เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 33 จิตสังหารแรกกำเนิด
ท่ามกลางความมืดมิดภายในเขตช่องเขา กลุ่มผู้เดินทางกว่ายี่สิบคนกำลังตั้งที่พักแรมขึ้นมาอย่างง่าย แม้ว่าเม็ดฝนะยังคงหยดลงมาไม่ขาดสาย แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคมากมายเท่าใดนัก
“ข้าะพักผ่อนเสียหน่อย” ชายหนุ่มผมสีทองกล่าวกับผู้ติดตาม จากนั้นจึงเดินเข้าไปยังกระโจมส่วนตัวของั
เหล่าผู้ติดตามนั้น แม้ว่าผู้เป็นนายะเข้าไปพักผ่อนแล้ว แต่พวกัก็มิได้เกียจคร้านและยังคงช่วยกันก่อสร้างที่พักแรมขึ้น แม้ว่าอีกไม่กี่ชั่วยามฟ้าะสางแล้วก็ตาม
สวบ!
ซุ่มเสียงฝีเท้าดังคราหนึ่งภายในพุ่มไม้ใกล้ๆ ทว่าสายฝนที่ยังตกลงมาไม่หยุดนั้น ได้กลบเสียงฝีเท้าเอาไว้จนมิด
‘ข้าอยากฆ่าพวกั’ ร่างที่ซ่อนตัวในเงามืดมีเพียงความคิดเดียว สองมือซ้ายขวาถือไว้ด้วยมีดสั้น ด้านหนึ่งถือแบบคมมีดอยู่สันมือ ส่วนอีกด้านถือแบบปกติ
‘ฆ่า!’ ชายหนุ่มยิ้มแยกเขี้ยวภายในความมืดมิด จากนั้นร่างของัก็ได้เคลื่อนไปตามเงามืด
ตะเกียงไฟกันน้ำฝนกว่าสิบชิ้น มิได้ช่วยให้พื้นที่รอบๆสว่างขึ้นแม้แต่น้อย กลับกันแล้ว แสงไฟจากตะเกียงได้บดบังสิ่งที่อยู่ในความมืดที่กำลังค่อยๆคืบคลานเจ้ามาใกล้เรื่อยๆ และแล้วเหยื่อรายแรกของมัจจุราชก็ได้มาถึง
เด็กหนุ่มในเงามืดเคลื่อนกายมาหยุดเบื้องหลังของชายวัยกลางคน ในขณะที่ักำลังตอกเข็มลงดินเพื่อตรึงกระโจมอยู่นั้น..
‘ห้วงต้องสาป!’
ชายวัยกลางคนร่างกายพลันอ่อนแรง สติเริ่มดับวูบลงในทันที
ฉับ!
คมมีดสั้นเฉือนเข้าที่ท้ายทอยของเหยื่อ ัไม่มีโอกาสรับรู้แม้แต่น้อยว่าเกิดสิ่งใด ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาร่างไร้วิญญาณถูกลากเข้าไปในพุ่มไม้ด้านข้าง
‘ข้าอยากฆ่าอีก..’ เื่ได้จัดการเหยื่อไปหนึ่งแล้ว ร่างในเงามืดคล้ายะยิ้มแยกเขี้ยวชอบใจ จากนั้นัจึงค่อยๆย่างกรายราวกับภูติผีเข้าหาเหยื่อคนที่สอง ัถ่ายโอนห้วงต้องสาปเข้าไประงับพลังวิญญาณและพลังกายของเหยื่อ ก่อนที่ะลงมือในพริบตาต่อมา
ฉึก! ฉึก!
ง่ายดายและหมดจด ชายหนุ่มใช้คมมีดทั้งสองปักลงกลางหัวของเหยื่อ แน่นอนว่าผู้ที่กลายเป็นศพนั้นกำลังตาเหลือกอ้าปากค้างสยดสยอง จากนั้นอีกเพียงไม่เกินอึดใจ ร่างไร้วิญญาณรายที่สามและสี่ก็ตามมาติดๆ
‘เหลืออีกสิบหกคน..ข้ายังสนุกได้ต่อ’ ชายหนุ่มยิ้มร่า ันับจำนวนคนที่กระจายออกไปตั้งกระโจมของตน
กลุ่มผู้ติดตามเยว่เสวียนซานี้ มิได้เป็นผู้ด้อยฝีมืออันใด หากะตรวจจับด้วยพลังวิญญาณแล้ว ย่อมรับรู้ตัวตนของนักฆ่าในเงามืดได้ ทว่าในเวลานี้ ฝนตกหนักเช่นนี้ ะมีผู้ใดที่ยังใส่ใจการตรวจสอบกัน? ต่างคนต่างก็คิดว่าคนในกลุ่มได้ตรวจสอบบ้างแล้ว เื่ความคิดคล้ายกันเช่นนี้ จึงได้กลับกลายเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ทุกคนพร้อมใจกันละเลยหน้าที่สำคัญนี้โดยไม่ได้นัดหมาย!
‘พวกัยังไม่รู้ตัว’ ชายหนุ่มในเงามืดหรือก็คือหยุนเสวี่ยเฟิง บัดนี้ตามเนื้อตัวกลับกายเป็นสีแดงฉาน น้ำฝนที่ตกลงมานั้นกลับมิได้ช่วยชะล้างให้หมดเสียทีเดียว ัมองูเหยื่ออีกสิบหกคน ที่พากันแยกย้ายเข้ากระโจมของตนเอง
‘คนต่อไป’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งเข่นฆ่าก็ยิ่งเกิดความพึงพอใจ เื่พบว่าเป้าหมายนั้นได้แยกย้ายกันไปนอน ัก็เริ่มเคลื่อนกายเข้าสังหารเรื่อยๆมิหยุดหย่อน จนกระทั้งเหยื่อคนที่สิบห้าได้ตายลง
ทว่าในขณะที่ชายหนุ่มกำลังเคลื่อนกายในเงามืดไปสังหารคนที่สิบหกนั้น พลันมีมือเรียวงามยื่นมาคว้าจับแขนัไว้!
ชิ้ง!
หยุนเสวี่ยดวงตาเหี้ยม ัวาดคมมีดไปยังตนคอของผู้ที่จับแขนั ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คมมีดะเข้าเชือดเฉือนนั้น ัก็พบว่าเป็นสตรีที่ัคุ้นเคย
“ซิ่วอิง!” หยุนเสวี่ยเฟิงดวงตาพลันแปรเปลี่ยนคล้ายสับสน
“เจ้าต้องกลับ ในเวลานี้เจ้าต้องสงบสติ!” หวังซิ่วอิงบีบแขนแน่น นางพยายามเรียกคืนสติของชายหนุ่มให้ได้มากที่สุด
‘ข้ายังอยากเข่นฆ่า’ ประโยคเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัว แต่ครั้นเื่หญิงสาวบีบแขนให้แรงขึ้นอีก หยุนเสวี่ยเฟิงก็คล้ายะรู้สึกตัวอยู่บ้าง
“กลับ” หญิงสาวกล่าวสั้นๆ
หยุนเสวี่ยเฟิงมีท่าทีสับสนแปลกประหลาด ดวงตาของัโอนเอนไปมาราวกับว่าสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ถึงกระนั้นเื่หญิงสาวฉุกลากแขนของั ชายหนุ่มก็เดินตามแรงฉุดโดยไม่ทักท้วงอีก
ขณะนี้เป็นเวลาใกล้รุ่งแล้ว แต่หนุ่มสาวยังมิได้เข้านอน หวังซิ่วอิงลากจูงหยุนเสวี่ยเฟิงที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่ครู่ใหญ่ ครั้นเื่พบเจอช่องหินพอที่ะให้ทั้งสองเข้าไปได้ หญิงสาวจึงผลักชายหนุ่มเข้าไป
ชิ้ง!
เื่ผลักหยุนเสวี่ยเฟิงเข้าไปในช่องหินแล้ว นางก็เรียกทวนหมอกอัคคีออกมา แล้วจ่อปลายแหลมไปยังท้ายทอยชายหนุ่ม
“เจ้าอยู่ในสภาวะจิตสังหารแรกกำเนิด จงอยู่นิ่งๆและพยายามควบคุมั อย่าให้ัควบคุมเจ้า!” หญิงสาวน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าชายหนุ่มกลับยังคงกล่าวเลื่อนลอย
“ข้ายังอยากฆ่า”
หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นนางก็ซัดฝ่ามือเข้าที่กลางหลังของั
ตุบ!
ร่างของหยุนเสวี่ยเฟิงกระแทกหินด้านใน และในชั่วขณะนั้นเอง ชายหนุ่มก็เริ่มได้สติ แต่ยังมิทันที่ัะกล่าวอันใดความรู้สึกอันแปลกประหลาดก็วนกลับเข้ามาอีก แต่ครั้งนี้กลับมีอาการอย่างอื่นแทรกเข้ามาด้วย
“ข้า..ปวดหัว อ๊าก..!” หยุนเสวี่ยเฟิงกุมขมับร้องลั่น
“จงควบคุมั!” หญิงสาวตวาดพร้อมกับที่นางกระชับทวนในมือให้พร้อมที่ะจ้วงแทง
หยุนเสวี่ยเฟิงในเวลานี้ัรู้สึกสับสนปั่นป่วน เลือดลมสูบฉีกแรงไม่เป็นจังหวะ พลังวิญญาณที่ไหลเวียนยิ่งมายิ่งรุนแรงภายในใจกลับมีความรู้สึกด้านลบออกมาพร้อมกับโทสะที่ไม่สามารถระงับได้
“ัคือจิตสังหารแรกเริ่ม เจ้าต้องควบคุมั มิใช่ให้ัควบคุมเจ้า!” หวังซิ่วอิงยังคงกล่าวซ้ำๆ แต่หยุนเสวี่ยเฟิงะต้องทำเช่นใดกันเล่า?
“หากว่าเจ้าไม่สามารถควบคุมัได้ ข้าะต้อง...” หวังซิวอิงขบริมฝีระงับคำสุดท้าย ดวงตาของนางสั่นไหวมองขายหนุ่มที่หอบหายใจถี่
“ข้าต้องควบคุมั!” หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มจับใจความที่หญิงสาวกล่าวได้ ัจึงเริ่มพยายามกำหนดาใเข้าออกเป็นอย่างแรก
“ข้าอยากสังหาร..” ครั้นเื่พยายามะควบคุมาใ แต่ความรู้สึกนึกคิดกลับาให้ักล่าวเช่นนี้
“ไม่ใช่! ข้า.. ย๊าก..!”
ยิ่งต่อต้านเท่าใด หัวของักลับคล้ายะเจ็บปวดขึ้นเท่านั้น แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับมิได้ยอมพ่ายแพ้อันใด
“สมาธิ!” หยุนเสวี่ยเฟิงสูดาใลึกแล้วค่อยๆปล่อยออกมา แต่หัวใจของัยังเต้นถี่รัว าใที่ปล่อยออกมานั้นจึงไม่ราบเรียบเท่าใดนัก
‘ข้าต้องควบคุม!’ ชายหนุ่มตั้งใจแน่วแน่ ความคิดอยากฆ่าฟันในตอนนี้ หากว่าัยินยอมสนองแล้วเช่นนั้นัะเป็นนายแห่งตนได้อย่างไร?
ทางด้านหวังซิ่วอิง เื่พบว่าหยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มพยายามควบคุมจิตสังหารแล้ว แต่นางก็ยังไม่ลดปลายทวนลง ภายในความคิดของนางบัดนี้คล้ายะเกิดความลังเลบางอย่างขึ้นมา
‘หากว่าเสวี่ยเฟิงไม่สำเร็จ ข้าะ.. ข้าะฆ่าัได้หรือ?’ หญิงสาวเริ่มคิดไปต่างๆนาๆ
เวลาผ่านไปอย่างยากเย็นแต่ไม่หยุดคอย ฝนที่กระหน่ำเทลงมาตลอดคืนบัดนี้ได้ซาลงแล้ว พร้อมกันนั้นที่หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มรู้สึกสงบลง ในขณะนี้ชายหนุ่มกำลังนั่งขัดสมาธิหลับตา เสียงาใที่เป็นจังหวะต่อเนื่องไม่ติดขัดทำให้หวังซิ่วอิงลดคมปลายทวนลง
“ฟู...”
เื่คิดว่าทุกอย่างได้สงบลงแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงจึงปล่อยาใยาวออกมา หวังซิ่วอิงที่เห็นดังนั้น สองขาของนางก็ทรุดลงกับพื้น ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้สำหรับนางแล้วคล้ายะผ่านไปยากเย็นเสียเหลือเกิน
“เจ้าไม่เป็นไรแล้ว..” หญิงสาวกล่าว หยุนเสวี่ยเฟิงจึงหันกายกลับมาก่อนะกล่าวถาม
“ความรู้สึกนี้ัคือสิ่งใด?”
“จิตสังหารแรกกำเนิด.. เื่เจ้าสั่งสมความรู้สึกเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและการฆ่าฟันได้ระดับหนึ่ง จิตด้านลบในตัวก็ะก่อกำเนิดขึ้นมา” หญิงสาวตอบ หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ฟังดังนั้นก็ฉงนใจ
“ข้าไม่เคยรู้ว่ามีเรื่องเช่นนี้..”
“ตอนนี้รู้เพียงเจ้าและข้าปลอดภัยแล้ว ดังนั้นเราควรเร่งไปสมทบกลุ่มแล้วเร่งจากไปเสียก่อนที่ฟ้าะสว่าง” หวังซิ่วอิงแม้ะรู้ว่ากลุ่มของนางเพิ่งะพบผ่านเรื่องราวหน้าสิ่วหน้าขวานมาหยกๆ แต่การรั้งรออยู่มิใช่ผลดีแน่นอน
“ไปกันเถอะ!” หยุนเสวี่ยเฟิงมิได้ทักท้วงอันใด การกระทำของัก่อนหน้านี้ แม้ัะเหมือนไร้สติทว่ากลับจำเหตุการณ์ได้อย่างชัดแจ้ง หากรั้งรอต่อไป อาจะต้องพบเรื่องยากลำบากอีกเป็นแน่แท้
เื่ทั้งสองคิดได้เช่นนั้น แม้ว่าะเหนื่อยล้า แต่ก็ยังฝืนตนเองให้เร่งมุ่งหน้ากลับไปสมทบกับอีกสามชีวิตที่รออยู่ในถ้ำทันที
หนุ่มสาวใช้เวลาไม่นานนักก็ได้กลับถึงถ้ำที่สหายได้รออยู่ เื่พบว่าเซียวเฉิงเฟยได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ทั้งห้าก็เร่งรีบออกเดินทางทันที โดยมีเฝิ่นเฟิงที่แบกร่างของกังหยงอยู่บนหลัง
รุ่งเช้าตรู่ของวันใหม่ เนื่องจากฝนที่กระหน่ำลงมาตลอดทั้งคืนทำให้อากาศในเช้าวันนี้สดใส ทว่าบริเวณที่พักแรมของกลุ่มเยว่เสวียนซานั้น บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดอันน่าสะอิดสะเอียน
ท่ามกลางซากศพที่นอนกระจัดกระจายไปทั่วนั้น เยว่เสวียนซากำลังยืนมองไปรอบๆด้วยใบหน้าอันเดือดดาล
“ไปตามผู้สอดแนมมา!” เยว่เสวียนซาสั่งการผู้ติดตามที่ยังเหลืออยู่ จากนั้นัจึงเดินสำรวจซากศพที่กระจัดกระจาย
ชายหนุ่มแม้ะรู้สึกคับแค้น แต่ก็ใช่ว่าะบดบังสติ สองตายังคงพินิจรอยกรีดแทงบนซากศพไปเรื่อยๆ ัพบว่ารอยกรีดแทงตามร่างกายเหล่านั้นกลับเป็นการโจมตีธรรมดาทั่วไป มิได้มีร่องรอยของพลังวิญญาณหรือพลังปราณใดๆปรากฏออกมา แต่ถึงกระนั้นความคิดอันแปลกประหลาดก็วาบเข้ามาในหัว
ในคราแรกนั้นัคิดว่าต้องเป็นฝีมือของหวังซิ่วอิงหรือไม่ก็เป็นสหายภายในกลุ่มของนาง ทว่าเื่ได้คิดถี่ถ้วนแล้วกลุ่มที่อ่อนแอเช่นนี้มีหรือที่ะกล้าบุกรุกลอบสังหารเช่นนี้
‘หรือว่า..’ เยว่เสวียนซาเริ่มนึกถึงความคิดอันแปลกประหลาด และทันใดนั้นัก็กางฝ่ามือออกไป พลังวิญญาณถูกปลดปล่อยเข้าไปยังซากศพเบื้องหน้า
“มีร่องรอยห้วงกวี? เป็นัอีกแล้ว?!” เยว่เสวียนซาเบิกตากว้างม่านตาหดวูบ ‘ัเป็นผู้ใดกัน?’
ยิ่งคิดก็ยิ่งคาดเดาไม่ออก ไม่ต่างไปจากการคาดเดาผู้ที่สังหารอสูรพยัคฆ์ขาว ไม่มีเหตุผลที่ะต้องมอบห้วงกวีให้แก่ศัตรูก่อนที่ะสังหารลง
“นายน้อย!” เสียงเรียกของผู้ติดตามดังขึ้นมาแต่ไกล ชายหนุ่มผมทองจึงใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังต้นตอของเสียงครั้นเื่มาถึงก็พบกับสมุนของัที่กำลังนั่งลงพินิจซากศพของชายผู้หนึ่งอยู่
“ัคือคนที่ข้าส่งไปสอดแนมให้นายน้อย” ผู้ติดตามกล่าว
เยว่เสวียนซามิได้กล่าวอันใด ัค่อยๆเดินเข้าหาช้าๆพร้อมกับพินิจซากศพนั้น ตามเนื้อตัวของเหยื่อมิได้มีบาดแผลอันเกิดจากของมีคมแม้แน่น้อย ทว่ากลับมีลูกธนูธรรมดาดอกหนึ่งปักคาอกของเหยื่อ ร่องรอยบาดแผลอันเกิดจากพลังวิญญาณยังคงปรากฏอยู่เลือนราง
“ัมีระดับเท่าใด?!” เยว่เสวียนซาแค่นเสียง ครั้งนี้ัไม่ต้องตรวจสอบใดๆ ก็คาดเดาได้ไม่ยาก มือธนูผู้นี้ สังหารผู้สอดแนมของัก่อนะลอบสังหารคนในกลุ่มด้วยคมมีดเป็นแน่แท้
“เรียนนายน้อย ผู้สอดแนมคนนี้พลังวิญญาณระดับ35”
“สามสิบห้า?!” ชายหนุ่มผมทองตกตะลึง การะสังหารผู้สอดแนมคนนี้ใช่ว่าะเป็นเรื่องง่าย มิหนำซ้ำเืู่จากทิศทางของลูกธนูแล้ว สมควรที่ะพุ่งเข้ามาตรงๆ เพียงลูกธนูดอกเดียวกลับสังหารศัตรูลงได้ คนผู้นี้ย่อมต้องมีระดับพลังวิญญาณไม่ต่ำไปกว่าสี่สิบ!
“มีมือที่สามหรือ?” ข้อสันนิฐานเดียวที่เป็นไปได้ ในเื่คนผู้นี้มิได้เข้าช่วยหวังซิ่วอิงในตอนพบเจอั และยังสังหารคนแต่ไม่คิดแย่งชิงสิ่งใด เพียงเท่านี้ก็พอะคาดเดาได้แล้ว
‘มีมือที่สามแฝงตัวอยู่ในช่องเขานี้’ เื่คิดได้ดังนั้น เยว่เสวียนซาก็สอดส่องสายตาออกไปรอบทิศ พร้อมทั้งยังแผ่พลังวิญญาณเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบกว่าสามร้อยเมตร ทว่ากลับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอื่นนอกจากผู้ติดตามของั
‘ไม่ว่าเจ้าะเป็นผู้ใด.. ข้าะตามไปฆ่าเจ้า!’ เยว่เสวียนซาแววตาเหี้ยม การกระทำของนักฆ่านี้คล้ายะเป็นการหยามและยั่วยุโทสะของัให้ปะทุขึ้น
เยว่เสวียนซามิได้ล่วงรู้แม้แต่น้อย ว่ามือสังหารผู้สอดแนมและผู้สังหารบริวารในที่พักแรมเป็นคนละคนกัน มาดว่าผู้ใช้ธนูในโลกแห่งนี้ล้วนแต่ะมีวิชามีดสั้นไว้ป้องกันตัว ัจึงเหมารวมเอาเองทั้งสิ้น
ทักษะการสังหารนี้ใช่ว่าะมีผู้ใดกระทำได้ง่ายดาย ัผู้นั้นต้องผ่านเหตุการณ์บางอย่างเพื่อให้ตนเองเบิกเนตรและจิตสังหารแรกกำเนิดเสียก่อน เื่ถึงตอนนั้น การะลอบสังหารผู้ใดก็ย่อมกระทำได้โดยมิต้องใช้พลังวิญญาณ ‘ขึ้นชื่อว่าลอบสังหาร ย่อมต้องสังหารโดยที่ศัตรูไม่รู้ตัว..’
“ไม่ต้องเผา ไม่ต้องฝัง.. ข้าะออกเดินทางทันที!” เยว่เสวียนซาสั่งการ จากนั้นจึงเริ่มออกเดินทางทันที ไหสุราปรากฏขึ้นมาอีกครั้งก่อนะยกขึ้นดื่มเสียอึกใหญ่
ย้อนกลับไปในช่วงเช้ามืด ท่ามกลางป่าในพื้นที่ช่องเขานี้ยังมีกระท่อมเล็กแห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่บนต้นไม้สูงใหญ่ หากว่ามีผู้ใดมองไปยังบนต้นไม้นี้ะเห็นเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาเท่านั้น เหตุเพราะด้านในกระท่อมนี้มีหินมายาลวงตากำลังทอแสงอยู่
แผ่นไม้ใต้พื้นเก่าผุค่อยๆเปิดออกอย่างแช่มช้าพร้อมกับร่าบางที่ปีนป่ายขึ้นมา ปลายธนูขนาดใหญ่กว่าตัวบนหลังของัเกี่ยวเข้ากับแผ่นไม้รั้งมิให้ัปีนป่ายได้สำเร็จ เจ้าของร่างบางจึงแค่นเสียงก่อนะเอื้อมมือน้อยไปด้านหลังเพื่อปลดัออก
ครั้นเื่มุดขึ้นมาบนบ้านน้อยได้แล้ว ัก็รีบเก็บข้าวของไม่กี่ชิ้นที่มีอยู่ ยกเว้นแต่ป้ายชื่อที่ตั้งอยู่สองป้าย แสงจากหินล่วงตาสะท้อนร่างเงานั้นที่นั่งคุกเข่าหน้าป้ายชื่อทั้งสอง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อสูรพยัคฆ์ขาว..ัได้ตกตายแล้ว พวกท่านะได้หมดห่วงลูกเสียที.. ข้านั้นได้พบพานบุรุษผู้หนึ่ง เขาได้กำราบัลงสำเร็จ..” ร่างบางกล่าวเสียงใส
หากมีผู้ใดได้พบเจอ ะเห็นว่าัเป็นเพียงหญิงสาวตัวจ้อยร่อยร่างกายผอมแห้ง เนื้อตัวมอมแมม อาภรณ์ที่นางส่วมใส่นั้นะว่าเป็นอาภร์ก็มิใช่ เพราะัเป็นเพียงใบไม้และขนสัตว์ที่สานเข้าด้วยกันเท่านั้น
หญิงสาวหลับตาคล้ายะระลึกเรื่องราวในอดีตอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักเื่แสงแดดยามเช้าสาดแสงลอดผ่านรูไม้ผุพังนางก็เริ่มขยับกายลุกขึ้นก่อนะหยิบลูกธนูจำนวนสามสิบดอกขึ้นมาใส่ซองลูกธนูที่ทำจากหนังสัตว์
“ตอนนี้ข้าควรออกไปท่องโลกกว้างตามที่ท่านพ่อท่านแม่ตั้งใจไว้เสียที” หญิงสาวยิ้มให้กับแสงแดดของเช้าวันใหม่จากนั้นจึงมุดผ่านช่องเดิมลงไปยังพื้นเบื้องล่าง
ทางด้านกลุ่มจรจัดนั้น เื่ได้ตัดสินใจหนีห่างจากเรื่องราวยุ่งยากแล้ว พวกเขาก็เร่งเดินทางไม่หยุดพักเป็นเวลากว่าสองวันหนึ่งคืน การมิได้พักผ่อนเช่นนี้ยิ่งสร้างความตึงเครียดให้แก่ทุกคน ตลอดการเดินทางทั้งห้าจึงมิได้พูดคุยกันแม้แต่น้อย ต่างคนต่างใจจดใจจ่อกับการโคจรพลังวิญญาณเข้าฟื้นฟูตนเองตลอดเวลา
ครั้นเื่การเดินทางอย่างทรหดได้เข้าสู่ช่วงค่ำของวันที่สองแล้ว ทั้งห้าจึงได้มาถึงหมู่บ้านกลางป่าระหว่างเส้นทาง จึงได้ตัดสินใจหยุดพักตั้งกระโจมนอนหลับพักผ่อนที่ชายป่าด้านนอก
“หลับเป็นตาย คงมิใช่คำกล่าวเกินเลย.. เฮ่อ..” กังหยงกล่าวเลื่อนลอย ัมองไปยังกระโจมหนึ่งหลังและชายหนุ่มสองคนที่นอนด้านนอก ตลอดการเดินทางนี้ัเป็นผู้เดียวที่ขี่บนหลังเจ้าหยางถัวตัวสีชมพู จึงมิได้เหน็ดเหนื่อยอันใดอีกทั้งอาการบาดเจ็บก็ยังหายดีแล้ว
“แมะห์..” เฝิ่นเฟิงร้องเรียกพร้อมกับใช้พลังวิญญาณควบคุมให้กองผลไม้ป่าลอยเข้าหากังหยง
“ขอบคุณเจ้ามากๆ เอ..เจ้าใช่ว่าะวิ่งไปพร้อมพวกัแถมยังแบกข้าไว้ เหตุใดจึงคล้ายมิได้เหน็ดเหนื่อย?” กังหยงกล่าวถาม
“แมห์..” ทว่าเื่เฝิ่นเฟิงตอบคำถาม ชายพเนจรกลับไม่สามารถเข้าใจได้ดังเช่นหยุนเสวี่ยเฟิง
“ออ..ข้าก็ว่าอย่างนั้น” กังหยงกล่างไปอย่างนั้น
“ฟู่..!” เฝิ่นเฟิงพ่นาใ ัเพียงถามกลับเท่านั้นว่า ‘แล้วเจ้าไม่เหนื่อยหรือ?’ แต่ชายตรงหน้ากลับตอบอย่างนั้นและในเื่สทนาคนละภาษา มีหรือที่เจ้าหยางถัวะรั้งรออันใด ัหันกายเดินไปยังหยุนเสวี่ยเฟิงก่อนะล้มตัวลงนอนด้านข้าง
“เฮ่อ.. ผู้ว่าจ้างกลับกลายเป็นคนเฝ้าเสียนี่..” กังหยงยิ้มส่ายหัว ค่ำคืนนี้กลับกลายเป็นเพียงผู้ไร้พลังวิญญาณที่เฝ้ายามให้กับหนุ่มสาว
จบตอน. //จบเนื้อเรื่ององค์แรกของบทที่ 1
-> และแล้วก็มาถึงตอนนี้จนได้ เป็นการจบเนื้อเรื่อง 1ใน3 ของบทที่ 1 ซะที (1บทมี3องค์) เบ็ดเสร็จแล้วพิมพ์ไปเกือบ5แสนตัวอักษรด้วยมือถือเครื่องเดียว แหะๆ ขอเวลาพักหายใจกลั่นกรองพัฒนางานเขียนตัวเองก่อนะ แล้วะมาต่อเนื้อหาองค์ต่อไปกันครับ ระหว่างนี้ผมะกลับไปแก้คำผิดกับบิ้วิย่อหน้าใหู้อ่านื่ไขึ้นะ แต่เนื้อหาไม่เปลี่ยนแปลงครับ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??