มีดอมตะ
วิกาลคล้อยดึกมากแล้ว บนเส้นทางสัญจรสายนี้ที่ข้างทางเต็มไปด้วยเงาทมึนของหมู่แมกไม้น้อยใหญ่ที่มีแสงจันทร์สาดส่องยามวิกาลยามราตรีดูไปช่างคล้ายดั่งคนกำลังจับกลุ่มสนทนาในมุมมืด แว่วเสียงหวีดหวิวของกิ่งไม้กระทบกันคล้ายดั่งเสียงคนคร่ำครวญร่ำให้หวนมากับสายลมเบา ๆ เป็นอีกคืนหนึ่งที่ดูวังเวงเงียบเหงา ชอบกลนัก
ทันดันในเองบนทางสัญจรสายน้อยบนป่าเขาเส้นนี้ พลันมีเงาร่างสายหนึ่ง ค่อย ๆ เคลื่อนกายช้า ๆ ราวกับลมหอบเมฆใหญ่ เคลื่อนกาย ตรงไปเบื้องหน้าด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น ดูจากลักษณะท่าทางการเดิน บ่งบอกได้ว่าเงาร่างสายนี้มีความเป็นบุรุษมากกว่าสตรีอยู่หลายส่วน ด้วยการก้าวเท้าแต่ละครั้งทิ้งช่วงห่างสม่ำเสมอ การหายใจเป็นไปอย่างมั่นคงแผ่วเบา ดั่งกับว่าบรรยากาศรอบด้านอันแสนจะน่ากลัวในที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้มิอาจมีผลต่อความรู้สึกของคนผู้นี้ได้เลย
นั้นบ่งบอกอัตลักษณ์ของคนผู้นี้ออกได้ บุรุษเท่านั้นจึงมีลักษณะเช่นนี้ แม้นว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ดี ไหนเลยออกสัญจรบนเส้นทางเปลี่ยวร้างวิกาลราตรีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย
สายลมฝนยิ่งมายิ่งรุนแรงมากขึ้น ต้นไม้ใบหญ้าไหวแอ่นตามสายลม ท้องฟ้าปรากฏเมฆหมอกดำชวนก่อตัวทะมึนอย่างน่าใจหาย ในอีกไม่นานฝนคงตกลงมาอย่างหนักเป็นแน่ เสียงฟ้าร้องเมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล เพิ่มความน่ากลัวอีกเป็นเท่าตัว
“เห็นทีฝนคงลงเม็ดในอีกไม่ช้า หาที่หลบฝนก่อนค่อยเดินทางต่อคงจะดี”
น้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบนี้เป็นเสียงของบุรุษ จริง ๆ มันแท้จริงต้องการไปที่ใด ไม่มีผู้ใดทราบได้ มีเพียงผู้หนึ่งที่สามารถหาตอบของคำถามนี้ได้คนผู้นั้นก็เพียงแต่ตัวของมันเองผู้เดียวเท่านั้น
ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว ยิ่งมายิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ นำพาคลื่นลมมาด้วยพร้อมเสียงคำรามปานฟ้าถล่มต่อให้ผู้คนที่พักอาศัยในบ้านแสนอบอุ่นนอนหลับสบายบนที่นอนแสนนุ่ม ยังต้องสะดุ้งตื่นหายใจไม่ทั่วท้อง ด้วยเสียงลมเสียงฟ้ากัมปนาทในค่ำคืนนี้ เลวร้ายรุนแรงราวกับจะพลิกฟ้าถล่มปฐพีก็มิปาน
“เบื้องหน้ามีกระท่อม ลองขอเข้าอาศัยหลบฝนหากแม้นเจ้าของยินยอมก็ประเสริฐยิ่ง”
เบื้องหน้าไม่ห่างจากที่ชายผู้มามีกระท่อมหลังหนึ่งจริง ๆ ปลูกแบบเรียบง่าย มองจากข้างนอกพอจะเห็นแสงไฟสลั่ว ๆ ผ่านช่องไม้มาให้พอรู้ว่ามีคนอาศัยอยู่ ไม่รอช้าเขารีบสาวเท้าก้าวไปยังกระท่อมเบื้องหน้า พอถึงบริเวณเพิงพักด้านหน้า พลางตะโกนก้องฝ่าเสียงคลื่นลมและฝนที่โหมกระหน่ำ
“ขออภัยท่านเจ้าของบ้าน ข้าคนสัญจรผ่านทางอยากขออาศัยบ้านท่านหลบฟ้าหลบฝนสักครู่จะได้หรือไม่”
ทันใดนั้นมีน้ำเสียงชายกลางคนในบ้านตะโกนตอบรับในทันทีออกมาเช่นกัน กล่าวว่า
“ท่านเป็นโจรป่าหรือคนพเนจรพวกข้าจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าท่านมาดี”
ชายผู้มาพอฟังก็มีความรู้สึกอดหัวร่อในโชคชะตาตัวเองในใจเบา ๆ นึกว่าหากเขามิย่อมต้อนรับก็ไม่นับเป็นอย่างไรได้ เพราะการสัญจรยามค่ำคืนแบบนี้หากเป็นเราเป็นท่านย่อมที่จะคิดไม่ได้ว่าคนที่มาขอความช่วยเหลือจะดีจะร้ายจะมากน้อยจะมีความมั่นใจได้เช่นไร พอคิดได้ ชายผู้มากระชับผ้าคลุมกายแน่นมุ่งกายหมายจากไป
พอเดินพ้นบ้านได้ไม่กี่ก้าวเสียงได้ยินเสียงเปิดประตู เขาหันกายไปยังหน้าประตู เห็นเงาคนไหววูบสะท้อนแสงไฟ พร้อมเสียงสตรีนางหนึ่งกล่าวออกมาจากตัวบ้านเปิดประตูออกมาแสงไฟในบ้านกระทบร่างนางพอให้เห็นเค้าหน้ารางๆ กล่าววาจาด้วยความเร่งรีบกล่าวขึ้นว่า
“ท่านโปรดหยุดก่อน คืนนี้ฝนตกหนักหากคิดเดินทางในเวลานี้คงไม่เหมาะ เชิญท่านเข้าพักอาศัยในบ้านข้าพเจ้าก่อนเป็นไร หากท่านไม่รังเกียจ ข้างในยังพอมีที่วางให้ท่านได้ค้างแรมหลบฝน”
“เหมยกุ้ยเจ้ามิกลัว...”
ทางด้านหลังของสตรีนามเหมยกุ้ยมีชายผู้หนึ่งแต่งกายแบบชาวบ้านทั่วไปขวาแขน นางไว้พร้อมกล่าวคำให้นางได้คิดก่อนตัดสินใจรับชายผู้มาเข้ามาอาศัยภายในบ้าน
“ตางฟ่าน เจ้าทนเห็นเขาฝ่าฝนในขึ้นนี้ออกเดินทางได้ เบื้องหน้าเป็นป่าใหญ่หามีบ้านเรือนผู้คนเขาจะไปอาศัยหลบฝนที่ใดได้ ท่านตรองดู”
“แต่ว่าหากเขาเป็น...”
“เป็นอันใด”
สตรีนางนั้นตะคอกชายด้านหลังหันหน้ามากล่าวคำต่อชายผู้มาว่า
“ขอท่านอย่าได้ถือสาหาความสามีข้าพเจ้า เขาอาจจะเกรงกลัวจนป่าอยู่บ้างหวังให้ท่านอภัย อย่าได้คิดว่าบ้านข้าพเจ้าคับแคบเกินไป ขอเข้ามาอาศัยหลบฝนก่อนฝนเริ่มจะลงเม็ดหนักแล้ว”
ชายด้านหลังเห็นว่าการทัดทานของเขาไม่เป็นผลจึงหลีกทางให้พร้อมสตรีนาม เหมยกุ้ย ขยับกายผายมือเชื้อเชิญให้ชายผู้มาเข้ามาเป็นเชิงแสดงความมีน้ำใจและยินดีต้อนรับ
“หากไม่ถือเป็นการรบกวนจนเกินไปข้าพเจ้าก็ขอรับน้ำใจท่านไว้และขอบใจท่านอย่างยิ่ง”
ชายผู้มาหันกาย เดินสาวเท้าเข้าสู่ภายในบ้านพร้อมกับสะบัดเสื้อคลุมสลัดคาบน้ำคาบฝนออก สำรวจพื้นที่ภายในบ้านไปพลางพบว่าภายในตกแต่งแบบเรียบง่ายตรงกลางห้องมี โต๊ะไม้พร้อมด้วยเก้าอี้ ไว้บนโต๊ะกำลังจัดวางอาหารมื้อค่ำที่กำลังอุ่นได้ที่ พร้อมตะเกียงส่องสว่างกลางห้อง ดูไปแล้วบ้านหลังนี้ถือว่าเป็นบ้านที่ดูภายนอกค่อนข้างเล็กแต่มีภายในที่ลึกและกว้างพอประมาณ เหมาะกับครอบครัวขนาดกลางและน่าอยู่อาศัยไม่น้อยเลยทีเดียว
“ต้องขออภัยที่มารบกวนพวกท่านทั้งสอง ยิ่งเป็นเวลาอาหารของพวกท่านด้วยแล้วข้าพเจ้ารู้สึกเกรงใจยิ่ง”
“มิได้ ๆ ไม่เป็นไรเชิญท่านนั่งลงก่อน เชิญร่วมรับประทานกันก่อนหากท่านมิตำหนิอาหารไม่เลิศรสเกินไป”
“หามิได้เป็นเพราะข้าพเจ้ารับประทานมาก่อนแล้วพวกท่านตามสบายเถอะ”
“หากเป็นเช่นนั้นข้าพเจ้าจะให้สามี นำสุรารวงข้าวนำมาให้ท่านดื่มแก้หนาวก็แล้วกัน”
ผู้เป็นสามีของนางที่อยู่ด้านข้างจับจ้องชายผู้มาดวงตาเป็นประกายแฝงความรู้สึกพิกลประหลาดชนิดหนึ่งสะท้อนแสงไฟพอสังเกตได้ เมื่อได้ยินภรรยากล่าวเช่นนั้นก็หันกายเข้าไปทางด้านหลังผ่านม่านเล็กๆ ด้านหลังหายลับไป สักครู่หนึ่ง ในมือถือไหสุราพร้อมจอกสุราติดมือมาหลายใบ
“อาหารสุราพร้อมแล้ว ขอต้อนรับตามสภาพหวังให้ท่านอย่าได้ตำหนิ”
เหมยกุ้ยผายมือเล็กน้อย เป็นการเชิญชายผู้มานั่งร่วมวงพร้อมกับชายตาเป็นการบ่งบอกสามีให้ แยกย้ายประจำเก้าอี้นั่งลงโดยพร้อมเพรียงกัน
สายฝนยิ่งมายิ่งรุนแรงมากขึ้น เสียงลมและฝนปะทะหลังคา ฝาบ้านดังเป็นระยะ ๆ ภายนอกลมพายุแรงแสนหนาวเหน็บ แต่ภายในตัวบ้าน กลับมีความรู้สึกว่าอบอุ่นอย่างประหลาด ช่างเป็นบรรยากาศที่ดูแปลกอยากจะอธิบายภายใต้แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะทำให้ทั้งสามมองกันได้ถนัดชัดตามากยิ่งขึ้น
สตรีนามเหมยกุ้ย ดูไปแล้วนางมีรูปร่างที่บอบบางน่าถนุถนอม ใบหน้ามีรอยยิ้มแย้มดูเป็นมิตร น้ำเสียงพูดจาดูไพเราะแสดงออกถึงน้ำใจที่ดีงาม ในน้ำเสียงยามสนทนาแฝงไปด้วยความรัญจวนใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสนทนากันมาชั่วครู่หนึ่งนางจึงกล่าวถามชายผู้มาว่า
“ท่านมีนามใด และเดินทางมาจากถิ่นไหน ดูจากลักษณะแล้วท่านมิใช่คนดินแดนนี้ หรือว่าท่านก็อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่เหมือนกับพวกเรา”
“เป็นเช่นนั้นจริง ข้าพเจ้าล่องเรือสำเภาสินค้ามาจากแผ่นดินใหญ่ มายังอาณาจักรอันไกลโพ้นทะเลแห่งนี้เพื่อเสี่ยงโชค”
“เสี่ยงโชคอันใด”
ชายวัยกลางคนสามีของนางนามตางฟ่าน โพล่งคำขึ้นสวนวาจาด้วยน้ำเสียงแฝงน้ำเสียงมิเป็นมิตรเป็นตะคอกมากกว่าการชวนสนทนาด้วยวาจาอันสุภาพ
เหมยกุ้ยพอเห็นผู้เป็นสามีมีท่าทีเช่นนั้น มุมปากพลันสลายหายไปสิ้น ส่งสายตาอันเย็นยะเยือกออกมาวูบหนึ่งจ้องมองไปยังสามีพลันปรากฎรอยยิ้มมุมปากขึ้นวูบกล่าววาจาว่า
“ท่านสงบปากสงบคำ รับประทานต่อไป ให้ข้าพเจ้าเรียนถามท่านผู้นี้เองเป็นไร หรือท่านเกรงว่ารสชาติอาหารที่เราทำไม่ถูกปากท่านแล้ว”
พอได้ยินภรรยากล่าวสามีที่กำลังจ้องหน้าผู้มาถลึงตาใส่พลันลดสายตาก้มหน้าตั้งรับประทานอาหารต่อไปไม่แหงนมองมาอีกเลย เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นภรรยาเมื่อเห็นผู้เป็นสามีเจริญอาหารยิ่งจึงหันหน้าจ้องมองใบหน้าผู้มาแล้วกล่าวต่อไปว่า
“นามของท่าน แท้จริงมีนามใดข้าพเจ้าใคร่ทราบท่านพอจะบอกแก่ข้าพเจ้าได้หรือไม่”
“นามนั้นสำคัญไฉน ใยมีแต่ผู้คนต้องการได้ยินถึงเพียงนี้”
“หากท่านตำหนิข้าพเจ้ากล่าววาจาล่วงเกินท่านเกินไป เช่นนั้นข้าพเจ้าก็มิอยากทราบแล้ว”
“ไหนเลยเพียงชื่อเสียงอันไร้นามจะกล่าวออกไปไม่ได้ ชื่อเสียงล้วนมิมีค่าใดต้องปิดบังท่าน ยิ่งข้าพเจ้าได้รับการช่วยเหลือจากท่านสองสามีภรรยาเช่นนี้ด้วยแล้วไหนเลยเพียงเท่านี้จะบอกกล่าวต่อพวกไม่ได้”
ชายผู้มาหยุดกล่าวคำเล็กน้อยพลางลวงสิ่งของบางอย่างภายในแขนเสื้อแล้ววางบนโต๊ะ ของสิ่งนั้นเล็กยิ่ง คล้ายเบาบางยิ่ง เป็นสีเงินส่องแสงประกายสะท้อนเงาแสงไฟกลางโต๊ะคล้ายดั่งเจิดจ้าสะดุดตายิ่ง
เป็น “มีดสั้น” บางเบาเล่มหนึ่งขนาด 3 นิ้ว 7 หุน ไม่ยาวเกินไปกว่านี้ไม่น้อยไปกว่านี้ สองสามีภรรยาเมื่อได้เห็นต่างหน้าถอดสีไป แต่ชายผู้มากลับกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจริงใจว่า
“ข้าพเจ้าแซ่ลี้ นามฮุยเล้ง ลี้ฮุยเล็ง”
สารบัญ
CONTENT
|
|
|
นิยายแนะนำ |
ดูทั้งหมด |
รายการรีวิว
REVIEW
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00

นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ