เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 36 ประชันกวี
เยว่เสวียนซาเดินไปรอบๆวงล้อมของผู้คน มาดว่ากำลังเรียกความสนใจ พัดขนเป็ดในมือโบกวาดเข้าออกเชื่องช้าสายตามองไปยังท้องนภาก่อนจะเริ่มกล่าวขึ้นมา
“ทวยเทพนั้นอยู่เย็น มนุษย์ย่อมอยู่เย็น
ทวยเทพอยู่ร้อน เมื่อมนุษย์เริ่มแตกแยก
มนุษย์กินดี ย่อมเป็นเพราะทวยเทพนำพา
มนุษย์มีภัย ย่อมเป็นทวยเทพที่เยียวยา”
เยว่เสวียนซากล่าว ดวงแสงห้วงกวีก็ปรากฏขึ้นมาสี่ดวง จากนั้นมันจึงสะบัดปลายพัดขนเป็ดไปทางหยุนเสวี่ยเฟิเป็นเชิงว่า ‘เชิญโต้แย้ง’
“ท่านกังหยง มันหมายความว่ากระไร?” เซียวเฉิงเฟยกระซิบถาม ชายพเนจรถึงอธิบายว่า “ทวยเทพให้มนุษย์อยู่ใต้อาณัติ ให้อยู่ดีกินดี เมื่อมนุษย์ชักนำภัยมาสู่ตนเอง และยังเป็นทวยเทพที่แก้ปัญหาให้”
“บทกวีนี้จะว่ากล่าวธรรมดาก็มิใช่ เนื้อความนั้นคล้ายจะบอกให้เหล่ามนุษย์ทราบซึ้งในบุญคุณเหล่าทวยเทพ” หวังซิ่วอิงกล่าว ทว่ายังมิทันที่เซียวเฉิงเฟยจะกล่าวอันใด หยุนเสวี่ยเฟิก็เริ่มขยับกายแล้ว
พัดสีดำถูกโบกวาดขึ้นก่อนจะกางออก เผยให้เห็นลวดลายก้อนเมฆสีแดงด้านใน หยุนเสวี่ยเฟิขยับเล็กน้อยส่งสายลมอ่อนเข้าปะทะผมหน้าให้ปลิวขึ้น แล้วจึงกล่าวออกมา..
“ใช่ว่าทวยเทพมิได้หวังผลอันใด
ใช่ว่ามนุษย์ต้องพึ่งพิงทวยเทพ
หากไม่มีทวยเทพแล้ว.. มนุษย์ย่อมคงอยู่ได้”
“อา...” เหล่าชาวประชาที่มุงดูล้วนแต่อ้าปากค้าง หยุนเสวี่ยเฟิกล่าวเพียงสามประโยคเท่านั้น!
แปะๆ
“ดี!” กังหยงเป็นคนแรกที่กล่าวขึ้น หลังจากนั้นฝูงชนรอบๆก็เริ่มตบมือตาม บ้างก็ส่งเสียงให้กำลังใจ
“ข้าไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด เยว่เสวียนซากล่าวสี่ แต่เจ้าหน้าสาวกล่าวสาม ใช่ว่ามันแพ้หรือ?” เซียวเฉิงเฟยเกาหัว แต่ก็เป็นหวังซิ่วอิงที่ตอบคำถาม “เสวี่ยเฟิใช้เพียงสาม สามารถสื่อความโต้กลับอีกฝ่ายได้ต่างหาก”
“เยว่เสวียนซาบอกให้ทราบซึ้ง แต่ศิษย์ข้ากลับโต้กลับไปว่า ทวยเทพยัดเยียดความช่วยเหลือ แล้วจึงทวงหนี้บุญคุณซึ่งมนุษย์นั้นหาได้ต้องการไม่” กังหยงลูบคางกล่าว เซียวเฉิงเฟยยังคล้ายจะงงงัน แต่มันก็ตอบกลับไป “อ้อ..เป็นเช่นนั้น”
ทางด้านเยว่เสวียนซา บัดนี้ใบหน้ามันคล้ายจะบิดเบี้ยว การเย้ยหยันที่ใช้เพียงสามประโยคกลับสร้างความอับอายให้แก่มัน
“เป็นไรไป? ท่านครึ่งทวยเทพ..” หยุนเสวี่ยเฟิยิ้มเย้ย ทว่าในใจกลับเต้นคึกโครม เยว่เสวียนซามิได้คล้อยตามการยั่วยุ มันสูดหายใจลึกคราหนึ่งแล้วจึงกล่าวสลายห้วงกวี จากนั้นก็เริ่มเอ่ยบทกวีที่สองของมัน
“พระคุณทวยเทพช่วยเหลือ มนุษย์กลับลืมเลือน
ครั้นเมื่อทวยเทพตักเตือน มนุษย์กลับนิ่งเฉย
แต่ครั้นมนุษย์มีภัย มันกลับขอความช่วยเหลือ
ทวยเทพแม้เอือมระอา แต่ก็ยังมอบน้ำใจ
แต่พวกมันกลับเห่าหอนภายหลัง..สันดานมนุษย์เป็นเช่นนี้!”
ครั้งนี้ดูเหมือนเยว่เสวียนซาจะใส่โทสะลงไป ดวงแสงห้วงกวีที่ปรากฏออกมาห้าดวงนั้น กลับดูคล้ายมันจะวนเวียนรอบกายรวดเร็ว
“โห่..” ชาวประชาต่างแสดงสีหน้าผิดหวัง คำกล่าวกวีของเยว่เสวียนซากลับมิได้ดูน่าสนใจดังเช่นรูปภายนอกของมันและเมื่อนึกถึงความหมายของถ้อยคำนี้ เหล่าชาวประชาต่างแสดงใบหน้าไม่พอใจ
ทางด้านหยุนเสวี่ยเฟิกลับก้มหน้านิ่งวิเคราะห์ประโยคของชายผมทอง พร้อมกันกับที่มันสั่งสลายห้วงกวี อีกครู่ใหญ่ผ่านไปมันก็เงยหน้าขึ้น มุมปากยกยิ้มคล้ายจะสื่อถึงความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม
“ใช่ว่าทวยเทพช่วยเหลือมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว
เหล่าทวยเทพก็ยังต้องพึ่งพามนุษย์เช่นกัน
สันดานเทพมิเคยเปลี่ยนแปลง ยกตนขึ้นเหนือหัว
ผู้ใดไหนเล่าติดหนี้บุญคุณ..เป็นทวยเทพเท่านั้นที่ถือดี!”
“เฮ.!!” ชาวบ้านและนักเดินทางต่างพร้อมใจกันโห่ร้องยินดี
หยุนเสวี่ยเฟิเมื่อกล่าวมันก็กางพัดสีดำออกอีกครั้ง ก่อนจะโบกวาดลมอ่อนเข้าหาตัว เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวว่า “เชิญคุณชายเยว่กล่าวต่อ”
ทว่าเยว่เสวียนซาในเวลานี้ใบหน้ากลับแดงก่ำ เป็นอีกครั้งที่น้อยคำชนะมากความของมันอย่างสิ้นเชิง “หึ! อย่าถือดีให้มันมากนัก เจ้าเด็กไร้ความนอบน้อม อาศัยเพียงกล่าวไม่กี่ประโยค ริอ่านจะเทียบชั้นข้า!”
พรึบ!
พลันนั้นเยว่เสวียนซาก็ปลดปล่อยโทสะ พลังวิญญาณที่แผ่ออกมาได้เผาผลาญพัดขนเป็ดเป็นจุลทีามกลางสายตาชาวประชา
“พี่น้อง! เยว่เสวียนซาคิดจะใช้กำลัง!” เซียวเฉิงเฟยตะโกนออกมา
“โห่...!” เหล่าชาวบ้านและนักเดินทางต่างก็ส่งเสียงเย้ยหยัน การกระทำเช่นนี้ของเยว่เสวียนซานั้น ช่างไร้มารยาทสิ้นดี!
“เจ้าคนไร้ยางอาย!” หนึ่งในฝูงชนตะโกนออกมา บางคนก็ขว้างปาหัวผักกาด บางคนก็ยกนิ้วให้แก่มัน พร้อมกับตะโกนว่า “กระทำเช่นนี้ทำไมไม่ประลองกวีไปเลยเล่า!”
“หึ!” เยว่เสวียนซาแค่นเสียง มันรีบสงบสติอารมณ์ก่อนจะยืดตัวตรงแล้วหันไปมองรอบๆ บัดนี้ตัวมันคล้ายแกะดำในหมู่จิ้งจอก ความถือดีในสายเลือดอีกครึ่งคล้ายจะจางหายไป
“พี่น้อง! ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น การประชันกวีนี้คล้ายน่าเบื่อ ข้าจึงหวังเพียงสร้างความหรรษาให้พวกท่าน” ความจริงแล้วทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดี เยว่เสวียนซาเพียงเกรงกลัวว่าพวกมันจะป่าวประกาศความไร้มารยาทไปทั่วหล้าเท่านั้น
“ข้านั้นได้เป็นผู้เริ่มกล่าวถึงสองรอบ บัดนี้สมควรให้คุณชายพัดดำ เป็นผู้เริ่มก่อน” เยว่เสวียนซากล่าวเสียงดังพร้อมกับเหลือบตามองไปยังหยุนเสวี่ยเฟิ ‘เป็นเพราะข้าเริ่มก่อนเท่านั้น เจ้าจึงแก้ต่างได้ รอบนี้ข้าจะเหยียบเจ้าให้จมดิน!’
หยุนเสวี่ยเฟิคล้ายจะฉงนใจ มันหันไปมองกังหยง ก่อนที่ชายพเนจรผู้นี้จะชูมือห้านิ้วให้แก่มัน
“ขั้นที่ห้าหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิกล่าวไร้เสียง ทว่ากังหยงกลับงอนิ่วก้อยและโป้ง ‘สามนิ้ว?!’
‘จะให้ข้าใช้เพียงสามประโยคหรือ?!’ หยุนเสวี่ยเฟิเบิกตาค้าง สองครั้งก่อนหน้ามันใช่ว่ามันตั้งใจ แต่เป็นเพราะมันคิดประโยคไม่ออกก็เท่านั้น!
ทว่าเมื่อเป็นคำสั่งอาจารย์ แม้ว่ามันจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่มันก็จะลองทำ
พัดสีดำในมือถูกกางและหุบคล้ายสื่อว่าหยุนเสวี่ยเฟิกำลังขบคิด มันเหลียวซ้ายแลขวาคราหนึ่ง เหล่าผู้คนต่างเริ่มนิ่งเงียบรอคอย ในที่สุดเด็กหนุ่มก็เริ่มเอ่ยกล่าวขึ้น
“มนุษย์ย่อมมีทะเลาะโต้เถียงเป็นสันดาน..” กล่าวเพียงประโยคแรก สีหน้าเหล่าผู้คนต่างเริ่มแปรเปลี่ยน พร้อมกับทำหน้านิ่วส่งสายตาอำมหิตเข้าหา หยุนเสวี่ยเฟิกลืนน้ำลายอึกหนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อ
“แต่ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อยกตัวตนจิตใจให้สูงขึ้น
เหล่าทวยเทพมีดีอันใดจึงได้สอดเข้ามายุ่ง?”
พรึบ!
ดวงแสงห้วงกวีปรากฏขึ้นจำนวนสามดวง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสนใน บัดนี้เหล่าผู้คนต่างส่งเสียงยินดีอึกกระทึก
“ดีมากพ่อหนุ่ม!”
“มันต้องอย่างนั้น!” เซียวเฉิงเฟยลิงโลดกระโจนเข้ากอดคอเฝิ่นเฟิ
“อึก!” เยว่เสวียนซากลืนน้ำลาย ความมั่นใจก่อนหน้านี้กลับเลือนหายไป การจะโต้เถียงนั้นใช่ว่ามันไม่สามารถ ทว่าการที่หยุนเสวี่ยเฟิกล่าวเพียงสามประโยคนี้ หากมันต้องการเข้าข่มดังเช่นครั้งที่หยุนเสวี่ยเฟิกระทำแล้วนั้น
‘ข้าต้องใช้สองประโยค?!’ ชายหนุ่มผมทองเบิกตากว้าง อาภรณ์สูงศักดิ์กลับมิได้ช่วยให้มันฉลาดขึ้นแม้แต่น้อย ‘ถ้าข้าใช้สามประโยค จะถือว่าเท่าเทียมมัน! ข้าไม่ยอมรับ! คิดสิ!’
สายตาจากผู้คนคล้ายจะกดดันเข้ามาเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายอึดใจแล้ว ที่เยว่เสวียนซายืนนิ่ง
“สอดรู้ เป็นคำเดียวของบทที่เสวี่ยเฟิกล่าว” หวังซิ่วอิงดวงตาเลื่อนลอยมองหยุนเสวี่ยเฟิ
“ถูกแล้วแม่นางน้อย แต่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะต่อกรประโยคนี้ไม่ได้ ในบทกล่าวของเจ้าศิษย์คนนี้ ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นบทกวี” กังหยงแม้ว่าจะมีข้อตำหนิ แต่ดวงตาของมันในบัดนี้ กำลังฉายแววชื่นชม
“พวกสายเลือดเทพมีดีแค่นี้หรือ?!” หนึ่งในผู้ชุมนุมตะโกนออกมา ชายหนุ่มผมทองนิ่งเงียบมาเนิ่นนานแล้ว
เยว่เสวียนซายิ่งนานยิ่งเกิดความกดดัน ตัวมันใช่ว่าจะเป็นผู้เขียนแต่งกวีอันใด มันอาศัยเพียงสามารถอัญเชิญห้วงกวีได้เพื่อถือตนเป็นกวีเท่านั้น มาดว่าสามารถแต่ใช่ว่าเก่งกาจ
‘กล่าวได้ต่างจากกล่าวเป็น!’ ถ้อยคำของผู้เป็นบิดาผุดเข้ามาในหัว เยว่เสวียนซาใบหน้าฉายแววน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านได้เห็น!”
ชายหนุ่มผมทองใบหน้ากลับกลายเป็นดุดัน ดวงตาทอประกายวูบหนึ่ง มันยืดตัวมาดว่าทรนงตน ก่อนจะเพ่งสายตาไปยังหยุนเสวี่ยเฟิ
“มนุษย์ดื้อรั้นยากเกินควบคุม จุดไม่หอมหวน
อำนาจสวรรค์ไร้ต่อต้าน เดรัจฉานย่อมเป็นจุล!”
พรึบ!
สิ้นคำกล่าวของเยว่เสวียนซา ดวงแสงห้วงกวีกลับก่อกำเนิดขึ้นมาหกดวง พลังวิญญาณพร้อมทั้งจิตสังหารพลันปะทุออกมาอย่างรุนแรง เหล่าผู้คนต่างเริ่มเกิดความหวาดผวา
“มันอัญเชิญห้วงกวีอีกสี่ในใจ!” กังหยงม่านตาหดวูบ จิตสังหารที่เยว่เสวียนซาแผ่ออกมานั้น ทำให้ทุกผู้ทุกคนต่างเริ่มรู้สึกกดดันหายใจลำบาก
“เจ้าช่างไร้ซึ่งมารยาทเสียจริง!” หยุนเสวี่ยเฟิแค่นเสียง แม้ว่าจะแปลกใจที่เยว่เสวียนซาลักไก่เอ่ยกวีออกมาเพียงสองประโยคและเก็บไว้ในใจสี่ แต่ในเวลานี้การกระทำอันไร้มารยาทนั้นสำคัญกว่า
“เป็นเพียงมนุษย์ลูกผสมสายเลือดโสโครก อาศัยหมู่มากกดดันทวยเทพ วันนี้ข้าจะสยบเจ้ามิให้เป็นเยี่ยงอย่าง!” เยว่เสวียนซาว่าแล้วก็ระเบิดพลังวิญญาณให้รุนแรงขึ้น คลื่นกระแทกพลันแผ่ขยายออกไปรอบๆ เหล่าผู้คนต่างวิ่งกระเจิดกระเจิง
“ชี้แพ้ชวนวิวาท!” หนึ่งในผู้คนตะโกนออกมา ทว่าชายสูงศักดิ์กลับมิได้สนใจ ทั้งยังเรียกกระบี่สีขาวออกมาชี้ไปยังเด็กหนุ่มเบื้องหน้า
ทว่าทางด้านหยุนเสวี่ยเฟิบัดนี้ มันได้เริ่มแผ่จิตสังหารและพลังวิญญาณออกมาต่อต้านแล้ว!
“ข้าจะมอบคำกล่าวให้เจ้าหนึ่งบท ให้เจ้ากลับไปทบทวน” หยุนเสวี่ยเฟิเลิกคิ้วกล่าวเสียงเรียบ พร้อมกันนั้นก็ย่างสามขุมเข้าหาอย่างมิกลัวเกรง
“เคารพเหล่าชีวิต สูงต่ำล้วนแต่มีศักดิ์ศรี
หากไร้ซึ่งมายาทแล้วไม่ต่างจากไร้อารยะ
หากไร้ซึ่งความดีงาม ก็ไม่ต่างจากไร้จิตใจ
อยากฆ่าฟัน ใช่ว่าปลิดชีวิตใดก็ได้งั้นหรือ?”
ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิกล่าว เหล่าฝูงชนที่แตกกระจายก็กลับมารวมตัวกัน พร้อมกันนั้นผู้มีพลังวิญญาณกลับคล้ายพร้อมใจกันแผ่พลังของตนออกมา บ้างก็มีระดับต่ำ บ้างก็มีระดับสูงกว่ากลุ่มจรจัด
หยุนเสวี่ยเฟิมิได้แค่เพียงเอ่ยกล่าวสี่ประโยค มันตั้งจิตให้ซ่อนอำพรางห้วงกวี ส่วนสองเท้ายังย่างสามขุมเข้าหาเยว่เสวียนซาเรื่อยๆ พัดสีดำในมือทอแสงวูบวาบ ปรากฏเป็นคมกระบี่แสงสีแดงยืดยาวออกมา
“ทวยเทพทรนงตน มาดว่าเป็นเจ้าชีวิต
ไม่พึงพอใจก็บันดาลโทสะดั่งใจนึก
ทวยเทพเป็นอันใด ถึงได้ถือดียกตน
แม้นมนุษย์แตกแยก หาใช่กงการทวยเทพไม่
ทวยเทพเข้าสอดรู้จัดแจง แล้วถือทวงบุญคุณ
ทวยเทพถามไถ่หรือไม่ ว่าชีวิตเหล่านั้นต้องการ
มองมนุษย์ว่าไร้อารยะ จึงเข้าสอดแทรกหรือ?
หากว่าถืออำนาาตรใหญ่ มีบารมีสูงส่ง
แล้วผู้ใดกันตัดสินเช่นนั้นให้พวกทวยเทพ
ทุกอย่างล้วนแต่เป็นพวกมันยกยอเชิดหาง
ทวยเทพถือตนเป็นเจ้าชีวิต แต่แท้จริงแล้วทุกชีวิตล้วนเป็นของตน
“ทวยเทพอย่าได้ใจให้มันมากนัก.. หากวันใดมนุษย์เหลืออดเหลือทน เหล่าทวยเทพจะไม่มีที่ยืน สังหารเทพ.. จะมิใช่คำข่มขู่”
สิ้นคำกล่าวของหยุนเสวี่ยเฟิ เหล่าผู้คนมากมายไม่เว้นแม้แต่กลุ่มจรจัดก็เดินมาหยุดด้านหลังแล้ว ต่างคนต่างแผ่กระแสพลังวิญญาณเข้ากดดันเยว่เสวียนซาที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือด
“เจ้าแพ้แล้ว ไสหัวไป!” หนึ่งในผู้คนตะโกนออกมา
“พวกมนุษย์สันดานชั่ว คิดจะใช้หมู่มากกลุ้มรุมหรือ?!” เยว่เสวียนซาแค่นเสียง สองเท้าของมันค่อยๆถอดถอนจากจุดเดิมเรื่อยๆ
“พ่อหนุ่ม.. มิใช่ว่าเมื่อครู่เจ้าใช้ระดับพลังเข้าข่มหรอกหรือ?” กังหยงยิ้มกล่าว เซียวเฉิงเฟยที่ได้ทีก็ตะโกนเย้ยออกมา“ถือว่าหายกันนะ คุณชายเยว่..”
สองเท้ายิ่งถดถอย เหล่าฝูงชนก็ยิ่งได้ใจ เยว่เสวียนซาหลั่งเหงื่อโทรมกาย ในขณะนั้นเองบรรดาผู้ติดตามของมันก็วิ่งเข้ามา
“นายน้อย พวกเราควรถอยก่อน!” หนึ่งในผู้ติดตามหน้าซีดเผือดเช่นกัน หากว่าผู้นำของมันดื้อรั้นอยู่ จุดคงไม่สวยงามแน่แท้
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” เยวเสวียนซาดวงตาฉายแววอาฆาต มันแค่นเสียงคราหนึ่งก่อนจะหันกายจากไป
“เฮ..!” ฝูงชนกู่ร้องดังลั่น พร้อมกันนั้นที่ยกร่างของหยุนเสวี่ยเฟิโยนขึ้นฟ้า “คุณชายพัดดำ! คุณชายพัดดำ!”
“ศิษย์ข้าเข้าใจกล่าวนัก ประโยคร่ายเมื่อครู่นี้ ช่างเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน” กังหยงกล่าวอย่างชื่นชม ทว่าหวังซิ่วอิงกลับกล่าวแย้งว่า “ดูเหมือนว่าเสวี่ยเฟิจะไม่รู้สถานะการณ์ในโลกปัจจุบัน..”
“อะไรกัน.. มันไม่รู้จริงหรือ?!” กังหยงถลึงตา ชายพเนจรเพิ่งจะนึกออก ความเป็นมาของศิษย์มันผู้นี้ มันยังมิได้ถามไถ่แม้แต่น้อย! ‘ข้าลืมไปเสียสนิท’
“อั๊ก!” หยุนเสวี่ยเฟิพลันกระอักเลือดออกมา ใบหน้าของมันคล้ายจะร้อนผ่าว ทั่วร่างกายเกิดความเจ็บปวดคล้ายว่ามันจะแหลกสลายออกไปได้ทุกเมื่อ
‘เกิดอะไรขึ้นกัน?!’
พลังวิญญาณภายในร่างกายคล้ายจะเกิดเป็นพยุหะปั่นป่วนไม่สิ้น ร่างกายที่ร้อนลุ่มขึ้นเรื่อยๆ กอปรกัปการที่ร่างของมันถูกโยนขึ้นลง จึงไม่สามารถกำหนดลมหายใจได้
“พี่น้องหยุดก่อน ศิษย์ข้ามันจะเป็นลมแล้ว!” กังหยงที่สังเกตุอาการผิดปกติ จึงตะโกนห้ามแต่กลับถูกเสียงคนหมู่มากกลบไปหมด
‘ข้าเป็นอะไรไป?’ สติของเด็กหนุ่มเริ่มเลือนหาย ความร้อนลุ่มเจ็บปวดทั่วร่างเริ่มหายไปตามสติที่หลุดลอย
“เดี๋ยวๆ คุณชายเป็นลมไปแล้ว!” เป็นคำกล่าวสุดท้ายก่อนที่หยุนเสวี่ยเฟิจะิไป
ตอน.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??