เรื่อง STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)
ทุกาาจับจ้องไปทีุ่าาซึ่ง็คือเที่ทิ้งตัวาพร้อมกับเ์เพลิง ใหัวทุกคนำัสงสัยว่าต้องเป็นฝีมือผู้มีเลเวลเก้าแน่ ๆ และยังระบุฝ่ายไม่ได้อีกด้วย
“คนอพยพกันเกือบหมดแล้ว พวกเราจะค่อย ๆ ถอยกัน” เฟยเฟิ่งตะโกนบอกสหายร่วมรบแต่ทุกคนต่าง็ำัยุ่งกับศัตรูตรงหน้าจนหาจังหวะหนีไม่ได้
ขณะเดียวกันมิโกะ็ยังพยายามดึงสติคิโนริก่อนที่เธอจะเผาร่างกายตัวเอง
“ออกมาเถอะคิโนริ ! ถ้าเจ้าออกมาข้าจะให้ตำแหน่งผู้สืบทอดำัเลยนะ”
มิโกะมองดูคิโนริที่ยื่นนิ่งเหมือนคนละเมออยู่ใจกลางกำแพงเพลิงเหล่านั้น ความร้อนค่อย ๆ เผาขนและผิวคิโนริ อีกไม่นานเธอคงโดนไฟตนเองคลอกเป็นแน่
“คงไม่มีทางเลือกจริง ๆ” มิโกะเพ่งรวมมานาเตรียมร่ายเ์
แต่ทันใดนั้น็มีเียงเรียกจากด้านหลัง
“ท่านมิโกะ...”
เจ้าเียงนั้น็คือมังกี้ที่พึ่งเดินทางมาถึง เธอเดินเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อมองดูคิโนริตัวน้อยใกองเพลิงนั้น
“ท่านไปช่วยสหายคนอื่นเถอะ ข้าจะช่วยคิโนริเอง”
มิโกะมองดูอมนุษย์เผ่าพันธุ์วานรตัวกระจ้อยร่อยไม่น่าช่วยอะไรได้ แต่เมื่อได้เห็นแววตามุ่งมั่นนั้นเธอ็ต้องถอนหายใจโล่งอกออกมาแทน
“เจ้าชื่ออะไรนะ?”
“มังกี้”
“ข้าจักภาวนาให้เจ้าทำสำเร็จนะ” พอพูดจบมิโกะ็มุ่งหน้าไปยังสนามรบที่เจ้าำัคนอื่นำัตะลุมบอนอยู่
มังกี้ยืนมองคิโนริอยู่สักพักเหมือนำัเตรียมใจ หลังจากพร้อมเธอ็แปลงร่างเป็นราชันวานรสูงใหญ่เท่าบ้าน
เธอพลิกแผ่นดินขึ้นมาทำเป็นโล่ป้องกันและวิ่งฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปหาตัวคิโนริ แต่โล่ดินป้องกันได้แค่บางส่วนเท่านั้นทำให้เธอต้องกัดฟันอดทนต่อความร้อนจนสุดท้าย็ฝ่าไปถึงตัวคิโนริได้เียที
“กลับบ้านกัน !” มังกี้คืนร่างเป็นปกติและกระโดดกอดคิโนริเพื่อเรียกสติ
แววตาเหม่อลอยคิโนริกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็น็คือมนุษย์วานรที่ำักอดเธอไว้แน่นเหมือนกลัวว่าจะหายไปไหน
“มังกี้...” คิโนริมองดูแผลไฟไหม้ทั้งตัวมังกี้จึงรู้ได้ทันทีว่าเป็นผลมาจากการตื่นสายเลือด ช่วงเวลาที่ความทรงจำหายไปค่อย ๆ หวนคืนกลับมาและได้เห็นว่าตนเองสร้างความเดือดร้อนไว้แค่ไหน
“ขะ...ขอโทษ” คิโนริสวมกอดมังกี้ไว้แล้วมองหาความช่วยเหลือ
“ไม่เป็นอะไรหรอก...เจี๊ยก ็แค่ผิวไหม้นิดหน่อย...เจี๊ยก”
แม้จะได้ยินเช่นนั้นแต่คิโนริกลับมีน้ำตาไหลไหลรินออกมา สิ่งที่ทำได้็มีแค่ใช้เ์รักษาให้ไม่เป็นอันตรายไปมากกว่านี้
“แล้วพี่กิล่ะ?”
“ข้า็ไม่รู้ ข้าพึ่งมาถึงเมื่อไม่นานนี้เอง...เจี๊ยก”
คิโนริอุ้มมังกี้ไปหาที่พักหายใจแต่ทั้งเมือง็เละเทะดูไม่ได้ไปแล้ว
“ข้าไม่เป็นอะไร ตอนนี้ท่านมิโกะคงจะไปจัดการพวกศัตรูให้แล้ว...เจี๊ยก” มังกี้ลุกขึ้นยืนแสดงท่าทางแข็งแรงให้คิโนริสบายใจ
“เรา็ต้องไปช่วยด้วยเหมือนกัน”
“ไม่ได้สิ มันอันตรายเกินไปนะ...เจี๊ยก”
“หนูต้องไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการตื่นสายเลือดหรือเปล่าแต่หนูอยากทำอะไรสักอย่าง บางทีการเอามานาที่เดือดพล่านออกมาใช้อาจจะลดความตื่นตัวนี้ลงได้”
“อา...งั้นข้าจะไปด้วย ยังไง็มีท่านมิโกะอยู่็คงไม่มีปัญหาอะไร...เจี๊ยก”
“อืม !”
พวกเธอทั้งสองตามไปทางที่มิโกะจากไป พอตามไปสักพักพวกเธอจะเห็นเ์นานาชนิดซัดกันไปมาวุ่นวายจนแยกมิตรกับศัตรูได้ยากยิ่ง
“คิดใหม่อีกที เราไปแอบก่อนดีไหม?” ภาพตรงหน้าคิโนริมันยิ่งใหญ่เกินที่เด็กตัวเล็ก ๆ จะเข้าไปจุ้นจ้านได้
แม้จะมีมิโกะเข้าไปช่วยแล้วแต่การจะกำจัดร่างโคลนเจ้าำัได้็ต้องใช้มานาและเวลาไปมาก ยิ่งกับมิโกะที่อยู่ใสภาพไม่พร้อมนักจึงต้องค่อย ๆ รุมจัดการไปทีละจุด
“ถึงพวกมันจะเหมือนกับตัวจริงแต่็ไม่มีจิตสำนึกตัวเอง คำสั่งที่ได้รับ็คงเป็นสังหารพวกเราทั้งหมด ถ้าหากคนไหนที่จ้องแต่จะฆ่าอย่างเดียว็คือพวกร่างโคลน” มิโกะลงไปจัดการเฟยเฟิ่งตัวปลอมก่อนเป็นอันดับแรก
ทุกอย่างค่อย ๆ เป็นไปได้ด้วยดี ยกเว้นแค่ซึฮากิที่ยังดวลมานากับตัวปลอมอยู่ การประชันที่ละเอียดอ่อนที่การขยับร่างกายแม้แต่นิดเดียว็เปลี่ยนผลลัพธ์ได้ การจะขยับแต่ละครั้ง็ต้องคิดคำนวณมาอย่างดี การใช้มานาทีละเล็กน้อยเพื่อประหยัดไว้ใจังหวะที่เหมาะสม การคิดหาแผนการใหม่อีกหลายแผนเพื่อเอาชนะศัตรูตรงหน้า
พอมานาใกล้หมด ทั้งสองจึงใช้มีดสั้นดวลกันเหมือนนัดกันมา วินาทีที่ซึฮากิตัวจริงแทง ตัวปลอม็จะปัดข้อมือทิ้งเพื่อเบี่ยงวิถีมีดใขณะที่มานาใมีดตัวเองเปลี่ยนเป็นกระสุนวายุยิงใส่ใระยะประชิด แต่ซึฮากิตัวจริง็เตรียมมานาไว้แล้วสร้างคลื่นวายุแหวกกระสุนออกไปข้าง ๆ แทนการป้องกันตรง ๆ เพราะมันต้องใช้มานาเยอะกว่า
จังหวะนั้นทั้งสองยกเท้าถีบพร้อม ๆ กันแต่ทั้งคู่็ตีลังกาพลิกตัวกลับมายืนได้และระหว่างนั้น็เตรียมมานาไว้เช่นกัน
.........................................................................
กระสุนวายุพุ่งตรงไปหาเป้าหมายโดยที่ไม่ต้องมอง ทั้งตัวจริงและร่างโคลนต่าง็ใช้เ์ตรวจจับได้แม่นยำเหมือนมีตาอยู่บนหัวที่สามารถมองได้ทุกทิศทาง
ไม่ว่าจะวัดความเร็ว พละำัหรือแม้แต่การร่ายเ์ พวกเขาไม่สามารถตัดสินผลแพ้ชนะใด ๆ ได้เลย หลังจากปะทะกันมาหลายนาทีเพดานดันเจี้ยน็ค่อย ๆ ถล่มาใจังหวะที่มานาใกล้จะหมดพอดี
ความสามารถใการคำนวณและคาดคะเนมีเหมือนกัน ความเข้มข้นมานาอยู่ใระดับใกล้เคียงกันและค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แสดงว่าร่างโคลนนั้นสามารถพัฒนาตัวเองได้เหมือนตัวจริง ถ้าทุกอย่างเหมือนกันขนาดนี้การดวลตัวต่อตัวไม่มีทางรู้ผลแน่ ๆ นั่นคงเป็นสาเหตุที่พวกมันทุ่มำัคนเพื่อตัดำัจะได้สู้ร่างโคลนไม่ได้ แต่ถ้ามีความคิดความตั้งใจหรือเป้าหมายเหมือนตัวจริงมัน็คงไม่เลือกการเข้ามาดวลซึ่ง ๆ หน้า หากเป็นเราคงจะเน้นไปที่การวางกับดักและดักหน้าทางออกเพื่อยื้อเวลาให้มากที่สุดแล้วเอาำัคนมาโถมเ์ใส่แทน ถ้าใช้วิธีนั้นต้องเป็นผู้มีเลเวลเก้าถึงจะฝ่าออกไปได้ทำให้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าหากจะเอาชนะตัวเราเองโดยไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปเี่ยง แต่การที่ร่างโคลนมาอยู่รอตรงนี้แสดงว่าเป็นคำสั่งผู้บริหารเดียร์ นั่นแสดงว่าคำสั่งเขามีผลบังคับต่อให้จะขัดกับความคิด็ตาม เพราะฉะนั้นคำสั่งหลัก็น่าจะเป็นการกำจัดเรา คำสั่งรอง็คือการรอให้ไปถึงจุดนั้นค่อยเริ่มเคลื่อนไหว เพราะหากมีแค่คำสั่งกำจัดร่างโคลน็คงตามพวกกลุ่มย่อยมาทันทีเพื่อเล่นงานตอนำัเียแรง เป็นเพราะความประมาทใการออกคำสั่งหรือมีเงื่อนไขที่ไม่สามารถทำได้ ใตอนนี้ต่อให้เราค่อย ๆ ถอยหลังร่างโคลน็ยังตามมาไม่หยุดไม่ได้อยู่ใจุดที่รอใตอนแรก แต่อย่างน้อย็รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำตามคำสั่งหลักแน่ ๆ ต่อให้คิดและคำนวณได้เหมือนเรา็ตาม
ซึฮากิอาศัยจังหวะที่เพดานดันเจี้ยนถล่มวิ่งหนีลึกเข้าไปใดันเจี้ยน ส่วนร่างโคลน็พังกองหินทิ้งแล้ววิ่งตามมาทันที
แต่ช่วงเวลาที่คลาดาาไปแค่ไม่กี่วินาที ซึฮากิตัวจริง็ได้วางกับดักไว้ตลอดทางเพื่อถ่วงเวลาให้มากที่สุด
ตามมาจริง ๆ ด้วย สำนึกร่างโคลนคงเหลือแค่การกำจัดเราเท่านั้น แต่็ยังระวังตัวไม่ได้มุทะลุบุกฝ่าทุกอย่างเข้ามาซึ่ง็ยังคงมีนิสัยตัวจริงอยู่ คงต้องใช้วิธีนั้นแต่หากไม่ได้ผล็คงต้องวัดกันที่ใครจะเกิดภาวะช็อกจากการใช้มานาก่อน
ซึฮากิยังคงวิ่งลึกเข้าไปใดันเจี้ยนลึกจนไม่อาจหาทางไปต่อได้นอกจากต้องหันหลังเดินออกไป ที่นั่นมีราชาดันเจี้ยนที่เป็นมอนสเตอร์ประเภทหมาป่าถ้ำ แต่ราชาดันเจี้ยนกลับถูกซึฮากิจัดการได้ภายใการโจมตีแค่ไม่กี่ครั้ง
มันต้องอยู่แถว ๆ นี้สิ
ซึฮากิเพ่งการตรวจจับเพื่อตามหาสิ่งนั้นที่อยู่ใส่วนลึกดันเจี้ยน แต่เขากลับตรวจจับเจอำัเสริมที่ำัตามร่างโคลนมาและอีกไม่นานพวกนั้น็จะมาถึงตัวแล้ว
จู่ ๆ สัญญาณชีวิตำัเสริม็หายไปภายใเวลาแค่ไม่กี่วินาที
เป็นอย่างนั้นเองสินะ ที่ไม่ได้สั่งให้ร่างโคลนตามกลุ่มย่อยมาเ็บงานเพราะไว้ใจใครไม่ได้ ถ้าผู้บริหารเดียร์มั่นใจใร่างโคลนเขาคงระบุเป้าหมายชัดเจน แต่การที่ร่างโคลนสังหารพวกเดียวกันเองแสดงว่าเขาระแวงคิดว่าเราจะปลอมตัวเป็นำัมนตร์ำแล้วแฝงตัวออกไป ดังนั้นเขาจึงส่งคนอื่นเข้ามาก่อนและปิดทางด้วยร่างโคลนเราที่ให้คำสั่งไว้ว่ากำจัดทุกคนที่เจอ
ไม่นานซึฮากิ็เจอสิ่งที่ต้องการ เขาจ้องไปด้านใมุมแคบ ๆ แล้วขุดเอาแก่นดันเจี้ยนขึ้นมา
แก่นดันเจี้ยนไม่สามารถเอาออกไปข้างนอกได้ และถ้าโดนทำลายดันเจี้ยน็จะหายไปทำให้ไม่มีใครสนใจและปล่อยมันไว้อย่างนั้น แต่ช่วงเวลานี้แหละที่เหมาะแก่การทำลายมันจริง ๆ
ซึฮากิฟันแก่นดันเจี้ยนทิ้งทำให้ทั้งดันเจี้ยนสั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว ไม่นานนัก็มีเสาีขาวปรากฏตรงหน้าเหมือนเสาีขาวที่พวกมอนสเตอร์โผล่ออกมา
เหมือนตอนเจอลิงเมฆาเลยแฮะ
ซึฮากิหนีเข้าไปใเสาีขาวก่อนที่ดันเจี้ยนจะหายสาบสูญไปพร้อม ๆ กับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในั้น ซึฮากิได้ออกมาจากเสาีขาวโผล่มาตรงทางเข้าดันเจี้ยนที่ปิดไปแล้ว
เป็นแผนที่แปลกแหวกแนวจริง ๆ แต่สุดท้าย็ไม่มีเวลาเ็บแขนมาด้วยเลย แขนเทียม็เคลื่อนไหวไม่ดีเท่าจริง หลังจากนี้คงลำบากแน่ ๆ
ทันใดนั้นทุกอย่าง็ขาวโพลนไปหมด ซึฮากิรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเขาจึงนั่งลงอย่างสบายใจเหมือนได้พักผ่อน
“อะไรเนี่ย เดี๋ยวนี้ทำตัวชิวเกินไปแล้วนะ”
“เหอะ แบบนี้มันคุยง่ายกว่าไม่ใช่หรือยังไง? แล้วคราวนี้อยากพูดอะไรอีกล่ะ?”
ซึฮากิจ้องมองไปยังเด็กสาวตัวน้อยที่ำัเดินวนไปรอบ ๆ
“ดูเหมือนนายจะเปิดประตูบานที่ี่ได้แล้วสินะ ช่างเป็นสถานการณ์ที่เหมาะเจาะจริง ๆ เมื่อความเป็นความตายมาอยู่ตรงหน้านาย็จะดึงเอาความสามารถเดิมกลับคืนมา”
..................................................................
“มาเพื่อแค่แสดงความยินดีเหรอ?”
“ไม่ใช่แค่หรอก แต่ต่อให้มีแค่เรื่องการเปิดประตู็น่ามายินดีอยู่ดีนะกิจัง สถานการณ์ที่ต้องเจอกับร่างโคลนที่เหมือนกับตัวเองทุกประการ เป็นคู่ต่อสู้ที่หาจุดจบได้ยากจริง ๆ เหมือนที่นายคิดไว้็คือต้องวัดกันที่ใครเกิดภาวะมานาช็อกก่อนเท่านั้น”
เธอดีดนิ้วแล้วหันไปด้านหลัง ร่างโคลนซึฮากิปรากฏขึ้นตรงนั้นแต่มันกลับถูกหยุดไว้เหมือนหุ่นขี้ผึ้ง
“ดูสิ ด้วยความสามารถเดียร์เขาจึงทำให้มีซึฮากิถึงสองคน หากความสามารถนั้นเป็นนาย นาย็คงจะครองโลกได้ใเวลาไม่กี่เดือนแน่ ๆ”
ซึฮากิเดินเข้ามาดูร่างโคลนตนเองเพื่อสำรวจว่าเหมือนกันทุกระเบียบนิ้วจริง ๆ หรือเปล่า
“ความสามารถผู้บริหารคือการสร้างร่างโคลน มันเป็นพลังเดอะที่มีคุณลักษณะเหมือนกับมนตร์ำที่หลาย ๆ คนใช้ได้ ปกติพลังเดอะมักจะเป็นสิ่งที่เ์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ไม่ใช่เหรอ?”
“็ถูกนาย นั่นเป็นสาเหตุที่การสร้างร่างโคลนจากมนตร์ำแบบปกติไม่มีทางเหมือนตัวจริงเป๊ะ ๆ ได้แต่มันไม่ได้มีแค่นั้นหรอก แต่ช่างเรื่องนั้นเถอะเพราะใเมื่อฉันมาแสดงความยินดีทั้งที็ต้องมีอะไรให้สักหน่อยสิ”
“ถ้าเป็นขวัญอะไรนั่นฉันไม่เอาหรอก” ซึฮากิตอบกลับทันทีแทบจะไม่ต้องคิดเลย
“รอบนี้มันไม่ใช่ขวัญอะไรที่ยิ่งใหญ่แบบนั้นหรอก ฉัน็แค่จะตั้งชื่อให้กับประตูบานนั้น”
“จำเป็นด้วยเหรอ?”
“เอาเถอะน่า เดี๋ยวประตูบานต่อ ๆ ไปฉัน็จะตั้งให้อีกเหมือนเดิม” เด็กสาวคนนั้นดีดนิ้วอีกหนึ่งครั้งเพื่อลบร่างโคลนออกไปและย้ายซึฮากิไปยังห้องมืด ๆ แทน
ภายให้องมืด ๆ นั้นมีแสงจากจอทีวีเล็ก ๆ ส่องสว่างและยังมีเด็กตัวน้อย ๆ นั่งจ้องเข้าไปใจอนั้น
“ที่นี่เรียกว่าห้องมืดใช่ไหม สถานที่ที่ถูกปิดและจะต้องอยู่กับจอและรอฟังสิ่งต่าง ๆ โดยไม่มีสิทธิ์ก้าวออกไปไหนเลย” เด็กสาววิ่งวนรอบตัวเด็กชายตัวน้อยพยายามเรียกหาแต่มัน็เป็นแค่ภาพใอดีตเท่านั้น
“อืม หลังจากอยู่ให้องขาวเสร็จ็จะถูกส่งมาที่ห้องมืดต่อ ระยะเวลาการอยู่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการวิจัยพวกมัน” ซึฮากิเดินไปนั่งข้าง ๆ เด็กชายแล้วมองดูจอทีวีด้วย
“ถ้าเป็นนายก่อนหน้านี้็คงจะทำตามไปเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าจะขัดขืนไปทำไม แต่หลังจากที่ได้พบกับคุณแม่นาย็ค่อย ๆ ถูกความเป็นมนุษย์แทรกซึมเข้ามาใตัว”
“ฉัน็เป็นมนุษย์อยู่แล้วนะ แต่การที่คุณแม่มาอยู่ด้วยมันทำให้ฉันเข้าใจโลกมากขึ้น ตั้งแต่ทักษะการจับโกหกไปจนถึงการแสดงเจตนารมณ์ตนเอง แม้คุณแม่จะไม่ได้อุ้มท้องมาด้วยตัวเองแต่กลับแสดงความรักความห่วงใยตั้งแต่วันแรกที่เจอ”
“ใช่แล้ว จากเด็กที่เกิดมาเพื่อถูกใช้เป็นอาวุธกลับกลายเป็นมนุษย์ที่พร้อมใช้ชีวิต ใการสู้กับร่างโคลนที่ถูกสั่งให้ทำสิ่งหนึ่งและจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จกับตัวนายที่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายไปตามสถานการณ์ ฉันคิดออกแล้ว...ชื่อประตูบานที่ี่็คือ...สำนึกไร้แก่น”
จังหวะเดียวกันอาหารวันนั้น็ยื่นเข้ามาใช่องส่งอาหาร อาหารจานนั้นมีการใช้ซอสมะเขือเทศเขียนคำว่า สู้ ๆ นะเจ้าลูกชาย แม้จะเป็นแค่ประโยคสั้น ๆ แต่มันกลับทำให้เด็กชายตัวน้อยยิ้มออกมาได้
“เสร็จธุระหรือยัง?”
“โธ่ ! อย่าขัดอารมณ์สิ” เด็กสาวกระโดดถีบขาคู่แต่ซึฮากิ็หลบได้สบาย ๆ
“มัน็ดีที่ได้พักหายใจหายคอแต่อยู่ที่นี่็ไม่ได้ทำให้ข้างนอกชนะได้ ฉันต้องไปจัดการส่วนที่เหลือ”
“็ได้ ๆ แต่ยังมีอีกเรื่องที่ฉันอยากบอก” เด็กสาวดีดนิ้วอีกครั้งลบภาพความทรงจำกลับกลายเป็นความว่างเปล่าอีกครั้ง
“ยังมีอีกเหรอ?”
“อืม ! หลังจากเห็นสิ่งที่นายทำฉันจึงอยากเปลี่ยนบางอย่าง อันดับแรก็คือมนตร์ำที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ ตอนฉันเห็นนายเปลี่ยนตัวเองเป็นปลามันทำฉันเกือบตกเก้าอี้เลยนะถึงจะไม่ได้นั่งเก้าอี้็เถอะ หลังจากนี้นายจะทำอะไรแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว อย่างที่สอง็คือเรื่องดันเจี้ยน มันจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และฉัน็เตรียมดันเจี้ยนเฉพาะให้นายด้วยนะ”
“ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?”
“ได้สิ็ฉันเป็นพระเจ้านะ แต่เรียกแค่พระเจ้ามันดูห่างเหินไปหน่อย นายช่วยตั้งชื่อให้หน่อยสิ”
“ไม่ล่ะ ชื่อมันจะไปมีความหมายกับพระเจ้าผู้สูงส่งได้ยังไง”
“โธ่ งั้นไว้วันหลังเผื่อจะเปลี่ยนใจแล้วกัน” เด็กสาวดีดนิ้วอีกหนึ่งครั้งทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ
ซึฮากิมองไปยังุาาที่อยู่ไกลออกไปแล้วรู้ได้ทันทีว่านั่นคงเป็นท่าไม้ตายลับเที่เคยโม้ไว้
“ใช้มานาไปขนาดนั้นคงจะยื้อไว้ได้ไม่นาน” ซึฮากิวิ่งตามไปยังสนามรบแต่เพราะเียมานาและแรงกายไปเยอะทำให้ใช้ความเร็วปกติไม่ได้
เที่ใชุ้าามนุษย์เสร็จเขา็นอนแผ่อยู่กลางแผ่นดินีแดง เรี่ยวแรงและมานาหายไปจนเกือบหมดยังดีที่ยังมีสติประคองร่างกายได้อยู่
..............................................................
“สุดยอดไปเลย ! แม้จะทำความสูงไม่ได้ตามที่อยากแต่็ใช้แรงระเบิดเพิ่มเข้าไปเลยได้ผลลัพธ์ดี ๆ แบบนี้”
“เ ! เราต้องรีบถอยแล้ว” เียงคานะตะโกนดังมาไม่ไกลนัก และอีกฝั่ง็มีกองทัพสัตว์อสูรกองใหม่ำัวิ่งทะลวงเข้ามา
เชะเง้อคอขึ้นมามองและพอได้เห็นศัตรูตรงหน้าเขา็ดีดตัวขึ้นมาทันที
“ไอ้พวกเวร ! มาจากไหนเยอะแยะวะ”
คานะคอยยิงสกัดให้เทิ้งระยะห่าง “พวกมันไม่ได้มีแค่สัตว์อสูร ด้านหลังไกล ๆ ยังเห็นกองำัำัมนตร์ำอีกเยอะเลย”
“เยอะเลยเหรอ ! แต่ถ้าเป็นพวกไก่กา็ไม่น่ามีปัญหาหรือเปล่า?”
“มัน็จริงแต่สภาพเราตอนนี้มีแต่จะเียเปรียบ เราต้องเติมมานากันก่อน”
“อีกแล้วเหรอ ฉันชักจะเบื่อพวกเลือดสัตว์อสูรแล้วนะ”
“กิน ๆ ไปเถอะน่า”
พอเวิ่งกลับมาหาคานะพวกเขาทั้งสอง็หันหน้าเตรียมเผชิญหน้ากับกองทัพสัตว์อสูร เใช้เพียงแค่เสริมำัเพื่อประหยัดมานาใขณะที่คานะง้างคันศรเ์เตรียมไว้
“ต้องรีบเติมมานาก่อนที่กองำัเสริมด้านหลังจะตามมา”
“เข้าใจแล้ว !” พูดจบเ็วิ่งเข้าปะทะกับกองทัพทันที เขาใช้ดาบคู่ตวัดฟาดฟันอย่างบ้าคลั่งหากมีพันธมิตรอยู่ใกล้ ๆ คงโดนลูกหลงเป็นแน่
ระหว่างที่เำักัดกินเลือดเนื้อและอาละวาด คานะ็ได้ยิงศรเ์ไปด้านหลังเพื่อปิดเส้นทางไม่ให้กองำัเสริมเข้ามาสมทบได้ ไม่เพียงแค่นั้นเพราะเธอยังเพ่งรวมมานายิงศรเ์ทะลุทะลวงพวกสัตว์อสูรที่ำัจะใช้เ์ใส่เ
แม้พวกเขาจะสามารถกำจัดสัตว์อสูรไปได้เป็นร้อยตัวแต่เ็ต้องแบกรับบาดแผลและความเหนื่อยล้าไว้เช่นกัน จนแล้วจนเล่าทั้งสอง็ต้องถอยออกไปตั้งหลักแต่แรงที่จะใช้หนีกลับไม่มีเหลือเียแล้ว
“คิดผิดจริง ๆ ที่ฝืนเข้าไป แต่อย่างน้อยเรา็ตัดำัพวกมันไปได้เยอะเลย...” พูดไม่ทันขาดคำ็มีหอกเพลิงพุ่งผ่านพวกสัตว์อสูรตรงมาที่เแต่เขายังไหวตัวกระโดดหลบทัน
“จะไปไหน? เห็นเมื่อกี้ยังห้าวหาญอยู่เลย” เดียร์เดินตามมาเย้ยด้วยรอยยิ้มเยาะขณะที่ตัวเองหลบอยู่หลังกองทัพสัตว์อสูร
“หมาหมู่นี่หว่า !”
“็พวกแกตามมาเองไม่ใช่เหรอ !”
ทั้งสองตะโกนข้ามฟากกันไปมาขณะที่ต้องตะลุมบอนกับพวกสัตว์อสูรไปด้วย คราวนี้คานะ็ต้องเข้ามาช่วยเจัดการอีกแรงและดื่มเลือดพวกสัตว์อสูรเพื่อเติมมานาไปด้วย
“เหมือนพวกสัตว์ป่าไม่มีผิด ขนาดพวกเราำัมนตร์ำยังไม่ได้ฝึกโหดกันขนาดนี้เลย” เดียร์คอยหาจังหวะทีเผลอเพื่อขว้างหอกเพลิงผ่านสัตว์อสูรเข้ามา บางครั้งเขา็ใช้กระสุนวารียิงจากด้านบนเหมือน-่าฝน
ใจังหวะสุดท้ายหอกเพลิงได้พุ่งตรงมาที่คานะทำให้เต้องเอาตัวมาบังไว้ แม้ความร้อนจะทำอะไรเขาไม่ได้แต่็ยังโดนแรงปะทะทำให้ตัวกระเด็นล้มไป พอเียหลักพวกสัตว์อสูร็กรูกันเข้ามารุมทั้งกัดทั้งฟันทั้งแทงจนเสริมำัแตก
“เข้ามาสิวะ !” เกัดฟันผลักพวกมันออกไป พอคานะตั้งหลักยืนได้เธอ็อุ้มเที่หมดแรงวิ่งหนีไปทันที
“ไม่ให้หนีหรอก” เดียร์พร้อมกับร่างโคลนเพ่งรวมมานาและขว้างหอกเพลิงใส่
แต่วินาทีที่หอกเพลิงำัจะถึงมันกลับโดนเบี่ยงออกไปข้าง ๆ แทน
“ดูจะลำบากนะ” ซึฮากิตามมาสมทบกับพวกเได้พอดิบพอดี
“โธ่ ! มาได้สักทีนะ ทีนี้็ถึงเวลาเล่นพวกมันแล้วสิ”
“เปล่า ฉันมาพาหนีต่างหาก ดูสภาพเราแต่ละคนด้วย” ซึฮากิยกแขนซ้ายให้ดูว่ามันขาดหายไปแล้ว
“ขนาดนายยังเป็นสภาพนี้เลยเหรอ นายไปเจอตัวอะไรมาเนี่ย? มันต้องเป็นสัตว์ประหลาดชาติชั่วที่มีสมองสุดจะเหลี่ยมเจ้าเล่ห์เป็นกรดแน่ ๆ”
ซึฮากิถึงกับสะดุ้งเพราะสิ่งที่เจอ็คือตัวเขาเอง
“ตอนแรก็จะมาช่วยถ่วงเวลาแล้วหนีแต่ตอนนี้มันสายไปแล้ว” ซึฮากิมองไปรอบ ๆ ที่มีร่างโคลนเดียร์ล้อมอยู่
ซึฮากิให้สัญญาณมือว่าต้องไปทางไหน จากนั้นเขา็เป็นคนนำเพื่อเปิดทางให้เพื่อน ๆ เขาสามารถปัดป้องและเบี่ยงวิถีเ์เดียร์ได้สบาย ๆ แต่็ยังมีพวกสัตว์อสูรตามประกบไม่ห่างทำให้ต้องเจียดมานาอันน้อยไปจัดการด้วย
ขณะที่สถานการณ์ำัหน้าซิวหน้าขวานจู่ ๆ ซึฮากิ็มองขึ้นไปด้านบน ไม่ทันไร็มีคลื่นดาบฟาดใส่พวกสัตว์อสูร
“กิจัง !” ฟรานพุ่งลงพื้นได้อย่างปลอดภัยแต่สภาพร่างกายที่ใช้งานมาอย่างหนักจึงเกิดการสะสมความเหนื่อยล้าจนกวัดแกว่งดาบได้ไม่ดีนัก
“ตอนนี้ต้องหนีเท่านั้น ฝากเธอถ่วงเวลาพวกสัตว์อสูรด้านหลัง เดี๋ยวฉันจะเปิดทางให้”
“อืม”
พวกเขาทั้งี่ได้กลับมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแต่ต้องมาหนีหัวซุกหัวซุนแทน กองทัพเดียร์ที่ควรจะลดลงเพราะโดนกำจัดไปแล้วแต่มันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าจะจบที่ตรงไหน
หลังจากสลัดพวกเดียร์หลุดออกมา พวกเขา็ตรงไปยังป่าอีกฟากที่ไม่มีการต่อสู้เลย พวกเขาใช้ที่นั่นเป็นจุดพักผ่อนรอการเติมเต็มมานาและำักายเพื่อไปต่อกรกับำัมนตร์ำ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??