหูแหลม มุมปากกระดกยกขึ้นทำให้เหมือนมันยิ้มอยู่ตลอดเวลาและเป็นรอยยิ้มที่สยดสยองที่สุดที่ฉันจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต อย่างกับมันเห็นความตายของคนอื่นเป็นเรื่องตลกสำหรับมัน! มันมีเขาสั้นทู่งุ้มมาข้างหน้าแบบกระทิงบนหัว ผ้าคลุมสีดำที่ฉันเข้าใจผิดแท้จริงคือปีกของมัน นิ้วมือนิ้วเท้าลีบเล็กเรียวยาวผอมติดกระดูกนิ้วตรงกลาง 2 นิ้ว คือ นิ้วชี้และนิ้วกลางแหลมยาวออกมาจากนิ้วอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดเจนโดยมีนิ้วชี้เป็นนิ้วที่ยาวที่สุด หางยาวมีเกล็ดราวกับแส้คมกริบ ตรงหน้าอกมีอวัยวะคล้ายเดือยแหลมขนาดใหญ่ยื่นออกมา มีรูปิดเปิดได้อยู่ด้านข้าง ข้างละ 4 รูซึ่งเป็นส่วนที่มันใช้สร้างเสียง และเจ้าแมวดำที่ฉันเห็นมันวิ่งหายเข้าไปจริงๆก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก…. โผล่หน้ามาแยกเขี้ยวขู่ฟ่อตาลุกวาวซุกตัวอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องของค้างคาวยักษ์

“ตะ ต้องการอะไร”

“คราวนี้แค่สั่งสอน….คิๆๆๆๆ”

มันตอบแล้วแสยะฉีกยิ้มกว้างเกือบถึงใบหูเผยเขี้ยวยาวแหลมคมขนพองสยองเกล้า ขาของฉันสั่นไม่หยุด ค้างคาวยักษ์กระพือปีกขึ้นฟ้าเกิดลมแรงพัดกรรโชก ฉันยกมือคลุมหัวปรกหน้า ฝูงค้างคาวในวัดแตกฮือกรีดร้องแสบแก้วหูบินว่อนเต็มท้องฟ้า เหนือมวลมหาพายุเเห่งความแส้เซ็งของสัตว์รัตติกาลขึ้นไป แสงของดวงจันทร์สีเหลืองนวลก่อนวันพระใหญ่แผ่รัศมีกระจ่างเป็นวงกว้างส่องกระทบร่างสีดำที่สยายปีกมหึมาโผบินอยู่บนอากาศเหนือเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี ทิ้งไว้แต่เพียงเสียงทำนองขลุ่ยครวญชวนสยองขวัญ

หลังจากวันนั้นฉันก็จับไข้หนักนอนซมไปหลายวัน เมื่ออาการดีขึ้นก็เอาเรื่องที่ฉันไปเจอมาเล่าสู่กันฟังและมันน่ากลัวขนาดไหน แล้วก็ตามระเบียบความเชื่อป้าศรีเป็นคนพาฉันไปหาพระเพื่อผูกข้อมือเป็นการเรียกขวัญเพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้ฉันไปเจอเรื่องร้ายๆทั้งทีฉันพยายามบอกแล้วว่าไม่เป็นไร อะริจญ์ เพื่อนชายชาวมาเลเซียที่แวะมาเยี่ยมคุณหาที่เป็นคนไทยพอได้ฟังเรื่องที่ฉันเล่า เขาก็บอกว่านั้นคือ แอสแวงเกอร์ ผีร้ายตามความเชื่อของชาวมาเลเซีย

มนุษย์คนใดตอนยังมีชีวิตหลงลำพองในอำนาจวาสนาแลความสามารถของตนจนกลายเป็นความหยิ่งทรนงไม่เห็นหัวผู้อื่น เมื่อตายไปวิญญาณจะถูกสาปให้กลายเป็น แอสแวงเกอร์ ค้างคาวยักษ์กินศพมีหน้าที่กำจัดซากศพที่ตายแล้วไม่ให้เน่าเปื่อยตราบชั่วกัลปาวสานราวกับจะเป็นการเยาะเย้ยตัวตนเก่าในอดีตที่เคยอยู่จุดสูงสุด วิญญาณที่กลายเป็นแอสแวงเกอร์จะค่อยๆจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความโศกเศร้าที่ละน้อยจากการทำหน้าที่อันแสนต่ำต้อยในสายตาของพวกตนจนกลายเป็นบ้าในที่สุดและจะทำทุกอย่างเพื่อให้ท้องอิ่ม

สารบัญ

CONTENT

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

ดูทั้งหมด

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ดูทั้งหมด

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70

ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70

นิยาย รัก

80.3K
ทั้งแผ่นดินได้รับพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะ — ทว่าข้าขายอายุขัยของตน เพื่อกลายเป็นเทพ!

ทั้งแผ่นดินได้รับพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะ — ทว่าข้าขายอายุขัยของตน เพื่อกลายเป็นเทพ!

นิยาย แฟนตาซี

278.28K
Evolution  the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

นิยาย แฟนตาซี

61.45K
หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.12M
สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

นิยาย แฟนตาซี

135.83K
หมื่นจักรภพสยบราชันย์

หมื่นจักรภพสยบราชันย์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.67M
บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.31M
กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

682.58K
จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.56M
จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี

3.03M

รายการรีวิว

REVIEW

ปักหมุด