เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 34 นิทานในหมู่กวี
“เวลาเคลื่อนคล้อยมิได้รอผู้ใดทั้งสิ้น ทุกความเป็นไปใดๆล้วนแล้วแต่ดำเนินต่อไป หากว่าหยุดความเป็นไปให้ชะงักได้ ใช่ว่าเวลานั้นจะหยุดเดิน!”
“ดี! ทีนี้ตาข้าบ้าง...”
ยามเย็นภายในหมู่บ้านกลางป่าเขา บัดนี้ได้มีผู้คนกำลังชุมนุมกันส่งเสียงเฮฮา ตรงกลางของฝูงชนที่ยืนล้อมรอบเป็นวงกลมนั้น มีบุรุษหนึ่งชราหนึ่งวัยกลางคนกำลังยืนประชันกันอยู่ ทุกครั้งที่ฝ่ายใดกล่าวจบ ก็จะปรากฏเสียงฮือฮาจากผู้คนที่อยู่รอบข้าง
ทว่าในยามสนธยาเช่นนี้กลับปรากฏแขกผู้มาเยือนหมู่บ้านสองคน เป็นชายหนุ่มและชายวัยกลางคนกำลังเดินเข้ามาคล้ายอยากจะรู้เห็น เหล่าฝูงชนในระแวกนั้นให้ความสนใจกับทั้งสองวาบหนึ่ง แต่ด้วยความดุเดือดกลางวงนั้นได้เรียกความสนใจของพวกเขาไปหมดสิ้น
“โอ้.. หัวข้อ’เวลา’หรือ?” ชายวัยกลางคนคล้ายจะสนใจเป็นพิเศษ แต่ชายหนุ่มกลับมีสีหน้าสงสัย “พวกเขาทำอะไรหรืออาจารย์?”
เมื่อผู้เป็นศิษย์ไถ่ถาม ชายวัยกลางคนหันมาบอกชายหนุ่มว่า “พวกเขากำลังประชันกวี”
ชายวัยกลางคนกล่าวพลางชี้ไปยังบุรุษสองคนที่กำลังยืนประจันหน้ากัน รอบกายของทั้งสองปรากฏดวงแสงออกมาจำนวนสองและสามดวง
“ประชันกวีหรือ? พวกเขาตัดสินแพ้ชนะกันอย่างไร?” ชายหนุ่มถาม
“การประชันกวีนั้น ย่อมต้องตัดสินจากเนื้อความในกวี ผู้กล่าวกวีย่อมต้องรู้ซึ้งในเนื้อความ เมื่อไม่สามารถต่อกรอีกฝ่ายได้ จะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ นี่ทั้งกฏและน้ำใจของนักกวีด้วยกัน”
“ข้ายอมรับความพ่ายแพ้” ชายวัยกลางคนกล่าวมิทันขาดคำ บุรุษชราภาพภายในวงประชันก็กล่าวขึ้นมา อีกทั้งยังก้มหัวเคารพบุรุษวัยกลางคน ส่วนอีกฝ่ายก็หาได้เย่อหยิ่ง ผู้ชนะก็ยังก้มหัวให้กับผู้แพ้ อีกทั้งยังยิ้มกล่าวว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ออมมือ”
“เฮ...!” เสียงร้องยินดีของฝูงชนดังก้อง เมื่อการแข่งขันได้จบลง ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ คนเหล่านี้ล้วนแต่แสดงความยินดีบ้างก็ปลอบใจผู้แพ้ บรรยากาศที่ปรากฏเป็นภาพนี้สร้างความรื่นรมย์ให้แก่ชายหนุ่มอย่างน่าประหลาด
“ไม่มีกลั่นแกล้ง ไม่มีซ้ำเติม เช่นนี้ถือว่าดีงาม” ชายหนุ่มกล่าว ชายวัยกลางเมื่อได้ฟังดังนั้นมันก็ยิ้มมุมปาก
“เจ้าจะลองสักหน่อยไหม?”
“ข้าหรือ? ไม่เอาดีกว่า ข้ายังไม่รู้ความ ห้วงกวีที่ข้าอัญเชิญล้วนแต่มิใช่มาด้วยบทกวีอันใด” ชายหนุ่มยิ้มแห้ง แล้วกล่าวอีกว่า “ซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยสมควรตื่นแล้ว เรายังต้องรีบปรึกษาหาความ ดังนั้นรีบกลับเถิด”
ชายหนุ่มไม่รอช้า มันรีบสาวเท้ากลับทันที หากว่ารั้งรออยู่ให้ผู้เป็นอาจารย์ชักชวนประชันกวีอีก มันคงต้องปล่อยไก่ตัวใหญ่ออกมาเสียแล้ว
แน่นอนว่าหนึ่งชายหนุ่มและกลางคนนั้นก็คือหยุนเสวี่ยเฟิงและกังหยง และเวลานี้คือยามเย็นของวันถัดมาเนื่องจาก’กลุ่มจรจัด’ได้เร่งเดินทางอย่างทรหด ครั้นเมื่อถึงชายป่าข้างหมู่บ้านเล็กๆนี้ พวกเขาก็หลับพักผ่อนทันทีเป็นเวลากว่าสิบสองชั่วยาม(24ชั่วโมง)
หยุนเสวี่ยเฟิงเป็นผู้ที่ตื่นคนแรก มันมิได้คิดที่จะปลุกสหายทั้งสอง ส่วนกังหยงก็ได้ชักชวนให้มาสำรวจหมู่บ้านนี้เสียหน่อย จึงได้มอบหมายให้เฝิ่นเฟิงเฝ้าหญิงสาวและชายหน้าแก่กว่าวัยก่อนจะจากมา
ครั้นเมื่อกลับจากการสำรวจหมู่บ้านแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็พบว่าหวังซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยได้ตื่นแล้ว ทั้งห้าจึงได้มานั่งลำดับเหตุการณ์และอธิบายเรื่องราวทั้งหมด
เริ่มจากในตอนค่ำที่ทั้งห้าได้แยกกันออกสำรวจเส้นทางด้านหน้าและด้านหลัง ทางด้านเซียวเฉิงเฟยได้พบกับอสูรพยัคฆ์ขาว ส่วนหวังซิ่วอิงนั้นพบเข้ากับเยว่เสวียนซา หลังจากนั้นเซียวเฉิงเฟยก็หนีอสูรพยัคฆ์ขาวมาหาหยุนเสวี่ยเฟิงและในอีกครึ่งชั่วยามต่อมาเยว่เสวียนซาก็พาพรรคพวกของมันเข้าช่องเขา
หลังจากนั้นหวังซิ่วอิงก็แข่งกับเวลาตามหาชายทั้งสามแต่กลับพบเพียงหยุนเสวี่ยเฟิง ในขณะเดียวกันที่เซียวเฉิงเฟยได้พากังหยงที่หมดสติมาพบพานเข้ากับเยว่เสวียนซา แน่นอนว่าเซียวเฉิงเฟยถูกรุมทำร้ายจนหมดสติไปเช่นกัน
เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงตื่นขึ้นมา หวังซิ่วอิงก็ได้กลับมายังซากอสูรพยัคฆ์ขาว ประจวบเหมาะกันกับที่เยว่เสวียนซามาถึงซากพยัคฆ์ขาวได้ไม่นานนัก
“หลังจากนั้น..” หวังซิ่วอิงจะหยุดชะงัก นางชายตามองไปยังหยุนเสวี่ยเฟิงคราหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “หลังจากนั้น เสวี่ยเฟิงได้ก่อกำเนิดจิตรสังหารขึ้นและควบคุมตนเองมิได้ จึงได้เข่นฆ่าสมุนของเยว่เสวียนซาไปสิบหกคน”
‘สิบหกหรือ? เหตุใดข้านับได้สิบห้า?’ หยุนเสวี่ยเฟิงฉงนใจ ทว่ามันก็มิได้กล่าวขัดอันใด
“ข้าจึงไปตามเสวี่ยเฟิงกลับมา และยังช่วยให้เข้าขั้นตอนควบคุมจิตสังหารแรกกำเนิด”
เมื่อหวังซิ่วอิงกล่าวจบ เซียวเฉิงเฟยก็ผิวปากออกมา “เจ้าหน้าสาว ข้าล่ะอิจฉาเจ้าจริงๆ ได้เบิกเนตรและจิตสังหารตั้งแต่อายุเท่านี้ นับถือ..นับถือ”
“เนตรและจิตสังหาร? ข้าว่าจะถามอยู่ มันคือสิ่งใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงถาม หวังซิ่วอิงจึงเป็นผู้ตอบ
“เนตรและจิตสังหารนั้น เมื่อคนผู้หนึ่งสั่งสมประสบการณ์สังหารได้ระดับหนึ่ง ความรู้สึกนี้จะก่อรูปขึ้นเป็นจิตสังหารเข้าควบคุมความรู้สึกรับรู้ ดังเช่นว่า เมื่อคนเราเริ่มรู้สึกคุ้นชินสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นจะก่อรูปให้ตัวเราต้องการมันมากยิ่งขึ้น”
‘เหมือนการกินขนมสินะ’ หยุนเสวี่ยเฟิงนึกถึงตอนที่มันได้กินขนมถังหูลู่ครั้งแรก เมื่อมันได้ลองลิ้มรสแล้ว ร่างกายและความรู้สึกคล้ายจะสั่งการให้มันเสาะหามากินอยู่ร่ำไป ทว่าความรู้สึกนี้มันยังมิได้รุนแรงเกินกว่าจะควบคุมไม่ได้
‘แม้ระดับความรู้สึกจะต่างกัน แต่หลักการก็คล้ายกัน หากเราไม่ควบคุมมัน มันจะควบคุมเรา และหากควบคุมมันได้ครั้งหนึ่งแล้ว เราจะเป็นนายของมันชั่วคราว’ หยุนเสวี่ยเฟิงนึกสำรวจจิตใจตนเอง แล้วจึงกล่าวว่า “เหมือนความรู้สึกตอนอยากกินขนมใช่หรือไม่?”
“ฮ่าๆ ศิษย์เอย เจ้าเข้าใจเปรียบเทียบ ข้านั้นมิได้มีจิตสังหาร แต่ข้าสามารถบอกเจ้าได้” กังหยงกล่าว “ใช่ว่าแม่นางน้อยกระทำสิ่งใดตอนที่เจ้าศิษย์คนนี้เริ่มขั้นตอนควบคุมจิตสังหาร?”
“ข้า... ชี้ปลายทวนไปยังเขา” หวังซิ่วอิงลังเลกล่าว หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ยินดังนั้นก็กลับกลายเป็นตกตะลึง ‘นางเตรียมการจะฆ่าข้าหรือ?’
กังหยงที่เห็นท่าทีหยุนเสวี่ยเฟิงเปลี่ยนไปจึงได้กล่าวอีกว่า “ใจเย็นก่อนศิษย์ข้า แม่นางน้อยย่อมมีเหตุผล”
“การเบิกเนตรและจิตสังหารนั้น จำต้องมีคนคอยช่วยเสมอ เจ้าทำสำเร็จย่อมเป็นผลดี แต่หากเจ้าทำไม่สำเร็จ จิตสังหารจะครอบงำเจ้า หากปล่อยเจ้าไป ย่อมต้องสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คน”
เรียบง่ายและไม่ยากเกินความเข้าใจ หากว่าคนผู้หนึ่งถูกจิตสังหารของตนเข้าครอบงำแล้ว มันจะต้องออกไปเข่นฆ่าผู้คนสนองความอยากเป็นแน่แท้ การคอยจับตามองของผู้ช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งก็คือช่วยเตือนสติให้กำราบจิตสังหารลงและอีกส่วนก็คือฆ่าทันทีเมื่อล้มเหลว
“ก่อนที่จะสังหารไปมากกว่านี้สินะ..” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเลื่อนลอย มันหันไปสบตาหญิงสาว “ข้าขอบคุณ”
“ข้าก็ขอบคุณล่วงหน้าเช่นกัน เนื่องด้วยพวกเราล้วนแต่อยู่ในวงการผู้ฝึกวิญญาณ การฆ่าฟันจะเป็นเรื่องปกติ เมื่อวันนั้นมาถึง ข้าต้องขอรบกวนเจ้า” หญิงสาวกล่าว
“เฮ้! อาจจะเป็นข้าก็ได้ที่จะเป็นผู้ช่วยเจ้า” เซียวเฉิงเฟยกล่าวท้วง แต่ไม่มีใครสนใจมัน
แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะยังคงสงสัยในเนตรและจิตสังหาร แต่เวลานี้ใช่ว่าจะเป็นเวลาเรียนรู้อันใด เรื่องสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“มันผู้นั้นเจ้ารู้จักใช่หรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงเป็นผู้กล่าวถามหญิงสาว
“ชื่อของมันคือ เยว่เสวียนซา มันเป็นพวกสายเลือดผสมระหว่างทวยเทพและมนุษย์!” หวังซิ่วอิงกล่าว “เยว่เสวียนซาผู้นี้ เป็นหนึ่งในทายาทของตระกูลเยว่ที่ครองอาณาจักรเยว่เสวียน”
“อาณาจักรเยว่เสวียน?” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่เคยได้ยินเช่นนี้ ในความคิดของมัน ดินแดนเทียนฉินย่อมต้องเป็นอาณาจักรเทียนฉินเช่นกันใช่หรือ?
“เรื่องอาณาจักร เอาไว้เจ้าไปศึกษาเอง เข้าเรื่องต่อเถิด” เซียวเฉิงเฟยกล่าว
“เยว่เสวียนซานั้นเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง อาศัยว่าสายเลือดครึ่งหนึ่งของมันเป็นทวยเทพ จึงได้รังเกียจเหล่ามนุษย์ ในวันนั้นคล้ายว่ามันจะตามหาอสูรพยัคฆ์ขาวเพื่อรวมรวบวัตถุดิบหลอมยุทธภัณฑ์บางอย่าง จึงได้พบพานพวกเรา” หวังซิ่วอิงยังอธิบายต่ออีกว่า
“เนื่องจากเสวี่ยเฟิงได้ลอบสังหารบริวารของมัน ข้าไม่รู้ว่ามันคาดเดาว่าเป็นพวกเราหรือไม่ แต่มีอย่างหนึ่งที่ข้ามั่นใจ..”
“คือ..” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะลุ้นตัวโก่ง อันเนื่องมาจากปัญหานี้มีมันเป็นตัวต้นเหตุ
“เยว่เสวียนซามักดูถูกผู้คน และมีข่าวลือหนาหูว่ามันเป็นผู้ที่คิดวิเคราะห์ได้ตื้นเขินแต่หลงตัวเองว่าเป็นอัจฉริยะ” หวังซิ่วอิงยังกล่าวต่ออีกว่า “ข้าจึงมั่นใจอยู่เจ็ดส่วน ว่ามันมิได้สงสัยพวกเราที่มันมองว่าขลาดเขลาและด้อยพลังกว่า”
“แม่นางน้อยกล่าวมีเหตุผล ผู้แข็งแกร่งย่อมมองข้ามผู้อ่อนแอ และสร้างเงาพยัคฆ์ไว้ด้านหลังจิ้งจอก” กังหยวกล่าว
“ท่านกังหยง.. ที่ท่านเปรียบเปรยหมายความว่าอย่างไร?” เซียวเฉิงเฟยฉายแววสงสัย กังหยงจึงอธิบายว่า
“จิ้งจอกใช่ว่าจะไม่อันตราย มันยังคงออกล่าเหยื่อของมันได้ แต่คนผู้นี้กลับหลงทางในความคิดตน มิทันได้เห็นจิ้งจอกก็คิดเสียแล้วว่าเป็นพยัคฆ์”
“ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี” เซียวเฉิงเฟยยิ้มแห้ง
“ท่านกังหยงหมายความว่า เยว่เสวียนซาผู้นี้ อาจจะมองข้ามพวกเรา และนึกว่าเป็นผู้อื่นที่มีฝีมือล้ำเลิศ” หวังซิ่วอิงเป็นผู้ขยายความ
“ที่ท่านกังหยงกล่าวมานั้นมีความเป็นไปได้หลายส่วน แม้ว่าพวกเราจะเร่งเดินทางทั้งวันคืนมาแล้ว แต่ข้ากลับเริ่มฉุกคิดได้ หากว่ามันสงสัยพวกเราจริง สมควรจะเร่งหาตัวพวกเราและพบเจอตั้งแต่ช่วงบ่ายมานี้เป็นอย่างช้า”
ข้อสันนิฐานของหวังซิ่วอิงคล้ายจะมีเหตุผลมารองรับให้หนักแน่น ด้วยฐานะของเยว่เสวียนซาผู้นี้ มีหรือที่มันจะปล่อยให้กลุ่มจรจัดรอดมาได้ถึงตอนนี้
และด้วยข้อสันนิษฐานที่กล่าวมา ทั้งห้าจึงได้พร้อมใจกันคิดว่า ‘เยว่เสวียนซาคือคนโง่เขลาหลงตนเองขนานแท้!’
เมื่อจัดแจงวิเคราะห์ปัญหาเสร็จแล้ว แต่ละคนจึงได้เบาใจลง คนทั้งสี่และหนึ่งสัตว์อสูรก็เริ่มพูดคุยสัพเพเหระพร้อมกับรับประทานอาหารค่ำ ครั้นเมื่อถึงยามดึก ด้วยความที่ยังไม่สามารถเบาใจกับปัญหาได้หมด พวกมันจึงยังคงนั่งรอบกองไฟเกาะกลุ่มกันไว้ ถ้าหากมีเหตุการณ์ให้ต้องหนี ย่อมจะกระทำได้โดยง่าย
“ใช่ว่าพวกเจ้าต้องพักผ่อนหรือไม่ เหตุใดจึงไม่เข้านอนเสีย” กังหยงกล่าวถาม หยุนเสวี่ยเฟิงจึงตอบว่า “ข้ายังนอนไม่หลับ”
ได้ยินเช่นนั้นกังหยงจึงกวาดสายตาไปรอบๆคราหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าอยากจะฟังนิทานก่อนนอนหรือไม่?”
“พวกเรามิใช่เด็กแล้วนะท่านกังหยง” เซียวเฉิงเฟยกล่าว ทว่าเมื่อมันเหลือบมองหยุนเสวี่ยเฟิงและหวังซิ่วอิง กลับพบว่าทั้งสองคล้ายจะตื่นตัวตั้งใจฟัง ชายหนุ่มหน้าแก่กว่าวัยจึงถอนหายใจ
“อายุสิบห้า มิได้ถูกเรียกว่าเด็ก แต่ก็ไม่สามารถเรียกเป็นผู้ใหญ่ได้ เอาเถอะ..” กังหยงชะงักสูดลมหายใจคราหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “นิทานที่ข้าจะเล่า เป็นนิทานของเหล่านักกวี เจ้ายังอยากรู้หรือไม่?”
หนุ่มสาวเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็พากันพยักหน้า ส่วนเฝิ่นเฟิงนั้นได้นอนหลับไปแล้ว กังหยงจึงสูดหายใจลึกอีกครา กองไฟที่สุมอยู่พร้อมกับสายลมยามค่ำคืนกลับช่วยสร้างบรรยากาศอย่างน่าประหลาด
“กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว..”
“นี่มันคำกล่าวเริ่มนิทานทั่วไปชัดๆเลยนะ ท่านกังหยง”
“เซียวเฉิงเฟย หุบปาก!” หยุนเสวี่ยเฟิงและหวังซิ่วอิงตวาดพร้อมกัน
กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ก่อนที่จะเกิดเป็นดินแดนเทียนฉิน ก่อนที่จะมีมหาสงครามรวบรวมแผ่นดิน ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนแต่อยู่ร่วมกันภายใต้กฏเกณฑ์แห่งกงล้อวัฏจักร
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่งนี้ล้วนเกื้อหนุนและเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน กำเนิด เติบโต และสลายไป เมื่อสลายไปย่อมกลับกลายเป็นสิ่งแรกกำเนิดของสิ่งต่อไป วนเวียนซึ่งกันและกัน
จะกล่าวถึงสิ่งมีชีวิต ทุกชีวิตนั้นต่างดำเนินอยู่บนห่วงโซ่อาหารที่คล้องเข้าหากัน สัตว์ป่า สัตว์อสูร นางไม้ ยักษ์ และมนุษย์ ต่างก็แหวกว่ายอยู่ภายในวัฏะนี้ มีพ่ายแพ้ มีชนะ แตกต่างสลับกันไป
“แล้วทวยเทพเล่า? ดูเหมือนท่านจะมิได้กล่าวถึง” เซียวเฉิงเฟยทักท้วงอีกครั้ง แต่หยุนเสวี่ยเฟิงที่รำคาญจึงได้ผนึกห้วงต้องสาปให้มันลงไปนอนหมดสติกับพื้น กังหยงและหวังซิ่วอิงจึงยกนิ้วโป้งให้
“อะแฮ่ม..!” กังหยงปรับอารมณ์เสียงอีกครั้งก่อนจะเริ่มเล่าต่อ
เมื่อมีการชนะและพ่าย วนเวียนกันดังเช่นน้ำดับไฟ หรือดินดูดซับน้ำ หนทางแห่งชีวิตย่อมเป็นไปตามกฏ ทว่าได้มีอยู่สองเผ่าพันธุ์ที่มิได้อยู่ในห้วงแห่งวัฏะนี้ นั่นก็คือ.. ทวยเทพและมาร
“ทวยเทพและมาร?” หยุนเสวี่ยเฟิงทวนคำ มันเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในโลกแห่งนี้ ไม่เคยมีคำว่า ‘มาร’ เข้ามาในโสทประสาทของมันสักครั้ง
เมื่อเผ่าพันธุ์เทพและมาร อยู่นอกเหนือกฏแห่งกงล้อวัฏจักร สองเผ่าพันธุ์นี้คล้ายจะต้องการล่วงรู้ ว่าผู้ใดจะเป็นน้ำที่ดับไฟหรือลมพายุที่พัดกระหน่ำหมู่ไม้ จึงได้มีการก่อสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ขึ้นมา
ในขณะนั้นเหล่าสิ่งมีชีวิตชั้นบนของห่วงโซ่อาหารล้วนแล้วแต่มีสัมปชัญญะกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สัตว์อสูร ยักษ์นางไม้ และมนุษย์ ล้วนแต่ถูกชักนำให้เข้าร่วมสงครามด้วยความจำยอม
ไม่ปรากฏหมายเหตุอันใด ว่าเผ่าพันธุ์ใดเลือกข้างฝ่ายใดชัดเจน ในเมื่อมนุษย์สองคนยังคิดอ่านไม่เหมือนกัน ฉันใดฉันนั้น เหล่าสิ่งมีชีวิตจึงได้แตกกลุ่มกระจายเข้าเป็นพรรคพวกของเทพและมาร
ครั้นเมื่อสงครามได้ดำเนินไปอย่างยาวนาน ก็ยังไม่มีผลปรากฏว่าฝ่ายใดจะปราชัย ราชันมารจึงได้สร้างสรรพลังอันไร้ขอบเขตขึ้นมา หวังที่จะใช้มันกำราบเหล่าทวยเทพ
ทว่ามิได้มีเพียงราชันมารเท่านั้นที่มีไม้ตายก้นหีบ เหล่าทวยเทพต่างก็เริ่มคิดค้นวิชายุทธขึ้นมา เป็นวิชาที่ใช้ร่างกายและพลังวิญญาณเข้าต่อสู้
เมื่อมหาสงครามเทพมารครั้งสุดท้ายได้มาถึง เนื่องด้วยพลังอันไร้ขอบเขตนั้น อยู่ที่ตัวราชันมารแต่ผู้เดียว สงครามย่อมต้องใช้พลังของคนหมู่มาก เผ่ามารจึงได้ปราชัยลงในที่สุด
ต่อมาเผ่ามารก็ได้ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก แต่ถึงกระนั้น เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นยาวนาน ย่อมมิอาจห้ามไม่ให้เกิดความรักต่างเผ่าพันธุ์ขึ้นได้ แน่นอนว่าในช่วงเวลานั้นได้ถือกำเนิดสายเลือดครึ่งมารครึ่งเผ่าพันธุ์อื่นอีกมากมาย
ราชันมารที่หลงเหลือรอดเป็นผู้สุดท้าย ครั้นจะสำนึกเสียใจที่กักเก็บพลังไว้ที่ตน และด้วยความคับแค้นใจที่เผ่าพันธุ์สายเลือดบริสุทธิ์ได้หมดไปแล้ว จึงได้ชักนำพลังอันไร้ขอบเขตให้แยกกระจายออกไปแฝงในตัวของผู้ที่มีสายเลือดมาร
กาลเวลาผ่านไป ด้วยความที่เผ่ามารและเผ่าเทพมีรูปร่างเป็นมนุษย์ยากที่จะตรวจสอบ เหล่ามนุษย์สายเลือดครึ่งมารที่ได้หลบซ่อนก็เริ่มกระจัดกระจายกันออกไปและมีทายาทกับมนุษย์ธรรมดา จากรุ่นสู่รุ่นสืบต่อมาเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เหล่าสายเลือดมารก็ได้ถูกลืมเลือนไปสิ้น
“แล้วราชันมารเล่า? ต่อจากนั้นเป็นอย่างไร?” หวังซิ่วอิงถาม แต่คำตอบของกังหยงก็ง่ายแสนง่าย “นิทานเล่าไว้เพียงเท่านี้”
“สรุปแล้วนิทานนี้มีสิ่งใด เหตุใดจึงเล่ากันในหมู่กวีเท่านั้น?” หยุนเสวี่ยเฟิงสงสัย ด้วยเนื้อหาที่กังหยงเล่ามานั้น คล้ายว่าจะเล่าไปอย่างนั้น ไม่ได้มีผลอันใด
ฟิ้ว..
สายลมเย็นพัดผ่านแว่วเข้ามา เปลวไฟบนกองเพลิงวูบไหวคราหนึ่ง สร้างบรรยากาศคล้ายจะโหมโรงคำกล่าวต่อจากนี้ของกังหยง
“ทวยเทพสร้างวิชายุทธ สัตว์อสูรมีวิชาปราณ ยักษ์สร้างยุทธภัณฑ์ นางไม้สรรสร้างสิ่งลี้ลับ เจ้าคิดว่าเผ่ามารมีดีอันใด? พลังอันไร้ขอบเขต พลังอันลึกลับนั้นคือสิ่งใด?” กงหยงมิได้รั้งรอให้หนุ่มสาวขบคิดแต่อย่างใด
“ห้วงกวีคือสิ่งที่ตกทอดมาจากเผ่ามาร ผู้อัญเชิญห้วงกวีนั้นมีสายเลือดแห่งมารไหลเวียนอยู่ แม้ความเข้มข้นของสายเลือดจะจางหายไปตามกาลเวลาก็ตาม” กังหยงกล่าวเสียงเย็น
“จะอย่างไรเสีย มันก็เป็นเพียงนิทานก่อนนอนเท่านั้น”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นหนุ่มสาวก็มิได้กล่าวอันใดอีก ต่างคนต่างคิดจินตนาการไปต่างๆนาๆ ทว่าด้วยความเงียบงันอันยาวนานนี้กลับพาให้กลุ่มจรจัดเริ่มง่วงนอน ไม่นานเท่าใดนัก แต่ละคนก็เริ่มผลอยหลับไป
กลางดึกอันเงียบสงัดกลางป่าเขาอันห่างไกล บัดนี้ได้ปรากฏร่างของชายผมสีทองกำลังยืนอยู่กลางแสงจันทร์ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันบ่งบอกว่ามันกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ครั้นเมื่อผ่านไปอีกชั่วครู่ มันจึงตัดสินใจกระทำบางอย่าง
“ชาสื่อจิต..” ชายผมทองหรือก็คือเสว่เสวียนซาเอ่ยขึ้น มันยกแก้วน้ำชาในมือขึ้นดื่มก่อนจะนั่งลงหลับตาแล้วกล่าวว่า“เยว่ซวนเหลียง..ท่านแม่”
สายลมอ่อนหมุนวนรอบร่างของชายหนุ่มวูบหนึ่ง ภายในห้วงภวังค์ความคิดเริ่มปรากฏภาพของสตรีเรือนผมสีดำอยู่เลือนลาง
“ท่านแม่..” เยว่เสวียนซากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สตรีในห้วงภวังค์นั้นก็ได้ตอบกลับทันที
“เสวียนซาหรือ.. เหตุใดจึงเร่งรีบร้อนนัก ฉินฮวาน้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เยว่เสวียนซานึกคิดคำตอบครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวออกไป “ชาสื่อจิตสามปีใช้ได้หนึ่งครั้งก็จริง เพียงแต่ลูกเร่งรีบมาบอกกล่าวเสียก่อน อีกไม่นานเกินรอ ลูกจะได้พบท่านแม่แล้ว..”
“ส่วนน้องฉินฮวานั้นยังคงอยู่ที่วังหลัง.. ท่านพ่อไม่อาจปล่อยตัวนางออกมา” ขณะที่เยว่เสวียนซากล่าว ใบหน้าของมันคล้ายจะฉายแววเศร้าหมอง
“ลูกอย่าได้ฝืนตนเองเช่นนี้อีกเลย การกระทำของลูกมีแต่จะทำให้ลูกต้องทุกข์ทรมานกับตนเอง โปรดหยุดไว้เพียงเท่านี้เถิด..” สตรีในห้วงแห่งภวังค์ว่าแล้วจึงกล่าวอัญเชิญห้วงกวีออกมาหกดวงดวงวนเวียนรอบกาย
“แม่ยังคงรักและห่วงใยลูกเสมอ แต่การที่ลูกต้องกระทำเลวทรามเพื่อแม่ ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่มารดาผู้หนึ่งพึงพอใจ”
“ท่านแม่อย่าได้กล่าวเช่นนั้น!” เยว่เสวียนซาตะคอก พร้อมกันนั้นที่ตัวมันในโลกภายนอก ได้หยิบก้อนสินแร่จากอสูรพยัคฆ์ขาวขึ้นมา “ข้าได้มันมาแล้ว ขาดอีกเพียงสามสิ่งเท่านั้น บัดนี้ข้ามาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับแล้ว!”
“ลูกแน่ใจได้อย่างไร สายเลือดแห่งมารหายไปแล้วจะเป็นอย่างไร ใช่ว่าพ่อของเจ้าจะยอมรับ ในเมื่อความรักมันได้พังทลายลงแล้ว” สตรีภายในห้วงภวังค์ว่าแล้วก็สั่งสลายห้วงกวีไป พร้อมกันนั้นที่เวลาของชาสื่อจิตได้หมดลง ทิวทัศน์รอบกายของชายหนุ่มพลันบิดเบี้ยว ทว่าก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงนั้น ซุ่มเสียงสตรีก็ดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย
“เสวียนซา.. สิ่งที่ลูกพึงกระทำก็คือการดูแลน้องของเจ้า”
“ท่านแม่!” เยว่เสวียนซาไม่ทันได้กล่าวอันใดอีก สติของมันก็ออกจากห้วงภวังค์เสียแล้ว หยาดน้ำตาคล้ายจะซึมออกมาเล็กน้อยจากดวงตาอันเคียดแค้น มันลุกยืนขึ้นเหม่อมองไปยังผืนป่าเบื้องหน้า
“พวกมนุษย์โสมมสมสู่หมู่มาร หากไม่เป็นเพราะพวกเจ้า ท่านแม่ก็คงอยู่กับข้า!”
“ย๊าก!” เยว่เสวียนซากู่ร้องลั่นปลดปล่อยพยุหะพลังวิญญาณสีทองออกไปรอบกาย
จบตอน.
ลุยต่อเลยละกัน ขี้เกียจกลับไปเรียบเรียงละ!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??