เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 37 สาส์นจากลูกธนู
หมู่เมฆเคลื่อนคล้อยบดบังดวงอัสดง สายลมเอื่อยยามบ่ายพัดกระทบใบหน้า หากเป็นผู้อื่นได้พบพานบรรยากาศเช่นนี้กลางป่าเขา ย่อมต้องรู้สึกผ่อนคลายเป็นแท้ ทว่ากลับไม่ใช่สำหรับชายหนุ่มผมทอง
‘ข้าแพ้มัน!’ เยว่เสวียนซาแววตาแข็งกร้าว มันกัดฟันแน่นพร้อมกับกำหมัดให้เล็บบาดเข้าฝ่ามือ
“นายน้อย เราพบเบาะแสมือธนูแล้ว..” ผู้ติดตามของเยว่เสวียนซากล่าว แม้รู้ดีว่าเวลานี้ไม่เหมาะนัก แต่เบาะแสของมันนั้น ใช่ว่าจะรั้งรอได้ ชายหนุ่มผมทองที่ได้ยินเช่นนั้นมันจึงตั้งสติปล่อยวางลงก่อน
ฟู..!
เยว่เสวียนซาเป่าลมปาก ก่อนจะหันไปกล่าวกับผู้ติดตาม “มันอยู่ที่ใด?”
“คล้ายกับว่ามันกำลังรั้งรอคนอยู่นอกหมู่บ้าน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็รู้ตัวแล้วว่าพวกเราตามหามัน” ผู้ติดตามว่าแล้วก็ค้อมคำนับ
“พาข้าไป!”
“ขอรับนายน้อย”
‘เราจะได้เจอกันอีกแน่ หยุนเสวี่ยเฟิง!’ เยว่เสวียนซามองไปทางด้านหมู่บ้านคราหนึ่ง ก่อนจะหันกายเดินตามสมุนของมันไป
ทางด้านคุณชายพัดดำนั้น บัดนี้มันได้รู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว ความเจ็บปวดทั่วร่างก็ได้เลือนหายไปเช่นกัน แน่นอนว่าเมื่อมันลืมตาตื่น ภาพของกลุ่มผู้คนที่รายล้อมคือภาพแรกที่มันเห็น
“ซิ่วอิง..” คำกล่าวแรกที่มันเอ่ยขึ้น ทว่ากังหยงก็กล่าวขัด “พ่อหนุ่มนักกวี ตื่นมาก็ถามหาสตรีแล้วหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซิ่วอิงที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มหน้าแดงขึ้น แต่ยังมิทันที่นางจะกล่าวอันใด เหล่าผู้คนที่ห้อมล้อมก็เริ่มตะโกนบอกกล่าวไปด้านหลัง “คุณชายพัดดำฟื้นแล้ว!”
ไม่นานหลังจากนั้น เหล่าผู้คนมากมายก็ต่างเดินเข้ามาทักทายหยุนเสวี่ยเฟิง บ้างก็เข้ามาให้กำลังใจ และที่ทำให้เซียวเฉิงเฟยดวงตาลุกวาวนั้นก็คือ ‘เงิน’
หลายผู้หลายคนต่างทยอยนำเงินมาให้เซียวเฉงเฟยที่ใช้เสื้อคลุมกางออกรับ หยุนเสวี่ยเฟิงมีความคิดที่จะคัดค้าน แต่ทว่ากังหยงกลับห้ามไว้พร้อมยังกล่าวว่า “เป็นน้ำใจและมารยาทจากผู้ชม”
หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รู้แม้แต่น้อย ว่าหลังจากนี้ชื่อคุณชายพัดดำหรือจิ้งจอกรัตติกาลนั้น จะถูกแพร่สะพัดออกไปทั่วหล้าภายในไม่กี่เดือน แน่นอนว่าในฐานะกวีรุ่นเยาว์ผู้เอาชนะกวีสายทวยเทพได้
กลุ่มจรจัดใช้เวลาอีกครึ่งชั่วยามเพื่อรับประทานอาหาร เมื่อตั้งใจแล้วว่าจะออกเดินทางยามบ่าย ทั้งห้าจึงมิได้มีความคิดรั้งรออันใดอีก ครั้นร่ำลาเหล่าชาวบ้านและนักเดินทางแล้ว ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะออกเดินทางเสียที
เมื่อออกจากหมู่บ้านกลางป่ามาได้สามชั่วยามแล้ว ก็ถึงเวลาที่ยามสนธยาจะมาเยือน ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ข่าวจากชาวบ้านแล้ว ว่าเยว่เสวียนซานำผู้ติดตามของมันไปอีกทิศหนึ่ง ในช่วงค่ำนี้พวกเขาจึงตั้งกระโจมพักผ่อนได้อย่างสบายใจ
ความมืดที่เริ่มเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ เป็นสัญญาณบอกว่าเวลาสนทนารอบกองไฟได้มาถึง เนื่องจากระหว่างการเดินทางนั้น พวกเขามักจะต่างคนต่างท่องเที่ยวแวะข้างทาง ในตอนค่ำนี้จึงคล้ายเป็นเวลาพูดคุยกันไปโดยปริยาย
“วันนี้ข้าจะไม่ไปนอนก่อน!” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วก็หาวทันที แต่ในเมื่อมันกล่าวไว้แล้ว มันต้องทำให้ได้ แน่นอนว่าหัวข้อการสนทนานั้น ต่างคนต่างคิดไว้หมดแล้วในระหว่างวัน
“เราเดินทางมากันหลายวันแล้ว ข้าคิดว่าสมควรเรียกได้ว่าเป็นสหายกัน” กังหยงกล่าวเปิดประเด็น แน่นอนว่ามันต้องการ’รู้จัก’หนุ่มสาวทั้งสามเพิ่มขึ้น “ข้ายังไม่รู้ความเป็นมาของแต่ละคน”
“ข้าๆ ข้าจะแนะนำตัวก่อน!” เซียวเฉิงเฟยดวงตาตื่น เรื่องการเสนอหน้าคนแรกต้องเป็นมันเท่านั้น ชายหน้าแก่กว่าวัยไม่รีรอขออนุญาตผู้ใด มันจึงเริ่มกล่าวต่อทันที
“ข้านั้นเกิดในเมืองอวี้กวง จากโรงเรียนอวี้กวง” ในระหว่างที่เซียวเฉิงเฟยกล่าว มันก็ปลดผนึกดาบใบใหญ่ออกมาชูขึ้น “ดาบเล่มนี้มีชื่อว่า’หิมะหอม’ เป็นยุทธภัณฑ์ชั้นสูง ข้านั้นไม่มีวิชายุทธ แต่ก็ยังสามารถหายุทธภัณฑ์ชั้นสูงมาได้!”
“...”
รอบกองไฟเข้าสู่ความเงียบงัน การแนะนำตัวของเซียวเฉิงเฟยเรียบง่ายและลงรวดเร็ว
“มีเท่านี้?” หวังซิ่วอิงถาม ทว่าเซียวเฉิงเฟยกำลังเชิดหน้าหลับตา นางจึงกล่าวต่อว่า “ตาข้าบ้าง”
“ข้าเกิดในอาณาจักรเยว่เสวียน วิชาที่ข้าใช้คือวิชาทวนเพลิงสวรรค์ เป็นวิชายุทธระดับแปด ข้ามีสายเลือดนางไม้และเทพ..” กล่าวถึงตรงนี้หวังซิ่วอิงคล้ายจะลังเลไปครู่หนึ่ง “ข้ากับท่านแม่.. ย้ายมาอยู่เมืองอวี้กวง ท่านแม่ข้าล่วงลับไปแล้ว ด้วยโรคร้าย..”
รอบกองไฟตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ทุกคนต่างมีอารมณ์อันหดหู่ หญิงสาวเพียงเอ่ยกล่าวไม่กี่คำแต่คล้ายว่ามีหลายเรื่องที่นางไม่อยากกล่าวถึง
‘นางไม่อยากเอ่ยกล่าวถึงอดีต..’ หยุนเสวี่ยเฟิงจ้องมองหญิงสาวที่ก้มหน้า หากเป็นอย่างนี้ต่อไป รอบกองไฟคงเงียบเชียบไปอีกนาน เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น “ตาข้าบ้าง.. แต่ข้ามีข้อแม้อย่างหนึ่ง”
คำกล่าวหยุนเสวี่ยเฟิงเรียกให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่ตัวมัน
“ให้เก็บเป็นความลับ.. ข้าตกลง” กังหยงกล่าว แน่นอนว่ามีเพียงข้อแม้อย่างเดียวจากปากผู้ที่จะเล่าเรื่องส่วนตัว หวังซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยไม่เว้นแม้แต่เฝิ่นเฟิงก็พยักหน้า
“อืม... ข้าจะเริ่มจากไหนดี..” หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มคิดเรียบเรียง ตัวมันในตอนนี้ แม้ว่าจะคลุกคลีอยู่กับกลุ่มนี้มาพักใหญ่ผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายมาเรื่องสองเรื่อง แต่ก็ใช่ว่ามันจะต้องบอกเล่าเรื่องของตนให้หมดเปลือก
‘พี่ถังลู่หลิน พี่หลี่จินหยาง.. ข้าขอโทษด้วย!’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิดในใจ
“บิดามารดาของข้าคือ.. ถังลู่หลินและหลี่จินหยาง แห่งสำนักอาทิตย์เหมันต์” กล่าวเพียงเท่านี้เซียวเฉิงเฟยและหวังซิ่วอิงพลันเบิกตาค้าง
“ข้าว่าแล้ว! สองคนนี้ดูใกล้ชิดกันผิดหูผิดตา ว่าแต่พวกเขาทั้งสองลูกตอนอายุสามขวบหรือ?!”
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบกับหลังหัวเซียวเฉิงเฟย แน่นอนว่าเป็นหวังซิ่วอิงที่กระทำ “เย่าสนใจมัน เล่าต่อเถิด..”
“อันที่จริงแล้ว ข้าคิดว่าผู้ให้นามก็คือบิดามารดาสำหรับข้า ตัวข้านั้นตั้งแต่เกิดก็นอนไม่ได้สติ ครั้นเมื่อตื่นมารู้ความก็อายุสิบสองแล้ว บิดามารดาที่แท้จริง..พวกท่านจากไปแล้ว”
แน่นอนว่าหยุนเสวี่ยเฟิงปั้นเรื่อง การจะบอกว่ามันข้ามมิติมา ใช่ว่าจะมีผู้ใดเชื่อ หรือหากว่าเชื่อแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใด และอาจไม่มีผลอันใดกับปัจจุบัน
“แล้วอย่างไรต่อ” กังหยงกล่าว
“หนึ่งวันหลังจากพี่ทั้งสองพบข้าและมอบนามให้ข้า ข้าก็ถูกลักพาตัวโดยโจรค้ามนุษย์” หยุนเสวี่ยเฟิงน้ำเสียงคล้ายเศร้าหมองลง เด็กชายชื่อเอี้ยนกุยยังคงปรากฏในความทรงจำมิเลือนลาง แต่แล้วอีกครู่หนึ่งใบหน้าก็พลันกลับกลายเป็นยิ้มแย้ม
“จากนั้น.. ขณะที่พวกโจรพาข้าลอดผ่านถ้ำใต้เทือกเขา พี่ซานซานก็ช่วยข้าไว้ อีกทั้งยังดูแลข้าจวบจนอายุสิบห้า เป็นเวลาสามปีที่ข้าอยู่อย่างสงบสุขกลางป่าเขา”
“พี่ซานซาน?” หวังซิ่วอิงทวนคำ
“นางคือสัตว์อสูร.. อ้อ! ยังมีพี่เจี้ยนเหล่ยอีกคน!” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม ทว่าเหล่าสหายของมัน บัดนี้ได้ตกตะลึงอ้าปากค้าง
“ทะ..เทพกินเลนสายฟ้าหรือ?” เซียวเฉิงเฟยกล่าวตะกุกตะกัก ไม่ต่างจากกังหยงที่บัดนี้ตัวแข็งทื่อขนลุกขนพอง
“ดูเหมือนว่าโลกภายนอกจะเรียกพี่เจี้ยนเหล่ยอย่างนั้น” หยุนเสวี่ยเฟิงรู้ว่าเจี้ยนเหล่ยเป็นถึงราชครูในวังค์ ทว่ามันไม่รู้เลยว่า การเอ่ยถึงเทพกิเลนสายฟ้าผู้นี้จะทำให้ทั้งสามมีปฏิกิริยาเช่นนี้ “มีอันใดหรือ?”
“เฮ่อ.. เล่าต่อเถิด” หวังซิ่วอิงถอนหายใจ แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงเกิดความสงสัย แต่ในเมื่อมันยังเล่าความเป็นมาไม่มันจึงเก็บคำถามไว้ก่อน
“ข้ายังไม่ได้บอก พี่ซานซานก็คือ.. พญางูยักษ์เหว่ยซาน”
“....” เป็นอีกครั้งที่รอบวงตกตะลึง
“ข้า.. ข้ามีสหายที่สุดยอดขนาดนี้!” เซียวเฉิงเฟยลิงโลดตะโกนลั่น “เจ้าถูกเลี้ยงดูโดยสองในสี่เทพอสูรเชียวหรือ?!”
“เทพอสูร?” หยุนเสวี่ยเฟิงทวนคำ แต่หวังซิ่วอิงดูเหมือนจะสนใจความเป็นมาของมันจนออกนอกหน้า จึงกล่าวขัดว่า“เจ้าเล่าให้ก่อน”
เป็นอีกครั้งที่หยุนเสวี่ยเฟิงเกิดความสงสัย แต่ยังไม่สามารถถามได้ มันจึงรีบเล่าโดยไม่สนใจว่าใครจะตกตะลึงอีก
“ข้าเรียนวิชาเพลงกระบี่ดับตะวัน วิชายุทธระดับเก้า อาวุธที่ใช้คือพัดสีดำ มันชื่อว่าหยุนเฟิง เป็นยุทธภัณฑ์ระดับสูงหลังจากสามปีที่ข้าอยู่กลางป่า ข้าก็มาพบกับพวกเจ้าที่เมืองเหว่ย”
“แน่นอน ว่าเจ้าลืมเล่าอีกเรื่อง..!” เซียวเฉิงเฟยกล่าวขึ้นทันที หยุนเสวี่ยเฟิงจึงขมวดคิ้ว มันค่อนข้างจะมั่นใจว่าไม่มีเรื่องใดขาดตกไป “เรื่องอันใด?”
“ก็เรื่องที่เจ้าอกหักจากแม่ลูกอ่อนยังไงล่ะ!” ว่าแล้วเซียวเฉิงเฟยก็หัวเราะ แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น มันก็ถูกบาทาสามัคคีของทั้งสามกลุ้มรุม
“ศิษย์ข้า เจ้ายังไม่ได้บอกอีกเรื่อง” ครั้งนี้เป็นกังหยงที่กล่าว ทั้งยังหรี่ตาจ้องมองคาดคั้นไปในดวงตาชายหนุ่ม “เจ้าปิดบังข้าไม่ได้หรอก”
หยุนเสวี่ยเฟิงรู้ได้ในทันที ชายพเนจรผู้นี้หมายถึงสิ่งใด มันกลืนน้ำลายคราหนึ่ง ความลับนี้ของมัน ในตอนนี้ผู้ที่รู้และอยู่ใกล้ตัวที่สุดคือหญิงสาวเรือนผมสีขาว ชายหนุ่มจึงหันไปสบตาหวังซิ่วอิงคราหนึ่ง เมื่อนางพยักหน้าเป็นนัยว่า ‘บอกไปเถิด’ มันจึงถอนหายใจ
“สิ่งนี้สำคัญยิ่ง ในเมื่อเราต่างเป็นสหาย ดังนั้นก็ควรเก็บงำเอาไว้ใช่หรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงถามเพื่อความแน่ใจ เมื่อกังหยงและเซียวเฉิงเฟยยกนิ้วสาบาน ชายหนุ่มจึงเบาใจ “ข้าสามารถอัญเชิญห้วงกวีได้ถึงสิบระดับ..”
แม้กังหยงจะคาดเดาไว้อยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อชายหนุ่มบอกกล่าวด้วยตนเองเช่นนี้ มันก็อดที่จะใจหายไม่ได้ ในคราแรกนั้นมันเพียงคาดเดาไว้เพียงเจ็ดถึงแปดระดับเท่านั้น แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับบอกว่ามันสามารถอัญเชิญห้วงกวีได้ถึงระดับสิบ!
“ด้วยความสามารถของเจ้า หากว่ามันถูกเปิดเผยออกมา ผู้คนจากทั่วสารทิศจะพลิกแผ่นดินตามหาเจ้า อันตรายมากมายจะย่างกรายเข้ามาอย่างมิขาดสาย อาจจะเกิดสงครามเพื่อแย่งชิงตัวเจ้า..”
กังหยงว่าแล้วก็ถอดถอนหายใจ เรื่องตกตะลึงที่มันได้รับรู้นี้ ดูเหมือนจะเกินตัวมันไปมากมายนัก ตัวตนเด็กหนุ่มผู้นี้ดูคล้ายจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งสงครามที่ค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างเงียบๆ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมรอบกองไฟอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้คล้ายจะเนิ่นนานอย่างไม่สิ้นสุด ต่างคนต่างคิดไปต่างๆนาๆ
ชายหนุ่มผมสีเทา นามหยุนเสวี่ยเฟิง ความเป็นมาของมันแม้จะพิเศษกว่าผู้อื่นไปมาก แต่ทว่าความสามารถของมันกลับไม่มีผู้ใดเทียบติด! แน่นอนว่าทั้งสามที่ได้ฟังนั้น ล่วงรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้จะทำให้โลกใบนี้ปั่นป่วนเพียงใด
‘ข้ารู้ว่าไม่อาจปิดบังได้ ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้ ก็ควรให้พวกเขาได้รู้’ ความคิดเดียวที่หยุนเสวี่ยเฟิงมีในตอนนี้จริงอยู่ที่ว่าพวกเขานั้นรู้จักกันได้เพียงไม่นาน แต่ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเหว่ยซานที่มันเปิดเผยตั้งแต่แรกพบแล้ว.. ‘ก็คงต้องเสี่ยงดู’
“หวังซิ่วอิง.. เจ้าคิดอย่างไร?” เซียวเฉิงเฟยยิ้มกล่าวเสียงสั่น ท่าทางของมันคล้ายจะตื่นเต้นจนเกินหน้าเกินตา ทว่าหญิงสาวกลับตอบว่า “ข้ารู้มาก่อนพักใหญ่แล้ว”
“ข้าไม่ได้ถามเช่นนั้น ข้าถามว่าเจ้าคิดว่าอย่างไร กับการประลองกวี” ชายหน้าแก่กว่าวัยว่าแล้วก็ลุกขึ้น มันชี้นิ้วขึ้นไปยังดวงจันทร์ที่สว่างสไว
“แน่นอน ต้องเป็นอันดับหนึ่ง!” หญิงสาวยิ้ม
“เฮ่อ.. สินแร่ดีเช่นนี้ ข้าคงต้องตั้งใจเจียระไนให้ดีเสียแล้ว” กังหยงยิ้มกล่าวส่ายหัว ภายในใจก็อดที่จะตื่นเต้นเสียมิได้ตัวมันได้พบพานเพชรยอดมงกุฎแล้ว!
แม้ว่าแต่หยุนเสวี่ยเฟิงจะเบาใจไปได้เปราะหนึ่ง ทว่าบัดนี้มันมีอีกเรื่องให้มันสงสัยอีกแล้ว ‘หนึ่งคือพี่เจี้ยนเหล่ยเป็นผู้ใด สองคือเทพอสูรคืออะไร และสาม..ประลองกวีใช่ว่าคือประชันกวีหรือไม่?’
ทว่ายังมิทันที่หยุนเสวี่ยเฟิงจะกล่าวถามอันใดอีก ก็ถึงตาของกังหยงที่จะเริ่มแนะนำตัว
“ข้านั้นเป็นคนเร่ร่อน ไร้บ้าน ไร้ครอบครัว มิตรสหายในตอนนี้หลงเหลือเพียงพวกเจ้าเท่านั้น ระดับห้วงกวีที่อัญเชิญได้สูงสุดคือขั้นที่หก กล่าวตามตรง การไปกวงหมิงนั้น ข้าเพียงต้องตาต้องใจศิษย์โคตรเพชรผู้นี้เท่านั้น จึงได้ออกอุบาย”
“เล่าก็เหมือนไม่เล่า.. จะว่าไปแล้ว ท่านยังไม่ได้ชำระหนี้ที่ติดค้างข้า ในตอนนั้นที่ท่านสอนใช้ห้วงต้องสาป ท่านหลอกล่อข้าให้คิดผิดทาง อันที่จริงแล้วเพียงตั้งใจและเอ่ยประโยคก็เท่านั้น” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มกล่าว
“แต่ที่สุดแล้วเจ้าก็รู้นี่นา” กังหยงกล่าวพร้อมกับตบบ่าเด็กหนุ่ม
หากจะว่าด้วยเรื่องของการกล่าวกวี ในหัวของหยุนเสวี่ยเฟิงพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ก่อนที่มันจะหมดสติไปนั้น..
“ตอนช่วงท้ายของการประชันกวีนั้น.. ดูเหมือนว่าข้า..”
ฟิ้ว! ฉึก!
หยุนเสวี่ยเฟิงยังกล่าวไม่ พลันมีลูกธนูพุ่งเข้ามาปักที่พื้นอย่างรวดเร็ว เหล่าหนุ่มสาวต่างตื่นตัวปลดปล่อยอาวุธออกจากมิติพร้อมทั้งแผ่พลังวิญญาณออกไปตรวจสอบทันที!
“ผู้ใด?!”
ทว่าในความมืดมิดรอบบริเวณกลับมีเพียงความว่างเปล่า การแผ่กระแสพลังวิญญาณออกไปตรวจสอบก็มิได้พบเจอสิ่งผิดปกติอันใด
“มีสาส์นติดมากับธนู!” กังหยงว่าแล้วก็ดึงลูกธนูขึ้นมาพินิจ สิ่งที่ติดมากับลูกธนูนั้น เป็นเพียงแผ่นกระดาษเล็กๆใบหนึ่งเท่านั้น
หนุ่มสาวที่ได้ยินดังนั้นจึงหันกลับมาดู ข้อความที่ส่งผ่านมานั้นคล้ายจะถูกเขียนด้วยถ่านไม้ มีเนื้อความว่า ‘ร่วมหัวจมท้าย พบกันในอีกเจ็ดวันให้หลัง’
“หมายถึงสิ่งใดกัน?” เซียวเฉิงเฟยคิ้วขมวด กังหยงจึงเริ่มวิเคราะห์ทันที “ดูจากวิธีการยิงธนู หากว่ามันจะลอบสังหารเราคงกระทำโดยง่าย และดูจากเนื้อความแล้ว ใช่ว่าจะสื่อความหมายผูกมิตรหรือไม่? ก่อนหน้านี้พวกเจ้าได้กระทำอันใด พบเจอผู้ใด?”
ได้ยินเช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงพลันนึกย้อนไปถึงข้อสงสัยบางอย่าง เป็นข้อสงสัยอันเรียบง่ายที่หากเป็นผู้อื่น คงจะลืมเลือนไปแล้ว
“ก่อนหน้านี้ที่ข้าลอบสังหารผู้ติดตามเยว่เสวียนซา ข้านับได้สิบห้าคน แต่ซิ่วอิงนับได้สิบหก มีผู้ใดเกินมา?” หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้ว หญิงสาวจึงตอบว่า
“ในตอนที่ข้าตามเจ้าไป ข้าพบคนผู้หนึ่งนอนเป็นศพระหว่างทาง แต่ด้วยความเร่งรีบจึงมิได้ตรวจสอบ กอปรกัปในตอนนั้นยังมืด จึงไม่รู้ว่ามันตกตายด้วยอาวุธใด”
“อาจจะเป็นฝีมือของคนผู้นี้ แต่เหตุใดกันที่มันต้องช่วยเจ้า?” กังหยงเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆนาๆ หากว่าคนผู้นี้ต้องการช่วยเหลือจริง เหตุใดมันจึงไม่เข้าช่วยในสถานการณ์อื่นด้วย
“ตอนที่ข้าสู้กับอสูรพยัคฆ์ขาว.. การโจมตีของมันทุกครั้ง คล้ายว่ามันออมแรงไว้กระทำบางอย่าง อีกทั้งในตอนที่ข้าใช้เคล็ดวิชาใดๆ ดูเหมือนว่าบางครั้งมันจงใจให้ข้าโจมตีสำเร็จ”
นี่คือข้อเท็จจริงที่หยุนเสวี่ยเฟิงคิด สัตว์อสูรที่บำเพ็ญตนมาถึงระดับห้าสิบ อย่างน้อยต้องมีอายุไม่ต่ำว่าเจ็ดสิบปี ด้วยสติสัมปชัญญะของมันแล้ว ย่อมต้องมีประสบการณ์ในการต่อสู้ที่มากกว่า แม้ว่าท้ายสุดแล้วชายหนุ่มจะใช้ห้วงต้องสาปเข้าจัดการ ทว่าการปะทะก่อนหน้านั้น กลับดูเหมือนจะง่ายดายเกินไปอยู่บ้าง
“อสูรพยัคฆ์ขาวอาจจะระแวงคนผู้นี้โจมตี การที่มันจงใจให้เจ้าโจมตีสำเร็จ ย่อมต้องเป็นการปิดช่องโหวจากการโจมตีระยะไกล” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็เก็บอาวุธเข้ามิติ
“แม้จะเป็นสาส์นแสดงความเป็นมิตร แต่ใช่ว่าจะไม่ใช่อุบาย พวกเราควรจัดเวรยามเอาไว้” กังหยงว่าแล้วมันก็นั่ง บ่งบอกว่าเวรยามพลัดแรกก็คือตัวมัน แม้ว่าผู้ยิงธนูนี้จะสามารถสังหารมันได้โดยที่มันไม่ทันรู้ตัว แต่อย่างไรเสีย หากร่างของมันล้มลง เหล่าหนุ่มสาวก็’อาจจะ’ รู้ได้ว่าถูกลอบโจมตี
“ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายกันไปนอนเถิด ข้าจะเฝ้าเวรยามต่อจากท่านกังหยัง จากนั้นก็เป็นเจ้าหน้าสาว หวังซิ่งอิง ส่วนเฝิ่นเฟิง.. เจ้าอยู่กับท่านกังหยงได้หรือไม่?” เซียวเฉิงเฟยกล่าว เมื่อเจ้าหยางถัวมิได้ทักท้วง หนุ่มสาวทั้งสามจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนทันที
ในคืนนี้กลุ่มจรจัดได้ตั้งกระโจมจำนวนสี่หลังขึ้นมา หากจะสงสัยว่าเพิ่มอีกสองได้อย่างไร คำตอบนั้นง่ายดายยิ่ง เป็นเซียวเฉิงเฟยที่นำเงินที่ได้หลังจากประชันกวีไปซื้อมา และเงินส่วนรวมของกลุ่มจรจัดในบัดนี้ ได้เพิ่มมาเป็นสิบห้าเหรียญทองแล้ว โดยในวันนี้ทุกคนไม่เว้นกังหยงและเฝิ่นเฟิง ยังได้รับส่วนแบ่งอีกคนละหนึ่งเหรียญทอง..
เวลาหลับนอนของหยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะรวดเร็วยิ่ง ยังมิทันที่ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ก็ถึงเวลาที่มันต้องเฝ้าเวรยามเสียแล้ว
“เจ้าหน้าสาว.. เจ้าหน้าสาว!” หยุนเสวี่ยเฟิงที่หลับสนิทพลันสะดุ้งตื่น “อา.. ข้ารู้แล้ว”
หยุนเสวี่ยเฟิงขานรับก่อนจะเปิดผ้าคลุมกระโจมออกมา บรรยากาศยามตีสามคล้ายจะหนาวเหน็บจนตัวสั่น
“ข้าไปนอนก่อน” เซียวเฉิงเฟยกล่าวสั้นๆ ก่อนที่มันจะมุดเข้ากระโจมของมันไป
หยุนเสวี่ยเฟิงหาวแล้วหาวอีก แต่ถึงกระนั้นมันก็ฝืนตนเองให้มานั่งข้างกองไฟ ความเงียบและมืดมิดรอบบริเวณชวนให้มันอดที่จะรู้สึกโดดเดี่ยวมิได้
‘ข้าอยู่คนเดียวอีกแล้ว..’
แม้ว่าอาการกลัวการอยู่คนเดียวจะมิได้หายไปหมดสิ้น แต่ทว่าเด็กหนุ่มกลับมิได้รู้สึกย่ำแย่อันใด มันพยายามนึกคิดหาอะไรให้ตนเองกระทำ เพื่อมิให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวเข้าครอบงำ
‘จริงสิ คัมภีร์กวี สมควรสร้างให้ทั้งสอง’ ว่าแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็หยิบม้วนคัมภีร์เปล่าออกมาจากมิติ จากนั้นจึงเริ่มนึกแต่งบทกวี และเมื่อแต่งเสร็จมันก็กล่าวอัญเชิญห้วงกวีขั้นที่สิบออกมา
“ถ่ายทอดห้วงกวี!” หยุนเสวี่ยเฟิงเพ่งจิตลงไปในม้วนคัมภีร์ที่กางออกในมือ พลันนั้นดวงแสงทั้งหกและวงแหวนอีกสี่ชั้นก็เคลื่อนหายเข้าไปในคัมภีร์
แสงสว่างวาบขึ้นสิบครั้งตามจำนวนห้วงกวีที่ถูกถ่ายทอดเข้าไป ภายในหน้าคัมภีร์เปล่าพลันปรากฏตัวอักษรเรืองแสงขึ้นมา ไม่นานเกินรอ ขั้นตอนทั้งหมดก็เสร็จสมบูรณ์
“ม้วนนี้ของซิ่วอิง..” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มก่อนจะวางไว้บนขอนไม้ด้านข้าง จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการใหม่กับม้วนคัมภีร์อีกเล่ม แน่นอนว่าต้องเป็นของเซียวเฉิงเฟย
ขั้นตอนทั้งหมดง่ายดายและรวดเร็ว โดยที่ชายหนุ่มไม่รู้เลยแม้แต่น้อย ว่าในอนาคตต่อจากนี้ หนึ่งในสองคัมภีร์นี้จะเป็นต้นเหตุนำความวุ่นวายมาสู่ดินแดนเทียนฉินและตัวมัน!
ตอน.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??