เรื่อง ชาตินี้ข้าจะไม่ขอเป็นกุลสตรีที่อ่อนหวาน
“พอแล้ว!” เยว่เยียนเยียนพลันตบโต๊ะแล้วยืนขึ้นอย่างกะทันหัน พองขนราวกับกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง ไร้ซึ่งความน่ารักน่าเอ็นดูดั่งในยามปกติอย่างสิ้นเชิง
เมื่อนั้นเฉินไฮว่ชิงถึงได้รู้ตัวว่าตนพูดอะไรผิดไป เขาลุกขึ้นอย่างลนลาน ยกมือโบกไปมาเบื้องหน้าเยว่เยียนเยียนไม่หยุด ปากก็ยังเอ่ยร้องขออภัย “เยียนเยียน ข้าผิดไปแล้ว ข้าพูดผิดไป แต่ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ นะ เจ้าก็รู้ใช่หรือไม่...” เขาพูดพลางพยายามดึงมือของเยว่เยียนเยียนเอาไว้ เพื่อไม่ให้เยว่เยียนเยียนขยับเคลื่อนไหวทำอะไรที่รุนแรงเกินไปขึ้นมาอีก
แต่กระต่ายที่กำลังพองขนก็สามารถกัดคนปีนต้นไม้ได้เช่นกัน เยว่เยียนเยียนสะบัดมือของเฉินไฮว่ชิงออกอย่างรุนแรง เอ่ยอย่างโกรธเคืองในความไม่ยุติธรรม “หากไม่ใช่เพราะข้าแสวงหาความเสรีในการแต่งงาน ไม่อยากเป็นนกที่ถูกขังในกรงทองไปตลอดชีวิต ข้าจะมาหาท่านหรือ! จนถึงตอนนี้ เวลาเพิ่งผ่านไปเดือนกว่า ไม่นึกว่าท่านจะไล่ข้าไปเสียแล้ว...!”
เยว่เยียนเยียนเอ่ยพลางยกมือปิดปากร่ำไห้ออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ นางร้องไห้พลางเดินถอยไปข้างหลังไม่หยุด “ท่านอย่าเข้ามานะ! ท่านไม่ต้องเข้ามาเลย! ท่านก็ล้วนเหมือนกับคนพวกนั้น ล้วนต้องการให้ข้าเป็นนกในกรงที่ไม่อาจโบยบินไปตลอดชีวิต!!!”
เมื่อตระหนักได้ว่าความรู้สึกของนางกำลังจะพังทลาย เฉินไฮว่ชิงเองก็ตะลึงงันสับสนไปหมด เขาไม่รู้เลยว่าควรจะปลอบโยนนางอย่างไรดี ได้แต่ยกมือทั้งสองขึ้นมาที่หน้าอก เอ่ยรับคำและถอยไปข้างหลังไม่หยุด ระหว่างทั้งสองจึงค่อยๆ ทิ้งระยะห่างออกไปไม่น้อย
“ท่านรังเกียจที่ข้าก่อปัญหาให้ท่านใช่หรือไม่ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าเองก็จะไม่อยู่กับท่านที่นี่แล้ว!” เยว่เยียนเยียนที่สะอื้นไห้จ้องมองเฉินไฮว่ชิงที่ถอยห่างไกลออกไปเรื่อยๆ กลับเช็ดน้ำตาฉับพลัน นางด่าทอพลางวิ่งหนีออกไป…
นั่นทำให้เฉินไฮว่ชิงตกอกตกใจอย่างยิ่ง จากที่เฉินไฮว่ชิงได้ยิน นอกจากตนเองแล้ว เยว่เยียนเยียนผู้นี้ก็ไม่มีที่ใดให้พึ่งพิงแล้วจริงๆ ดูจากสภาพการณ์นี้ เยว่เยียนเยียนวิ่งหนีออกไปด้วยความรู้สึกที่พังทลายเช่นนี้ คงไม่ได้กลับไปที่บ้านของตนหรอกนะ?!
เฉินไฮว่ชิงที่รู้สึกไม่สบายใจสองมือตบลงบนขาทีหนึ่ง แทบอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาดเสียเดี๋ยวนั้น แต่ไม่ว่าตอนนี้เฉินไฮว่ชิงจะลงมือโหดเหี้ยมกับตนเพียงใด เยว่เยียนเยียนก็คงไม่กลับมาไม่ใช่หรือ? เมื่อนึกถึงตรงนี้ เฉินไฮว่ชิงก็ละทิ้งความคิดที่จะตบตีตัวเองอย่างไม่ลังเล แล้วรีบวิ่งตามออกไป พยายามที่จะดึงตัวเยว่เยียนเยียนที่หนีไปกลับมา…
ทว่า เฉินไฮว่ชิงนั้นประเมินศักยภาพและความสามารถในการตอบสนองของตนสูงเกินไป เพียงออกจากประตูมา เขาก็เห็นเพียงความว่างเปล่ารอบทิศ เงียบสงบนิ่งงัน ท้องฟ้ากว้างไกลไม่มีแม้แต่นกบิน
เมื่อนั้นเอง เฉินไฮว่ชิงก็สับสนงุนงงขึ้นมา หลังจากถอนหายใจยืดยาว ถึงแน่ใจว่าตนได้ทำให้องค์หญิงน้อยเยว่เยียนเยียนผู้นั้นโกรธจนหนีไปแล้วจริงๆ อีกทั้งยังเป็นไปได้มากว่าคงจะตามกลับมาไม่ได้ไปอีกพักใหญ่
ไม่มีทางเลือก เฉินไฮว่ชิงทำได้เพียงก้าวฝีเท้าอันหนักอึ้งเดินไปทางห้องของเหยียนเฟย
“เหยียนเฟย! เหยียนเฟย!!!” พูดตามตรง เฉินไฮว่ชิงเองก็เป็นตาแก่ที่อายุเลยครึ่งร้อยมาแล้ว เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เริ่มโยกไปเยกมา แข้งขาไม่ฟังคำสั่ง เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องของเหยียนเฟย ไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่ยอมขยับฝีเท้าต่อ เขาจึงโก่งคอตะโกนเรียกอยู่ในที่หน้าประตูห้องของเหยียนเฟยเสียเลย
เหยียนเฟยที่กำลังแทะเมล็ดแตงประทังความหิวอยู่ในห้องนั้น เมื่อได้ยินเสียงเรียกอย่างเร่งเร้าของเฉินไฮว่ชิง ก็นึกว่าเฉินไฮว่ชิงยังกินมื้อเที่ยงไม่อิ่ม แล้วจะมาแย่งเสบียงของตนไป เไม่ได้การ ว่าแล้วเหยียนเฟยก็ซุกเมล็ดแตงในมือไว้ใต้หมอน ทั้งยังไม่ลืมเช็ดหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ที่ปากอีกด้วย แล้วถึงเดินออกไปอย่างเนิบนาบ
“นี่เหล่าเฉิน ท่านจะโหวกเหวกโวยวายไปเพื่ออะไร? เสียงดังจนนอนกลางวันไม่...!”
เหยียนเฟยเอียงตัวไปทางประตู โยกขาข้างหนึ่งของตนแกว่งไปมา พลางเอ่ยตำหนิ ทว่าเมื่อเห็นสภาพจนมุมที่ไม่เห็นได้บ่อยนักของเฉินไฮว่ชิงแล้ว ก็พลันเอ่ยเหน็บแนมขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว “เกิดอะไรขึ้นกับท่านกัน? กินน้ำแกงใสผักกาดขาวจนเพี้ยนไปแล้วหรืออย่างไร? ทำตัวประหลาดนัก...”
“นี่เจ้าอย่ามามัวทำหน้าทะเล้นเช่นนี้กับข้า เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!
เฉินไฮว่ชิงไม่มีเวลาอธิบายเรื่องอื่น เขาคว้าฉุดเหยียนเฟยและทำทีจะวิ่ง ทำให้เหยียนเฟยเองก็งงงันไปหมด “เฮ้ยๆ นี่ท่านปล่อยข้านะ!” เหยียนเฟยสะบัดมือของเฉินไฮว่ชิงออก ทั้งยังไม่ลืมปัดฝุ่นที่แขนเสื้อของตน “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดึงข้าทำท่าจะวิ่งไปไม่พูดไม่จา นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“เยว่เยียนเยียน...” เฉินไฮว่ชิงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ย “เยว่เยียนเยียนหายไปแล้ว!”
เยว่เยียนเยียนหายไปแล้ว...? เหยียนเฟยขบคิดกับคำพูดนั้นของเฉินไฮว่ชิงซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าจะคิดอย่างก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องดี คิดไปคิดมาเขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “นั้นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ ในที่สุดพวกเราก็ไม่ต้องกินน้ำแกงใสผักกาดขาวอีกต่อไปแล้วนะ!”
ให้ตายเถอะ เจ้าคนไร้มโนธรรม!
เฉินไฮว่ชิงยกมือจะตบเหยียนเฟยสักฉาด ก่อนที่จะฟาดลงไปยังเหยียนเฟยอย่างแม่นยำ... ที่ไหล่ซ้ายของเขา อย่าถามว่าทำไมข้าไม่กล้าตบหน้า เพราะแม้ว่าเฉินไฮว่ชิงจะอายุไม่น้อยแล้ว แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่อยากตาย
เหยียนเฟยนั้นถูกฟาดเข้าจนตะลึงงัน เขานิ่งอึ้งไร้การตอบสนองไปชั่วครู่ ก่อนจะอ้าปากเอ่ยอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “ท่าน ท่านตีข้า?!”
ทำท่าเหมือนสะใภ้สาวที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมคนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น…
“ปัดโธ่ เจ้าบรรพบุรุษ! เจ้าก็ขยับขาออกไปตามหาแม่นางผู้นั้นเสียสิ? ที่นี่เป็นเชิงเขาไร้ผู้คน หากนางเกิดเรื่องประสบอุบัติภัยขึ้นมาจริงๆ ข้าก็รับผิดชอบไม่ไหว!”
เมื่อเห็นเฉินไฮว่ชิงแทบจะร้องไห้แล้ว เหยียนเฟยเองก็คร้านจะคิดเล็กคิดน้อยอะไรกับเฉินไฮว่ชิงมากมายนัก เขาตบไหล่ของเฉินไฮว่ชิงเบาๆ แล้วเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ “ขอเพียงท่านรับปากข้า ว่าเมื่อข้าพานางกลับมาแล้ว ท่านจะไม่ให้ข้ากินน้ำแกงใสผักกาดขาวที่นางทำอีกต่อไป ข้าก็จะไปตามหานาง”
“ได้ ได้ๆ ! หากนางดื้อดึงจะมารับหน้าที่ในครัวของข้าให้ได้ เช่นนั้นข้าจะแอบทำอาหารให้เจ้าเป็นพิเศษ ดีหรือไม่?”
เฉินไฮว่ชิงเห็นว่าเรื่องนี้เริ่มมีความหวังขึ้นมา จึงรีบตามประกบ เอ่ยรับคำขอของเหยียนเฟยโดยไม่อิดออด
เหยียนเฟยยกมือขึ้นเกี่ยวก้อยสัญญากับเฉินไฮว่ชิง เมื่อยืนยันข้อตกลงแล้วจึงเอ่ยขึ้น “ลูกผู้ชายลั่นวาจาแล้วไม่คืนคำ สัญญากันแล้วนะ!” เฉินไฮว่ชิงพยักหน้าอย่างลนลาน แล้วจึงมองส่งเหยียนเฟยออกไปตามหาคนอย่างรีบเร่ง
ยิ่งเดินเลยจากบ้านของเฉินไฮว่ชิงไป ก็สามารถเห็นหุบเขาที่ไม่ได้โล่งกว้างอะไรนัก ท่ามกลางแสงยามสนธยา ดูไปแล้วก็ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังหนาวยะเยือก เหยียนเฟยเป็นชายชาตรียังรู้สึกหวั่นขึ้นมา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหญิงสาวบอบบางอย่างเยว่เยียนเยียนเลย
เหยียนเฟยกอดตัวเองไว้แน่นท่ามกลางลมหนาวในป่ายามพลบค่ำ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ ตะโกนเรียกชื่อของเยว่เยียนเยียนไม่หยุด “เยว่เยียนเยียน! เยว่เยียนเยียน!!!”
แต่สิ่งตอบเขากลับมา กลับมีเพียงเสียงสะท้อนก้องกังวานในหุบเขา…
เหยียนเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่กลับรู้สึกว่าบนกระหม่อมมีบางอย่างเปียกชื้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง จึงรู้ว่าฝนได้ตกลงมาอย่างไม่คาดคิด... ในใจรู้สึกสับสนกระวนกระวาย พลันเป็นห่วงแม่นางน้อยจอมวุ่นวายผู้นั้นขึ้นมา
หากสถานการณ์ไม่ดี น่ากลัวว่าคืนนี้คงต้องค้างคืนในป่าเสียแล้ว
ไม่มีทางเลือก เหยียนเฟยทำได้เพียงเร่งฝีเท้าค้นหา เดินขึ้นยอดเขาไปตามเส้นทางภูเขาใกล้ที่สุด และเตรียมที่จะเข้าไปหาในถ้ำภูเขาทุกแห่ง กระทั่งถ้ำแห่งที่หกส่งเสียงครืดคราดดังออกมา เหยียนเฟยถึงใจชื้นขึ้นมาในที่สุด
เหยียนเฟยที่เปียกโชกด้วย-่าฝนนั้นเดิมทีก็ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าที่หนาอะไรนัก คบไฟในมือของเขาเองก็ถูกน้ำฝนสาดจนดับมอดไปนานแล้ว เมื่อเงาดำตะคุ่มปรากฏขึ้นที่หน้าปากถ้ำ จึงทำให้เยว่เยียนเยียนที่ขี้กลัวอยู่แล้วตกใจจนสะดุ้งโหยง
“เจ้า เจ้าเป็นใครน่ะ...!”
เยว่เยียนเยียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น แต่กลับทำให้เหยียนเฟยรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก...
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??