เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
นที่ 32
การต่อสู้ของชายหนุ่มและอสูรพยัคฆ์ขาวยังคงดำเนินต่อเนื่อง บัดนี้ตามเนื้อตัวของหยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมา เสื้อผ้าช่วงบนล้วนแต่ขาดวิ่นหายไปบางส่วน บริเวณหัวไหล่เผยให้เห็นรอยสักอักษร ‘CXII’ อันแปลกตา
‘เพลงกระบี่ดับตะวัน!’
หยุนเสวี่ยเฟิงกัดฟันวาดคมปราณกระบี่อย่างต่อเนื่อง อสูรพยัคฆ์ขาวแม้ว่าพลังวิญญาณจะลดลงทุกขณะ แต่มันก็มิได้กลัวเกรง มันยังคงปัดป้องการโจมตีแล้วสวนกลับในจังหวะที่เหมาะสม
แคว๊ก!
ในที่สุดอาภรณ์ท่อนบนก็ถูกกรงเล็บกระชากออกมาทั้งหมด เผยให้เห็นร่องรอยบาดแผลยาวอยู่หลายแห่ง หยุนเสวี่ยเฟิงในเวลานี้ร่างกายอ่อนล้าเต็มทน แต่เมื่อหลบกรงเล็บออกมาได้ มันก็ยังคงดีดตัวเข้าฟาดฟันอย่างต่อเนื่อง
เคร้ง เคร้ง!
ฉากเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าปรากฏขึ้น หยุนเสวี่ยเฟิงไม่สามารถทำสิ่งใดมากไปกว่านี้ เมื่อมันไม่มีไม้ตายก้นหีบใดๆจะใช้ออกแล้ว สิ่งที่พอจะทำได้คงเพียงแค่การยื้อเวลา
‘หากเป็นแบบนี้ต่อไปข้าคงจะ..’
ยิ่งร่างกายอ่อนล้าความคิดด้านลบก็จะทวีคูณ แต่ชายหนุ่มก็ยังคงกัดฟันแน่นพร้อมกับบรรเลงเพลงกระบี่ต่อไปไม่สิ้นสุด
ทางด้านอสูรพยัคฆ์ขาวแม้ว่าจะมีพลังวิญญาณเหนือกว่าถึงสองระดับ ทว่าเมื่อเจอการต่อสู้ยืดเยื้อเช่นนี้ มันย่อมต้องสูญเสียกำลังไปอย่างต่อเนื่อง
กรร!
ราชาแห่งป่าเขาคำรามต่ำ เวลายิ่งผ่านไป คมปราณกระบี่ก็เริ่มสร้างบาดแผลให้แก่มันมากขึ้นเรื่อยๆ และมนุษย์เบื้องหน้ามันผู้นี้ กลับดูคล้ายจะทรหดผิดจากเหยื่อที่มันเคยพบพาน
“ย๊าก! ย๊าก!”
หยุนเสวี่ยเฟิงแผดเสียงในขณะบรรเลงเพลงกระบี่ หากมันไม่กระทำเช่นนี้ เกรงว่าร่างกายและสติของมันจะหายไปกอปรกับความเจ็บแสบจากบาดแผลด้วยแล้ว คล้ายว่ามันกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความทรมาน
‘ข้าคิดอะไรไม่ออกแล้ว’ หยุนเสวี่ยเฟิงบัดนี้ปล่อยให้ร่างกายไหลไปตามสัญชาตญาณ ความคิดด้านลบเริ่มถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ หากว่ามันหมดสติลง หากว่ามันตายลง ความเจ็บแสบและความทรมานนี้จะหายไปหรือไม่?
‘ไม่ได้! ข้าเพียงไม่อยากทรมาน ไม่ได้หมายความว่าข้าอยากตาย!’ เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็กัดฟันรวบรวมเรี่ยวแรงฟาดฟันต่อไป แต่อสูรพยัคฆ์ขาวก็เริ่มเหลืออดเหลือทนแล้ว เมื่อปัดปัองคมปราณกระบี่ได้แล้วมันก็เรียกใช้คลื่นเสียงในระยะประชิดทันที
โฮก! ตู้ม!
คลื่นเสียงปราณธาตุไฟและน้ำถูกเปล่งออกมา หยุนเสวี่ยเฟิงที่อยู่ในระยะประชิดปลิดปลิวตามแรงกระแทก พร้อมกันนั้นที่มันกระอักเลือดออกมา
“อั๊ก!”
ร่างบางลอยเคว้งในอากาศก่อนจะตกกระแทกลงบนโขดหินที่อยู่ไกลออกไป แม้ว่าการโจมตีด้วยพลังปราณนี้จะไม่ได้รุนแรงเหมือนนก่อนหน้า แต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็หาได้มีสิ่งใดป้องกันไม่
‘ข้าจะมาตายตรงนี้หรือ?!’ ชายหนุ่มฝืนยันกายลุกขึ้นคุกเข่า มันค่อยๆเงยหน้าขึ้นจ้องมองมัจจุราชสีขาวเบื่องหน้า
อสูรพยัคฆ์ขาวยังคงเชิดใบหน้าแม้ว่าพลังกายและพลังวิญญาณจะเหลือน้อยนิดแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเหยื่อหมดสภาพแล้ว มันจึงค่อยๆก้าวเดินสามขุมเข้าหาหยุนเสวี่ยเฟิง
กรร
ราชาแห่งป่าเขาแยกเขี้ยวคำรามต่ำ เหยื่อของมันตรงหน้านี้ได้หมดสภาพเป็นแน่แท้
ในขณะนี้หยุนเสวี่ยเฟิงไม่มีแรงแม้แต่จะยืนขึ้นแล้ว ทว่าไม่รู้เหตุผลใด แม้ว่าจะมีความคิดด้านลบมากเพียงใด ภายในจิตใจกลับไม่อาจทำใจยอมรับความตายได้เลยแม้แต่น้อย
‘ข้าไม่ยอมรับความตายเช่นนี้!’
ความคิดก็ส่วนความคิด แต่ร่างกายกลับไม่เป็นอย่างที่มันอยากให้เป็น ท่านั่งคุกเข่านี้เป็นผลมาจากเรี่ยวแรงสุดท้ายของมันแล้ว ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ยังเคลื่อนไหวได้
‘ข้ายังมีห้วงกวี?’ เมื่อพบว่าดวงแสงห้วงกวียังคงลอยล่องได้ดังใจนึก หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
‘ข้าเป็นสุนัขจนตรอกอยู่แล้ว จะกระทำสิ่งใดล้วนแต่เป็นครั้งสุดท้าย’ หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อนึกได้เช่นนั้นก็เริ่มเอ่ยกล่าวออกมา “สลายห้วงต้องสาป”
สิ้นคำกล่าวของชายหนุ่ม ดวงแสงห้วงต้องสาปในตัวอสูรพยัคฆ์ขาวก็ลอยออกมา ก่อนจะสลายไปในธาตุอากาศ
อสูรสีขาวผู้เย่อหยิ่งเมื่อรับรู้ว่ากำลังและพลังวิญญาณกลับมาบางส่วนแล้วมันก็ชะงักไปคราหนึ่ง ในความคิดของมันเข้าใจเพียงว่า มนุษย์ตรงหน้ากำลังขอให้มันไว้ชีวิต แต่มีหรือที่นักล่าจะยอมปล่อยเหยื่อ
กรร..
อสูรพยัคฆ์ขาวคำรามต่ำ มันตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้เหยื่อมีชีวิตแน่นอน สี่เท้ายังคงก้าวเดิน พร้อมกันนั้นที่อุ้งเท้าหน้าทั้งสองได้ผนึกพลังปราณสองธาตุเอาไว้ มาดว่าอีกเพียงไม่กี่ก้าวมันจะตะปบมนุษย์ผู้นี้ให้แหลกสลายไป ทว่าในขณะที่มันกำลังยินดีในชัยชนะอยู่นั้น หนุ่มน้อยกลับก้มหน้าแล้วเผยรอบยิ้มออกมา
“หึหึ.. ข้าเข้าใจแล้ว ท่านยังคงหลอกล่อข้าเช่นเคย..” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวคล้ายคนบ้า สร้างความฉงนให้กับอสูรพยัคฆ์ขาว พลันนั้นชายหนุ่มก็เงยหน้าจ้องมองดวงตาพยัคฆ์ขาวอีกครั้ง
“แม้นว่าข้าจะด้อยพลัง.. ใช่ว่าข้าจะมอบความตายให้เจ้ามิได้!”
สิ้นคำกล่าว ดวงแสงห้วงกวีทั้งหกรอบกายหยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มแปรเปลี่ยน วงแวนสี่วงหมุนอย่างรวดเร็วพร้อมกับขยายออกไปหลอมรวมกับดวงแสงทั้งหกจนเกิดแสงวูบวาบ และในเสี้ยวพริบตานั้นกลุ่มแสงห้วงกวีก็พุ่งหายเข้าไปในตัวอสูรพยัคฆ์
โฮก..!
อสูรพยัคฆ์ขาวร้องคำราม พลังกายและพลังวิญญาณที่เพิ่มมาก่อนหน้ากลับเลือนหายไปในทันที ร่างของมันส่ายเอนก่อนจะล่มลง
ตึง!
“หยุนเฟิง.. ฆ่ามัน!”
หยุนเสวี่ยเฟิงรีบสั่งการ พัดกระบี่ก็กางออกแล้วบินวนขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะหุบลง ปราณกระบี่สีแดงฉานพลันยืดยาวออกมา หลังจากนั้น..
ฟิ้ว..ฉึก!
เรียบง่ายและหมดจด พัดกระบี่พุ่งลงมาปักกลางหัวของอสูรพยัคฆ์ขาว เสียงคำรามเบาๆแว่วออกมาคราหนึ่งก่อนที่ลมหายใจของอสูรตนนี้จะหายไป
“ข้ารอดแล้ว..”
ตึง!
หยุนเสวี่ยเฟิงสติหลุดลอยล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น..
“เสวี่ยเฟิง..!” เสียงเรียกดังก้องกังวาลภายในโสทประสาท แต่ชายหนุ่มกลับคล้ายว่ายังล่องลอยอยู่ในห้วงภวังค์
‘ข้าต้องสู้..’ หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงตกอยู่ในห้วงภวังค์ ทว่าเสียงเรียกชื่อของมันกลับดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นที่เสียงฟ้าร้องและฝนพรำค่อยๆชัดเจนขึ้น
“เสวี่ยเฟิง!” หญิงสาวยังคงร้องเรียก พลันนั้นความเจ็บปวดทั่วร่างกายก็แล่นเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
“ย๊าก..” หยุนเสวี่ยเฟิงสะดุ้งตื่น พร้อมกันนั้นที่พัดกระบี่ถูกเรียกเข้ามาอยู่ในมือ
เปรี้ยง!
ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าสว่างวาบ เผยให้เห็นคมปราณกระบี่ที่จ่อคอหอยหญิงสาวเรือนผมสีขาว
“ซิ่วอิง!” หยุนเสวี่ยเฟิงม่านตาหดวูบ เมื่อรู้สึกตัวมันก็รีบเก็บพัดกระบี่ทันที พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าขออภัย”
“ข้าไม่ถือสา.. ท่านกังหยังกับเซียวเฉิงเฟยเล่า อยู่ที่ใด?” หวังซิ่วอิงกล่าวถาม
หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะยังไม่ฟื้นคืนสติดีนัก มันกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ
เวลานี้ยังคงเป็นช่วงกลางดึก หยุนเสวี่ยเฟิงพบว่าบัดนี้ตัวมันได้มาอยู่ภายในถ้ำหินด้านข้างช่องเขา พายุและสายฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายอยู่ด้านนอก แต่ภายในถ้ำนี้กลับมีอุณหภูมิที่อบอุ่น อันเนื่องมาจากเจ้าหยางถัวที่คอยแผ่พลังปราณธาตุไฟออกมา
“อาจารย์กับเซียวเฉิงเฟย.. ข้าให้พวกเขาหนีไป” หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มบคำถาม
“เฮ่อ.. อย่างน้อยก็ยังพอมีหวัง ในคราแรกข้านึกว่าเจ้าจะไม่รอดเสียแล้ว” หวังซิ่วอิงถอนหายใจ เมื่อเหตุการณ์เบาไปได้เปราะหนึ่งแล้ว นางก็กล่าวว่า “เจ้าช่วย.. สวมอาภรณ์ก่อนได้ไหม”
หญิงสาวมีท่าทีเอียงอายเบือนหน้าหนี หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะงันงงไปเล็กน้อย แต่เมื่อมันพบว่าร่างกายท่อนบนมิได้มีอาภรณ์สวมใส่ มันจึงรีบดึงเสื้อผ้าจากมิติเก็บของมาส่วมใส่
“ขอบคุณที่รักษาข้า” เมื่อพบว่าบาดแผลตามร่างกายได้หายไปแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงจึงคาดเดาได้ไม่ยาก
“เป็นสหายก็ต้องช่วยสหาย...” หญิงสาวกล่าว
“แมะห์..”
“ข้ารู้แล้ว.. ขอบคุณที่ช่วยข้าเช่นกัน ,ข้าหมดสติไปนานเท่าใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวพร้อมกับเริ่มโคจรฟื้นฟูพลังวิญญาณ ซึ่งก็พบว่าขณะนี้ได้ฟื้นคืนมาสองส่วนแล้ว
“ประมาณหนึ่งชั่วยาม เหลือเชื่อจริงๆว่าเจ้าสามารถเอาขนะอสูรพยัคฆ์ขาวได้.. มันมีระดับเท่าใด?”
“ห้าสิบ..” หยุนเสวี่ยเฟิงบ
“ห้าสิบหรือ!” หวังซิ่วอิงดวงตาเบิกกว้าง ท่าทีของนางกลับกลายเป็นลังเลชั่วครู่แล้วจึงกล่าวว่า “ไม่ได้การแล้ว รอข้าประเดี๋ยว!”
หวังซิ่วอิงไม่รอคำกล่าวใดๆก็รีบทะยานฝ่าสายฝนออกไปในทันที จุดหมายของนางก็คือบริเวณที่มีซากศพของอสูรพยัคฆ์ขาว
“ข้าลืมไปเสียสนิท.. ขอให้ยังไม่มีผู้ใดพบเจอ” หญิงสาวกล่าวกับตนเอง ก่อนหน้านี้เมื่อนางพบเจอหยุนเสวี่ยเฟิงที่ล้มหมดสติกลางสายฝน ในใจของนางคิดเพียงต้องรีบช่วยเหลือชายหนุ่มเท่านั้น จึงได้ลืมเลือนการสำรวจซากสัตว์อสูรตัวสีขาวที่อยู่ใกล้ๆ
ครืน..
เสียงฟ้าร้องคล้ายบอกลางสังหรณ์ หญิงสาวใช้วิชาตัวเบาเร่งความเร็วผ่านสายฝน มีบางอย่างที่รบกวนจิตใจของนางยิ่งมายิ่งร้อนใจ ซากสีขาวขนาดใหญ่เริ่มปรากฏอยู่เลือนราง ทว่ายังมิทันที่หญิงสาวจะดีใจนั้น..
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดเกิดแสงวาบคราหนึ่ง สะท้อนเงาของกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ๆซากสีชาว หวังซิ่วอิงใจหายวาบเมื่อพบว่าสองร่างในกลุ่มคนนั้นเป็นผู้ที่นางคุ้นเคยของนาง
“เป็นเจ้า!”
หวังซิ่วอิงครั้นเมื่อมาถึงก็หยุดจ้องไปเบื้องหน้า กลุ่มคนมากกว่ายี่สิบที่นางได้สอดแนมเมื่อหัวค่ำ บัดนี้ได้มาอยู่ตรงหน้านางแล้ว ด้านข้างกลุ่มคนนั้นเป็นซากศพของอสูรพยัคฆ์ขาว ส่วนสองร่างที่ถูกหิ้วปีกอยู่นั้นเป็นเซียวเฉิงเฟยและกังหยง สภาพของทั้งสองยับเยินคล้ายว่าจะถูกทำร้ายจนหมดสติไป
“องค์หญิงหมอกเพลิง.. มิคาดว่าจะได้พบพานในที่แห่งนี้”
ผู้ที่อยู่ด้านหน้าของกลุ่มคนถืออาวุธนั้นก็คือชายหนุ่มผู้ร่ำสุรา แม้ว่าสายฝนจะยังคงเทลงมาต่อเนื่อง แต่ด้วยกระแสพลังวิญญาณที่ชายผู้นี้แผ่ออกมา เม็ดฝนเหล่านั้นคล้ายจะระเหยขึ้นไปก่อนจะหยดถึงตัว ผมสีทองทอแสงเรืองรองของมันโดดเด่นท่ามกลางความมืด
“เจ้าจะทำอะไรกลุ่มของข้า?” หวังซิ่วอิงกล่าวถาม พร้อมกันนั้นนางก็ได้ปลดปล่อยทวนสีเทาออกมา
เช้ง!
“จุ๊จุ๊.. ยังไม่ทันไร เจ้าก็คิดจะต่อสู้เลยหรือ? สหายของเจ้าทั้งสองนั้น ข้าเพียงช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น..” ชายผมทองยิ้มเหี้ยมกล่าว หญิงสาวที่ได้ฟังดังนั้นกลับมิได้เก็บอาวุธทั้งยังแผ่พลังปราณธาตุไฟเข้าไปยังทวนสีเทาของนาง
“ยุทธภัณฑ์ระดับสูง.. ทวนหมอกอัคคี? รางวัลประจำปีของหนึ่งในสิบอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ใช่ว่าปีนี้ยังมิได้ตัดสินหรอกหรือ? เหตุใดเจ้าจึงได้รับมันมาก่อน?”
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ถือว่าเรามิได้พบพานกันในที่แห่งนี้และปล่อยสหายข้าเดี๋ยวนี้!”
แม้จะกล่าวเสียงหนักแน่นแต่ใจเต้นครึกโครม หากว่าเกิดการต่อสู้ขึ้นจริง แม้ว่าหวังซิ่วอิงจะเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ทว่ากลุ่มคนเบื้องหน้าใช่ว่าจะมีระดับพลังวิญญาณต่ำทราม อย่างน้อยสุดที่นางตรวจสอบได้ก็ยังสูงกว่าสิบ ยังไม่นับรวมกับชายผมทองเบื้องหน้าที่ระดับพลังวิญญาณนั้นสูงกว่าหญิงสาวไปอีกหนึ่งช่วงระดับ
“ใจเย็นก่อนแม่นาง.. ข้าหาได้คร่ากุมสหายของเจ้าไม่ เรื่องที่เราได้พบพานกันที่แห่งนี้ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ โดยเฉพาะสำนักวิญญาณสวรรค์ แต่ถึงกระนั้น..” ชายหนุ่มว่าแล้วยิ้มเหี้ยมออกมา
“การเข้าช่วยเหลือสองคนนี้ ข้าย่อมต้องบอกกล่าวความดีความชอบ เพียงแต่ว่า ข้ายังเลือกมิได้ว่าจะเล่าเรื่องความดีความชอบของข้าเช่นใด”
“ข้าจะเตือนเป็นครั้งสุดท้าย..ปล่อยสหายข้าเดี๋ยวนี้!” หวังซิ่วอิงตะคอกเสียง ทวนหมอกอัคคีถูกวาดควงขึ้นมาในท่าตั้งโจมตี ทว่าชายหนุ่มกลับยังคงไม่ไหวติง
“ข้าอยากปรึกษาแม่นางเสียหน่อย ข้านั้นมีอยู่สองทางเลือกในการบอกกล่าวความดีความชอบ เรื่องแรกนั้นสุดแสนจะง่ายดาย.. ข้าเยว่เสวียนซา ได้เข้าช่วยเหลือสองคนนี้จากคมเขี้ยวอสูรพยัคฆ์ขาว พร้อมทั้งกำราบมันลง คนทั้งสองยินดีจะมอบสินน้ำใจเป็นอสูรตนนี้...”
ชายหนุ่มกล่าวถึงตรงนี้มันก็ยกกระบี่สีขาวลวดลายวิจิตรชี้ไปยังชายทั้งสองพร้อมทั้งกล่าวว่า “กรณีที่สองนั้นยากเกินจะทำใจได้ ข้านั้นกว่าจะพบคนทั้งสองนี้ มันก็กลับกลายเป็นศพไปเสียแล้ว ข้านั้นจึงจำใจฆ่าอสูรร้ายตนนี้ แล้วรับเอาคัมภีร์ปราณและยุทธภัณฑ์มาใช้เพื่อระลึกถึงบุคคลทั้งสอง..”
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาอีกครั้ง สะท้อนนัยน์ตาอำมหิตของชายหนุ่ม หวังซิ่วอิงรู้ดีว่าตนเองไม่สามารถต่อกรกับอีกฝ่ายได้เป็นแน่แท้ ทว่าซากอสูรพยัคฆ์ขาวนั้นเป็นหยุนเสวี่ยเฟิงที่กำราบมันลงได้ แต่เยว่เสวียนซากลับชุบมือเปิบอย่างไม่อายฟ้าดิน
“เจ้าหาได้กำราบมันลง เจ้าถือดีอย่างไร?” หญิงสาวกล่าวถาม ทว่าชายหนุ่มเบื้อหน้ากลับเคลื่อนปลายกระบี่จ่อไปยังคอเซียวเฉิงเฟยเป็นคำบ
“หยุด!” หวังซิ่วอิงตวาด คิ้วของนางขมวดเข้าหากัน เวลานี้นางเป็นรองเสียทุกอย่าง หากว่ายังดึงดันต่อไปแล้วใช่ว่าจะสามารถทำสิ่งใดได้
“ปล่อยพวกเขาและนำซากศพอสูรไป” หวังซิ่วอิงได้แต่จำใจต้องยอมรับ
“เจ้ากระทำถูกต้องแล้ว สัตว์อสูรระดับห้าสิบมีอยู่ถมไป รอดชีวิตวันนี้ย่อมต้องมีโอกาสในวันหน้า..” เยว่เสวียนซากล่าวแล้วจึงสั่งให้ผู้ติดตามปล่อยตัวชายไร้สติทั้งสอง
ตุบ!
ไม่มีการรองรับอันใด ร่างของชายไร้สติทั้งสองถูกปล่อยให้ล้มนอนกับพื้นโคลนกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมา
“ทางใครทางมัน!” หวังซิ่วอิงแค่นเสียงแล้วจึงแผ่พลังวิญญาณเข้าครอบคลุมร่างไร้สติทั้งสอง จากนั้นจึงควบคุมให้ลอยตามนางไป
“เหตุใดนายน้อยจึงไม่ปิดปากพวกมัน?” หนึ่งในผู้ติดตามกล่าวถามชายหนุ่ม เยว่เสวียนซามองตามหญิงสาวที่หายเข้าไปในม่านฝนแล้วจึงกล่าวว่า
“เรื่องนี้ย่อมสร้างความบาดหมางให้แก่พวกมัน อย่างไรเสียมันก็เป็นมนุษย์ เมื่อเผชิญอำนาจที่เกินกว่าจะรับมือ พวกมนุษย์ย่อมหันไปกล่าวโทษและตบตีกัยเสียเอง” เยว่เสวียนซากล่าว หลังจากนั้นจึงหันกายเดินไปยังซากศพของอสูรพยัคฆ์ขาว พร้อมกันนั้นที่ปากเริ่มขยับเอ่ยกล่าวบทกวี
“ค่ำคืนฝนพรำซ้ำบาดแผล
ผองเพื่อนรวมมือคว้าสิ่งล้ำค่า
ครั้นเมื่อสำเร็จกลับถูกแย่งชิง
ด้วยกำลังอันน้อยนิดเช่นนั้นแล้ว
จึงต้องยอม..และกลับไปถกเถียงกันเอง”
พรึบ!
ห้วงกวีสีทองปรากฏขึ้นวนรอบกาย ชายหนุ่มมิได้ใส่ใจดวงแสงที่อยู่รอบตัว มันเดินมาหยุดที่ร่างไร้วิญญาณของอสูรพยัคฆ์ขาวพร้อมกับกางมือออกไปเบื้องหน้า
“หลอมวัตถุดิบ!”
เมื่อกล่าวจบ กระแสพลังวิญญาณสีทองก็ปะทุออกมาจากฝ่ามือเยว่เสวียนซาแล้วจึงไหลเวียนเข้าครอบคลุมซากศพพยัคฆ์ขาว พลันนั้นความรู้สึกบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวของมัน
‘นี่มัน.. ร่องรอยห้วงกวี!’ เยว่เสวียนซาขมวดคิ้ว มันสัมผัสได้ถึงร่องรอยห้วงกวีที่ยังหลงเหลือภายในซากพยัคฆ์ขาวแม้ว่าความรู้สึกนั้นจะเลือนลางมาก ทว่ามันกลับมั่นใจได้อย่างหนึ่ง
‘ห้วงกวีขั้นที่หก ไม่สิ..อาจจะสูงกว่านั้น!’
ครั้นเมื่อพลังวิญญาณสีทองครอบคลุมซากอสูรได้ครู่หนึ่ง ร่างไร้วิญญาณก็เริ่มสลายกลายเป็นกลุ่มแสงที่ค่อยๆเบาบางลงจนสุดท้ายแล้วก็อับแสงลง หลงเหลือไว้เพียงคัมภีร์สีขาวดำและก้อนสินแร่ตกอยู่บนพื้น
‘มันเป็นผู้ใดกัน?’ แม้จะเห็นว่าสิ่งของที่มันยึดครองมาได้ตกอยู่ในมือแล้ว ทว่าภายในใจกลับมิได้ปรากฏความยินดีกลับกันแล้วสีหน้าของเยว่เสวียนซากลับฉายแววกังวลออกมา
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ในช่วงเย็น เยว่เสวียนซาเพิ่งจะเดินทางมาสบทบกับกลุ่มสมุนที่ออกเดินทางแล้วก่อนหน้า จึงยังมิได้พบเจอกลุ่มจรจัด
ครั้นเมื่อมีคนจากสำนักวิญญาณสวรรค์มารายงานว่าได้พบเจอสัตว์อสูรที่มันตามหาแล้ว มันก็เร่งรุดหน้าเข้ามาในเขตช่องเขา ทว่าก่อนที่จะมาถึงนั้น มันได้พบกับเซียวเฉิงเฟยที่และกังหยงเสียก่อน จากนั้นจึงได้ตามหาตัวพยัคฆ์ขาวต่อแต่เมื่อพบแล้วก็เป็นประจวบเหมาะที่มันได้พบกับหวังซิ่วอิงเช่นกัน
“ในกลุ่มของมันยังมีผู้ใดอีก?” เยว่เสวียนซากล่าวถามผู้ติดตาม ในเวลานี้แม้ว่ามันจะยังไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนสังหารอสูรพยัคฆ์ขาว แต่หากว่ากลุ่มของหวังซิ่วอิงมีอีกผู้หนึ่งแล้ว มันจะคาดเดาได้ทันที
“เรียนนายน้อย ยังมีอีกหนึ่งคนและหนึ่งสัตว์อสูรรวมเป็นห้า ระดับพลังวิญญาณจากที่ตรวจสอบ ด้วยอายุที่ไล่เลี่ยกับนางแล้ว.. คาดว่าไม่น่าจะเกินกว่าสี่สิบ”
‘เป็นไปไม่ได้! ด้วยระดับพลังแค่นั้น จะสังหารอสูรตนนี้ได้อย่างไรกัน และไม่มีเหตุผลที่มันจะมอบห้วงกวีให้อสูรตนนี้ได้เพิ่มระดับเสียด้วยซ้ำ!’ เยว่เสวียนซายิ่งคิดยิ่งสับสน
“หรือว่าจะมีผู้ใดช่วยเหลือพวกมัน?”
แต่ข้อสันนิษฐานนี้กลับถูกปัดออกไปโดยสิ้นเชิง หากว่ามีผู้ช่วยเหลือกลุ่มของหวังซิ่วอิงจริง แล้วเมื่อครู่เหตุใดจึงไม่เข้าช่วยเหลือนาง ทุกการคาดการณ์ของเยว่เสวียนซากลับมีสิ่งย้อนแย้งเกิดขึ้นในตัวของมัน
“ส่งคนไปจับตาดูพวกมัน ข้าเชื่อว่าต้องมีอีกคนที่ระดับสูงกว่าห้าสิบ!” แววตาเยว่เสวียนซาทอแสงคราหนึ่ง เหตุการณ์นี้มันต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นไปอย่างไร
เวลาได้ล่วงเลยมาอีกกว่าครึ่งชั่วยาม หวังซิ่วอิงในนนี้ได้เคลื่อนย้ายร่างของเซียวเฉิงเฟยและกังหยงมาถึงถ้ำที่หยุนเสวี่ยเฟิงพักอยู่ เมื่อได้โคจรพลังปราณเข้ารักษาอาการบาดเจ็บของทั้งสองแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงและหวังซิ่วอิงก็เริ่มสนทนากัน
“ยังดีที่ไม่ถึงชีวิต..” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวขึ้น มันจ้องมองกังหยงและเซียวเฉิงเฟยที่นอนหลับสนิทอยู่ แต่หวังซิ่วอิงกลับก้มหน้าแล้วกล่าวว่า “เสวี่ยเฟิง ข้าขอโทษ..ซากอสูรพยัคฆ์นั้นถูกคนช่วงชิงไป”
หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะงุนงงเล็กน้อย ทันใดนั้นภาพกลุ่มผู้เดินทางที่ได้พบเจอยามเย็นก็ผุดขึ้นมา มันถอนหายใจคราหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า
“แล้วไปเถอะ พวกเรารอดมาได้ถือว่าดีแล้ว สิ่งที่ได้รับมาคือบทเรียนล้ำค่า”
“เจ้าไม่โกรธหรือ?” หวังซิ่วอิงคล้ายจะสับสน หากเป็นผู้อื่นแล้ว ย่อมต้องเดือดดาลแน่นอน “พวกเราพลาดโอกาสได้รับสินแร่หลอมนะ”
“สินแร่หลอม? คือสิ่งใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้วเอียงคอ ในความรู้ของมันมีเพียงแค่ว่า เมื่อฆ่าสัตว์อสูรแล้วจะได้รับคัมภีร์ปราณเท่านั้น
“สินแร่หลอม ใช้เป็นวันถุดิบหลอมยุทธภัณฑ์ มันจะอยู่ในร่างของสัตว์อสูรระดับห้าสิบขึ้นไป”
ได้ยินดังนั้นดวงตาชายหนุ่มพลันเบิกกว้าง แต่คล้ายว่าตัวมันได้มีความตั้งใจหนึ่งไว้อยู่แล้ว
“สิ่งใดๆล้วนแต่ไร้ค่า หากว่าข้าตำหนิเจ้า เช่นนั้นแล้วมิตรภาพของสหายย่อมต้องเสื่อมคลาย วันหน้าใช่ว่าเราจะไม่พบพานโอกาสอีก” หยุนเสวี่ยเฟิงแววตาโอนอ่อน แม้มันจะเสียดายอยู่บ้าง แต่เมื่อแลกกับกลุ่มสหายที่รอดชีวิตมาได้นั้น สิ่งของเหล่านั้นล้วนแต่ไร้ค่า
“เป็นจริงดังที่เจ้าว่า” หวังซิ่วอิงกล่าว แม้ว่านางจะตำหนิตนเองอยู่บ้าง แต่คำกล่าวของหยุนเสวี่ยเฟิงก็มีน้ำหนักฉุดให้ยั้งชั่งใจได้เช่นกัน
หวังซิ่วอิงได้เล่าเหตุการณ์ที่นางพบพานมาโดยสังเขป อีกชั่วครู่ เมื่อเหตุการณ์ได้ล่วงเลยมาแล้ว เวลานี้ก็ถึงช่วงแห่งการพักผ่อนเสียที หนุ่มสาวจึงได้เอนกายลงนอน ความอบอุ่นจากพลังปราณและขนฟูของเจ้าหยางถัวได้กล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทรา ทว่าเมื่อเวลาได้ผ่านไปอีกสักพัก หยุนเสวี่ยเฟิงก็ลุกขึ้นนั่ง
“ซิ่วอิง เจ้าหลับหรือยัง?”
แม้ว่าจะเป็นค่ำคืนที่รู้สึกเหนื่อยล้า แต่ด้วยที่หญิงสาวยังไม่มิได้ปล่อยวางความผิดพลาดของตน นางจึงยังคงมิได้หลับลง
“มีอันใด?” หวังซิ่วอิงกล่าวถาม เมื่อพบว่าหญิงสาวยังคงตื่นอยู่ หยุนเสวี่ยเฟิงจึงถามออกมา
“คนเหล่านั้นชั่วช้าเพียงใด?”
“ข้ารู้ว่าผู้นำของมันเป็นผู้ใด สมุนของมันจัดว่าต่ำช้า การปล้นฆ่าล้วนแต่เป็นเรื่องปกติของมัน” หวังซิ่วอิงกล่าวพร้อมกับลุกขึ้น
“ข้าฆ่ามันได้หรือไม่?” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ
ครืน..
เสียงฟ้าคำรามลากยาวในขณะเดียวกันที่ดวงตาของชาบหนุ่มทอแสงวาบหนี่ง
“เจ้าจะทำอะไร?!” หญิงสาวกล่าวถาม เมื่อพบว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกำลังเอ่ยกล่าวบางอย่างโดยไม่ออกเสียง พลันนั้นระดับพลังวิญญาณก็ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ระดับ43
“หากว่ามันปล้นฆ่าและช่วงชิง ข้าจะให้มันได้รับรู้ ว่าผู้เป็นเหยื่อรู้สึกเช่นใด”
“เจ้าคิดจะออกไปหาพวกมัน?” หวังซิ่วอิงรั้งมือห้ามปราม เฝิ่นเฟิงที่ตื่นขึ้นมาก็ร้องทักท้วงเช่นกัน ทว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกลับสายหัวและกล่าวว่า
“พวกเจ้ารอข้าที่นี่ หากว่าสุ่มเสี่ยงอันตราย ข้าจะละทิ้งแล้วกลับมา” ว่าแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็ถ่ายทอดห้วงต้องสาปให้แก่หญิงสาว พลันนั้นนางก็ล้มฟุบลงไปนอนกับพื้น
“ข้าจะสั่งคลายห้วงต้องสาปหลังจากออกไปได้สักพัก เจ้าช่วยเฝ้าดูพวกเขาด้วย” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวกับเฝิ่นเฟิง แล้วจึงทะยานออกจากถ้ำทันที มันไปมองหน้าถ้ำคราหนึ่ง เมื่อพบว่าเจ้าหยางถัวมิได้ตามมันออกมาก็เบาใจ สองเท้าเริ่มผนึกพลังปราณธาตุลมแล้ววิ่งฝ่าสายฝนเข้าไปในความมืด
‘ข้ายังนอนไม่หลับ..’ หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะข้องใจความรู้สึกตนเอง หากเป็นผู้อื่นแล้วย่อมต้องละทิ้งความคิดเช่นนี้เสียแต่ทว่าตัวมันกลับรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง ความรู้สึกนี้เริ่มก่อเกิดขึ้นในนที่มันต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย และยังรุนแรงขึ้นอีกเมื่อได้ต่อสู้กับอสูรพยัคฆ์ขาว
‘หรือข้าจะสนุกสนานกับช่วงเวลานั้น?’ แม้ว่าพลังวิญญาณจะฟื้นฟูได้เพียงหกส่วนเท่านั้น แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับมิได้สนใจ ในเวลานี้ในหัวของมันกลับมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา
‘ข้าอยากเข้าใกล้ความตายอีก.. ข้าอยากสังหาร..’
ย้อนกลับไปที่ถ้ำอีกครั้ง หวังซิ่วอิงเมื่อรู้สึกตัวนางก็ดีดกายลุกขึ้นนั่ง เมื่อพบว่าหยุนเสวี่ยเฟิงได้ออกไปแล้ว นางจึงรีบทะยานออกตามไปทันที ทิ้งไว้เพียงเฝิ่นเฟิงที่เฝ้าชายไร้สติทั้งสอง
‘จิตสังหารแรกกำเนิด.. ทำไมจึงปรากฏนนี้?!’ ดวงตาของหญิงสาวฉายแววกังวล สองเท้าผนึกพลังปราณพร้อมกับใช้วิชาตัวเบาเร่งรุดไปยังทิศทางที่คาดว่าชายหนุ่มมุ่งหน้าไป
‘ขอให้ทันเถอะ!’
จบน.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??