เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 12
นกไม้ร้องพ่องจังหวะ เงาหมู่เมฆาลอยล่องกล่อมใจให้สงบ แสงแดดแะสายลมกระทบผืนน้ำที่ไหลเอื่อยเฉื่อย หากจะมีสิ่งผิดแปลกอันใด ก็คงจะไม่พ้นเหล่าผู้คนที่ยังดินรนมีชีวิตท่ามกลางมหานครอันใหญ่โต ลำธารอันเกิดจากฝีมือมนุษย์ สะท้อนภาพดวงแสงหนึ่งบนฟากฟ้าที่กำลังมุ่งตรงไปยังใจกลางเมืองหลวงที่กินพื้นที่กว่าร้อยลี้นี้
กำแพงยาวหลายร้อยลี้รูปทรงจตุรัสสร้างความรู้สึกอันเบื่อหน่ายให้กับผู้ที่อยู่ในดวงแสงสีทอง มันถอนหายใจจนติดเป็นนิสัยไปเสียแล้ว มันเหาะเหินกลางเวหาต่อไปอีกครึ่งชั่วยาม เบื้องหน้าของมันปรากฏเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ครั้นจะว่าโล่งก็ใช่จะราบเรียบ บนผืนธรณีนั้นกลับตั้งไว้ด้วยราชวังอันใหญ่โต กินพื้นที่ากกว่าหนึ่งในห้าของมหานครอันวุ่นวายนี้
ดวงแสงครั้นเมื่อพุ่งผ่านเขตกำแพงของราชวังแล้ว มันก็ชะลอความเร็วก่อนจะค่อยๆลดเพดานบินต่ำลง เหล่าทหารยามหลายร้อยนายในพื้นที่ระยะนั้นต่างก็เิ่คุกเข่าลง เพื่อต้อนรับการาเยือนของผู้าใหม่นี้
“คารวะท่านราชครูเจี้ยนเหล่ย!” ทหารผู้รักษาการหลายร้อยต่างตะโกนออกาเป็นเสียงเดียวกัน
ผู้ที่อยู่ในดวงแสงนั้นมิใช่ใครที่ไหน หากแ่เป็นเทพกิเลนสายฟ้าเจี้ยนเหล่ย มันเหินร่างลงายังพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าแล้วจึงเอ่ยถามออกไปว่า
“ฝ่าบาทอยู่ในท้องพระโรงใช่หรือไม่”
“เรียนท่านราชครู ขณะนี้ฝ่าบาทกำลังเสวยพระกระยาหารโดยลำพัง” ตัวแทนทหารกล่าวพร้อมกับคุกเข่า
“ลุกขึ้นเถิด พาเราไปเข้าเฝ้า” เจี้ยนเหล่ยสีหน้าเรียบเฉย ในขณะนี้ตัวมันคล้ายจะกลับกลายเป็นผู้สูงศักดิ์แตกต่างจากครั้นเมื่ออยู่ในป่าเขา
ตัวแทนทหารรับคำก่อนจะรีบลุกขึ้นก่อนจะเดินนำเจี้ยนเหล่ยออกไปทันที ระหว่างทางเดินภายใน หากผู้ใดได้ยลชมก็จะเิ่หลงไหลในพระราชวังแห่งนี้ ที่ถูกเติมเต็มด้วยสวนดอกไม้นานาชนิด พืชพรรณไม้หายากต่างๆล้วนถูกจัดแสดงเรียงรายตลอดสองข้างทาง ทั้งสองเดินผ่านตำหนักแล้วตำหนักเล่า กว่าจะาถึงที่หายก็ใช้เวลาร่วมหนึ่งในสี่ชั่วยามแล้ว
“ฝ่าบาทประทับอยู่ด้านใน..เชิญท่านราชครู” ทหารยามกล่าวมันก็เดินก้มหน้าจากไปโดยมิได้มองสิ่งอื่นใดจากสองข้างทาง
เจี้ยนเหล่ยสูดลมหายใจลึกคราหนึ่ง การาของมันครั้งนี้มิใช่ครั้งแรก แ่ทุกคราที่มันเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิผู้นี้แบบเป็นทางการ กลับคล้ายจะทำให้มันอดรู้สึกหายใจลำบากมิได้ เมื่อตั้งสติได้แล้วมันก็เปิดประตูบานใหญ่เข้าไป
ด้านในตำหนักนี้มิได้ถูกตกแ่งใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแ่แปลกแยกจากพื้นที่ทั่วไปในราชวัง ศาลาไม้ที่ดูเก่าทรุดโทรมท่ามกลางผืนหญ้าเขียวขจี ด้านในตัวศาลามีร่างชายชราในชุดชาวบ้านธรรมดากำลังยกจอกสุราขึ้นาดื่มแม้ว่าจะมีผมขาวโพลนแล้ว แ่ดูจากอากัปกิริยาแล้วดูคล้ายว่าจะยังมีกำลังวังชาไม่ต่างจากชายวัยกลางคนเท่าใดนัก
“เหตุใดพระองค์จึงฉลองพระองค์เยี่ยงาัญชน” เจี้ยนเหล่ยเอ่ยกล่าวขึ้น มันเดินาหยุดเบื้องหน้าชายชราก่อนจะคุกเข่าลง “กระหม่อมคารวะองค์จักพรรดิ์”
“ลุกขึ้นเถิดสหายข้า ตอนนี้เจ้าเห็นข้าเป็นจักรพรรดิ์หรือ?” ชายชรากล่าวแล้วรินสุราใส่จอกยื่นให้ชายหนุ่ม หากแ่ว่ามันยังคงคุกเข่าอยู่ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ก้มลงมองพื้นคล้ายมิอยากสบสายตาชายชรา
“จักรพรรดิ์มีเพียงพระองค์เดียว ข้าน้อยมิบังอาจ...”
ตุบ!
“ตอนนี้ ขณะนี้ ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา เป็นสหายเก่าของเจ้า หากว่าเจ้ายังดึงดันเช่นนั้นก็กลับไปเถอะ!” ชายชรากำหมัดใช้สันมือทุบโต๊ะ พลันนั้นเองเจี้ยนเหล่ยที่นิ่งเงียบก็พลันหัวเราะขบขันออกาทันที
“ฮ่า ฮ่าๆ เจ้ายังคงถูกข้ากลั่นแกล้งเสมอะ.. เทียนหลง” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วมันก็ลุกขึ้นด้วยท่าทีปลอดโปร่ง มันฉวยคว้าจอกสุราในมือชายชราก่อนจะเดินไปนั่งอีกฟากของโต๊ะ
“จะ.. เจ้า” ชายชราชี้นิ้วเคาะไปยังไปยังด้านเจี้ยนเหล่ย แ่สุดท้ายชายชราก็ถอนหายใจส่ายหัว
“เป็นอันใดหรือสหายข้า ในวังค์มิได้สุขสบายหรือไร.. ครั้งก่อนในท้องพระโรง ข้าแทบจะกลั้นใจตายเสียให้ได้” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม มันกล่าวด้วยท่าทีทะเล้นว่า “คารวะองค์จักรพรรดิ์”
“เจ้าช่วยะเว้นข้าสักวันมิได้หรือไร ขอให้ข้าเป็นเช่นคนธรรมดาาัญบ้าง” ชายชราถอนหายใจอีกครา
“เฮ่อ..เอาเถอะ ข้าจะเล่นกับเจ้าสักวัน ข้ารู้ว่าการประชุมในท้องพระโรงมันกดดัน ข้าจึงหาเรื่องไม่เข้าร่วมอีกหลังจากครั้งนั้น”
“เจ้าก็เป็นเช่นนี้ ปล่อยให้สหายชราคนนี้เป็นที่รองมือรองเท้าของแผ่นดิน อะไรๆก็ข้าไปหมด” ชายชราผู้มีนามว่าเทียนหลงถอนหายใจคราแล้วคราเล่า
“แล้วเจ้าเป็นสุขหรือไม่ เมื่อได้ทำเช่นนั้น” เจี้ยนเหล่ยเอ่ยถาม มันหรี่ตาลงเล็กน้อยจ้องนัยตาของคู่สนทนา
“รับใช้ปวงชน ไร้ผู้ทุกข์ยาก แผ่นดินเจริญรุ่งเรือง เช่นนั้นคือจักรพรรดิ์ที่แท้จริง” ชายชราแววตาแน่วแน่
“ดี!” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วก็ยกจอกสุราขึ้นคารวะ ชายชราก็เห็นดังนั้นก็ยกสุราขึ้นดื่มเช่นกัน
หนึ่งชายหนุ่มหนึ่งชราใช้เวลากว่าชั่วยาม สนทนาเรื่องเก่าก่อนของทั้งสอง หากว่ามีข้าราชบริพานได้าเห็นแล้ว คงต้องคิดว่าสองบุรุษนี้มิใช่ผู้ศักดิ์อันใดเป็นแน่แท้ ถ้อยคำที่ใช้ล้วนแล้วแ่เป็นภาษาชาวบ้านทั้งสิ้น
“ว่าแ่เจ้ากลับาครานี้ เหตุใดมิได้พาสหายาด้วยดังที่เคยว่าเล่า?” เทียนหลงเป็นผู้เิ่ถามเข้าประเด็นในวันนี้ มันคาดคิดไว้แล้วว่าเจี้ยนเหล่ยที่าหามันในวันนี้ ต้องมีเรื่องอันใดเป็นแน่แท้ มิฉะนั้นเทพกิเลนสายฟ้าผู้เบื่อหน่ายการเมืองจะตีตัวออกห่างจากราชวังเสมอ
“นั่นสิ.. อันที่จริงสหายข้าในตอนนี้คงมิได้เข้าวังเป็นราชครูแล้ว” เจี้ยนเหล่ยตอบ สีหน้าของมันคล้ายจะมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้น
“การเชื้อเชิญจากข้าผู้เป็นองค์จักรพรรดิ์ มีเหตุอันใดที่ทำให้เปลี่ยนใจ?” เทียนหลงสีหน้าฉงน
“นางพบพานวาสนาของนางแล้ว เพียงแ่ว่า.. ” เจี้ยนเหล่ยแววตาลังเล เทียนหลงสังเกตุเห็นอากัปกิริยาของสหายแล้วจึงกล่าวถามว่า “เพียงแ่ว่า?”
เทพกิเลนสายฟ้าครุนคิดอย่างหนัก แม้ว่าข่าวสารที่มันจะบอกกล่าวนั้นจะดีเลิศเพียงใด แ่คำว่า’สหาย’ย่อมต้องให้คำมั่นยิ่งกว่า ท้ายสุดแล้วมันจึงหันไปจ้องเผชิญดวงพระเนตรของจักรพรรดิ์ด้วยสายตาอันเด็ดเดี่ยว
“สหายข้า.. สิ่งที่ข้าจะกล่าวกับเจ้าต่อไปนี้ เจ้าต้องให้คำมั่นกับข้าก่อน” เจี้ยนเหล่ยแววตาจริงจังกล่าว เทียนหลงคล้ายจะนึกว่าคงเป็นเหตุผลอันเล็กน้อยเกี่ยวกับการจะาของราชครูคนใหม่ มันจึงพยักหน้ากล่าวว่า
“ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่เจ้าจะขอต่อจากนี้ ข้าให้คำมั่น..ด้วยวาจาแห่งราชัน”
“เช่นนั้นก็ดี” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วมันก็ขยับกายเข้าหาจักรพรรดิ์ผู้ชราภาพก่อนจะโบกมือคราหนึ่ง พลันนั้นม่านพลังไร้รูปก็ก่อตัวขึ้นครอบคลุมทั้งสองเอาไว้ ซุ่มเสียงนกไม้ภายนอกกลับเลือนหายจากโสทประสาทไปสิ้น
“ข้าคงต้องเล่าตั้งแ่ต้น.. สหายของข้าผู้นี้คือนางพญางูยักษ์เหว่ยซาน ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน นางได้พบเจอกับผู้ที่เป็นวาสนาของนาง” กล่าวถึงตรงนี้ เทียนหลงก็เลิกคิ้ว แม้จะแปลกใจอยู่บ้างว่าสหายของเจี้ยนเหล่ยเป็นหญิงสาว แ่ก็มิอาจเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องกางม่านพลังไว้ หากแ่ว่าคำกล่าวของเจี้ยนเหล่ยต่อจากนี้ ผู้เป็นจักรพรรดิอันเป็นตัวตนที่อยู่เหนือทุกสิ่งจะต้องตกใจเป็นแน่แท้
“วาสนาของสหายข้านั้นคือ ความรักแะบทกวี แปลได้ว่า จะได้พบกับบทกวีพร้อมกับความรัก ซึ่งในตอนนี้นางก็ได้ยอมรับวาสนานี้แล้ว...”
“ครั้นเมื่อนางได้พบกับเด็กชายผู้หนึ่ง มันได้มอบห้วงกวีให้แก่นางเพื่อทะลวงระดับ!” กล่าวถึงตรงนี้ ชายชราก็เบิกตากว้าง สองมือเหี่ยวย่นยกขึ้นกุมไหล่ของเจี้ยนเหล่ยพร้อมกับกล่าวย้ำ “เช่นนั้นต้องเกินกว่าขั้นที่ห้า!”
“ใช่..สหายข้ามิได้โป้ปดต่อข้า แะข้าก็ได้เห็นมันอัญเชิญขั้นที่หกด้วยตาตนเอง” เจี้ยนเหล่ยหรี่ตาเล็กน้อยให้เทียนหลงได้เห็น เพราะสิ่งที่มันจะกล่าวต่อจากนี้คือเนื้อหาที่สำคัญที่สุด
“สิ่งที่ข้าจะบอกเจ้าต่อไปนี้ เงื่อนไขก็คือให้รอ3ปี ซึ่งเจ้าได้รับปากข้าแล้ว” ได้ยินดังนั้นเทียนหลงก็ยืดตัวขึ้น มันกอดอกด้วยท่าทีอันสง่าแล้วพยักหน้า
“สหายของข้าคิดจะคดโกงวาสนา ด้วยการที่นางจะส่งมอบวาสนาความรักให้กับเด็กน้อยผู้นี้ นั่นจะแปลได้ว่าสิ่งที่สมน้ำสมเนื้อที่จะต้องจ่าย จะกลับกลายเป็นตัวนางเอง” เจี้ยนเหล่ยทอดถอนหายใจ กฏการส่งมอบวาสนาเพื่อที่จะเปลี่ยนสิ่งชดใช้นั้น จะขึ้นอยู่กับตัวผู้รับมอบ หากว่าเหว่ยซานมอบวาสนาความรักให้หยุนเสวี่ยเฟิงแล้ว แ่เสวี่ยเฟิงปฏิเสธที่จะรับความรักจากนาง นั่นเท่ากับว่าสิ่งแลกเปลี่ยนจะยังคงเป็นการจากลาดังเดิม
“เช่นนั้นแล้วเด็กชายได้ตอบรับความรักเพื่อไม่จากลาของนางหรือไม่?” เทียนหลงในท่ากอดอกชูนิ้วชี้ขึ้นกล่าวขัดจังหวะ
“ข้าคิดว่านางจะใช้เวลาเพื่อบ่มเพาะก่อร่างให้ความรักนั้นงอกเงย เมื่อถึงเวลาส่งมอบวาสนาแะเด็กชายตอบรับ สิ่งสมน้ำสมเนื้อที่จะต้องแลกซึ่งก็คือตัวนางเองที่จะอยู่ร่วมกับเด็กชายตลอดไปมิเป็นอื่น แม้นว่าเด็กชายจะมีความรักกับผู้ใดอีก นางล้วนแล้วแ่ต้องจำยอม.. นั่นคือสิ่งที่ข้าย้ำเตือนนาง”
“อืม.. คดโกงแ่มิคล้ายคดโกง หากว่ามอบวาสนาความรักสำเร็จ เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ในภายภาคหน้า จะต้องมีความรักกับหญิงสาวอื่นเข้าาพัวพัน แ่สำหรับเจ้าแล้วนั้นการจะคดโกงโดยการมอบความตายให้ผู้อื่นนั้น คงไม่มีผู้ใดจะยอมรับความตาย” เทียนหลงกล่าวคล้ายตอกย้ำ แ่อันที่จริงแล้ว ทั้งสองนั้นเป็นสหายสนิทกัน พูดคุยกันได้ทุกเรื่องเจี้ยนเหล่ยจึงมิได้ถือสาหาความ
“แ่ข้าก็ยังสงสัย วาสนานั้นเป็นสิ่งที่ดีทั้งวรรคหน้าแะวรรคหลัง แ่ฉไนนความตายจึงเป็นวาสนาของเจ้ากัน แล้วสิ่งแลกเปลี่ยนอันสมน้ำสมเนื้อ เจ้าจะจ่ายมันได้อย่างไร ในเมื่อตอนนั้นเจ้าได้ตายไปแล้ว?”
“เรื่องนี้ข้าเพียงต้องหาคำตอบต่อไป หรืออาจจะไม่ต้องหาคำตอบอีกแล้ว” เจี้ยนเหล่ยกล่าวถึงตอนนี้ก็พาให้เทียนหลงเกิดความสงสัยอีกครั้ง
“เรื่องของสหายข้ายังมิได้.. ครั้นเมื่อนางได้ตัดสินใจแล้ว ในเช้าวันต่อา เด็กชายผู้นั้นกลับได้รับคำใบ้วาสนา..” เจี้ยนเหล่ยเว้นว่างคำกล่าว เทียนหลงก็ยิ่งลุ้นระทึกขึ้นไปอีก
“ผลาญฟ้า บรรวาสนา”
สิ้นเสียงของเจี้ยนเหล่ย เทียนหลงพลันตกใจแทบหงายหลัง หัวใจของชายชราพลันเต้นรัวเร็ว ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดคล้ายจะเป็นลม เทพกิเลนมีไหวพริบ มันจึงรีบประคองสหายผู้ชราภาพ
“เป็นเช่นนั้นจริงหรือ” ชายชรากล่าวย้ำ เจี้ยนเหล่ยก็พยักหน้าแล้วจึงกล่าวว่า
“เจ้าคงมิได้คิดจะผิดคำกล่าวรับปากของเจ้าใช่หรือไม่?”
ชายชรามีท่าทีตื่นเต้นอยากจะรีบดำเนินการบางอย่างในทันที หากเพียงแ่ว่าเทพกิเลนนั้นได้กล่าวย้ำเตือนเสียก่อนมันจึงกอดอกนั่งลงอีกครั้งกล่าวว่า
“แล้วเหตุอันใดจึงขอเวลา3ปี?”
“ผู้ที่มีวรรคหลังว่า’บรรวาสนา’ นั้นคล้ายจะเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงวาสนาแะสิ่งแลกเปลี่ยนให้กับผู้ที่มันกระการใดๆด้วยได้ แม้กระทั่งจะไขว่คว้าวาสนาใดๆให้แก่ตน ล้วนจะทำได้อย่างใจนึก แะหากเจ้ายังไม่ลืมที่ข้าได้เล่าไป วาสนาของนางคือความรักที่จะส่งมอบให้เด็กชาย แม้นว่าจะนับเป็นวาสนา หากแ่ว่าความรักคือความรู้สึก.. นางขอเวลาเพียงแค่าปี เพื่อเปลี่ยนแปลงวาสนาแะเหนือสิ่งอื่นใดคือความรู้สึกรักของนาง ด้วยที่ว่าเด็กน้อยยังมีอายุเพียง12เท่านั้น มันคงยังมิอาจจะออกาสู่โลกกว้างนี้ได้อย่างเสรี”
“อืม... ความรักหรือ จะเปลี่ยนอันใดได้กัน ข้าเคยมีรัก.. บัดนี้ก็ยังรัก จะให้เลิกรักได้อย่างไร ยิ่งเป็นวาสนาความรักยิ่งแล้วใหญ่ มันคงจะสาหัสสากรรจ์” เทียนหลงว่าแล้วก็มองออกไปด้านนอกศาลา ในแววตาของมันคล้ายจะสะท้อนภาพเงาของหญิงชราผู้หนึ่ง
“เฮ่อ.. ข้าก็คิดเช่นนั้น ยิ่งอยู่นานยิ่งผูกพัน หากต้องแยกจาก มิได้เกลียดชังก็คงเป็นเคียดแค้น มิรู้ว่านางโง่เขลาหรือไรกัน..”
“แ่มีอย่างหนึ่งที่ข้ามั่นใจ สหายเอ๋ย..” พลันนั้นชายชราก็ลุกขึ้น มันยกจอกสุราแล้วเดินออกไปด้านนอกศาลาไม้ที่เก่าทรุดโทรม จากนั้นมันก็ยกจอกสุราชูขึ้นาดว่ากำลังรินหยดสุราจากดวงตะวันยามบ่าย แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า
“ผู้บรรวาสนา จักต้องเปลี่ยนวาสนาแม่หญิงนางนี้อย่างแน่นอน แ่ปัญหามันอยู่ตรงที่คนเราต่างก็มีจิตใจความรู้สึกเมื่อหมดวาสนาต่อกันแล้ว ความรู้สึกต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่างหากที่สำคัญ” แววตาของชายชราคล้ายทอประกายแสงสีทองวาบหนึ่ง
“หากว่าเด็กน้อยผู้นั้น าารถเปลี่ยนแปลงวาสนาความรักของนางได้แล้ว ความรู้สึกจะเป็นอย่างไรคือสิ่งสำคัญหรือ.. ” เจี้ยนเหล่ยรำพึงออกา มันมองแผ่นหลังของชายชราก่อนที่จะลุกขึ้นเดินไปหา
“สหายข้า... ศิษย์ตัวน้อยของข้ายังอยู่ตำหนักเดิมหรือไม่?” เจี้ยนเหล่ยเมื่อคิดว่าพอใจกับการสนทนาแล้ว มันจึงเิ่กล่าวถามเรื่องอื่น
“ยังอยู่ที่เดิม.. วันๆเอาแ่หกมุ่นกับกู่ฉินแะกู่เจิงอยู่ในสวนพฤกษา มิคิดจะร่ำเรียนอันใดอีก..”
“ก็เจ้ากับนางตั้งชื่อไว้เช่นนั้น หากว่าเจ้าตั้งชื่อให้เหาะสมกับการบริหารบ้านเมือง เช่นนั้นถึงจะได้ดั่งใจ” เจี้ยนเหล่ยตบบ่าชายชราคราหนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ข้าขอไปเยี่ยมเยียนศิษย์ข้าเสียเล็กน้อย เจ้าก็ควรกลับไปสวมใส่อาภรณ์ที่สมควรเถิด”
“ค่ำนี้ข้าจะเชิญเจ้าไปรับประทานอาหาร” เทียนหลงกล่าวตามหลัง แ่เจี้ยนเหล่ยกลับโบกมือแล้วกล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าในสวนแห่งนี้ข้าขอปฏิเสธ.. ยุงเยอะ”
เทียนหลงมองตามหลังเจี้ยนเหล่ยครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินกลับานั่งใต้ศาลาเก่าทรุดโทรมอีกครั้ง สุราที่เตรียมไว้ดื่มนั้นมิทราบว่าหมดไปแ่เมื่อใดไม่อาจรู้ได้
“ใยพวกเจ้าต้องคิดว่าสิ่งตอบแทนคือการสูญเสียกัน.. ไขว่คว้าเพื่อจะดื่มด่ำแะยอมรับเมื่อหมดเวลา เช่นนั้นจึงจะถูกต้อง มิต้องคดโกงใดๆ” เทียนหลงส่ายหัวกล่าวแล้วจึงคว่ำจอกเหล้า จากนั้นก็เดินออกไปยังประตูที่เจี้ยนเหล่ยออกไปก่อนหน้า
“สุราขวดนี้หมดแล้ว นำสุราขวดต่อไปาให้ข้า”
ทางด้านของเทพกินเลนเจี้ยนเหล่ย มันก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามทางเดินหินอ่อนสีเหลือง สองข้างทางที่เคยเขียวชะอุ่มนั้นเิ่กลับปลายเป็นสวนดอกไม้นานาพันธุ์ แว่วเสียงบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดสายลอยาตามลม
“อาจารย์.. ท่านยังคงก้าวเดินไม่เป็นจังหวะเช่นเคย” เจี้ยนเหล่ยยังมิทันถึงที่หาย น้ำเสียงใสก็ก้องกังวาลาตามสายสม เสียงบรรเลงแว่วตามาคล้ายจะส่งเสริมให้เข้าจังหวะการเอ่ยกล่าวของนาง
“เสียงกู่เจิงของเจ้า.. อาจารย์เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดในโลกนี้ที่จะเข้าจังหวะของเจ้าได้เสียแล้ว” เจี้ยนเหล่ยกล่าวขึ้น สองเท้าของมันยังเดินไปตามเส้นทางเดิม แม้จะไม่เข้ากับจังหะจากเครื่องดนตรีนั้นก็ตาม
“ข้าเพียงแค่ต้องรอคอยในวาสนาที่ได้รับคำใบ้เมื่อไม่กี่วันก่อน..” เสียงใสเอ่ยกล่าว
“เจ้าอายุ12แล้วหรือนี่?”
“ข้าเกิดา ก็ต้องมีวันเกิด เหตุใดอาจารย์จึงคล้ายลืมเลือนไปเล่า?” น้ำเสียงใสกล่าวเหมือนจะน้อยใจ
“อาจารย์มิได้ลืม ครั้งนี้ยังคงมีของขวัญาให้เจ้าอีกด้วย”
มิทันที่เจ้าของเสียงใสจะกล่าวอันใดอีก เบื้องหน้าของนางก็ปรากฏร่างของเทพกิเลนสายฟ้ายืนอยู่ ในมือของมันคล้ายจะมีสิ่งของบางสิ่งถืออยู่
ทางด้านของเทพกิเลนนั้น บัดนี้เบื้องหน้าของมันคือสวนดอกไม้นานาชนิด ตรงกลางของสวนตั้งไว้ด้วยโต๊ะไม้ลวดลายประณีต กู่เจิงสีขาวสะอาดตาวางพาดไว้ให้ความรู้สึกขัดแย้งกับรอบข้างเป็นอย่างาก ผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่นี้ยังคงนั่งหลับตา ปลายนิ้วจากมือน้อยยังคงดึงสายเครื่องดนตรีให้เกิดเป็นเสียงบรรเลง ครั้นเมื่อดีดสายกู่เจิงคราหนึ่งก็คล้ายจะมีลมพัดผ่านเล็กน้อย กระนั้นเรือนผมยาวสีดำของเด็กน้อยนั้นมิได้ปลิวตามแรงลม ปากชมพูแดงของเด็กสาวยกยิ้มขึ้นต้อนรับผู้าเยือน
“นั่นคือของขวัญของข้าใช่หรือไม่?” เด็กสาวกล่าว ดวงตาของนางยังปิดสนิท เจี้ยนเหล่ยที่ได้ยินดังนั้นก็เดินเข้าานั่งเบื่องหน้าของนางระหว่างพิณ
“ใช่ แ่เจ้าต้องใช้ดวงตาเพื่อเชยชมมัน” เจี้ยนเหล่ยกล่าวแล้วก็ยื่นสิ่งของในมือออกา
เด็กสาวค่อยๆลืมตาขึ้นามองสิ่งของเบื้องหน้า ดวงตาสีดำสุกใสสะท้อนเงาของม้วนคัมภีร์ในมือของเจี้ยนเหล่ย มือน้อยถูกยกจากเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่ ก่อนจะหยิบจับม้วนคัมภีร์นั้นาคลี่ออกดู
“บทกวีขั้นที่หกหรือ...” เด็กสาวดวงตาสุดใสจดจ้องกับเนื้อหาบทกวีไม่วางตา ริมฝีปากชมพูคล้ายจะอ่านตามถ้อยคำด้านในคัมภีร์นั้น
“เป็นอย่างไร.. เสียดายที่อาจารย์มิได้ขอให้ผู้อัญเชิญบทกวีนี้มอบห้วงกวีใส่คัมภีร์าด้วย” เจี้ยนเหล่ยยิ้ม ในหัวของมันหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เด็กสาวพยักหน้าช้าๆ สายตายังคงจดจ่ออยู่ที่เดิม
“จากเนื้อความบทกวีนี้.. อาจารย์มิสมควรจะขอห้วงกวีาใส่ ท่านทำถูกต้องแล้ว แะข้าก็ขอขอบคุณท่านที่บันทึกบทกวีนี้าให้”
“เช่นนั้นอาจารย์ก็เบาใจ ถ้าอย่างนั้นอาจารย์จะขอตัวไปพักผ่อนก่อน”
“ทำไมไปเร็วาเร็วเสียเล่า ท่านยังมิได้เล่าเรื่องราวภายนอกให้ข้าฟังเลย” เด็กสาวะสายตาจากบทกวีทันที เจี้ยนเหล่ยจึงกล่าวว่า “อาจารย์เดินทางทั้งวันทั้งคืน เมื่อพักผ่อนแล้วจะาเล่าให้เจ้าฟัง..”
“อย่างนั้นก็เชิญอาจารย์ไปพักผ่อน เพราะบัดนี้ข้าสนใจกวีบทนี้เสียากกว่า” เด็กสาวแววตาฉายแววซุกซนเล็กน้อยการกล่าวของนางเมื่อครู่ล้วนแ่เป็นไปตามารยาทการรับแขกเท่านั้น
“ศิษย์ตัวน้อย.. ทั้งวันเจ้าก็อยู่แ่กับกู่เจิง แมกำลังจะเข้านอน ก็ยังแอบเอากู่ฉินไปเล่น เจ้าควรจะใส่ใจเรียนรู้อย่างอื่นเสียบ้าง ท่านตาของเจ้าจะได้วางใจ” เจี้ยนเหล่ยถอนหายใจ
“ท่านตาก็เป็นเสียแบบนี้ กล่าวว่าจะได้หมดห่วง อันที่จริงข้าอยากจะถามท่านตาว่า ‘หมดห่วงอันใดกัน อายุของท่านอยู่ได้อีกตั้งสองร้อยปี’ วันๆก็ร่ำสุราแล้วปล่อยใหท่านลุงแก้ปัญหาบ้านเมือง” เด็กสาวแก้มป่องกล่าวด้วยท่าทีหงุดหงิด เจี้ยนเหล่ยที่เห็นดังนั้นมันก็ยิ้มแห้งๆ ดูเหมือนว่าตัวมันจะออกจากวังค์ไปท่องเที่ยวเสียนาน นานจนผู้เป็นจักรพรรดิ์ได้มอบอำนาริหารบ้านเมืองให้กับบุตรชายคนโตเสียแล้ว
“เฮ่อ.. อาจารย์เถียงสู้เจ้าไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นพรุ่งนี้อาจารย์จะาพบเจ้าใหม่” เจี้ยนเหล่ยกล่าว แ่ครั้นมองไปยังเด็กสาวที่กลับไปให้ความสนใจเนื้อความในคัมภีร์ต่อแล้ว มันก็ถอนหายใจแล้วลุกเดินจากไป
ในขณะที่เจี้ยนเหล่ยเดินออกจากสวนดอกไม้ไปนั้น กู่เจิงขาวก็ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง แ่ครั้งนี้ท่วงทำนองกลับแปรเปลี่ยนไปจากตอนที่มันเข้าา อารมณ์ความรู้สึกพลันหม่นหมองตามเสียงบรรเลงคล้ายจะเศร้าสร้อย
“กรงขังมิอาจพังได้
พบพานช่วยชีวี
หยิบยื่นก้อนข้าว
คะเคล้าโลหิต
หวังเพียงข้า
อยู่ต่อเรื่อยไป”
“อยู่ต่อเรื่อยไปหรือ... อยู่ต่อในกรงขังหรือไร?” เด็กสาวเอื้อนเอ่ย เสียงบรรเลงพลันลงก่อนจะเิ่บรรเลงอีกครั้งด้วยท่วงทำนองเดิมที่คล้ายจะชวนเศร้าโศกากว่าเดิม สายลมลมเอื่อยพลันเิ่กลับกลายเป็นลมหนาว ชั่วขณะนั้นคล้ายว่าบริเวณสวนพฤกษาดอกไม้จะเิ่มืดหม่นลง..
แม้ว่าเรื่องราวในเมืองหลวงจะแปรเปลี่ยนไปากหลังจากที่เทพกิเลนสายฟ้ากลับา แ่ก็มิใช่เพียงแค่ในเมืองหลวงเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง ว่ากันว่าหากเราจากที่ใดออกา ที่นั่นยอมเปลี่ยนแปลงไป หากว่าได้กลับไปอีกครั้งแล้วพบว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยน นั่นแสดงว่าตัวเราได้ลืมไปว่า ในขณะที่เราจากา ตัวเราเองนั้นที่เปลี่ยนไป..
เขตเทือกเขาเหว่ยซานอันกว้างใหญ่ ผืนป่าหนาทึบแม้นว่าจะดูเหมือนปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณเมื่อมองจากบนผืนฟ้าแ่หากจะมองให้เจาะจงลงา จะพบว่าแ่ะส่วนของป่าเขานี้จะแตกต่างกันไปไม่ากก็ากกว่า แะบริเวณเชิงเขาเหว่ยซานมุมหนึ่งนั้นคล้ายจะมีพื้นที่โล่งกลางป่าไผ่ที่หนึ่งอยู่
ป่าไผ่ในบริเวณแห่งนี้คล้ายจะผุดขึ้นเรียงรายกันกลายเป็นแนวกำแพงธรรมชาติอันสวยงาม ใจกลางแนวกำแพงนี้เป็นผืนหญ้าสีเขียวชะอุ่ม ในขณะเดียวกันก็ยังมีบ้านไม้หลังน้อยที่ผุดขึ้นาบนพื้นที่นี้
ซ่า..
ซุ่มเสียงสายน้ำตกกระทบภาชะดินเผาชนิดหนึ่ง บ่งบอกว่าตัวบ้านไม้หลังน้อยนี้มีผู้อยู่อาศัย ข้าวของเครื่องใช้ดินเผาในบ้านหลังนี้ หากพินิจดูให้ดีจะพบว่าแ่ะอย่างล้วนแล้วแ่คล้ายกับดินทรายที่ก่อรูปขึ้นเท่านั้น
“พี่ซานซาน ข้าหาบน้ำาใส่เต็มถังแล้ว” ซุ่มเสียงของเด็กชายดังขึ้น มันร้องเรียกผู้อยู่อาศัยอีกคน พลันนั้นประตูไม้หน้าบ้านก็เปิดออกาพร้อมด้วยหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีส้ม สายลมเอื่อยพัดเข้าาทักทายเรือนผมให้สะท้อนประกายแสงสีส้มออกา
“ดีากเสวี่ยน้อย เจ้าต้องออกกำลังกายเยอะๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง” หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นางพญางูยักษ์แห่งเทือกเขาเหว่ยซาน
“พี่ซานซานจะให้ข้าทำสิ่งใดต่อ? อันที่จริงแล้วข้าอยากจะฝึกยุทธหรือไม่ก็ฝึกใช้พลังปราณแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงอมยิ้มมันเร่งเร้าพลังวิญญาณให้แผ่ขยายออการอบกาย
“พี่สาวไม่คิดเลยว่าการให้เจ้าสร้างบ้านหลังนี้จะช่วยให้ระดับพลังวิญญาณเพิ่มาได้” เหว่ยซานยิ้ม นางเดินไปลูบหัวเด็กน้อย
“แ่ข้าคิดว่าคงเป็นช่วงแรกเิ่ของระดับสิบเท่านั้น ระดับที่สูงกว่านี้คงต้องใช้พลังวิญญาณากกว่าการสร้างบ้าน ถึงจะาารถเพิ่มระดับขึ้นได้”
เป็นจริงอย่างที่หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว ตลอดาวันที่ทั้งสองออกาสร้างบ้านอยู่นอกถ้ำนี้ เด็กชายได้ใช้พลังวิญญาณเข้าช่วย จึงาารถสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวหลังน้อยให้เสร็จได้
แม้ว่าาวันที่ผ่านาจะใช้พลังวิญญาณจนแห้งเหือดหมดสติไปทุกคืน แ่ว่าสิ่งที่ได้รับกลับาล้วนแล้วแ่คุ้มค่า หนึ่งคือร่างกายของเด็กน้อยจะเิ่ปรับสภาพจากเด็กขี้โรคไปเป็นเด็กสุขภาพดี สองคือระดับพลังวิญญาณในตอนนี้ได้เพิ่มเป็นระดับ11แล้ว หากจะเทียบกับเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงนั้นดูคล้ายจะเพิ่มระดับได้ไวกว่าเล็กน้อย อนึ่งมีตัวช่วยอีกอย่างคือห้วงกวีของมัน
‘แะข้าก็ไม่ต้องวางตัวใดๆในตอนก่อนนอนที่พี่ซานซานชอบถอดอาภรณ์ เพียงแค่ตอนตื่นข้าต้องมิให้ผ้าห่มเคลื่อนออกจากกายของนางเท่านั้น’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิดในใจ แ่สีหน้าของมันล้วนแล้วแ่ถูกพี่ซานซานของมันดูออก
‘พรุ่งนี้เช้าจะได้รู้กัน คิคิ’ มีหรือที่เหว่ยซานจะมิรู้แผนการของเด็กชาย เพียงแค่แผนของเด็กน้อยหรือจะสู้นางงูสาวได้,ความคิดก็ส่วนความคิด เหว่ยซานยิ้มกล่าวกับหยุ่นเสวี่เฟิงว่า
“ไหนๆวันนี้เราก็จัดข้าวของบ้านใหม่เสร็จแล้ว คืนนี้คือการเข้านอนที่ใหม่ เสวี่ยน้อย..เจ้าคงจะไม่ใช้พลังวิญญาณจนหมดสติแล้วนอนทุกคืนใช่หรือไม่ อย่างน้อยวันนี้ก็ควร’ตั้งใจ’ที่จะเข้านอนสักคืน” หยุนเสวี่ยเฟิงหน้าแดงก่ำทันทีในคืนแรกที่มันตั้งใจไม่หมดสติเข้านอนนั้น คล้ายว่าจะทำให้มันนอนหลับยากเป็นพิเศษ ‘ไม่รู้ว่าอาการหลับยากนี้ โตไปแล้วจะหายเป็นปกติได้หรือไม่’
“พี่ซานซาน.. จะตั้งใจหรือไม่ เวลาตื่นนอนก็ยังเป็นที่นอนที่เดิม ตอนนี้ข้าอยากฝึกยุทธ เราาฝึกยุทธกันเถอะ” ว่าแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็รีบเดินจากไปทันที เหว่ยซานที่ยืนมองท่าทีของเด็กชายก็ยิ้มออกา
“ตามใจเจ้า อย่างไรเสีย แผนการของพี่สาวใช่ว่าจะมีแค่นี้” เหว่ยซานกล่าวเบาๆพร้อมกับเดินตามหยุนเสวี่ยเฟิงออกไป
หนึ่งเด็กชายแะหนึ่งหญิงสาวต่างหยอกเย้าระหว่างเดินไปอย่างสนิทสนม ดูจะสวนทางจากระยเวลาที่ทั้งสองเิ่รู้จักกัน เวลาได้ผ่านาเพียง7วันเท่านั้น นับจากครั้งที่ทั้งสองได้พบเจอกัน แ่มันก็ช่วยไม่ได้ที่เด็กน้อยจะรู้สึกไว้วางใจ เพราะเหว่ยซานนางเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่เด็กน้อยได้พบเจอ
“เสวี่ยน้อยจะฝึกอาวุธใด?” เหว่ยซานกล่าวถามขณะที่ทั้งสองเดินาหยุดตรงพื้นที่โล่งกลางป่า
“ข้าคิดว่าจะฝึกเคล็ดวิชายุทธทั้งดาบแะกระบี่ผสานรวมกัน”
“เจ้าคิดว่าทำได้หรือ ในโลกนี้ล้วนแ่แยกวิชาดาบแะกระบี่ออกจากกันเพราะคุณสมบัติของอาวุธ” เหว่นซานแม้จะกล่าวอธิบาย แ่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับหาได้ใส่ใจ มันโบกมือไปเบื้องหน้า กำไลมิติที่ได้รับาก่อนหน้านี้พลันเรืองแสงคราหนึ่ง
ตู้ม!
ทันทีที่หยุนเสวี่ยเฟิงโบกมือ หินก้อนยักษ์ก็ปรากฏออกากลางธาตุอากาศตกลงกระแทกพื้น
“แคก แคก พี่ซานซานช่วยทำให้หินนี้มีรูปร่างแบบนี้ได้หรือไม่” หยุนเสวี่ยเฟิงสำลักฝุ่นเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น
“คิคิ สุดท้ายเสวี่ยน้อยก็ดื้อจริงๆ” เหว่ยซานว่าแล้วก็หยิบแผ่นกระดาษจากมือเด็กชาย ในแผ่นกระดาษนั้นมีรูปวาดของอาวุธที่จะว่าเป็นดาบก็ไม่ใช่กระบี่ก็ไม่เชิง ด้วยขนาดแะความยามของส่วนคมที่อยู่ระหว่างกลางของดาบแะกระบี่ เหว่ยซานก็เข้าใจทันที
“หรือนี่ก็คือกระบี่หนักที่เสวี่ยน้อยเคยกล่าวไว้” ปากแดงระเรื่อก็กล่าวไป มือเรียวงามก็วาดออกไปยังหินยักษ์ คลื่นพลังจากปลายนิ้วของเหว่ยซานถูกฟาดฟันออกไปอย่างมีแบบแผน
ครื่น.. ชิ้ง ชิ้ง
หินขนาดยักษ์ค่อยๆถูกคลื่นพลังคล้ายจันทร์เสี้ยวผ่าออกทีะชิ้น เศษหินแะฝุ่นคะคลุ้งไปทั่วบริเวณ หยุนเสวี่ยเฟิงทนกลั้นหายใจไม่ไหว มันจึงถอยออกไปมองอยู่ไกลๆ ไม่นานนักหินขนาดยักษ์ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นกระบี่หนักรูปร่างคล้ายในแบบแผนของเด็กชาย
“เสร็จแล้ว.. มันคงช่วยให้เสวี่ยน้อยฝึกใช้ได้อีกพักใหญ่ๆ” เหว่ยซานกล่าวพลางก้มเก็บกระบี่หินขึ้นา นางพบว่านอกจากรูปร่างที่คล้ายกระบี่แล้ว นอกนั้นกลับมีคุณสมบัติเช่นดาบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความยาว น้ำหนักแะความแข็ง
“เสวี่ยน้อยแน่ใจะว่าจะใช้มัน” ว่าแล้วเหว่ยซานก็โยนกระบี่หนักไปยังหยุนเสวี่ยเฟิงทันที
เหวอ..
หยุนเสวี่ยเฟิงอุทาน มันรีบถลาออกไปรับกระบี่หินทันที แ่จะว่าไปแล้ว กระบี่หนักก็หนักสมชื่อ ทันทีทันใดที่เด็กชายคว้าจับไว้ได้ ร่างของมันก็ถูกฉุดลงพื้นเพราะน้ำหนักกระบี่ทันที
โครม
หยุนเสวี่ยเฟิงมิทันได้ตั้งตัว ใบหน้าของมันกระแทกพื้นหญ้า มองมือน้อยที่กุมด้ามกระบี่นั้นจมลงไปในพื้นดินร่วน‘หนักเกินไปแล้ว รู้อย่างนี้ใช้ไม้แข็งาทำก่อนก็ดี’
“ฮิฮิ ปล่อยมันไว้เถอะเสวี่ยน้อย เรี่ยวแรงของเจ้าในตอนนี้ยังมิาารถจะยกมันขึ้นาได้” เหว่ยซานไม่พูดเปล่า นางเดินาหาหยุนเสวี่ยเฟิงก่อนจะใช้สองนิ้วเรียวงามคีบกระบี่หนักขึ้นา
“ข้าก็คิดเช่นนั้น เห็นทีคงต้องตัดไม้ไผ่าฝึกวิขายุทธ ระหว่างที่รอให้ข้ายกมันขึ้น” หยุนเสวี่ยเฟิงปัดเนื้อตัวที่เปื้อนไปด้วยดินแห้ง เหว่ยซานมองดูเด็กชายปัดเนื้อตัวให้เสร็จแล้วจึงยื่นหนังสือสองเล่มาให้
“หากว่าเสวี่ยน้อยยืนยันจะหลอมรวมวิชาดาบแะกระบี่ เช่นนั้นก็ลองศึกษาจากหนังสือนี้เถิด”
หยุนเสวี่ยเฟิงได้ยินดังนั้นก็รับหนังสือาพร้อมกับเปิดอ่าน หนังสือเล่มบางทั้งสองนี้ก็คือเคล็ดพื้นฐานการใช้กระบี่แะดาบ
“สองเล่มนี้เป็นเคล็ดพื้นฐาน พี่ซานซานมีเคล็ดพื้นฐานการใช้มีดสั้นด้วยหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่ได้รับคำตอบใดๆหญิงสาวตรงหน้าพลันหงายฝ่ามือออกา หนังสือสองเล่มที่หน้าปกแตกต่างกัน
“นี่ของเสวี่ยน้อย ส่วนเล่มนี้ของพี่สาว” เหว่ยซานยื่นหนังสือพื้นฐานวิชายุทธมีดสั้นให้กับหยุนเสวี่ยเฟิง ส่วนอีกเล่มที่หน้าปกเป็นโลหะขอบสีทองนั้น ถกสลักไว้ว่า ‘เคล็ดวิชายุทธระดับแปด ผ้าแพรทลายผา’
“เคล็ดวิชายุทธระดับ8?” หยุนเสวี่ยเฟิงมองตามหนังสือที่เหว่ยซานถืออยู่
“เวลานี้เสวี่ยน้อยต้องเรียนรู้พื้นฐานก่อนะจ๊ะ เรื่องระดับวิชายุทธ ไว้ค่อยเรียนรู้กันวันหลัง” เหว่ยซานชี้นิ้วแตะริมฝีปากเด็กชายก่อนจะกล่าวว่า
“ช่วงนี้เราก็แยกกันฝึก อีกเจ็ดวันเราค่อยาประลองกัน แน่นอนว่าประลองเพียงวิชายุทธเท่านั้น” นางงูสาวว่าแล้วก็หันหลังเดินจากไป แ่หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อนึกบางอย่างได้แล้วมันก็ตะโกนตามไปว่า
“วิชายุทธของท่านระดับ8 แล้ววิชาพื้นฐานาเล่มนี้อยู่ระดับใด?”
แ่กระนั้นหญิงสาวที่เดินออกไปก็มิได้ตอบคำถาม เพียงแน่นางชูมือขึ้น แล้วนำนิ้วชี้กับนิ้วโป้งาแตะกัน หยุนเสวี่ยเฟิงเห็นดังนั้นก็เข้าใจได้ทันที ‘นี่ท่านจะให้วิชาระดับศูนย์ไปสู้กับระดับแปดหรือ’
ตอน.
ผู้เขียน : สองาตอนานี้เื่ๆหน่อยะครับ แ่ตอนหน้าเป็้ไปจะเิ่มีุบ้างะ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??