เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 14
พลบค่ำมาเยือนอีกครั้ง เหล่าผู้คนมากมายต่างกลับบ้านกลับช่อง ผู้ทำมาหาเลี้ยงชีพล้วนแต่เก็บผลประกอบการนำกลับบ้านมา บ้างก็ได้น้อย บ้างก็ขาดทุน เพียงเมื่อกลับถึงบ้านพบเจอครอบครัว แม้ว่าะเศร้าหมองเพียงใด อาหารมื้อค่ำพร้อมครอบครัวะช่วยบรรเทาและเพิ่มกำลังใจให้สู้ในวันต่อไปเสมอ
ภายในป่าเหว่ยซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของบ้านน้อยในป่าไผ่ เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในขณะที่ดวงตะวันตกลับขอบฟ้าอาภรณ์สีขาวตัดทองดูแล้วช่างขัดตากับธรรมชาติรอบกาย
“บ้านน้อยกลางป่าไผ่หรือ? เข้าใจคิดนะ” ผู้มาเยือนยิ้มที่มุมปากก่อนะเดินเข้าไปยังตัวบ้าน
บริเวณข้างบ้านหลังเล็กนี้ตั้งไว้ด้วยศาลาขนาดไม่ใหญ่มาก แสงไฟจากตะเกียงดวงเล็กแม้ว่ามันพอะสาดส่องไล่ความมืดไปได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังสามารถให้ความสว่างภายในศาลาได้ ภายใต้หลังคานี้คล้ายะมีหนึ่งหญิงสาวและหนึ่งเด็กชายนั่งอยู่ โต๊ะที่คั่นกลางทั้งสองถูกเรียงรายด้วยจานชามที่มีอาหารอยู่สองสามชนิด
“นี่เจ้า...” ผู้มาใหม่เมื่อเดินมาถึงศาลาแล้วมันก็ตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้าของมัน
เด็กชายที่นั่งรับประทานอาหารโดยมีหญิงสาวยิ้มมองอยู่นั้น บัดนี้กำลังใช้พลังวิญญาณบังคับตะเกียบคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก ผลส้มที่ลอยอยู่ด้านข้างคล้ายะถูกปอกลอกเปลือกโดยกระแสพลังสีแดงอ่อนๆ
“อ๊ะ.. อาจารย์!” เด็กชายเมื่อเห็นผู้มาเยือนแล้วมันก็ดีใจลิงโลด มันรีบลุกขึ้นวิ่งมาหาเทพกิเลยสายฟ้าทันที
“คารวะพี่เจี้ยน!” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มทั้งทีมีอาหารอยู่ในปาก
“เจี้ยนเหล่ย.. เจ้ามาก็ดี ดูที่เสวี่ยน้อยทำสิ!” เหว่ยซานกล่าวทักทาย
“เจ้ากินข้าวไปเถอะ” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วมันก็เดินเข้ามาใจ้ร่มศาลาก่อนะนั่งลงด้านข้างที่นั่งหยุนเสวี่ยเฟิง เด็กชายเห็นดังนั้นมันก็กลับมานั่งที่เดิม พร้อมกับเพ่งพลังวิญญาณใส่ตะเกียบอีกครั้ง
“เป็นอย่างไร เสวี่ยน้อยดูคล้ายะเป็นอัจฉริยะ” เหว่ยซานยิ้ม ทางด้านเจี้ยนเหล่ยที่มานั่งก็เริ่มสังเกตุเด็กชายด้านข้างนอกจากมันะใช้พลังวิญญาณกับตะเกียบและผลส้มแล้ว มันยังใช้แยกเนื้อปลาย่างอีกจานให้ลอยมาไว้ในชามบะหมี่สามอย่างนี้ล้วนแต่ทำไปพร้อมๆกัน
“เจ้าทำได้อย่างไร?” เจี้ยนเหล่ยหางคิ้วกระตุก มันอดไม่ได้ที่ะไถ่ถามทันที
“ตั้งแต่พี่ซานซานตั้งโจทย์ให้ข้าว่า.. ให้ใช้ะเกียบคีบเส้นบะหมี่โดยใช้พลังวิญญาณควบคุม ข้าก็ลองฝึกดู”
ได้ยินหยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเช่นนั้น เจี้ยนเหล่ยพลันหางคิ้วกระตุก หันไปสบตากับเหว่ยซานที่หัวเราะคิก
“ใคระไปรู้ว่าเสวี่ยน้อยะทำได้จริงๆ” เหว่ยซานกล่าวขัดเสียก่อนที่เจี้ยนเหล่ยะถาม เทพกิเลนสายฟ้าก็ถอดถอนหายใจ มองเด็กน้อยที่เริ่มบังคับให้เมล็ดส้มลอยออกมาแล้วจึงนำเข้าปาก
“แล้วเจ้าก็บ้าไปทำตามที่นางบอก?” แม้เจี้ยนเหล่ยะรู้คำตอบแล้ว แต่มันก็ยังคงถามเพื่อความแน่ใจ บัดนี้มันไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าของมันะยิ้มหรือบูดเบี้ยวกันแน่
“ก่อนที่พี่เจี้ยนะมา พี่ซานซานบอกว่าให้ข้ากินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยตอบคำถามของนาง” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็กินส้มอีกครึ่งลูกที่เอาเมล็ดออกแล้ว
‘เจ้าเด็กคนนี้ ดูะเปลี่ยนไป’ เทพกิเลนหันไปสบตากับเหว่ยซานที่ยังคงยิ้มไม่หุบ
เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงได้ซัดทุกอย่างเข้าท้องเสร็จแล้ว มันก็เรอออกมาเสียงดัง เหว่ยซานจึงห้ามปรามพร้อมทั้งสอนเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารอีกครู่ใหญ่
“ทีนี้ะบอกได้หรือยังว่าเจ้าทำได้อย่างไร? ผู้ใช้วิญญาณโดยปกติแล้ว เพียงแค่ใช้พลังห่อหุ้มสิ่งของควบคุมให้มันลอยได้เท่านั้น อย่างมากก็เพียงสี่ห้าอย่างเท่านั้น มิได้ทำซับซ้อนได้เช่นเจ้า” เจี้ยนเหล่ยเป็นฝ่ายเริ่มถาม มันหยิบขวดุาออกมาจากมิติเก็บของแล้วจึงควบคุมให้มันเทใส่จอกใบเล็ก
“เรียนตามตรง ข้านั้นเพียงจินตนาการว่าพลังวิญญาณที่ใช้นั้นเป็นมืออีกข้างของข้า.. เพียงแต่ต้องใช้สมาธิแยกแยะโดยละเอียดเมื่อใช้ควบคุมสิ่งของหลายอย่าง อีกทั้งยังต้องฝึกควบคุมปริมาณพลังวิญญาณในหน่วยที่ละเอียดเอามากๆ” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็บังคับจานชามบนโต๊ะครั้งละหลายชิ้นมาซ้อนรวมกัน
“เป็นความดีความชอบของพี่ซานซานคนนี้เอง ที่ให้เสวี่ยน้อยทดลอง” เหว่ยซานกล่าวพลางกอดอกเชิดใบหย้าขาวผ่องขึ้น
“เป็นเรื่องสนุกของเจ้าสิไม่ว่า มีอย่างที่ไหน ให้ศิษย์ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” เจี้ยนเหล่ยหน้านิ่วแย้ง
“แต่เสวี่ยน้อยก็ทำได้นี่?”
“นับว่ายังดีที่เจ้ามิได้สอนให้มันสลายพลังวิญญาณตนเอง”
“แล้วข้าะให้เสวี่ยน้อยทำอย่างนั้นทำไมกัน” เหว่ยซานหางคิ้วกระตุก หยุนเสวี้ยเฟิงเริ่มรับรู้ถึงการปะทะคารมณ์ของทั้งสองคับคล้ายคับครา
“เชิญพวกท่านสทนากันต่อเถิด ข้าะเก็บจานชามไปล้างเสียก่อน” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวขัด เด็กชายรู้สึกได้ว่าอาจารย์ของมันทั้งสองมีเรื่องต้องปรึกษาหารือกัน
“เช่นนั้นก็ดี เสวี่ยน้อยะอาบน้ำแล้วเข้านอนเลยก็ได้ พี่สาวคงต้องร่ำุาเสียหน่อย” เหว่ยซานว่าแล้วก็ใช้พลังวิญญาณควบคุมขวดุารินใส่จอก
เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงบังคับให้จานชามลอยขึ้นมาแล้ว มันก็เดินจากทั้งสองไป เจี้ยนเหล่ยมองตามเด็กชายจนหายลับไปที่มุมบ้านไม้แล้ว มันก็เอ่ยขึ้นว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง ข้าไม่อยู่ไม่กี่วัน เจ้าเด็กน้อยดูะเปลี่ยนไป”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น.. บางทีนี่อาจะเป็นนิสัยที่แท้จริงของเสวี่ยน้อยก็ได้” เหว่ยซานเริ่มคิดถึงสามวันที่ผ่านมา เมื่อไม่มีเรื่องราวให้หยุนเสวี่ยเฟิงต้องทุกข์ใจ เด็กน้อยคนนี้ก็ดูะกลับกลายเป็นคนละคน
“ช่วงแรกที่เราพบเจอมัน อาจเป็นเพราะชีวิตของมันเจอมรสุมเข้าพอดี ที่เจ้ากล่าวมาก็ดูมีเหตุผล... แล้วระหว่างที่ข้าไม่อยู่ เจ้าได้สอนอะไรให้มันบ้าง?” เจี้ยนเหล่ยกล่าวทีก็ยกุาขึ้นดื่นที เหว่ยซานที่เห็นอย่างนั้นก็ลองยกดื่มบ้าง แต่ทันใดนั้นนางก็สำลักออกมาทันที
แคก แคก
“นี่หรือรสชาติุา พวกเจ้าดื่มเข้าไปได้ยังไงกัน” เหว่ยซานน้ำตาไหล แม้ว่าสิ่งนี้ะหอมชวนดื่ม แต่รสชาติกลับไม่ได้เรื่องเสียเลย เจี้ยนเหล่ยเห็นดังนั้นมันก็หัวเราะออกมา
“เจ้ามิได้อยู่ในอารมณ์ให้อยากดื่ม ุานี้ะยิ่งมีรสชาติเมื่อเจ้ามีเรื่องให้ขบคิด”
“แสดงว่าเจ้าใช้เวลาขบคิดเรื่องบางเรื่องอยู่บ่อยครั้ง ข้าจึงบอกทุกครั้งว่าให้เจ้าผ่อนคลายเสียบ้าง” เหว่ยซานกล่าวก่อนะยกน้ำเปล่าดื่มแทน
“เจ้าช่วยวกกลับเรื่องเดิมก่อนได้ไหม สรุปแล้วเจ้าได้สอนอะไรให้มันบ้าง?” เจี้ยนเหล่ยถอนหายใจ
“มีเพียงการสอนใช้พลังวิญญาณเบื้องต้น กับให้ฝึกตำรายุทธพื้นฐานของสายกระบี่และดาบ อ้อ..ยังมีมีดด้วย” เหว่ยซานนับนิ้วในมือพลางเงยหน้าขึ้นคล้ายะนึกย้อนอยู่
“คำนวนจากวันที่ข้าไปกลับราชวัง สมควระเป็นเวลาทั้งหมด6วัน ประเดี๋ยว! เข้าเด็กน้อยใช้เวลาฝึกเพียงหกวันหรอกหรือ?” เจี้ยนเหล่ยถลึงตา มันตบโต๊ะพลันลุกยืนขึ้น แต่เหว่ยซานกลับชี้นิ้วแตะปากกล่าวว่า
“จุ๊จุ๊ สี่วันแรกสร้างบ้านหลังนี้ จากนั้นจึงฝึกตำรายุทธสามเล่มจบในหนึ่งวัน ส่วนการใช้พลังวิญญาณนั้น.. ช่วงบ่ายที่ผ่านมานี้เอง” ได้ยินเช่นนั้นเทพกิเลนกลับคล้ายถูกดึงวิญญาณออกจากร่าง มันทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง ดวงตาของมันเหมือลอยไปชั่วขณะ
‘บ้าไปแล้ว’ เป็นความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัว แต่แล้วเหว่ยซานก็กล่าวเรียกสติของมันกลับมาอีกครั้ง
“แล้วเจ้ากลับราชวังไปเป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน?”
“องค์จักรพรรดิมิได้ขุ่นเคืองเจ้า อยู่ที่เจ้าเลือกว่าะไปเป็นราชครูหรือไม่ ส่วนที่ข้ามานั้น ข้าเพียงแค่แวะมาเสวนาเล็กน้อยก็ะออกเดินทางไปยังเมืองถังหมิงทันที” เจี้ยนเหล่ยกล่าว เหว่ยซานที่ได้ยินดังนั้นนางก็หยิบม้วนสาส์นออกมาจากมิติเก็บของส่งให้เจี้ยนเหล่ย
“นี่คือจดหมายจากเสวี่ยน้อยถึงคนในสำนักอาทิตย์เหมันต์ ข้าฝากเจ้าเอาไปส่งได้หรือไม่?” เหว่ยซานกล่าวเสียงเบานางสอดส่องไปรอบกายคล้ายะมีลับลมคมใน แต่เจี้ยนเหล่ยนั้นมิได้สนใจนัก มันเพียงพยักหน้าก่อนะเก็บม้วนสาส์นไป
“จริงสิ เห็นว่าเจ้าเด็กน้อยสนใจกระบี่หนักอะไรนั่น ข้าจึงเบิกคลังสมบัติราชวังมาให้มัน” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วมันก็หยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากมิติเก็บของ ปกตำรานั้นเป็นสีดำตัดขอบด้วยสีแดง เหว่ยซานมองดูชื่อสลักคราหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า
“เป็นตำราเฉพาะ เรียนได้เพียงผู้เดียว เจ้าคงะมิได้เพียงเบิกของจากราชวังมาแน่แท้”
“ตามที่ข้าเคยบอกไว้ว่าข้าะเตรียมการเพื่อเวลานั้น สิ่งนี้เป็นของที่องค์จักรพรรดิพระราชทานให้เจ้าเด็กน้อย” เจี้ยนเหล่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง มันวางตำราสีดำแดงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปให้หญิงสาว
“ข้าก็หวังว่าเจ้าะรักษาสัญญาดังเช่นที่ให้ไว้ สามปีคงเพียงพอสำหรับข้า” เหว่ยซานแววตาสั่นไหวเล็กน้อย
“ข้าะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ความรักมันเป็นสิ่งที่ดีงามเสมอ เพียงแต่เจ้าต้องทำให้มันถูกต้อง” เจี้ยนเหล่ยถอนหายใจ
“ข้าได้ตัดสินใจะมอบวาสนาของข้าให้เสวี่ยน้อยแล้ว เจ้ามิต้องกล่าวสิ่งใดให้เสียเวลาอีก”
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า หากว่าเจ้ามอบวาสนาให้มันแล้ว วันหนึ่งที่วาสนามันนำพาไปหาผู้อื่น หวังว่าเจ้าะทำใจเผื่อไว้เช่นนั้น”
“หากไม่ทำสิ่งใด ค่าตอบแทนก็คือการจากลา หากเสวี่ยเฟิงเลือกผู้อื่น ก็ยังคงเป็นการจากลาเช่นกัน ข้าย่อมต้องเลือกที่ะมอบวาสนาให้เสวี่ยน้อย การเลือกกระทำกับไม่กระทำ มันแตกต่างกัน!” กล่าวถึงตรงนี้น้ำเสียงเหว่ยซานกลับกลายเป็นแข็งกร้าวทันที ไม่ทราบว่าเจี้ยนเหล่ยได้กล่าวกระทบถูกจุดหรือไม่
“เฮ่อ.. สตรีย่อมงมงายในรัก” เจี้ยนเหล่ยถอดถอนหายใจ มันยกุาขึ้นดื่มจนหมด
“ผู้ใดมีชีวิต ย่อมต้องรู้จักรัก มิได้แบ่งแยกเพศแยกลักษณ์ทั้งสิ้น” เหว่ยซานแย้ง บัดนี้ใบหน้าของนางกลับกลายเป็นยิ้มแย้มอีกครั้ง เมื่อพบว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกพลังเดินเข้ามาหา
“ตามใจเจ้าเถิดสหายข้า เมื่อครบสามปีหวังว่าตอนนั้นเจ้าะยังคงมีรอยยิ้มเช่นวันนี้” เจี้ยนเหล่ยกล่าวแล้วก็ลุกขึ้น มันหันไปหาหยุนเสวี่ยเฟิงที่กำลังเดินมาแล้วกล่าวต่อว่า “เด็กน้อย ข้าเพียงแวะมาหาไม่นาน ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องเดินทางต่อแล้ว”
“ท่านะไปที่ใดหรือพี่เจี้ยน?” หยุนเสวี่ยเฟิงเอียงใบหน้าฉงน บุคคลนี้ไปมาคล้ายรวดเร็ว แม้ค่ำคืนยังคิดะออกเดินทาง
“ที่ๆข้าะไปล้วนเป็นโลกกว้างใหญ่ วันหน้าไว้ข้าะพาเจ้าไปบ้าง” เจี้ยนเหล่ยตบบ่าเด็กชาย มันหันมามองตำราสีดำแดงบนโต๊ะแล้วจึงกล่าวกับเด็กน้อยต่อว่า “ในฐานะอาจารย์.. ข้ามีของขวัญให้เจ้า ข้าออกเดินต่อล่ะ”
หยุนเสวี่ยเฟิงมองตามสายตาของเจี้ยนเหล่ยไปบนโต๊ะ แม้ว่ามันอยากะรีบเข้าไปดูตำราสีแดงดำนั้นเพียงใด แต่บัดนี้เจี้ยนเหล่ยกำลังะออกเดินทาง มันจึงค้อมคำนับอาจารย์ชายของมันเสียก่อน
“ศิษย์อำลาอาจารย์ ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
“ดีมากเด็กน้อย แล้วพบกันใหม่” เจี้ยนเหล่ยหันไปโบกมือให้เหว่ยซานคราหนึ่ง จากนั้นมันก็เร่งเร้าพลังวิญญาณสีทองออกมา สองเท้าก็ค่อยๆลอยขึ้นเหนือพื้น จากนั้นจึงระเบิดพลังออกมา ร่างของเทพกิเลนสายฟ้าก็กลายเป็นดวงแสงพุ่งขึ้นไปบนฟากฟ้า
หยุนเสวี่ยเฟิงยืนมองดวงแสงสีทองหายลับไปจากขอบฟ้าแล้ว มันจึงเดินเข้าไปหาเหว่ยซาน
“พี่ซานซาน.. ุาเป็นอย่างไรบ้าง” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อได้กลิ่นหอมหวล มันจึงอยากลองลิ้มรสบ้าง
“เสวี่ยน้อยลองชิมดูสิ” เหว่ยซานยื่นจอกเหล้าของนางที่ดื่มไม่หมดให้เด็กชาย หยุนเสวี่ยเฟิงดมดูก่อนะยกขึ้นจิบดูพร้อมกันนั้นเองที่มันก็สำลักออกมาทันที
“แคก แคก รสชาติแย่ชะมัด” หยุนเสวี่ยเฟิงน้ำหูน้ำตาไหล มันไม่รอช้า ยกน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มแล้วบ้วนออกล้างปากทันที
“ฮิฮิ ได้รู้ว่ามันไม่อร่อยตั้งแต่ตอนนี้ วันหน้าะได้ไม่ต้องดื่มมัน” เหว่ยซานกล่าว พร้อมกันนั้นก็ดันเลื่อนหนังสือบนโต๊ะมาให้หยุนเสวี่ยเฟิง
‘เคล็ดวิชายุทธระดับเก้า เพลงกระบี่ดับตะวัน (เรียนรู้ได้เพียงผู้เดียว)’ เป็นคำสลักบนปกตำราที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้รับมาหยุนเสวี่ยเฟิงเกือบะดีใจเป็นลิงโลด แต่มันกลับสงสัยข้อความบรรทัดล่างตัวเล็กๆเสียก่อน
“เรียนรู้ได้เพียงผู้เดียว.. แต่ตำรานี้ใครๆก็เปิดอ่านได้ไม่ใช่หรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงถาม
“ตำราที่เรียนรู้ได้เพียงผู้เดียว เสวี่ยน้อยต้องแผ่สัมผัสเข้าไปเรียนรู้ด้านในตำรา” ว่าแล้วเหว่ยซานก็กางตำราออกมาแบบสุ่มหน้า หยุนเสวี่ยเฟิงมองตามก็พบว่าด้านในตำรานี้ไม่มีรูปและตัวหนังสือใดๆเลย
“ข้าลองตอนนี้เลยได้หรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงอดรู้สึกตื่นเต้นมิได้
“ตามใจเสวี่ยน้อย พี่สาวะไปอาบน้ำเสียก่อน.. เจ้าไปเข้านอนก่อนแล้วค่อยลองใช้ตำราก็ได้ ะได้มิต้องเจอยุงข้างนอกนี้หามไปซะก่อน” เหว่ยซานว่าแล้วนางก็ลุกเดินจากไป ส่วนเจ้าเด็กน้อยตอนนี้มันก็ลิงโลด รีบเดินเข้าบ้านหลังน้อยไปในทันที
หยุนเสวี่ยเฟิงในขณะนี้ได้ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้วก่อนหน้านี้ที่อาบน้ำเสร็จ มันล้มตัวนอนบนเตียงนุ่มก่อนะนำตำราสีแดงดำขึ้นมาชูขึ้นเหนือใบหน้า แล้วจึงแผ่พลังวิญญาณเข้าไป วินาทีนั้นเองตำราสีแดงดำที่มันจ้องอยู่ก็ทอแสงขึ้นมา สติของเด็กชายพลันถูกฉุดให้เข้าไปอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดจินตนาการ
ภายในห้วงภวังค์นี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงความมืดมิด กลุ่มหมอกควันทอแสงสีแดงจางๆลอยล่องไปรอบๆพื้นที่หยุนเสวี่ยเฟิงพบว่าตัวมันกลับลอยตัวอยู่ท่ามกลางห้วงภวังค์ไร้ก้นบึ้งนี้
‘ที่นี่คือ?’ ยังไม่ทันที่หยุนเสวี่ยเฟิงะสงสัยอะไรใดๆ ภายในหัวของมันก็บังเกิดเป็นข้อมูลบางอย่างไหลแล่นเข้ามาในหัว
‘เพลงกระบี่ดับตะวัน มี9ขั้น ระดับขั้นะแปรผันตามระดับของพลังวิญญาณ ผู้เรียนรู้ะต้องสามารถใช้พลังปราณธาตุความมืด แสงสว่าง ไฟ และสายฟ้า อย่างน้อยที่ระดับต่ำ และและเรียนรู้พื้นฐานการใช้กระบี่แล้ว หากต้องการเรียนรู้ให้ใช้พลังวิญญาณระดับอย่างน้อย10 เพื่อปลดผนึกเป็นเจ้าของเคล็ดวิชา’
ตุบ!
ยังมิทันที่หยุนเสวี่ยเฟิงะได้คิดการใดๆ ตำราที่มันชูขึ้นในท่านอนก็พลันตกลงมากระแทกใบหน้าของมัน บริเวณสันอันหนาเตอะ เคาะกับหน้าผากของมันจนเกิดเสียงและความเจ็บปวด
“อูย..”
หยุนเสวี่ยเฟิงคราง มันหยิบตำราบนหน้าออกมาวางไว้ข้างหมอนก่อนะทบทวนข้อมูลที่มันได้รับมา
‘ข้าต้องเรียนรู้การใช้พลังปราณก่อน’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิด ไม่นานนักเหว่ยซานที่อาบน้ำเสร็จก็เดินเข้าห้องมา หยุนเสวี่ยเฟิงรู้ได้ในทันทีว่ามันะต้องทำสิ่งใด
“ฮิฮิ” เหว่ยซานหัวเราะคิกเมื่อเห็นเด็กน้อยขยับเป็นนอนตะแคงหันหน้าไปอีกด้าน นางก็ถอดอาภรณ์ออกแล้วจึงมุดผ้าห่มผืนหนามานอนด้านข้างเด็กชาย
“พี่ซานซาน ตำรานี้ต้องใช้พลังปราณธาตุระดับต่ำ มันหมายความว่าอย่างไร พลังธาตุนั้นมีระดับด้วยหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงถาม มันยังนอนท่าเดิม ดวงตาจ้องมองตะเกียงด้านข้างเตียงนอน
“พื้นฐานของการใช้พลังปราณก็คือการใช้พลังวิญญาณชักนำธาตุทั้ง9ออกมาใช้ แต่ละธาตุนั้นะมีระดับไล่ตั้งแต่ ต่ำกลาง สูง สุดขั้ว” เหว่ยซานกล่าว นางนอนตะแคงหันไปหาเด็กชาย
“แล้วเราะต้องทำยังไงเพื่อเรียนรู้ที่ะชักนำพลังปราณออกมาใช้ และะทำยังไงเพื่อเลื่อนระดับ?”
“เรื่องเริ่มเรียนรู้นั้นเสวี่ยน้อยมิต้องห่วง พี่สาวมีหินพลังธาตุระดับต่ำให้เจ้าเรียนรู้แล้ว ส่วนการะเพิ่มระดับอย่าไรนั้นพรุ่งนี้พี่สาวะสอนอีกที.. ตอนนี้เจ้าควระนอนได้แล้ว” เหว่ยซานว่าแล้วก็เอื้อมมือไปลูบหัวเด็กชายเบาๆ และนางยังคงลูบอยู่อย่างนั้นจนเจ้าตัวน้อยผลอยกลับไป
บริเวณใจกลางของมหาทวีปเทียนฉิน อันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง แสงสีภายในเมืองหลวงยังคงส่องสว่างไม่เว้นแม้กระทั่งกลางคืน ผู้คนต่างมีการทำมาค้าขายทั้งกลางวันและกลางคืน แม้ว่าะมีผู้คนพลุกพล่านไปทั่วสารทิศ แต่ถึงกระนั้นเมืองหลวงนี้ก็ยังมีเขตที่ผู้คนไม่ค่อยสันจรผ่านไปมาสักเท่าใดนัก
บริเวณตรอกซอยแห่งหนึ่งคล้ายะเงียบสนิทที่หนึ่ง แสงจากตะเกียงข้างทางส่องให้เห็นป้ายด้านหน้าโรงน้ำชาที่ยังคงเปิดรับแขกรอบดึก
‘โรงน้ำชาหลิว’ เป็นชื่อที่สั้น แต่ผู้คนในเมืองนี้ต่างก็ขนานนามว่าเป็นโรงน้ำชาที่เงียบสงบที่สุด ด้านในโรงน้ำชาแห่งนี้มิได้ใหญ่โตโอ่อ่าอันใด พื้นที่ตรงกลางเป็นพื้นที่สำหรับชงชา บรรดาลูกค้าที่มาพักผ่อนะนั่งบนที่นั่งนุ่มนวลเพื่อรอรับน้ำชาอย่างสงบ บนโต๊ะที่ใช้วางชุดน้ำชาะถูกสลักไว้ด้วยบทกวีมากมายที่โด่งดัง
ท่ามกลางความเงียบสงบในร้านน้ำชา เวลานี้กลับมีเพียงบุรุษสองคน คนหนึ่งนั่งหลับตาด้วยความสงบ เฝ้ารอบุรุษผู้ชราภาพกำลังชงชาด้วยศิลปะการชงชาในร้านน้ำชาแบบดั้งเดิม
“นานเพียงใดแล้วที่เราผู้เฒ่ามิได้ชงชาให้แก่ท่าน.. ครั้งสุดท้ายที่ท่านมานั้น คล้ายว่าะเนิ่นนานมาแล้วหรือเพียงช่วงดึกของวันคืนก่อน..” ชายชรากล่าวพลางก็ชงชาไปพลาง บุรุษผู้ที่นั่งสงบมิได้ลืมตาขึ้นมา เพียงแต่ว่ามันหยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วคลี่แผ่ออกมา
“โอ... บทกวีนี้ เหตุใดจึงได้กล่าวเช่นนั้นกันเล่า? อยู่ต่อไป ะอยู่ในกรงต่อหรือไรกัน?” ชายชราเมื่อได้อ่านแล้วก็สายหัวถอดถอนหายใจ บุรุษผู้ที่นั่งอยู่พลันลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเบื้องหน้าของตนนั้น บัดนี้ได้มีชุดน้ำชาพร้อมให้ดื่มมาวางไว้แล้ว
“ท่านธิดาเทพได้บอกว่าท่านก็ะกล่าวเช่นนี้” บุรุษในชุดสีขาวเอ่ยตอบ มันรินน้ำชาลงในแก้วแล้วยกขึ้นมาสูดดม
“ท่านธิดาเทพยังคงมีความข้องใจกับทุกอย่าง เพียงแต่ข้าผู้ชรานั้น ะว่าชราก็ยังมิอาจะตีความบทกวีนี้ได้อย่างถ่องแท้ ช่างน่าละอายใจนัก..” ชายชรากล่าวคล้ายะเลื่อนลอย แต่ก็แฝงไว้ด้วยถ้อยคำที่กลั่นกรองมาด้วยความคิดแล้ว
“อืม.. เช่นนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป ผู้ที่อยู่ในบทกวีนี้ะอยู่ในกรงต่อหรือะได้โบยบิน” บุรุษชุดขาวกล่าว ดวงตาของมันหลับลงอีกครั้งเพื่อซึมซับความสงบภายในโรงน้ำชายามดึก
“โบยบิน.. หากได้โบยบิน ก็แสดงว่าบทกวีนี้ยังมิได้จบ” ชายชรากล่าวอย่างเลื่อยลอย
จบตอน.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??