เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 21
“ข้าขออภัย!” ชายหนุ่มทั้งสองคุกเข่าก้มหน้าแนบพื้นท่ามกลางเหล่าชาวประชาที่ห้อมล้อม เบื้องหน้าทั้งสองเป็นเถ้าแก่ขายบะหมี่ที่มีสีหน้างุนงง เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มใบหน้าอันชราของมัน ดวงตาหันไปหาหญิงสาวในชุดสีแดงที่ยืนเท้าสะเอวมองชายหนุ่มทั้งสองด้วยท่าทีที่บอกได้ยากว่ากำลังโกรธเกรี้ยวหรือแกล้งมันทั้งสองเล่น
“นายหญิง.. เงินเพียงแค่สิบทองแดงเท่านั้น ข้ามิได้ต้องการขนาดนั้น หากว่าน้องชายทั้งสองไม่มีเงิน เช่นนั้นก็ถือว่าข้าให้ทานเถิด” เถ้าแก่ร้านบะหมี่สีหน้าหวาดกลัวต่อหญิงสาวชุดแดง
“อะไรกัน เมื่อครู่ท่านยังตะโกนคล้ายจะเป็นจะตาย ข้าจึงจับพวกมันมา ทำไมตอนนี้มากลับคำเสียเล่า?!” หญิงสาวชุดแดงกล่าวสีหน้าไม่สบอารมณ์
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหน้า เซียวเฉิงเฟยและหยุนเสวี่ยเฟิงได้วิ่งหนีฝูงชนที่กำลังไล่ตามมันทั้งสอง ประตูเมืองปรากฏให้เห็นเบื้องหน้าอยู่รำไร
“เร็วหน่อยสหาย!” เซียวเฉิงเฟยหันมาตะโกนบอกหยุนเสวี่ยเฟิงที่เพิ่งจะหลบหัวผักกาดและกะละมังที่ถูกปาเข้ามา
“ใครเป็นสหายของเจ้ากัน?!” หยุนเสวี่ยเฟิงหน้านิ่ว หากว่ามันปฏิเสธชายหนุ่มผู้นี้ตั้งแต่แรก มันคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
จากปากต่อปากอันรวดเร็วของชาวประชาในเมืองได้ทวีความผิดของทั้งให้หนักขึ้นไปอีก บ้างก็กล่าวหาว่ามันทั้งสองปล้นร้านบะหมี่ซอมซ่อ บ้างก็กล่าวหาว่าทั้งสองล่วงเกินฮูหยินเฒ่าของเถ้าแก่ร้านบะหมี่
ชาวยุทธที่ได้รับรู้ข่าวสารเด็กชั่วทั้งสองก็ได้เริ่มทำการออกตามล่ามันทั้งสองทันที ครั้นเมื่อมันทั้งสองวิ่งผ่านประตูเมืองออกไปแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็แผ่สัมผัสพลังวิญญาณออกไปรอบๆขณะวิ่ง มันพบว่ามีกลุ่มพลังวิญญาณระดับที่ไม่สูงกว่ามันตามมาไม่น้อยไปกว่าสิบคน หากแต่ว่าหนึ่งในกลุ่มนั้นที่มันกำลังจะสลัดหลุดออกไป ยังมีจุดจุดหนึ่งที่คล้ายจะมีระดับเทียบเคียงกับมัน
“ไว้ถ้ามีวาสนา เราคงได้พบกันอีกนะน้องสาว!” เซียวเฉิงเฟยตะโกนก้อง ก่อนที่มันจะทะยานแยกออกไปอีกด้าน
“อย่าได้เจอกันอีกเลย เจ้าหน้าแก่!” หยุนเสวี่ยเฟิงโต้ตอบแล้วทะยานแยกออกไปเช่นกัน
หยุนเสวี่ยเฟิงแม้จะแยกกับตัวปัญหาออกมาได้แล้ว แต่มันก็หาใช่คนที่ไม่ระแวดระวังภัย มันเริ่มแผ่สัมผัสพลังวิญญาณออกไปอีกครั้ง ผู้ที่มีระดับต่ำกว่ามันจำนวนมากกว่าสิบได้ติดตามไปทางด้านเซียวเฉิงเฟย แต่จุดพลังที่มีระดับเทียบเคียงกับมันนั้นกำลังุ่งตรงมายังทิศทางนี้!
“แย่แล้ว!” หยุนเสวี่ยเฟิงเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมา มันไม่คิดว่าเพียงแค่การชักดาบร้านบะหมี่จะก่อเกิดเป็นภัยให้ต้วมันขนาดนี้
“หยุดเดี๋ยวนี้เจ้าโจรราคะ!”
ไม่นานนักเสียงตะโกนไล่หลังตามมาติดๆ หยุนเสวี่ยเฟิงก็มิได้คิดจะหยุดตาม เพียงแต่ผู้ที่ติดตามมันมานั้นคล้ายจะมีความเร็วเหนือกว่ามันอยู่สองส่วน
“ปล่อยข้าไปเถิด ข้าเป็นผู้เคราะห์ร้าย!” หยุนเสวี่ยเฟิงตะโกนตอบกลับ สองเท้าก็ยังจ้วงเอาจ้วงเอา
“ไม่หยุดใช่ไหม ได้!” สิ้นเสียงใสที่ดังตามมา พลันปรากฏคลื่นความร้อนุ่งปราดอย่างรวดเร็วมาทางด้านหลังหยุนเสวี่ยเฟิง
“นี่คิดจะฆ่ากันเลยหรือ?!” หยุนเสวี่ยเฟิงอุทาน มันรับรู้ได้ทันทีว่าผู้ที่ไล่ตามมันได้ซัดอาวุธบางอย่างเข้าหามัน ในมือพลันปรากฏพัดกระบี่หยุนเฟิงขึ้นมาพร้อมกับบิดกายไปด้านหลังโบกวาดปัดป้องสิ่งที่เล่นเข้ามาด้วยความเร็วสูง
เคร้ง!
พัดกระบี่หยุนเฟิงกระทบกับวัตถุสีเทาเกิดประกายไฟคราหนึ่งก่อนจะเด้งกลับไปยังเจ้าของมันที่ตามมาได้ทัน หยุนเสวี่ยเฟิงพบว่าวัตถุที่โจมตีมันนั้นคือทวนสีเทา ส่วนเจ้าของอาวุธชิ้นนี้กลับเป็นหญิงสาวในชุดสีแดง ซึ่งบัดนี้นางกำลังหมุนตัวกลางอากาศแล้วฟาดปลายคมทวนเข้าหามันจากด้านบน
“ย๊า”
หญิงสาวกู่ร้อง รอบคมทวนสีเทาพลันปรากฏเปลวเพลิงสีขาวนวลตาเข้าครอบคลุม
‘นางมีระดับ37!’ แม้จะตกใจอยู่บ้างแต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็มิได้กระวนกระวาย ด้านหลังของชายหนุ่มพลันปรากฏลิ่มแหลมคมทำจากหินจำนวน9แท่งออกมา
“ม่านกระบี่!” สิ้นเสียงของหยุนเสวี่ยเฟิง ลิ่มแหลมทั้งเก้าก็ุ่งมาอยู่ด้านหน้าของมันก่อนจะเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็วเข้ารับคมทวนที่อาบไปด้วยปราณเพลิงสีขาว
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
ลิ่มแหลมที่ทำจากหินแข็งพลันแตกกระจายออกไปเมื่อกระทบกับปลายคมทวน แต่ก็เป็นจังหวะให้หยุนเสวี่ยเฟิงได้ดีดตัวถอยออกมาได้ระยะหนึ่ง
‘คมกระบี่หินเหล่านี้สู้ยุทธภัณฑ์ระดับกลางขึ้นไปไม่ได้!’ หยุนเสวี่ยเฟิงแม้จะเสียดายลิ่มหินทั้งเก้าที่เหว่ยซานได้ทำให้มันอยู่บ้าง แต่มันก็เข้าใจได้ดี ด้วยท่า’ม่านกระบี่’ที่มันคิดค้นขึ้นกับวัสดุที่ใช้ทำคมกระบี่เหล่านี้ มิได้มีคุณภาพสูงอันใด มันจึงง่ายจะที่แตกหัก
“พี่สาว ท่านจับตัวผิดคนแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวหยุดมือ มันก็เริ่มแก้ต่างให้ตัวเองทันที ซึ่งมันก็คิดจริงๆว่า หากว่ามันไม่ตามเซียวเฉิงเฟยไป เรื่องมันก็คงไม่เลยเถิดมาถึงเพียงนี้
“ยังจะมาแก้ตัวอีกหรือเจ้าโจรราคะ เห็นอยู่ว่าพวกเจ้าทั้งสองเป็นสหายกัน อายุยังน้อย มิคาดว่าจะล่วงเกินฮูหยินเฒ่าน่าไม่อาย!” หญิงสาวในชุดแดงเริ่มโหมโทสะ นางควงวาดคมทวนออกไปในอากาศเพื่อส่งแรงุ่งปลายแหลมเข้าหาชายหนุ่มเบื้องหน้า
“พี่สาวเข้าใจผิดแล้ว เป็นเจ้านั่นที่กินแล้วชักดาบเท่านั้น หาได้ล่วงเกินแม่เฒ่าผู้ใดไม่” หยุนเสวี่ยเฟิงปากก็รีบแก้ตัวแต่พัดกระบี่หยุนเฟิงก็ถูกวาดออกเพื่อปัดป้องคมทวนสีเทา
เคร้ง!
ครานี้คล้ายว่าพัดสีดำจะได้เปรียบทวนสีขาวอยู่บ้าง ด้วยมุมและจังหวะในการปัดป้อง ทำให้ทวนยาวถูกกระแทกกลับไป หญิงสาวชุดแดงก็เคลื่อนกายบิดพริ้วเพื่อลดแรงปะทะก่อนจะหยุดยืนห่างจากหยุนเสวี่ยเฟิงในระยะห้าก้าว
หญิงสาวในชุดแดงคล้ายมีท่าทีตกใจไม่น้อย นางเบิกดวงตาสีชมพูกว้างจ้องมองเจ้าพัดหยุนเฟิงที่อยู่ในมือชายหนุ่ม
หากว่าจะพิจารณาหญิงสาวในชุดแดงเบื้องหน้าหยุนเสวี่ยเฟิงให้ดีแล้ว จะพบว่านางมิได้มีรูปโฉมที่แก่กว่าหยุนเสวี่ยเฟิงแต่อย่างใด กลับกันแม่นางน้อยผู้นี้หากไม่นับเรือนผมของนางเป็นสีขาวราวกับหิมะ ใบหน้าของนางยังดูเยาววัยรุ่นราวคราวเดียวกับหยุนเสวี่ยเฟิง
“พี่สาว.. หยุดฟังข้าอธิบายเสียก่อน” คำก็พี่สาว สองคำก็พี่สาว เมื่อต้องมาฟังชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันเรียกพี่สาว อารมณ์โทสะของนางก็คล้ายจะปะทุขึ้นรุนแรงกว่าเดิม
“ข้าไม่ฟัง ถึงเจ้าจะมิใช่โจรราคะ แต่เจ้าผิดที่เรียกข้าว่าพี่สาว!” หญิงสาวว่าแล้วนางก็ระเบิดพลังปราณธาตุไฟออกมาเปลวเพลิงสีขาวอันรุนแรงแผ่ขยายออกไปรอบตัวราวสองเซี๊ยะ ต้นไม้ใบหญ้าต่างกลับกลายเป็นเถ้าธุลีโดนพลัน
“ใจร่มๆก่อนพี่สาว!” หยุนเสวี่ยเฟิงพลั้งปากไปอีกครั้ง แต่เมื่อรู้ตัวมันก็สายไปเสียแล้ว ปลายทวนขาวอันแหลมคมก็ุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เคร้ง!
หยุนเสวี่ยเฟิงโบกปัดคมทวนดังเช่นก่อนหน้า แต่การโจมตีของนางในครั้งนี้กลับรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ชายผ้าอาภรณ์ของหนุ่มน้อยพลันถูกเผาไหม้เสี้ยวหนึ่งจากเปลวเพลิงสีขาวที่ปะทุออกมา
“พี่สาว หากเป็นเช่นนี้ ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ!” หยุนเสวี่ยเฟิงบัดนี้เริ่มคล้อยตามโทสะของนาง ในเมื่อพูดไม่รู้ความแล้วการต่อสู้จึงเป็นตัวเลือกแรกที่มันได้ยื่นเสนอ
“ภูติสายฟ้า!”
หยุนเสวี่ยเฟิงเรียกใช้หนึ่งในเคล็ดวิชาจากตำราเพลงกระบี่ดับตะวันทันที สายฟ้าสีแดงพรัอมด้วยคลื่นพลังธาตุแสงได้ปะทุออกมากระทบกับเปลวเพลิงสีขาวที่ห่อหุ้มหญิงสาว
เปรี้ยง!
ม่านพลังจากเคล็ดวิชาเข้าปะทะกันเกิดเป็นแสงสว่างวาบคราหนึ่ง หญิงสาวชุดแดงคล้ายจะตกใจเล็กน้อย นางจึงรั้งคมทวนก่อนจะดีดตัวถอยห่าง แต่มีหรือที่หยุนเสวี่ยเฟิงจะให้นางได้ตั้งตัว
“ย๊าก”
หยุนเสวี่ยเฟิงคำรามออกมา พัดกระบี่หยุนเฟิงพลันปรากฏปราณกระบี่ยืดยาวออกมากว่าสองศอก มันยันพื้นกระโดดหมุนตัวสองรอบวาดคมกระบี่ออกไปยังหญิงสาวที่ได้ตั้งรับด้วยความลำบาก
อาวุธหนึ่งดำหนึ่งเทาปะทะกันจนเกิดประกายแสงวูบวาบ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งมายิ่งรวดเร็ว การเคลื่อนไหวโจมตีเริ่มกลับกลายเป็นกระบวนท่า เพลงกระบี่ดับตะวันได้บรรเลงขึ้นแล้ว!
ด้วยท่าร่างโจมตีของเพลงกระบี่ดับตะวันที่เน้นรุกไล่มากกว่าตั้งรับ คมกระบี่จึงถูกใช้วาดออกและแทงด้วยความรวดเร็ว เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ จำนวนคมกระบี่ที่โจมตีออกไปกลับมีถึงยี่สิบเจ็ดคม
แต่หญิงสาวก็หาได้หวั่นเกรงไม่ ด้วยเคล็ดวิชาเพลงทวนที่นางมี บวกกับระดับพลังวิญญาณที่เหนือกว่าถึงเจ็ดขั้น การตั้งรับคมกระบี่จำนวนมากจึงมิใช่เรื่องยากเกินจะรับมือ
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
เสียงพลังปราณและอาวุธปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า ประกายไฟแตกปะทุออกวูบวาบใต้ฝืนฟ้าที่กำลังมีเมฆดำก่อกำเนิดไม่นานนักเม็ดฝนก็กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ขาดสาย
หนึ่งหญิงหนึ่งชายต่างฟาดฟันอาวุธเข้าหากันท่ามกลางสายฝนพรำ เสียงฟ้าร้องฟ้าฟาดเบื้องบนมิได้ทำให้ทั้งสองหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
“คิดจะฆ่าคนปิดปากหรือ?” หญิงสาวเนื้อตัวเปียกปอนตะโกนร้องท่ามกลางสายฝน พร้อมกันนั้นก็บิดกายควงท่อนทวนสีเทาเข้าปะทะกับปราณกระบี่
เคร้ง!
อาวุธทั้งสองเข้าปะทะกันเกิดเป็นสะเก็ดไฟวูบวาบ หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อได้ยินหญิงสาวกล่าวก็พลันรั้งคมกระบี่กลับทันที
‘เมื่อครู่เราใช้กระบวนท่าให้ถึงชีวิตหรือ?’ หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อได้ทบทวนคำกล่าวของนาง ก็เกิดอาการมือสั่น เหตุใดเพียงแค่ค่าบะหมี่จึงกลับกลายเป็นการต่อสู้เช่นนี้ได้
ส่วนหญิงสาวนั้นหลังจากเห็นว่าหยุนเสวี่ยเฟิงถอยออกไป นางก็อาศัยจังหวะนี้ซัดคมทวนออกไปโดยไม่ลังเล
เปรี้ยง!
เป็นเสียงสายฟ้าฟาดที่ดังขึ้นพร้อมกันนั้นที่หยุนเสวี่ยเฟิงควงพัดสีดำเข้าปะทะทวนยาวทีุ่่งเข้ามา แต่การโจมตีอันง่ายดายนี้หาใช่วิสัยของหญิงสาวนางนี้ไม่
ตุ๊บ!
พริบตาที่หยุนเสวี่ยเฟิงเพิ่งจะปัดป้องคมทวนนั่นเอง ท้อยทอยของมันก็ได้รับรู้ถึงแรงกระทบบางอย่าง จากนั้นสติของมันก็พลันหลุดลอยออกไป ร่างในชุดสีน้ำเงินตัดดำล้มคว่ำลงไปยังดินโคลนบนพื้นท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมา
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดวาบมาคราหนึ่งสะท้อนดวงตาสีชมพูของหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังของมัน นางมองผลงานของตนด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
“เจ้าก็เก่งใช้ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้ายังอ่อนด้อยต่อถ้อยคำขณะสู้รบ” หญิงสาวยกยิ้มขึ้น
หยาดฝนยังคงโปรยลงมาไม่หยุดหย่อน ในขณะเดียวกันที่อีกด้านหนึ่งของชายป่านั้น เซียวเฉิงเฟยก็ได้คุกเข่ายอมจำนน เมื่อมีผู้ฝึกพลังวิญญาณมากกว่าสิบตามไล่ล่ามันอย่างไม่ลดละ แม้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะมิได้มีระดับพลังที่สูงกว่ามัน แต่การจะหนีรอดคนหมู่มากก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายดาย กอปรกัปบางคนที่มีเคล็ดวิชาตัวเบาอยู่บ้าง การจะไล่ล่าเจ้าเด็กหน้าแก่นี้ก็มิใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้
“ข้ายอมแล้วจ้า..” เซียวเฉิงเฟยทำหน้าเจื่อน มันไม่คิดจะต่อสู้อันใดเพียงเพราะค่าบะหมี่สิบเหรียญทองแดง อย่างมากมันก็แค่ไปเป็นเด็กล้างจานให้เถ้าแก่หนึ่งวันเท่านั้น
เหล่าชาวยุทธแม้ว่าจะได้รับข่าวปลุกปั่น แต่ก็ใช่ว่าจะลงโทษมันกลางป่าเขา พวกมันคล้ายจะเคยเจอเรื่องการปลุกปั่นมาอยู่บ้าง การจับเซียวเฉิงเฟยเข้าเมืองเพื่อให้เจ้าของปัญหาเอาเรื่องเอาความเองเป็นสิ่งที่พึงกระทำ
เวลาก็ได้ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม บัดนี้ทั้งหยุนเสวี่ยเฟิงและเซียวเฉิงเฟยก็ได้ถูกจับตัวมานั่งคุกเข่าต่อหน้าเถ้าแก่ร้านบะหมี่ แต่ถึงกระนั้นแม้ว่าจะอยู่ในท่านั่งคุกเข่าหยุนเสวี่ยเฟิงก็ยังคงไม่ได้สติ สายฝนพรำก่อนหน้านี้ได้จางหายไปหมดสิ้นแล้ว แต่กระนั้นหมู่เมฆก็ยังคงจับกลุ่มคล้ายจะโปรยฝนมาอีกระลอก
“แหะๆ เถ้าแก่.. ข้าเพียงอยากจะให้น้องชายข้าได้ลิ้มลองบะหมี่เพื่อประทังความหิวเท่านั้น” เซียวเฉิงเฟยทำหน้าเจื่อนพร้อมกันนั้นมันก็กระทุ้งศอกปลุกหยุนเสวี่ยเฟิงที่อยู่ด้านข้าง
“ตื่นเร็วเจ้าหน้าสาว!”
หยุนเสวี่ยเฟิงครั้นเมื่อรู้สึกตัวมันก็ลืมตาตื่นขึ้น บัดนี้มันพบว่าตัวมันได้กลับเข้ามาอยู่ในเมืองเหว่ยอีกครั้ง เนื้อตัวเสื้อผ้าที่เปียกปอนเป็นสิ่งที่บอกว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มิใช่ความฝัน
“เฮ่อ.. เจ้าอีกแล้วหรือ” หยุนเสวี่ยเฟิงถอดถอนหายใจ เมื่อพบว่าผู้ที่นั่งคุกเข่าด้านข้างมันคือเซียวเฉิงเฟย พอจะมองไปยังรอบๆก็พบว่าบัดนี้ทั้งสองได้ตกอยู่ในวงล้อมของประชาชีเมืองเหว่ย โดยมีหญิงสาวในชุดแดงและเถ้าแก่ร้านบะหมี่
“ยังไม่รีบชดใช้เถ้าแก่อีกหรือ? เรื่องจะได้จบๆไป” หญิงสาวชุดแดงตวาด หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะเกิดอาการกริ่งเกรงสตรีนางนี้ขึ้นมา มันจึงก้มหน้าลงแล้วกล่าวว่า
“เถ้าแก่.. ข้าขออภัย..ตัวข้าไม่มีเงินสักแดง เจ้าหน้าแก่ผู้นี้หลอกว่าจะเลี้ยงอาหารข้า ข้าจึงตามมันมาเท่านั้น” หยุนเสวี่ยเฟิงสารภาพตามความจริง หากแต่ว่าเซียวเฉิงเฟยที่ได้ฟังดังนั้นมันก็แย้งขึ้นว่า
“เฮ้.. เราตกลงเป็นสหายกันแล้ว เหตุใดจึงได้กลับคำเช่นนี้?!”
“หยุดเกี่ยงกันได้แล้ว!” พลันนั้นหญิงสาวชุดแดงก็ตวาดเสียงสูงลั่นตลาด ผู้คนรอบข้างยกมือขึ้นปิดหู ส่วนเจ้าตัวปัญหาทั้งสองก็สะดุ้งก้มหน้าลง
“นายหญิงน้อยอันที่จริงแล้ว..” เถ้าแก่ร้านบะหมี่คล้ายจะสำนึกตัวว่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้เรื่องราวดูใหญ่โตเช่นนี้ มันก็เริ่มจะมีอาการกระวนกระวาย แต่ทันใดนั้นเองตัวปัญหาทั้งสองก็เอ่ยกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“ข้าขออภัย” ทั้งหยุนเสวี่ยเฟิงและเซียวเฉิงเฟยก้มหน้าแนบพื้นกล่าวออกมา ยิ่งทำให้เถ้าแก่ร้านที่ก่อนหน้าจะเอาเรื่องเอาความเริ่มทำตัวไม่ถูก หากมันทักทวงเงินจากผู้น้อยเช่นนี้ แม้นว่ามันจะเป็นฝ่ายถูก แต่กับเงินเพียงสิบเหรียญทองแดงเช่นนี้ คล้ายว่ามันจะรังแกผู้เยาว์ทั้งสองอยู่บ้าง
“นายหญิง.. เงินเพียงแค่สิบทองแดงเท่านั้น ข้ามิได้ต้องการขนาดนั้น หากว่าน้องชายทั้งสองไม่มีเงิน เช่นนั้นก็ถือว่าข้าให้ทานเถิด” เถ้าแก่ร้านบะหมี่สีหน้าหวาดกลัวขึ้นมา
“อะไรกัน เมื่อครู่ท่านยังตะโกนคล้ายจะเป็นจะตาย ข้าจึงจับพวกมันมา ทำไมตอนนี้มากลับคำเสียเล่า?!”
หญิงสาวชุดแดงกล่าวสีหน้าไม่สบอารมณ์ การต่อสู้กับหยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อครู่นั้น จะว่านางเสี่ยงชีวิตก็ไม่ผิดมากนัก บัดนี้นางได้ล่วงรู้ความจริงแล้วว่าชายหนุ่มทั้งสองเพียงแค่ชักดาบกับเงินเพียงสิบเหรียญทองแดงที่คงค้างเท่านั้น หาใช่โจรราคะล่วงเกินยายเฒ่าไม่
“เช่นนั้นก็แล้วกันไปเถิด!” หญิงสาวในชุดแดงกล่าว นางสะบัดเรือนผมสีขาวก่อนจะหันหลังเดินจากไปท่ามกลางสายตาอันงุนงงของชาวประชา
‘เรื่องไปเป็นเรื่อง’ หญิงสาวถอนหายใจแรงแล้วจึงทะยานร่างออกไปด้วยวิชาตัวเบาที่ใช้จัดการหยุนเสวี่ยเฟิงในตอนท้าย
เหล่าชาวประชาที่รุมห้อมล้อมเมื่อเห็นว่าเรื่องราวจบแล้ว และไม่ได้เป็นไปอย่างที่ข่าวได้แพร่สะพัดก่อนหน้า ก็ได้แยกย้ายกันไปทำมาหากินต่อ ไม่เว้นแม้แต่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ที่กลัวเกรงจะถูกหาว่ารังแกผู้เยาว์ มันนั้นได้กลับไปประจำหน้าหม้อต้มบะหมี่ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
หยุนเสวี่ยเฟิงและเซียวเฉิงเฟยลุกขึ้นมองหน้ากันด้วยความงุนงง ภายในความคิดคล้ายจะสอบถามกันว่า ‘จบเพียงเท่านี้?’
“หวังว่าเราจะไม่เจอกันอีก” หยุนเสวี่ยเฟิงชิงกล่าวก่อน จากนั้นมันก็ลุกขึ้นหันกายเดินจากไปทันที แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นเซียวเฉิงเฟยก็กล่าวไล่หลังมาว่า
“แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น” เซียวเฉิงเฟยลุกขึ้นแล้วโบกมืออำลา มันมิได้มีความคิดที่จะรั้งหยุนเสวี่ยเฟิงเอาไว้ กลับกันในขณะนี้มันได้มองไปยังทิศทางที่หญิงสาวชุดแดงจากไป
เวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่ยามค่ำ หญิงสาวในชุดแดงยังคงเดินเตร็ดเตร่ท่ามกลางแสงสีจากโคมไฟยามวิกาลของเมืองเหว่ย เรือนผมสีขาวของนางยังคงเด่นชัดเจนแม้ว่าจะอยู่ในที่แสงสลัว นางเดินชมโคมไฟหลากสีพักหนึ่งแล้วจึงหยุดเดินเมื่อเห็นว่ารอบด้านปลอดผู้คน
“ออกมาเถิด ระดับพลังวิญญาณต่ำต้อยเช่นเจ้า อย่าริอ่านสะกดรอยตามข้า”
“องค์หญิงหมอกเพลิง.. ข้าไม่คาดฝันว่าจะได้พบเจอหนึ่งในทำเนียบผู้เยาว์แห่งยุค” ซุ่มเสียงชายหนุ่มดังขึ้นก่อนที่มันจะปรากฏกายออกมา
หญิงสาวในชุดแดงผู้ถูกเรียกว่า’องค์หญิงหมอกเพลิง’ได้หันกลับไปมองผู้มาทักทาย นางมิได้แปลกใจแม้แต่น้อยที่เห็นว่าเป็นเซียวเฉิงเฟยที่ติดตามนางมา
“เจ้ามีธุระอันใด ใช่ว่าเจ้ากำลังไต่ระดับจากท้ายสุดอยู่หรือ? ตอนนี้ยังมิคู่ควรจะประลองกับข้า” คล้ายว่าหญิงสาวกับขายหนุ่มผู้นี้จะเคยได้พบเจอกันมาก่อน
“จุ๊ๆ ข้ามิได้จะมาท้าประลองกับเจ้าดังว่า.. ข้าเพียงมาสอบถามเจ้าเรื่องที่เจ้าได้ประมือกับ’มัน’ในยามสาย” เซียวเฉิงเฟยบัดนี้ท่าทางของมันคล้ายจะกลับกลายเป็นจริงจัง
“ระดับและไหวพริบถือว่าเข้าขั้นติดหนึ่งในสามสิบ แต่ยังห่างชั้นในเรื่องประสบการณ์ หากมันได้เข้าทำเนียบ คงอยู่ราวลำดับที่ยี่สิบปลาย” หญิงสาวกล่าว
“ขนาดนั้นเลยหรือ..” เซียวเฉิงเฟยตาถลึง แม้นว่ามันจะได้ประเมินหยุนเสวี่ยเฟิงไว้สูงเช่นกันในตอนแรก แต่ก็มิได้ตั้งค่าไว้สูงถึงเพียงนี้
“หากไม่มีธุระอัน เจ้าควรไปฝึกฝนเพิ่มระดับเพื่อไต่ขึ้นมา ดูท่าแล้วเจ้าที่อยู่ลำดับห้าสิบจะว่างเสียจนหาเรื่องใส่ตัวดังเช่นวันนี้” หญิงสาวว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินจากไป แต่เซียวเฉิงเฟยกลับกล่าวขึ้นว่า
“ทำเนียบลำดับหาใช่สิ่งชี้วัด ระดับพลังวิญญาณก็เช่นกัน เจ้าก็รู้ดีแก่ใจ หากว่าข้าชักชวนให้เจ้าเข้ากลุ่มประลองเล่าเจ้าจะว่าอย่างไร?” คำกล่าวของเซียวเฉิงเฟยทำให้หญิงสาวชะงักเล็กน้อย แต่ไม่เพียงพอให้นางรั้งอยู่ นางเพียงกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
“หากเจ้าพบเจอผู้อัญเชิญห้วงกวีขั้นที่สี่ได้ ข้าจะคิดดูใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น ข้าเพิ่งจะปฏิเสธหัวหน้ากลุ่มมังกรครามมาที่มาเชื้อเชิญข้าด้วยตนเอง เจ้าที่อยู่ลำดับท้ายถือดีอย่างไรมาเชิญชวนข้า”
ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มจึงยิ้มถอนหายใจ ดูคล้ายว่ามันจะโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
“ผู้มีคุณสมบัติประลองกวี เจ้าจะว่าอย่างไร” สิ้นคำกล่าวของเซียนเฉิงเฟย หญิงสาวในชุดแดงพลันหยุดชะงัก นางหันกลับมาด้วยแววตาท่าทีจริงจัง
“มันเป็นผู้ใด?”
“เจ้าได้พบเจอมันแล้ว” เซียวเฉิงเฟยยิ้มอย่างมีเลศนัย
ภายหลังจากเหตุการณ์ช่วงเช้า และฝนพรำตลอดยามบ่าย ช่วงค่ำคืนอันเงียบสงัดก็มาถึง หยุนเสวี่ยเฟิงบัดนี้ได้ถูกความหิวโหยเข้าครอบงำมันอีกครั้ง ขณะนี้ตัวมันได้หลบมาอยู่ชายป่าด้านนอกเมืองอีกครั้ง บ้านสกุลเซียวของผู้ที่มันเคยช่วยเหลือมิได้เป็นตัวเลือกในหัวของมันแม้แต่น้อย
‘ข้าหิว’ หยุนเสวี่ยเฟิงวนมือลูบหน้าท้อง มันเดินเตร็ดเตร่ท่ามกลางป่าเขาที่ไร้ซึ่งสิ่งที่จะสามารถเอาเข้าปากได้
เสียงนกฮูกและสัตว์ป่าดังแว่วมาบางครั้งบางครา แต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็มิได้มีความคิดจะจับมันเหล่านั้นเป็นอาหาร สองเท้ายังคงก้าวเดินไม่หยุดพัก หวังเพียงแค่หาพื้นที่บริเวณที่ไม่อับชื้นเพื่อหลับพักผ่อน ครั้นเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งว่าเดินมาออกมาไกลแสนไกล มองไปด้านหลังก็ไม่พบแสงไฟของเหว่ยที่สะท้อนบนผืนฟ้าอีกแล้ว
เบื้องหน้าของมันพลันกลับกลายเป็นทิวเขาเตี้ยทอดยาวไกล ป่าไม้ทางด้านนี้มิได้เป็นฝั่งทิศที่มันเดินทางเข้าเมือง หากแต่เป็นอีกฟากขาออกจากตัวเมือง
หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงเดินเรื่อยเปื่อยท่ามกลางแสงจันทร์ที่มีเมฆบดบัง ไม่นานนักมันจึงพบกับปากถ้ำที่ด้านในลึกเข้าไปเพียงสี่ช่วงตัว ขนาดของปากถ้ำนั้นมิได้ใหญ่มากนัก เพียงสามารถย่อตัวเดินเข้าไปได้เท่านั้น
‘ที่นี่คงใช้นอนหลับได้’ หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อพบว่าด้านในถ้ำตื้นนี้ยังคงแห้งอยู่มันก็ล้มตัวลงนอน เหตุการณ์ในวันนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่มันอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นคำว่ารสชาติประสบการณ์ก็ยังเป็นสิ่งที่มันุ่งระลึกจากคำบอกกล่าวของเหว่ยซานที่สั่งสอนมัน
‘ผู้คนจะเติบโตขึ้นได้ มิใช่จากอาหารการกิน หากแต่เป็นเพราะคำว่าประสบการณ์’
จบตอน. นะจ๊ะ
ตอนใหม่ถ้าไม่อังคารสาย ก็01:00น.วันุธนะ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??