เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
เมืองัหมิง าี่ตั้งสำนักัเลื่องชื่อ หลายร้อยปีที่ผ่านมานั้น ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังฟ้ามืดมัวดินส่วนหนึ่งโลกเทียนฉินล้วนแล้วมาจากสำนักนี้ ผู้คนต่างขนานนามัทรงเกียรติสำนักนี้ว่า ‘อาทิตย์เหมันต์’
นามัสูงส่งย่อมมีที่มาที่ไปจากชื่อเสียงัชอบธรรมดุจอาทิตย์เป็นดั่งคุณธรรมสาดส่องขจัดภัยร้าย เหมันต์ัเป็นลักษณะวิชาปราณหลักที่สืบต่อกันมา แม้ว่าสำนักนี้จะให้ความสำคัญกับวิชาปราณเป็นหลัก แต่วิชายุทธนั้นกลับมิได้อ่อนด้อย กล่าวกันว่าท่วงท่านั้นย่อมสำคัญเสมอ มิเช่นนั้นจะมิสามารถใช้ออกซึ่งััแข็งแกร่ง
สำนักอาทิตย์เหมันต์แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในแปดสำนักหลักดินแดนเทียนฉิน หากแต่ว่าาี่ตั้งนั้นอยู่ทางทิศเหนือสุดเขตแดนทวีปเทียนฉิน เป็นสำนักที่อยู่ไกลเมืองหลวงมากที่สุด ด้านหลังนั้นเป็นเทือกเขาหิมะขาวโพลนสูงตั้งตระหง่าน เบื้องล่างเชิงเขาตั้งไว้ด้วยตัวสำนักคล้ายจะประดับประดาตัวเมืองัหมิงให้ดูมีสง่าราศี
ภายในสำนักอาทิตย์เหมันต์นอกจากถนนหนทางที่เป็นหินอ่อนสีขาวแล้ว ไม้ดอกไม้ประดับต่างก็ล้วนมีครบทั้งสิบสองสี ตัวอาคารบ้านเรือนประดับตกแต่งด้วยลวดลายจากไม้นานาพันธุ์ บรรยากาศเหล่านี้นั้นล้วนแล้วแต่ชักชวนสติให้ผ่อนคลายเ้าสู่นิทรา หากแต่ว่าในขณะนี้ ซุ่มเสียงใสหนึ่งกำลังสะอึกสะอื้นดังขึ้นในมุมใต้ร่มไม้ ใบไม้สีฟ้าครามที่ร่วงหล่นบนพื้นนั้นเทียบมิได้กับหยดน้ำตาที่กำลังไหลริน
“ฮือ..” หญิงสาวยังนั่งฟุบร้องไห้ ใบหน้านางดูซูบผอมไปบ้างเล็กน้อย ด้าน้างกายนางนั้นเป็นบุรุษเพศหนวดเคราขาวและผิวหนังที่เหี่ยวย่นบ่งบอกว่าชายผู้นี้ผ่านโลกหล้ามาเนิ่นนานแล้ว
“ลู่เอ๋อร์เอ๋ย มันก็จากไปแล้ว แม้เจ้าจะร่ำไห้เพียงใด มันก็มิอาจจะกลับมาในเร็ววัน รังเสียแต่เจ้าที่ไม่กิน้าวน้ำจะไม่สามารถพบเจอมันได้อีก” ชายชราถอนหายใจ มือที่หยาบกร้านยื่นออกไปลูบหัวหญิงสาว
“แต่ท่านตา เด็กคนนี้สามารถสร้างห้วงกวีขั้นที่เจ็ดได้นะ เหตุใดการเสาะหาถึงทำเพียงสามวันเท่านั้น” หญิงสาวยังสะอึกสะอื้น สามวันสี่คืนมานี้นางอดทนข่มกลั้นน้ำตาเพื่อรอคอยข่าวดีจากบรรดาศิษย์ในสำนักสามพันกว่าคนที่ออกตามหา ครั้นเมื่อเช้าวันนี้ที่สี่นี้กลับมีคำสั่งจากบิดานางเองที่ให้เลิกภารกิจตามหาเด็กน้อย
“ท่านพ่อเจ้านั้นมีเื่ด่วนที่จะต้องทำ หากมิเช่นนั้นแล้ว การจะเสาะหาคนต่อไปก็ทำได้อย่างง่ายดาย” ชายชรากล่าวแล้วก็คล้ายจะถอนหายใจอีกครั้ง หลานสาวมันนางนี้แต่ไหนแต่ไรก็ถูกตามอกตามใจมา แต่เหตุการณ์ครั้งนี้นั้นเป็นเื่ราวัเหลือเชื่อเกี่ยวกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่ปรากฏตัวในเขตชั้นในสำนัก หากใครได้ฟังแล้วมีแต่หัวเราะเยาะ
“้ารู้ว่ามันเป็นเื่เหลือเชื่อ และท่านพ่อก็ต้องรักษาหน้าตาสำนัก หากใครได้รู้ว่าสำนักอาทิตย์เหมันต์เรา ทุ่มกำลังคนทั้งหมดตามหาเด็กคนเดียวเพื่อเอาใจ้าก็มิใช่เื่ดีนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรจะให้้าได้ลองออกตามหาเสวี่ยน้อยบ้าง” ัลู่หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“ก็มีหน่วย้าที่ออกตามหาอยู่มิใช่หรือ?” อยู่ๆก็มีชายหนุ่มที่ไม่แปลกหน้า กล่าวแทรกการสนทนาตาหลานมันจะเป็นใครไม่ได้นอกจากหลี่จินหยาง
“ศิษย์หลานน้อมคารวะผู้อาวุโสั” หลี่จินหยางเป็นผู้มีหัวนอนปลายเท้า มันไม่ลืมที่จะค้อมคำนับผู้อาวุโสสำนักชายชราภาพเห็นดังนั้นก็โบกมือกล่าวว่า “ไม่ต้องมากพิธี.. มานั่งด้วยกันนี่”
หลี่จินหยางผงกหัวก่อนจะเดินมานั่งด้าน้างัลู่หลิน มันหยิบผ้าเช็ดหน้ามันยื่นให้หญิงสาวที่สะอึกสะอื้นไม่ยอมหาย ขอบตาช้ำนางทำให้ชายหนุ่มถอดถอนหายใจ
“เป็นอย่างไรบ้าง” ัลู่หลินเอ่ยถาม
“ยังไม่เจอ.. เพียงแต่เช้านี้มีข่าวจากสายสืบเมืองอื่นที่น่าสนใจ” หลี่จินหยางแววตาลังเลเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อว่า “ที่เมืองเหว่ย.. มีข่าวหนึ่งถูกแพร่ออกไปว่า กลุ่มโจรลักลอบค้าทาสได้มายังเมืองัหมิงจริง เพียงแต่หลังจากผู้นัดรับซื้อทาสนั้นได้รอจนล่วงเเวลานัดหมาย กลับไม่เห็นแม้แต่เงากลุ่มโจรนี้ ตัวผู้นัดรับซื้อทาสก็ถูกทหารราชสำนักจับตัวไปลงทัณฑ์ในเวลาต่อมา”
“ศิษย์พี่หมายความว่าอย่างไร?”
“้ากำลังจะบอกว่า.. บางที.. ขบวนขนส่งทาสนี้อาจจะเกิดเื่ขึ้น, แต่เจ้าไม่ต้องกังวลัใดอีกแล้ว เพราะจากที่ซักไซ้ตัวผู้นัดรับซื้อทาสแล้ว พบว่าทาสที่พวกโจรลักพาตัวไปนั้น ส่วนที่เป็นเด็กชายล้วนแต่อยู่เมืองอื่นทั้งสิ้น นั่นเท่ากับว่าเสวี่ยเฟิงมิได้อยู่ในกลุ่มนี้”
“แล้วทางการจะจัดการยังไงกับกลุ่มโจรที่หายไป?” ชายชรากล่าวขึ้น
“ัที่จริงแล้ว นอกจากตัวผู้ที่นัดรับซื้อทาสแล้ว ยังจับตัวม้าเร็วส่งสารกองโจรนี้ไว้ด้วย มันรับหน้าที่วิ่งล่วงหน้ามาบอกจำนวนทาสให้ผู้ซื้อเตรียมเงิน ต่อจากนี้ทางการก็จะตามรอยพวกมันจนเจอ” หลี่จินหยางอธิบายไป ชายชราก็ลูบเครายาววิเคราะห์ไปด้วย จากคำกล่าวชายหนุ่มนั้นทำให้ัลู่หลินเริ่มิไปต่างๆนาๆ
“แล้วเจ้าไปอยู่ที่ใดกัน.. เสวี่ยน้อย”
ห่างออกไปยังด้านทิศตะวันตกัไกลโพน ณ เทือกเขาเหว่ยซาน ในภายห้องโถงแปดเหลี่ยมใต้ภิภพ หยุนเสวี่ยเฟิงลุกขึ้นก้าวเท้าขึ้นจากสระน้ำ ไอหมอกจากน้ำอุ่นัเกิดจากความร้อนใต้ภิภพลอยล่องหนาทึบปกปิดส่วนที่แสดงความเป็นชายเอาไว้ (เซ็นเซอร์ธรรมชาติ) ร่างบางก้าวเดินไปหยุดที่แท่นหินซึ่งมีเสื้อผ้าอาภรณ์ถูกจัดแจงไว้เรียบร้อย ส่วนผู้จัดแจงให้มันนั้นอยู่ในห้องโถงใหญ่อีกห้อง
“ขอบคุณพี่ซานซาน” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแล้วจึงเริ่มแต่งองค์ทรงเครื่อง
ก่อนหน้านี้เหว่ยซานเมื่อได้จัดแจงเสื้อผ้าให้หยุนเสวี่ยเฟิงแล้ว นางก็เดินออกมานั่งสนทนากับเจี้ยนเหล่ยต่อ เนื้อหาการสนทนาเป็นเื่ราวโลกภายนอกที่เหว่ยซานยังไม่เคยพบเจอ แต่จนแล้วจนรอดก็วกกลับมาเื่เด็กชายอีกครั้ง
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เด็กชายก็ก้าวออกมาจากห้องอาบน้ำ มันแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดสีน้ำเงินขอบชายผ้าสีดำ ผมยาวมันยังเปียกชื้นไม่แห้งสนิท มันจึงปล่อยตกลงโดยมิได้มัดรวบ หากแต่ว่าบัดนี้สีผมมันได้เปลี่ยนไปเป็นสีเทามืด ใบหน้าขาวผ่องคล้ายเด็กสาวยังโดดเด่นเช่นเคยแม้จะอยู่ในที่ๆมีแสงสลัว
“้านึกว่าเจ้ามีผมสีน้ำตาล” เจี้ยนเหล่ยเอ่ยทักทายอีกครั้ง
“ก่อนหน้านี้ผม้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด..” พูดถึงตอนนี้หยุนเสวี่ยเฟิงเหมือนจะนึกถึงพี่เอี้ยนกุยมัน แววตามันก็ปรากฏน้ำตาซึมออกมา อาการเด็กชายนั้นอยู่ในสายตาสัตว์อสูรทั้งสอง เหว่ยซานจึงลุกขึ้นไปหาเด็กน้อยทันที
“ดูซิ ดูซิ ผมเผ้ายังไม่แห้ง นั่งตรงนี้ ประเดี๋ยวพี่ซานซานจะจัดการให้” ว่าแล้วเหว่ยซานก็ฉุดดึงหยุนเสวี่ยเฟิงมานั่งที่ขั้นบันใดก่อนจะผายฝ่ามือปลดปล่อยัปราณออกมา
“ขอบคุณั” หยุนเสวี่ยเฟิงตอบ การกระทำเพียงเล็กน้อยนี้เหว่ยซานกลับดึงจิตใจที่เริ่มเศร้าหมองมันให้กลับดีขึ้นมาอีกครั้ง
“เสร็จแล้ว.. ไหนส่องกระจกดูสิ” เหว่ยซานมิเพียงทำให้ผมเด็กชายแห้ง แต่นางยังมัดรวบผมให้กับหยันเสวี่ยเฟิงด้วยผ้าบางสีส้ม จากนั้นก็ยื่นแผ่นกระจกให้เด็กชาย
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อได้รับกระจกมาแล้ว มันก็ยกขึ้นส่องใบหน้าตัวเอง แสงภายในถ้ำสาดส่องใบหน้าขาวซึ่งอาบไล้ด้วยปอยผมสีเทามืดเล็กน้อย สันจมูกคม ริมฝีปากชมพูแดงระเรื่อ ดวงตามันเป็นสีดำสุกใส คิ้วเรียวงามช่วยขับเน้นให้ในหน้ามันคล้ายเด็กสาวอย่างที่ใครๆว่ากัน
“เป็นอะไรไป?” เจี้ยนเหล่ยเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าเด็กชายนิ่งเงียบจ้องมองใบหน้าตัวเองในกระจก พลันนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็รู้สึกตัว มันจึงกล่าวว่า “้าเพิ่งจะได้เห็นใบหน้าตัวเองเป็นครั้งแรก”
“เฮ่อ..” เทพกิเลนสายฟ้าผู้องอาจถอนหายใจมือกุมขมับอีกครั้ง โลกใบนี้มีมนุษย์เช่นนี้อยู่ด้วยหรือ
“ตอนเด็กยังน่ารักเช่นนี้ ต่อไปเมื่อเจ้าเติบใหญ่ หวังว่าเจ้าจะไม่เมินพี่สาวคนนี้หรอกนะ” เหว่ยซานยิ้ม แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะคล้ายเ้าใจในประโยค แต่ก็เหมือนจะไม่เ้าใจความหมายเช่นกัน เื่รักใคร่เหล่านี้ต้องใช้เวลาทำความเ้าใจสักระยะ
“บัดนี้ได้เวลาแล้ว!” เทพกิเลนสายฟ้าเจี้ยนเหล่ยกล่าวขึ้น มันลุกขึ้นยืนก่อนจะยืดเส้นยืดสาย
“เวลาอะไรหรือพี่เจี้ยนเหล่ย” เด็กชายงงงัน ดูท่าแล้วบ่อน้ำพุร้อนทำให้มันผ่อนคลายเสียจนลืมเื่สำคัญไป
“้ารับเจ้าเป็นศิษย์แล้ว เจ้าก็ต้องเรียนสิ”
จ๊อกก
เสียงท้องร้องดังขัดเทพสายฟ้าเจี้ยนเหล่ย มันแทบจะหงายหลังขณะยืดเส้นยืดสาย เจ้าตัวน้อยซึ่งรู้ว่าตัวมันคือต้นเสียงกลับยิ้มแห้งๆ เหว่ยซานก็หัวเราะคิก
“เราไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ ัที่จริง้าก็อยากจะลองลิ้มรสสัมผัสอาหารในร่างมนุษย์มานานแล้ว เจี้ยนเหล่ย...เจ้าทำอาหาร” เหว่ยซานสั่งการทันทีพร้อมกับดึงมือหยุนเสวี่ยเฟิงออกเดินนำไป เจี้ยนเหล่ยที่ได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นกุมขมับท่าเดิมอีกครั้ง ใบหน้าบิดเบี้ยวไม่รู้จะหัวเราะหรือสงสารตัวเองดี
เมื่อออกจากห้องโถงแปดเหลี่ยมมาแล้ว เหว่ยซานก็บอกให้หยุนเสวี่ยเฟิงเกาะหลังนางให้แน่น แต่มิทันที่เด็กชายจะตั้งหลักได้ นางพญางูสาวก็ดีดกายพุ่งทะยานออกไปทันที
เหวอ..
หยุนเสวี่ยเฟิงอุทานขึ้นโดยไม่รู้ตัว สองแขนมันพยายามกอดรัดเอวบางหญิงสาว แต่แรงปะทะธาตุอากาศนั้นกลับมีมากจนขามันคล้ายจะปลิวออกไป มันจึงเกร็งแขนกระชับขึ้นมา สองมือไพ่สลับกันขึ้นมาหาส่วนโค้ง้างบนพร้อมกับบีบแน่น หางคิ้วเหว่ยซานกระตุกทันที นางมองลงมาก็พบกับสองมือน้อยที่กุมสองยอดเขาัหนุมนวลนาง
เส้นทางคดเคี้ยวภายในถ้ำใหญ่คล้ายจะเป็นอุโมงค์ไม่รู้จบสิ้น แต่จนแล้วจนรอดเบื้องหน้าทั้งสามก็ปรากฏแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ขึ้นมา
พรึบ ซ่า...
หยุนเสวี่ยเฟิงหรี่ตาลงจนใกล้ปิด แสงสว่างจ้านี้มันไม่ได้เห็นมาคล้ายจะนานแสนนาน เสียงน้ำตกที่ปลายอุโมงค์ดังขึ้นราวกับจะเป็นการต้อนรับผู้กลับมาจากความมืดมิด เด็กชายเมื่อดวงตาปรับเ้ากับแสงอาทิตย์ได้แล้ว มันก็พบว่าขณะนี้ทั้งสามโผล่ออกมาจากปากถ้ำที่อยู่บนหน้าผา พร้อมกันนั้นที่พวกเขากำลังร่อนลงบนพื้นด้วยความรวดเร็ว
หยุนเสวี่ยเฟิงอดอุทานด้วยความเสียวไส้มิได้ การร่อนลงมายัง้างน้ำตกนี้ให้ความรู้สึกโหวงเหวงจวนจะอาเจียน แต่ในขณะที่ร่อนลงพื้นดิน้างลำธารนั้น เหว่ยซานกลับพลิกกายอย่างรวดเร็ว ส่งแรงเหวี่ยงเกินกว่าที่เด็กชายจะเกาะไว้ได้ ทำให้ร่างน้อยถูกสลัดหลุดพุ่งลงไปยังลำธารด้าน้างทันที
ม่ายย.. ตู้ม...
หยุนเสวี่งเฟิงร้องเสียงหลง ร่างบางพุ่งลงบนผืนน้ำด้วยความรวดเร็ว แรงปะทะสร้างคลื่นน้ำขนาดใหญ่กระจัดกระจายไปทั่วทิศ ส่วนหญิงสาวที่สลัดมันออกไปก็หัวเราะชอบใจ นางร่อนลงพื้นอย่างแผ่วเบายืนมองเด็กชายที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาบนฝั่ง
“แอบแต๊ะอั๋งพี่สาว ต้องถูกลงโทษ” หญิงสาวหัวเราะคิก หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้งบนใบหน้าเปียกปอน ชุดเสื้อผ้าใหม่กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน
“พี่ซานซาน ้าขอโทษ” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็คุกเข่าคล้ายสำนึกผิด แต่ใจมันนั้นกลับยังนึกถึงสัมผัสันุ่มนวลก่อนหน้า
“แหน่ะ.. พี่รู้นะว่าเจ้าิอะไรอยู่” เหว่ยซานกอดอกเสียงดุ แต่หากว่าเด็กชายนั้นเงยหน้าขึ้นมอง จะพบว่านางกำลังยิ้มอยู่
“้าผิดไปแล้วพี่ซานซาน ้าจะไม่ิถึงมันอีก..”
“หืม.. เมื่อครู่้าแค่หยั่งเชิงทายใจเจ้าเท่านั้น มิิว่าเจ้าจะบอกออกมาจริงๆ” ได้ยินเช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็เหงื่อตก มันเสียทีนางงูสาวเสียแล้ว
“ลุกขึ้นเถอะ พี่ซานซานเจ้าแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้น” เจี้ยนเหล่ยที่หัวเราะขำขันอยู่นานกล่าวขึ้นแทรก
“ใครอนุญาตให้เจ้าเรียก้าเช่นนั้น ้าให้เสวี่ยน้อยเรียก้าได้เพียงคนเดียว” เหว่ยซานทำเสียงดุใส่เจี้ยนเหล่ย เทพกิเลนผู้น่าเกรงขามบัดนี้กลับถูกสยบด้วยสายตาัคมกริบหญิงสาว
“จ้าๆ ้าจะไม่เรียกพี่ซานซานอีกแล้ว” เทพกิเลนเจี้ยนเหล่ยกล่าวย้ำก่อนจะรีบทะยานออกไปทันทีเมื่อได้เห็นนางพญางูสาวกำลังปลดปล่อยัวิญญาณเตรียมโจมตี
“คราวจะดุร้าย ก็ช่างน่ากลัวจริงๆ หญิงสาวเป็นเช่นนี้ทุกคนหรือ?” เจี้ยนเหล่ยรำพึงขณะเหาะเหินร่างเสาะหาวัตถุดิบมาทำอาหาร
ในโลกแห่งนี้แม้ว่าจะมีผู้ฝึกปรือัเรียกฝนฟ้าได้ แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ต้องกินต้องดื่ม สัตว์อสูรที่ได้รับกายมนุษย์แล้วก็เช่นกัน พวกมันมิได้อิ่มทิพย์ัใดดังเช่นตอนที่เป็นสัตว์อสูรบำเพ็ญฝึกปรือวิญญาณ ร่างกายมนุษย์นี้ล้วนแต่เป็นร่างมนุษย์จริงๆ จะกินจะอยู่ก็เหมือนดังเช่นธรรมชาติทั้วไป
(*แน่นอนว่าในโลกนี้มีลูกครึ่งมนุษย์อสูร ไม่ต้องบรรยายต่อนะ*)
“เสื้อผ้าใหม่เปรอะเปื้อนหมดเ พี่สาวจะจัดการให้นะ” ว่าแล้วเหว่ยซานก็แผ่ัวิญญาณออกมา ัไร้สีร้อยเรียงเป็นเส้นสายออกจากฝ่ามือเ้าหาตัวหยุนเสวี่ยเฟิง สามลมหายใจต่อมา โคลนที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าที่เปียกปอนก็ลอยออกมาก่อนจะตกลงสู่พื้นดิน
“ฮ๊าด.. ชิ้ว” สายลมอุ่นพัดมาวาบหนึ่ง เด็กชายเมื่อรับรู้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปก็จามออกมาคราหนึ่ง เหว่ยซานเห็นดังนั้นจึงพาหยุนเสวี่ยเฟิงมานั่งบนผืนหญ้าเขียวใต้ร่มไม้เพื่อให้เด็กชายปรับสภาพร่างกายก่อนจะเป็นหวัด
“พี่ซานซาน.. ทั้งเหาะเหิน ทั้งทำให้ชุดเสื้อผ้าสะอาด สิ่งเหล่านี้้าสามารถทำได้ใช่ไหม” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวขึ้น
“ใช่, เสวี่ยน้อยสามารถทำได้ และทำได้มากกว่านี้ด้วย แต่ก่อนอื่นเรามาเรียนรู้ทำความเ้าใจพื้นฐานก่อนไหม?” ได้ยินดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็ยิ้มพยักหน้า
“พื้นฐานการฝึกปรือัวิญญาณนั้น ัที่จริงก็ไม่มีความแน่ชัดว่าจะเลื่อนระดับได้อย่างไร แต่การจะเลื่อนระดับขึ้นไปนั้น ที่นิยมทำกันก็คือ 1.การต่อสู้กับผู้ใช้ัวิญญาณด้วยกัน 2.ฝึกใช้ัปราณ”
“เจ้าต้องเ้าใจก่อนว่า ัวิญญาณนั้นจะถูกใช้ออกมาในรูปแบบัปราณ ยิ่งระดับัวิญญาณยิ่งสูงเท่าใดัปราณที่ใช้ออกมาจะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น นี่คือหัวใจหลักสิ่งที่เรียกว่าัวิญญาณ”
“สรุปสั้นๆได้ว่า เราใช้ัวิญญาณชักนำัปราณออกมาใช้ใช่หรือไม่.. จากที่้าวิเคราะห์ไว้ ัปราณนั้นก็คือัธาตุในโลกแห่งนี้” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเ้าใจแล้วจึงตกผลึกความรู้ในทันที
“ถูกต้อง ส่วนวิชายุทธนั้น เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้การโจมตีด้วยัวิญญาณหรือัปราณ” เหว่ยซานกล่าวพร้อมกับลูบหัวเด็กน้อย
“เช่นนั้นแล้วห้วงกวีนั้นส่งผลทางด้านใด คนที่้ารู้จักนั้นบอกว่ามันช่วยเิ่ัยุทธและัปราณเป็นอัตราส่วนตามขั้นบทกวี”
“ที่เจ้าได้ยินมานั้นมีทั้งผิดและถูก.. โลกนี้มีเพียง’วิชายุทร’ หาใช่ ‘ัยุทธไม่’ สิ่งนี้จะให้เ้าใจง่ายๆก็คือการออกท่าทางเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับการใช้อาวุธ ส่วนที่เจ้ากล่าวได้ใกล้เคียงความถูกต้องนั้นมีเพียงส่วนเดียวนั่นก็คือห้วงบทกวีใช้เิ่พูนเสริมัวิญญาณ”
“เสริมัวิญญาณ?”
“ยกตัวอย่างเช่น ในตอนนี้ระดับัวิญญาณเจ้าอยู่ที่ปลายระดับสิบ หากว่าเจ้าเสริมด้วยบทกวีขั้นที่ห้า เจ้าจะมีัวิญญาณเทียบเท่ากับผู้มีัวิญญาณระดับสิบห้า ระดับัปราณที่ถูกชักนำออกมาจะเิ่พูนความรุนแรงตามไปด้วยเช่นกัน”
จบตอน.
———————————————————-
ตอนนี้กลับมาแก้สเกลแล้วั
บทกวีแ่ะขั้น ก็ิตามนี้เนะั
ขั้น1 เิ่ระดับัวิญญาณ1ระดับ
ขั้น7 ก็เิ่7ระดับนะ
———————————————————-
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??