เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า

ติดตาม
บทที่ 1 ตอนที่ 36 : ประชันกวี
บทที่ 1 ตอนที่ 36 : ประชันกวี
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 36 ประชันกวี


เยว่เสวียนซาเดินไปรอบๆวงล้อมของผู้คน มาดว่ากำลังเรียกความสนใจ พัดขนเป็ดในมือโบกวาดเข้าออกเชื่องช้าสายตามองไปยังท้องนภาก่อนจะเริ่มกล่าวขึ้นมา


ทวยเทพนั้นอยู่เย็น มนุษย์ย่อมอยู่เย็น

ทวยเทพอยู่ร้อน เมื่อมนุษย์เริ่มแตกแยก

มนุษย์กินดี ย่อมเป็นเพราะทวยเทพนำพา

มนุษย์มีภัย ย่อมเป็นทวยเทพที่เยียวยา



เยว่เสวียนซากล่าว๳๡ ดวงแสงห้วงกวีก็ปรากฏขึ้นมาสี่ดวง จากนั้นมันจึงสะบัดปลายพัดขนเป็ดไปทางหยุนเสวี่ยเฟิ๲เป็นเชิงว่า ‘เชิญโต้แย้ง


ท่านกังหยง มันหมายความว่ากระไร?” เซียวเฉิงเฟยกระซิบถาม ชายพเนจรถึงอธิบายว่า “ทวยเทพให้มนุษย์อยู่ใต้อาณัติ ให้อยู่ดีกินดี เมื่อมนุษย์ชักนำภัยมาสู่ตนเอง และยังเป็นทวยเทพที่แก้ปัญหาให้


บทกวีนี้จะว่ากล่าวธรรมดาก็มิใช่ เนื้อความนั้นคล้ายจะบอกให้เหล่ามนุษย์ทราบซึ้งในบุญคุณเหล่าทวยเทพ” หวังซิ่วอิงกล่าว ทว่ายังมิทันที่เซียวเฉิงเฟยจะกล่าวอันใด หยุนเสวี่ยเฟิ๲ก็เริ่มขยับกายแล้ว


พัดสีดำถูกโบกวาดขึ้นก่อนจะกางออก เผยให้เห็นลวดลายก้อนเมฆสีแดงด้านใน หยุนเสวี่ยเฟิ๲ขยับเล็กน้อยส่งสายลมอ่อนเข้าปะทะผมหน้าให้ปลิวขึ้น แล้วจึงกล่าวออกมา..


ใช่ว่าทวยเทพมิได้หวังผลอันใด

ใช่ว่ามนุษย์ต้องพึ่งพิงทวยเทพ

หากไม่มีทวยเทพแล้ว.. มนุษย์ย่อมคงอยู่ได้


อา...” เหล่าชาวประชาที่มุงดูล้วนแต่อ้าปากค้าง หยุนเสวี่ยเฟิ๲กล่าวเพียงสามประโยคเท่านั้น!


แปะๆ


ดี!” กังหยงเป็นคนแรกที่กล่าวขึ้น หลังจากนั้นฝูงชนรอบๆก็เริ่มตบมือตาม บ้างก็ส่งเสียงให้กำลังใจ


ข้าไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด เยว่เสวียนซากล่าวสี่ แต่เจ้าหน้าสาวกล่าวสาม ใช่ว่ามันแพ้หรือ?” เซียวเฉิงเฟยเกาหัว แต่ก็เป็นหวังซิ่วอิงที่ตอบคำถาม “เสวี่ยเฟิ๲ใช้เพียงสาม สามารถสื่อความโต้กลับอีกฝ่ายได้ต่างหาก


เยว่เสวียนซาบอกให้ทราบซึ้ง แต่ศิษย์ข้ากลับโต้กลับไปว่า ทวยเทพยัดเยียดความช่วยเหลือ แล้วจึงทวงหนี้บุญคุณซึ่งมนุษย์นั้นหาได้ต้องการไม่” กังหยงลูบคางกล่าว เซียวเฉิงเฟยยังคล้ายจะงงงัน แต่มันก็ตอบกลับไป “อ้อ..เป็นเช่นนั้น


ทางด้านเยว่เสวียนซา บัดนี้ใบหน้ามันคล้ายจะบิดเบี้ยว การเย้ยหยันที่ใช้เพียงสามประโยคกลับสร้างความอับอายให้แก่มัน


เป็นไรไปท่านครึ่งทวยเทพ..” หยุนเสวี่ยเฟิ๲ยิ้มเย้ย ทว่าในใจกลับเต้นคึกโครม เยว่เสวียนซามิได้คล้อยตามการยั่วยุ มันสูดหายใจลึกคราหนึ่งแล้วจึงกล่าวสลายห้วงกวี จากนั้นก็เริ่มเอ่ยบทกวีที่สองของมัน


พระคุณทวยเทพช่วยเหลือ มนุษย์กลับลืมเลือน

ครั้นเมื่อทวยเทพตักเตือน มนุษย์กลับนิ่งเฉย

แต่ครั้นมนุษย์มีภัย มันกลับขอความช่วยเหลือ

ทวยเทพแม้เอือมระอา แต่ก็ยังมอบน้ำใจ

แต่พวกมันกลับเห่าหอนภายหลัง..สันดานมนุษย์เป็นเช่นนี้!”


ครั้งนี้ดูเหมือนเยว่เสวียนซาจะใส่โทสะลงไป ดวงแสงห้วงกวีที่ปรากฏออกมาห้าดวงนั้น กลับดูคล้ายมันจะวนเวียนรอบกายรวดเร็ว


โห่..” ชาวประชาต่างแสดงสีหน้าผิดหวัง คำกล่าวกวีของเยว่เสวียนซากลับมิได้ดูน่าสนใจดังเช่นรูปภายนอกของมันและเมื่อนึกถึงความหมายของถ้อยคำนี้ เหล่าชาวประชาต่างแสดงใบหน้าไม่พอใจ


ทางด้านหยุนเสวี่ยเฟิ๲กลับก้มหน้านิ่งวิเคราะห์ประโยคของชายผมทอง พร้อมกันกับที่มันสั่งสลายห้วงกวี อีกครู่ใหญ่ผ่านไปมันก็เงยหน้าขึ้น มุมปากยกยิ้มคล้ายจะสื่อถึงความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม


ใช่ว่าทวยเทพช่วยเหลือมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว

เหล่าทวยเทพก็ยังต้องพึ่งพามนุษย์เช่นกัน

สันดานเทพมิเคยเปลี่ยนแปลง ยกตนขึ้นเหนือหัว

ผู้ใดไหนเล่าติดหนี้บุญคุณ..เป็นทวยเทพเท่านั้นที่ถือดี!”


เฮ.!!” ชาวบ้านและนักเดินทางต่างพร้อมใจกันโห่ร้องยินดี


หยุนเสวี่ยเฟิ๲เมื่อกล่าว๳๡มันก็กางพัดสีดำออกอีกครั้ง ก่อนจะโบกวาดลมอ่อนเข้าหาตัว เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวว่า “เชิญคุณชายเยว่กล่าวต่อ


ทว่าเยว่เสวียนซาในเวลานี้ใบหน้ากลับแดงก่ำ เป็นอีกครั้งที่น้อยคำชนะมากความของมันอย่างสิ้นเชิง “หึอย่าถือดีให้มันมากนัก เจ้าเด็กไร้ความนอบน้อม อาศัยเพียงกล่าวไม่กี่ประโยค ริอ่านจะเทียบชั้นข้า!”


พรึบ!


พลันนั้นเยว่เสวียนซาก็ปลดปล่อยโทสะ พลังวิญญาณที่แผ่ออกมาได้เผาผลาญพัดขนเป็ดเป็นจุลทีามกลางสายตาชาวประชา


พี่น้องเยว่เสวียนซาคิดจะใช้กำลัง!” เซียวเฉิงเฟยตะโกนออกมา


โห่...!” เหล่าชาวบ้านและนักเดินทางต่างก็ส่งเสียงเย้ยหยัน การกระทำเช่นนี้ของเยว่เสวียนซานั้น ช่างไร้มารยาทสิ้นดี!


เจ้าคนไร้ยางอาย!” หนึ่งในฝูงชนตะโกนออกมา บางคนก็ขว้างปาหัวผักกาด บางคนก็ยกนิ้วให้แก่มัน พร้อมกับตะโกนว่า “กระทำเช่นนี้ทำไมไม่ประลองกวีไปเลยเล่า!”


หึ!” เยว่เสวียนซาแค่นเสียง มันรีบสงบสติอารมณ์ก่อนจะยืดตัวตรงแล้วหันไปมองรอบๆ บัดนี้ตัวมันคล้ายแกะดำในหมู่จิ้งจอก ความถือดีในสายเลือดอีกครึ่งคล้ายจะจางหายไป


พี่น้องข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น การประชันกวีนี้คล้ายน่าเบื่อ ข้าจึงหวังเพียงสร้างความหรรษาให้พวกท่าน” ความจริงแล้วทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดี เยว่เสวียนซาเพียงเกรงกลัวว่าพวกมันจะป่าวประกาศความไร้มารยาทไปทั่วหล้าเท่านั้น


ข้านั้นได้เป็นผู้เริ่มกล่าวถึงสองรอบ บัดนี้สมควรให้คุณชายพัดดำ เป็นผู้เริ่มก่อน” เยว่เสวียนซากล่าวเสียงดังพร้อมกับเหลือบตามองไปยังหยุนเสวี่ยเฟิ๲ ‘เป็นเพราะข้าเริ่มก่อนเท่านั้น เจ้าจึงแก้ต่างได้ รอบนี้ข้าจะเหยียบเจ้าให้จมดิน!’


หยุนเสวี่ยเฟิ๲คล้ายจะฉงนใจ มันหันไปมองกังหยง ก่อนที่ชายพเนจรผู้นี้จะชูมือห้านิ้วให้แก่มัน


ขั้นที่ห้าหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิ๲กล่าวไร้เสียง ทว่ากังหยงกลับงอนิ่วก้อยและโป้ง ‘สามนิ้ว?!’


จะให้ข้าใช้เพียงสามประโยคหรือ?!’ หยุนเสวี่ยเฟิ๲เบิกตาค้าง สองครั้งก่อนหน้ามันใช่ว่ามันตั้งใจ แต่เป็นเพราะมันคิดประโยคไม่ออกก็เท่านั้น!


ทว่าเมื่อเป็นคำสั่งอาจารย์ แม้ว่ามันจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่มันก็จะลองทำ


พัดสีดำในมือถูกกางและหุบคล้ายสื่อว่าหยุนเสวี่ยเฟิ๲กำลังขบคิด มันเหลียวซ้ายแลขวาคราหนึ่ง เหล่าผู้คนต่างเริ่มนิ่งเงียบรอคอย ในที่สุดเด็กหนุ่มก็เริ่มเอ่ยกล่าวขึ้น


มนุษย์ย่อมมีทะเลาะโต้เถียงเป็นสันดาน..” กล่าวเพียงประโยคแรก สีหน้าเหล่าผู้คนต่างเริ่มแปรเปลี่ยน พร้อมกับทำหน้านิ่วส่งสายตาอำมหิตเข้าหา หยุนเสวี่ยเฟิ๲กลืนน้ำลายอึกหนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อ


แต่ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อยกตัวตนจิตใจให้สูงขึ้น

เหล่าทวยเทพมีดีอันใดจึงได้สอดเข้ามายุ่ง?”


พรึบ!


ดวงแสงห้วงกวีปรากฏขึ้นจำนวนสามดวง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสนใน บัดนี้เหล่าผู้คนต่างส่งเสียงยินดีอึกกระทึก


ดีมากพ่อหนุ่ม!”


มันต้องอย่างนั้น!” เซียวเฉิงเฟยลิงโลดกระโจนเข้ากอดคอเฝิ่นเฟิ๲


อึก!” เยว่เสวียนซากลืนน้ำลาย ความมั่นใจก่อนหน้านี้กลับเลือนหายไป การจะโต้เถียงนั้นใช่ว่ามันไม่สามารถ ทว่าการที่หยุนเสวี่ยเฟิ๲กล่าวเพียงสามประโยคนี้ หากมันต้องการเข้าข่มดังเช่นครั้งที่หยุนเสวี่ยเฟิ๲กระทำแล้วนั้น


ข้าต้องใช้สองประโยค?!’ ชายหนุ่มผมทองเบิกตากว้าง อาภรณ์สูงศักดิ์กลับมิได้ช่วยให้มันฉลาดขึ้นแม้แต่น้อย ‘ถ้าข้าใช้สามประโยค จะถือว่าเท่าเทียมมันข้าไม่ยอมรับคิดสิ!’


สายตาจากผู้คนคล้ายจะกดดันเข้ามาเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายอึดใจแล้ว ที่เยว่เสวียนซายืนนิ่ง 


สอดรู้ เป็นคำเดียวของบทที่เสวี่ยเฟิ๲กล่าว” หวังซิ่วอิงดวงตาเลื่อนลอยมองหยุนเสวี่ยเฟิ๲


ถูกแล้วแม่นางน้อย แต่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะต่อกรประโยคนี้ไม่ได้ ในบทกล่าวของเจ้าศิษย์คนนี้ ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นบทกวี” กังหยงแม้ว่าจะมีข้อตำหนิ แต่ดวงตาของมันในบัดนี้ กำลังฉายแววชื่นชม


พวกสายเลือดเทพมีดีแค่นี้หรือ?!” หนึ่งในผู้ชุมนุมตะโกนออกมา ชายหนุ่มผมทองนิ่งเงียบมาเนิ่นนานแล้ว


เยว่เสวียนซายิ่งนานยิ่งเกิดความกดดัน ตัวมันใช่ว่าจะเป็นผู้เขียนแต่งกวีอันใด มันอาศัยเพียงสามารถอัญเชิญห้วงกวีได้เพื่อถือตนเป็นกวีเท่านั้น มาดว่าสามารถแต่ใช่ว่าเก่งกาจ


กล่าวได้ต่างจากกล่าวเป็น!’ ถ้อยคำของผู้เป็นบิดาผุดเข้ามาในหัว เยว่เสวียนซาใบหน้าฉายแววน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านได้เห็น!”


ชายหนุ่มผมทองใบหน้ากลับกลายเป็นดุดัน ดวงตาทอประกายวูบหนึ่ง มันยืดตัวมาดว่าทรนงตน ก่อนจะเพ่งสายตาไปยังหยุนเสวี่ยเฟิ๲


มนุษย์ดื้อรั้นยากเกินควบคุม จุด๳๡ไม่หอมหวน

อำนาจสวรรค์ไร้ต่อต้าน เดรัจฉานย่อมเป็นจุล!”


พรึบ!


สิ้นคำกล่าวของเยว่เสวียนซา ดวงแสงห้วงกวีกลับก่อกำเนิดขึ้นมาหกดวง พลังวิญญาณพร้อมทั้งจิตสังหารพลันปะทุออกมาอย่างรุนแรง เหล่าผู้คนต่างเริ่มเกิดความหวาดผวา


มันอัญเชิญห้วงกวีอีกสี่ในใจ!” กังหยงม่านตาหดวูบ จิตสังหารที่เยว่เสวียนซาแผ่ออกมานั้น ทำให้ทุกผู้ทุกคนต่างเริ่มรู้สึกกดดันหายใจลำบาก


เจ้าช่างไร้ซึ่งมารยาทเสียจริง!” หยุนเสวี่ยเฟิ๲แค่นเสียง แม้ว่าจะแปลกใจที่เยว่เสวียนซาลักไก่เอ่ยกวีออกมาเพียงสองประโยคและเก็บไว้ในใจสี่ แต่ในเวลานี้การกระทำอันไร้มารยาทนั้นสำคัญกว่า


เป็นเพียงมนุษย์ลูกผสมสายเลือดโสโครก อาศัยหมู่มากกดดันทวยเทพ วันนี้ข้าจะสยบเจ้ามิให้เป็นเยี่ยงอย่าง!” เยว่เสวียนซาว่าแล้วก็ระเบิดพลังวิญญาณให้รุนแรงขึ้น คลื่นกระแทกพลันแผ่ขยายออกไปรอบๆ เหล่าผู้คนต่างวิ่งกระเจิดกระเจิง


ชี้แพ้ชวนวิวาท!” หนึ่งในผู้คนตะโกนออกมา ทว่าชายสูงศักดิ์กลับมิได้สนใจ ทั้งยังเรียกกระบี่สีขาวออกมาชี้ไปยังเด็กหนุ่มเบื้องหน้า


ทว่าทางด้านหยุนเสวี่ยเฟิ๲บัดนี้ มันได้เริ่มแผ่จิตสังหารและพลังวิญญาณออกมาต่อต้านแล้ว!


ข้าจะมอบคำกล่าวให้เจ้าหนึ่งบท ให้เจ้ากลับไปทบทวน” หยุนเสวี่ยเฟิ๲เลิกคิ้วกล่าวเสียงเรียบ พร้อมกันนั้นก็ย่างสามขุมเข้าหาอย่างมิกลัวเกรง


เคารพเหล่าชีวิต สูงต่ำล้วนแต่มีศักดิ์ศรี

หากไร้ซึ่งมายาทแล้วไม่ต่างจากไร้อารยะ

หากไร้ซึ่งความดีงาม ก็ไม่ต่างจากไร้จิตใจ

อยากฆ่าฟัน ใช่ว่าปลิดชีวิตใดก็ได้งั้นหรือ?”


ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิ๲กล่าว เหล่าฝูงชนที่แตกกระจายก็กลับมารวมตัวกัน พร้อมกันนั้นผู้มีพลังวิญญาณกลับคล้ายพร้อมใจกันแผ่พลังของตนออกมา บ้างก็มีระดับต่ำ บ้างก็มีระดับสูงกว่ากลุ่มจรจัด 


หยุนเสวี่ยเฟิ๲มิได้แค่เพียงเอ่ยกล่าวสี่ประโยค มันตั้งจิตให้ซ่อนอำพรางห้วงกวี ส่วนสองเท้ายังย่างสามขุมเข้าหาเยว่เสวียนซาเรื่อยๆ พัดสีดำในมือทอแสงวูบวาบ ปรากฏเป็นคมกระบี่แสงสีแดงยืดยาวออกมา


ทวยเทพทรนงตน มาดว่าเป็นเจ้าชีวิต

ไม่พึงพอใจก็บันดาลโทสะดั่งใจนึก

ทวยเทพเป็นอันใด ถึงได้ถือดียกตน

แม้นมนุษย์แตกแยก หาใช่กงการทวยเทพไม่

ทวยเทพเข้าสอดรู้จัดแจง แล้วถือทวงบุญคุณ

ทวยเทพถามไถ่หรือไม่ ว่าชีวิตเหล่านั้นต้องการ

มองมนุษย์ว่าไร้อารยะ จึงเข้าสอดแทรกหรือ?

หากว่าถืออำนา๳๡าตรใหญ่ มีบารมีสูงส่ง

แล้วผู้ใดกันตัดสินเช่นนั้นให้พวกทวยเทพ

ทุกอย่างล้วนแต่เป็นพวกมันยกยอเชิดหาง

ทวยเทพถือตนเป็นเจ้าชีวิต แต่แท้จริงแล้วทุกชีวิตล้วนเป็นของตน


ทวยเทพอย่าได้ใจให้มันมากนัก.. หากวันใดมนุษย์เหลืออดเหลือทน เหล่าทวยเทพจะไม่มีที่ยืน สังหารเทพ.. จะมิใช่คำข่มขู่


สิ้นคำกล่าวของหยุนเสวี่ยเฟิ๲ เหล่าผู้คนมากมายไม่เว้นแม้แต่กลุ่มจรจัดก็เดินมาหยุดด้านหลังแล้ว ต่างคนต่างแผ่กระแสพลังวิญญาณเข้ากดดันเยว่เสวียนซาที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือด


เจ้าแพ้แล้ว ไสหัวไป!” หนึ่งในผู้คนตะโกนออกมา


พวกมนุษย์สันดานชั่ว คิดจะใช้หมู่มากกลุ้มรุมหรือ?!” เยว่เสวียนซาแค่นเสียง สองเท้าของมันค่อยๆถอดถอนจากจุดเดิมเรื่อยๆ


พ่อหนุ่ม.. มิใช่ว่าเมื่อครู่เจ้าใช้ระดับพลังเข้าข่มหรอกหรือ?” กังหยงยิ้มกล่าว เซียวเฉิงเฟยที่ได้ทีก็ตะโกนเย้ยออกมาถือว่าหายกันนะ คุณชายเยว่..”


สองเท้ายิ่งถดถอย เหล่าฝูงชนก็ยิ่งได้ใจ เยว่เสวียนซาหลั่งเหงื่อโทรมกาย ในขณะนั้นเองบรรดาผู้ติดตามของมันก็วิ่งเข้ามา


นายน้อย พวกเราควรถอยก่อน!” หนึ่งในผู้ติดตามหน้าซีดเผือดเช่นกัน หากว่าผู้นำของมันดื้อรั้นอยู่ จุด๳๡คงไม่สวยงามแน่แท้


ฝากไว้ก่อนเถอะ!” เยวเสวียนซาดวงตาฉายแววอาฆาต มันแค่นเสียงคราหนึ่งก่อนจะหันกายจากไป


เฮ..!” ฝูงชนกู่ร้องดังลั่น พร้อมกันนั้นที่ยกร่างของหยุนเสวี่ยเฟิ๲โยนขึ้นฟ้า “คุณชายพัดดำคุณชายพัดดำ!”


ศิษย์ข้าเข้าใจกล่าวนัก ประโยคร่ายเมื่อครู่นี้ ช่างเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน” กังหยงกล่าวอย่างชื่นชม ทว่าหวังซิ่วอิงกลับกล่าวแย้งว่า “ดูเหมือนว่าเสวี่ยเฟิ๲จะไม่รู้สถานะการณ์ในโลกปัจจุบัน..”


อะไรกัน.. มันไม่รู้จริงหรือ?!” กังหยงถลึงตา ชายพเนจรเพิ่งจะนึกออก ความเป็นมาของศิษย์มันผู้นี้ มันยังมิได้ถามไถ่แม้แต่น้อย! ‘ข้าลืมไปเสียสนิท


อั๊ก!” หยุนเสวี่ยเฟิ๲พลันกระอักเลือดออกมา ใบหน้าของมันคล้ายจะร้อนผ่าว ทั่วร่างกายเกิดความเจ็บปวดคล้ายว่ามันจะแหลกสลายออกไปได้ทุกเมื่อ


เกิดอะไรขึ้นกัน?!’


พลังวิญญาณภายในร่างกายคล้ายจะเกิดเป็นพยุหะปั่นป่วนไม่๳๡สิ้น ร่างกายที่ร้อนลุ่มขึ้นเรื่อยๆ กอปรกัปการที่ร่างของมันถูกโยนขึ้นลง จึงไม่สามารถกำหนดลมหายใจได้


พี่น้องหยุดก่อน ศิษย์ข้ามันจะเป็นลมแล้ว!” กังหยงที่สังเกตุอาการผิดปกติ จึงตะโกนห้ามแต่กลับถูกเสียงคนหมู่มากกลบไปหมด


ข้าเป็นอะไรไป?’ สติของเด็กหนุ่มเริ่มเลือนหาย ความร้อนลุ่มเจ็บปวดทั่วร่างเริ่มหายไปตามสติที่หลุดลอย


เดี๋ยวๆ คุณชายเป็นลมไปแล้ว!” เป็นคำกล่าวสุดท้ายก่อนที่หยุนเสวี่ยเฟิ๲จะ๩๦๸๴๱ิไป


๳๡ตอน.

ตอนต่อไป
บทที่ 1 ตอนที่ 37 : สาส์นจากลูกธนู

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา