เรื่อง ย้อนเวลาไปกอบกู้ประเทศ
ภายในฤา์เมอร์เ่ ที่ึ่เป็นบ้าอง 1 ใน 7 ดยุคใหญ่ของวาซิลาสผู้ภักดิ์ดีต่อคลีซอส ดยุคเมอร์เ่ ตอนนี้เขาได้เชิญแขกจากตระกูลอื่นๆมาที่ฤา์ตนเองเพื่อประชุมบางอย่าง
ชายหญิงอีก 6 คนนั่งอยู่มุมโต๊ะยังที่ต่างๆ พวกเขามีใบหน้าที่เคร่งขรึมและมืดมนเหมือนกับเมอร์เ่ พวกเขาคือ 6 ดยุคใหญ่ที่เหลือที่ภักดิ์ดีต่อคลีซอสและอยู่ในท้องพระโรงวันนั้น
เมื่อทุกคนมาถึงเมอร์เ่ก็ไม่รีรอแล้วเริ่มหัวข้อประชุมทันที "ที่ข้าเรียกพวกเจ้าทุกคนมาในวันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เราจะคุยกันถึงเรื่องที่ว่าจะจัดการกับบุตรชายลำดับที่สามของท่านจักรพรรดิ อาโนอิทอสยังไง"
คาโกมองเมอร์เ่ "จัดการที่ว่า...เจ้าหมายถึงสิ่งใด?"
เมอร์เ่มองคาโกอย่างเย็นชา "มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่รึ ก็หมายถึงสังหารยังไงล่ะ"
เมื่อเมอร์เ่ตอบมาแบบนั้น ดยุคคนอื่นๆก็อึ้งและสูดหายใจเย็นเข้าปอดอย่างอึดอัด แต่ไม่มีใครลุกขึ้นต่อว่าเมอร์เ่ว่าเสียสติหรืออะไร หากเป็นเมื่อสองวันก่อนก็อาจจะ แต่หลังจากอาโนอิทอสประกาศลั่นว่าจะเข้าฝ่ายกับกองปฏิวัติและหักกับพ่อตัวเอง มันก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าอาโนอิทอสเป็นศัตรู พวกเขามีสิทธิที่จะสังหารโดยไม่ต้องขออนุญาตจากคลีซอสได้
แต่ปัญหาก็คือ อาวุธที่อีกฝ่ายครอบครอง
ถึงกับกำจัด 'อิสโซกีโอ' และ 'คาฟาลิ' ได้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะจัดการได้ง่ายๆ
เบเนทริซมีสีหน้าที่กังวล เธอบอก "ข้าแอบได้ยินจากชาวเมืองของท่านอามอโฟสว่าอาวุธนั้องอาโนอิทอสมีระยะการยิงที่ใกลและยากที่จะป้องกัน หากยิงโดนยังไงก็กันไม่ได้ ทางเดียวที่พอจะลดความเสียหายลงได้บ้างมีแต่ต้องสวมเกราะหนัก แต่อัศวินที่สามารถสู้ในสภาพเกราะหนักได้มีไม่มากแถมเกราะหนักก็ไม่ได้กันความเสียหาย 100%"
เมอร์เ่พยักหน้าด้วยสีหน้ามืดมน "เรื่องนั้้ารู้แล้วถึงได้รวมตัวพวกเจ้ามา เพื่อยืมอัศวินที่สวมเกราะหนักสู้ได้ไปต่อกรกับอาโนอิทอส เท่าที่ข้ารู้อาวุธของมันมีราวๆ 500 กระบอก หมายความว่าจำนวนทหารที่เป็นภัยของมันมีแค่500 นาย หากเราสามารถหาอัศวินเกราะหนักมากกว่านั้นเข้าจู่โจมมันได้ เราก็ชนะ อาวุธนั่นมีการโจมตีคล้ายๆธนูตราบใดที่เข้าประชิดตัวได้อาวุธก็ไร้ความหมาย" เมอร์เ่บอกแผนการไป
แต่ดยุคคนอื่นๆเงียบ ราวกับไม่มีใครเห็นด้วยกับแผนการนี้
ดาโกมองเมอร์เ่ด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย "แผองเจ้ามีช่องว่างและความเสี่ยงผิดพลาดมากมาย อีกทั้งจำนวนที่เราสูญเสียยังไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มา หนึ่งจำนวนทหารที่เจ้าต้องการนั้นมีจำกัด เราอาจจะมีคนที่ว่าอยู่ราวๆ 3 พัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้โอกาสในการชนะศัตรูมีมากขึ้น การสวมเกราะหนักสู้ทำให้การเดินลำบาก พวกเขาจะเชื่องช้าอย่างมากและตกเป็นเป้านิ่ง ตามที่ข้ารู้อาวุธสังหารของอาโนอิทอสน่ากลัวอย่างมากสำหรับศัตรูที่เคลื่อนไหวช้า ในหนึ่งวินาทีอาวุธพวกนั้นสามารถระดมโจมตีใส่เจ้าเป็นสิบทีได้โดยที่เจ้ายังไม่ทันได้ขยับเท้าด้วยซ้ำ กว่าทหารจะเดินไปถึงก็คงจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวาก่อนแล้วเมื่อเกราะไม่ได้กันความเสียหาย 100% ถึงจุดนั้นคงจะเหลือทหารอีกประมาน1500 นายให้เจ้า แต่ก็ข้อสอง อาโนอิทอสไม่ได้มีแค่อาวุธนั่นอย่างเดียวแต่ยังมีอีกอย่าง นั่นคืออาวุธยิงไฟ ไฟนั่นสามารถเผาคนให้เกรียมได้ในไม่กี่วินาที มันเป็นอาวุธที่ออกแบบมาให้นักรบเกราะหนักแพ้ทางที่สุด การสู้ด้วยวิธีเจ้าอาจจะทำให้เราสังหารทหารของอาโนอิทอสได้บ้าง แต่มันก็แค่นั้น เมื่อสำหรับอาโนอิทอสนักรบที่ฝึกสิบปียี่สิบปีไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเมื่ออาวุธสามารถส่งต่อให้คนอื่นได้ตลอด สิ่งที่เราจะได้ตามแผนเจ้ามีเพียงแค่เสียกับเสีย"
เมอร์เ่มองดาโกอย่างเดือดดาล "แล้วจะให้ทำเช่นไรเล่า! จะให้นิ่งดูดายไม่ทำอะไรเลยอย่างงั้นหรือ!?"
ดาโกส่ายหน้า "สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การอยู่เฉยๆแต่ควรรีบกำจัดอาโนอิทอสโดยเร็วที่สุด แต่ก็ไม่ควรเลือกการสู้ตรงๆกับมันเช่นกัน"
เมอร์เ่และดยุคคนอื่นหันมองดาโก "โดยไม่ให้สู้ตรงๆเจ้าหมายความว่า?"
ดาโกพยักหน้า "เราควรจะหาทางลอบสังหาร"
ดาโกพูดแบบนั้นแล้วหยิบปืนกระบอกหนึ่งที่แอบขโมยขึ้นมาวางบนโต๊ะ เมื่อดยุคคนอื่นๆเห็นปืนกระบอกนั้นดวงตาทุกคนสว่างวาบด้วยความตกใจ
เมอร์เ่อึ้ง "ดาโก! นั่นมัน!"
ดาโกพยักหน้า "ข้าให้ลูกน้องแอบขโมยมันมาได้จากทหารของอาโนอิทอสคนหนึ่ง เราจะใช้สิ่งนี้ลอบสังหารอาโนอิทอส"
เบเนทริซมองดาโกด้วยความกังวล "แต่ว่าปืนนั้นมีระยะยิงราวๆ 100-400 เมตร เจ้าจะเข้าไปใกล้ขนาดนั้นโดยไม่ให้อาโนอิทอสหรือคนคุ้มกัองมันเห็นได้อย่างไร? ปืนนั้นมีขนาดใหญ่ มันเก็บไม่ได้หรอกนะ"
ดาโกบอก "เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ข้าได้ยินว่าเมื่อวานอาโนอิทอสท้าประลองทหารกับหัวหน้าทหารของมัน ในการประลองจะมีการใช้ปืน ข้าจะให้ลูกน้องปลอมตัวเข้าไปในการประลองแล้วแอบสังหารอาโนอิทอสตอนมันเผลอ"
เมื่อทุกคนได้ยินแบบนั้นดวงตาก็สว่างวาบเย็นชา จากนั้นรอยยิ้มชั่วร้ายก็ปรากฏบนหน้าทุกคน
*****
ที่ฤา์อาโนอิทอส
หลังจากที่รับคำท้าจากอาโนอิทอสเมื่อวานเรื่องประลองซ้อมรบระหว่างทหารของอาโนอิทอสกับทหารของเกลน และยืนยันว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช้อาวุธปืนกลจริงในการซ้อม เกลนก็ได้นำทหาร 100 นายของตนเองออกมาที่สนามประลองตามที่อาโนอิทอสนัด
สนามนี้เป็นป่าที่ตั้งอยู่ด้านหลังฤา์ของอาโนอิทอส ทหารของแต่ละฝ่ายได้ไปยืนประจำตำแหน่งของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วและรอให้อาโนอิทอสและเกลนให้สัญญาณเริ่มประลอง
เกลนมองอาโนอิทอส ยังคงมีสีหน้าที่กังวลขณะมองอุปกรณ์คล้ายอาวุธปืนอยู่ในมือทหารฝึกหัด 30 นายพวกนั้น เขาถาม "ฝ่าบาท...ท่านแน่ใจใช่หรือไม่ว่าอาวุธพวกนั้นไม่เป็นอันตราย? เท่าที่ข้าเห็นนั่นมันไม่แตกต่างจากปืนที่ฝ่าบาทให้ทหารพวกนั้นใช้ฆ่าคนเลยนะพะย่ะค่ะ"
อาโนอิทอสรู้ว่าเกลนกำลังกังวลเรื่องอะไรเขาจึงบอก "ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอกท่านหัวหน้ากอง ปืนนั่นเป็นแค่ปืนอัดลม ถึงมันจะหน้าตาเหมือนปืนจริงแต่พลังทำลายของมันต่างกัน ปืนนั่นยิงโดนก็แค่เจ็บนิดหน่อยเท่านั้น ข้าพเจ้าให้ทุกคนสวมหน้ากากป้องกันดวงตาไว้แล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเลย"
เมื่ออาโนอิทอสยืนยันเช่นนี้อีกครั้งเกลนก็ถอนหายใจโล่ง เมื่อไม่มีอะไรอันตรายเขาก็หายห่วง
เกลนมองอาโนอิทอส หลังจากคลายความกังวลเรื่องปืนได้แล้ว เขาก็อยากยืนยันอีกเรื่องหนึ่ง "ฝ่าบาท คงจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ใช่หรือไม่พะย่ะค่ะ หากข้าชนะ ท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการฝึกซ้อมของทหารข้าอีกและจะให้พวกเขาฝึกฝนร่างกายตามเดิม"
อาโนอิทอสชูสามนิ้วแล้วบอก "ข้าพเจ้ารักษาสัญญาเสมอ ในบรรดาพรรคพวกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคือคนที่รักษาคำพูดตัวเองที่สุด ท่านหัวหน้าทหารรักษากำแพงไม่มีอะไรต้องกังวลเลย"
แม้เกลนจะไม่เข้าใจว่าในบรรดาพรรคพวก อาโนอิทอสหมายถึงใคร แต่เขาก็โล่งใจที่อาโนอิทอสยืนยันเช่นนั้น เท่านี้เขาก็จะได้ฝึกเหล่าทหารให้แข็งแกร่งพร้อมสู้กับพวกใต้พิภพเสียที เกลนไม่ได้บอกว่าการใช้อาวุธของอาโนอิทอสไม่ดีตรงกั้ามหากไม่มีอาวุธนั่นเขาก็ไม่มีทางฝึกทหารให้สังหารพวกใต้พิภพจนสิ้นได้ แต่เกลนแค่กำลังบอกว่าควรให้ความสำคัญร่างกายตัวเองมากกว่าของปัจจัยภายนอกเท่านั้นเอง นั่นเป็นเหตุผลหลักที่เขาและอาโนอิทอสทะเลาะกัน
เกลนไม่เข้าใจว่าทำไมอาโนอิทอสถึงดูแคลนศักยภาพของมนุษย์ขนาดนั้น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอาโนอิทอสถึงให้ความสำคัญกับอาวุธมากกว่าคน ในเมื่ออาวุธมีขีดจำกัดแต่คนสามารถพัฒนาได้เรื่อยๆ เกลนเชื่อว่ามนุษย์ก็เหมือนพวกใต้พิภพ ทั้งสองเผ่าต่างยังสามารถพัฒนาศักยภาพตัวเองได้เรื่อยๆ
เกลนจะแสดงให้อาโนอิทอสเห็นว่าเขาคิดถูก
ในไม่ช้า อาโนอิทอสและเกลนก็ยกมือขึ้น ให้สัญญาณเริ่มการประลองได้
*****
ที่ทาเล่อ
ในเขตสลัมแห่งหนึ่งที่เป็นบ้านพักชั่วคราวของผู้อพยพจากชามิวลอส
สองพ่อลูกคู่หนึ่งนั่งกินอาหารในบ้านเล็กๆนั้น ถึงแม้จะไม่อบอุ่นแต่การที่มีอะไรตกถึงท้องก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตสองพ่อลูกแล้ว
"เห้! พวกเจ้า! รู้หรือไม่ ท่านหัวหน้าทหารกับฝ่าบาทกำลังประลองซ้อมรบกัน!? พวกเขากำลังดวลกันว่าระหว่างทหารฝึกของฝ่าบาทกับทหารฝึกของท่านหัวหน้าทหาร ฝ่ายไหนจะเป็นทหารที่แข็งแกร่งกว่ากัน ข้าได้ยินว่าฝ่าบาทอนุญาตให้ทุกคนเข้าชมได้ พวกเจ้าอยากจะไปดูหรือไม่!?" ในตอนนั้นเอง ชายผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาบอกข่าว ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ใครบางคนที่ได้ยินก็ตื่นเต้นตาม "อะไรนะ! ทหารของฝ่าบาทกับทหารของท่านหัวหน้าเกลนกำลังสู้กัน!?"
"ใช่แล้ว! พวกเขาพนันกันว่าใครก็ตามที่แพ้จะต้องยอมรับแนวทางการฝึกทหารของอีกฝ่าย ฝ่าบาทนั้นเชื่อว่าอาวุธนั้นสำคัญกว่าผู้ใช้ ส่วนท่านหัวหน้าทหารเชื่อว่าผู้ใช้สำคัญกว่าอาวุธ พวกเจ้าคิดว่าฝ่ายไหนจะชนะ!?"
"เพราะอาวุธของเจ้าชายทำให้พวกเรารอดาในอาฟีโนมาได้ หากไม่มีมันเราคงจะาไปแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าชายจะต้องชนะ!?" ชาวเมืองคนหนึ่งจากอาฟีโนที่นับถือศรัทธาอาโนอิทอสเป็นพระเจ้าออกความเห็นไป
แต่เมื่อมีผู้เห็นด้วยก็ย่อมต้องมีผู้ไม่เห็นด้วย ชาวเมืองชามิวลอสอีกคนบอก "จริงอยู่ว่าอาวุธของเจ้าชายอาจจะร้ายกาจ แต่อาวุธนั้นเที่ยงตรงและหากเรียนรู้ก็ย่อมสามารถหาทางเอาชนะได้ คนต่างหากที่มีขีดจำกัดไร้ที่สิ้นสุด ข้าคิดว่าท่านหัวหน้าทหารจะต้องเป็นฝ่ายชนะ!"
"ถ้าหากเป็นเช่นนั้นทำไมพวกเราถึงได้ยังพ่ายแพ้ให้กับพวกใต้พิภพซ้ำแล้วซ้ำเล่าหากเราไร้ขีดจำกัดอย่างเจ้าว่าจริง!?"
"เจ้าโง่! นั่นเป็นเพราะมนุษย์ยังไม่ก้าวพ้ีดจำกัดศักยภาพของตนเองยังไงเล่า!?"
"เจ้านั่นแหละโง่! อาวุธของฝ่าบาทนั่นคือเครื่องพิสูจน์ศักยภาพของมนุษย์!?"
ทั้งสองฝ่ายต่างก็เชียร์อาโนอิทอสและเกลน ฝ่ายหนึ่งเป็นชาวเมืองอาฟีโนที่ศรัทธาอาโนอิทอสหมดหัวใจ เชื่อว่าทุกอย่างที่อาโนอิทอสพูดและทำเป็นสิ่งถูกต้อง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นชาวเมืองจากชามิวลอส ครึ่งหนึ่งเชื่อว่าศักยภาพมนุษย์ไร้ขีดจำกัดจริงๆส่วนอีกครึ่งเป็นกลุ่มชามิวลอสที่ยังมีอคติต่ออาโนอิทอส
ชาวเมืองชามิวลอสอาจจะมีบางส่วนที่เชื่อใจอาโนอิทอสแล้ว แต่ก็มีอีกบางส่วนเช่นกันที่ไม่ลืมความเจ็บช้ำที่อาโนอิทอสคนเก่าสร้างไว้
ยกตัวอย่างเช่น ชายชาวนาผู้นี้
"เพอินาส เจ้าคิดว่าฝ่ายใดจะชนะ?" สหายของเพอินาส ชาวนาที่ไปขอข้าวให้ลูกสาวในคืนนั้นจนโดนอาโนอิทอสไล่ให้ไปเดินแก้ผ้ากลางเมือง เขาถามเพอินาส
เพอินาสบอก "ข้าคิดว่าท่านหัวหน้าทหารจะต้องเป็นผู้ชนะ" เหตุผลของเพอินาสแตกต่างจากคนอื่นเพราะเพอินาสทั้งเชื่อว่าคนมีศักยภาพไร้ขีดจำกัดจริงๆและเขาก็มีอคติต่ออาโนอิทอส
"เช่นนั้นเราไปดูการประลองกันหรือไม่?" สหายเขาเอ่ยถาม
"ไป!" เพอินาสก็ตอบ เขาจูงมือลูกสาวและมุ่งหน้าไปที่ฤา์อาโนอิทอสพร้อมกับสหาย
เหตุผลที่เพอินาสอยากจะไปดูไม่ใช่เพื่อยืนยันความคิดตัวเองว่าถูกหรือผิด แต่เขาแค่อยากจะไปดูสีหน้าที่พ่ายแพ้ของอาโนอิทอสเท่านั้น
เพอินาสอาจจะกังวลนิดหน่อยเรื่องความร้ายกาจของอาวุธอาโนอิทอส แต่เขารู้จักกับเกลนมานาน เขารู้ว่าเกลนเป็นทหารที่มีประการณ์ที่ฝึกซ้อมมายาวนาน หากไม่ติดชนชั้น เกลนก็คงจะเก่งจนเลื่อนยศไปเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว เพอินาสคิดว่าเกลนไม่น่าจะแพ้
เพอินาสคิดแบบนั้น จนกระทั้งไปถึงป่าหลังฤา์ึ่เป็นที่ประลอง
เพอินาสต้องไม่อยากเชื่อสายตาเมื่อเห็นทหารหนึ่งร้อยนายและชายวัยกลางคนที่เขารู้จักอย่างดีนอนหมอบกับพื้นโดยที่ทั่วตัวเปื้อนสี
กลับกัน ทางด้านทหารหนุ่ม 30 นายของอาโนอิทอสกลับไม่มีบาดแผลอะไรเลย
เกลนหมอบกับพื้นด้วยสีหน้าที่ไม่อยากเชื่อ เขาได้แต่พูด "เป็น...ไปไม่ได้" ออกมา
การประลองจบลงที่เขาและทหาร 100 นายแพ้อย่างราบคาบ โดยที่ไม่มีใครสามารถแตะตัวทหารฝึกหัด 30 นายนั้นได้เลย ไม่แม้แต่เกลน
เกลนคิดว่าทหาร 30 นายเหล่านั้นที่ฝึกซ้อมแต่วิธียิงปืน จะอ่อนซ้อมกำลังกายทำให้ร่างกายอ่อนปวกเปียก แต่ที่ไหนได้ ร่างกายของทหารฝึกหัดพวกนี้ได้รับการซ้อมอย่างดี ถึงแม้จะไม่ใช่การฝึกซ้อมกล้ามเนื้อเทียบเท่ากับเขาและทหารของเขา แต่ทหารฝึกหัดพวกนั้นก็ได้รับการฝึกซ้อมร่างกายเพียงพอที่จะใช้ร่างกายและอาวุธต่อสู้ควบคู่กันได้อย่างลงตัว แม้พละกำลังจะขาด แต่ความน่ากลัวของพวกเขากลับเป็นรูปแบบการรบที่ประสานงานกันได้อย่างมีระบบ กลุ่ม30 นาย แบ่งสมาชิก 6 คนเป็น 5 หน่วย แต่ละคนตั้งรูปแบบการยิงโดยระวังซ้ายขวาหน้าหลังให้กันตลอด นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวที่ช้าคอยระวังเท้าตัวเองไม่ให้ส่งเสียงดังระบุตำแหน่งตัวเองตลอดเวลา แถมยังมีการใช้ภาษามือสื่อสารโดยไม่ต้องออกเสียงทำให้สามารถเข้าโจมตีทหารของเขาได้โดยไม่รู้ตัว เทียบกับเขาที่เอาแต่ฝึกฝนร่างกายให้ทหารและให้พวกมันบุกทะลวงเข้าไปเหมือนคนบ้า ทหารของอาโนอิทอสนั้นต่อสู้อย่างมีแบบแผนมากกว่า
เกลนพลันเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่ว่าฝึกซ้อมร่างกายให้แข็งแกร่งอย่างเดียวแล้วจะดี แต่การรบจริงนั้นมีอะไรมากกว่าร่างกาย เขาไม่รู้ทำไม ถึงได้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อยต่อหน้าอาโนอิทอสในด้านการรบทั้งๆที่ตัวเองเป็นหัวหน้าทหารที่มีประการณ์มานาน แทบจะเท่ากับอัศวินชั้นสูงด้วยซ้ำ เขาไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าอาโนอิทอสกลับมีประสบการณ์และผ่านสมรภูมิรบมามากกว่าเขา
อาโนอิทอสหรือนายพลขาวแห่งเอกซ์โซชอสมองเกลนและบอก "นี่เป็นเพียงแค่พื้นฐานการตั้งขบวนง่ายๆที่ข้าพเจ้าเรียนมาจากศตวรรษ 20 เท่านั้น ศาสตร์การรบยังมีอะไรลึกซึ้งมากมายกว่านี้เป็นภูเขาเลากา ไม่ใช่แค่มีร่างกายที่ดีแล้วจะกุมชัยชนะในสมรภูมิได้ แต่มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น การฝึกร่างกายของมนุษย์อย่างพวกท่านควรฝึกเป็นแค่พื้นฐานเท่านั้นแต่ไม่ควรตั้งให้มันเป็นส่วนสำคัญที่สุด"
เกลนกัดฟัน มีใบหน้าที่ราวกับสูญเสียสิ่งยึดเหนี่ยวหลายปีไป "เช่นนั้น...หากการฝึกฝนร่างกายไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเช่นนั้นอะไรคืออาวุธที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ควรฝึกฝนล่ะพะย่ะค่ะ"
อาโนอิทอสมองเกลน และบอก "สิ่งที่มนุษย์ควรให้ความสำคัญที่สุดไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นสติปัญญา"
เมื่ออาโนอิทอสตอบเช่นนั้น ดวงตาของเกลนสว่างขึ้นมา
สติปัญญา...
เขาเหมือนกับเคยได้ยินคำนี้เมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ตอนที่พ่อา เขาไม่รู้ทำไมเขาถึงได้ลืมมัน
อาโนอิทอสบอก "ร่างกายของมนุษย์อย่างพวกท่านแตกต่างจากพวกใต้พิภพ ร่างกายพวกท่านมีขีดจำกัดแต่พวกใต้พิภพไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าพวกท่านจะฝึกฝนร่างกายไปสิบปีหรือร้อยปี พวกท่านก็จะไม่แข็งแกร่งมากไปกว่านี้ กลับกันสมองของพวกท่านสามารถพัฒนาได้อย่างไร้ขีดจำกัด วิทยาการของพวกท่านสามารถพัฒนาขึ้นได้เรื่อยๆผ่านรุ่นสู่รุ่นศักยภาพสมองของมนุษย์สามารถคิดค้นอาวุธที่จะล้มล้างเผ่าพันธุ์ใต้พิภพเองได้หากพวกท่านมีเวลาพอ ร่างกายของพวกท่านสักวันจะต้องแก่ตัวและาไป แต่ความรู้ของพวกท่านไม่มีวันา มันสามารถถูกส่งต่อไปยังลูกหลานและลูกหลานก็สามารถพัฒนาต่อได้ เป็นอาวุธไร้ขีดจำกัดที่น่ากลัวที่สุด นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าพเจ้าให้ความสำคัญอาวุธมากกว่าคน เพราะอาวุธก็คือปัญญาประดิษฐ์ หรือก็คือผลผลิตของสติปัญญาของพวกท่านเอง"
ดวงตาของเกลนสั่นเครือ พลันรับรู้ความโง่เขลาของตนเองในที่สุด
เหล่าชาวบ้านที่พากันมามุงดูก็พลอยได้รับการสั่งสอนจากอาโนอิทอสไปด้วย ไม่รู้ทำไมแต่ทุกคนกลับรู้สึกว่าเพิ่งได้รับความรู้ที่มีค่ามากๆมา
อาโนอิทอสมองเกลนและหันมองชาวบ้าน "ถ้าหากว่าพวกท่านไม่เชื่อคำของข้าพเจ้า พวกท่านก็สามารถลองพิสูจน์ด้วยตนเองได้ เอาปืนอัดลมของข้าพเจ้าไปสู้กับทหารที่ฝึกร่างกายมาอย่างดีหลายสิบปีของท่านหัวหน้ากอง แล้วมาดูว่าผลผลิตทางปัญญาในอีก 700 ปีจากนี้กับผลผลิตทางกายภาพ 10 ปีของท่านหัวหน้ากอง ฝ่ายไหนจะเป็นผู้ชนะ"
เหล่าชาวบ้านที่ถูกชวนให้ไปเล่นเกมด้วยก็ตื่นเต้น พวกเขาได้ยินเรื่องอาวุธของอาโนอิทอสมาตลอดและอยากรู้มานานแล้วว่ามันเป็นยังไง พวกเขานึกว่าจะมีแต่ทหารหรือชนชั้นสูงเท่านั้นจะจับได้ ไม่เคยคิดว่าอาโนอิทอสจะอนุญาตให้ชนชั้นล่างอย่างพวกเขาจับเล่นๆ ทุกคนต่างตื่นเต้นแล้วไปเข้าคิวรอแข่ง
"พ่อจ๋า พ่อจ๋า ข้าอยากเล่นด้วย" ลูกสาวของเพอินาสที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยก็กะตุกแขนเสื้อเพอินาสและขอไปเข้าคิวด้วย
เพอินาสพูดไม่ออก ส่วนทหารของเกลนก็หน้าซีด แพ้ให้กับรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ากองทัพมาใหม่ก็น่าอายแล้ว หากยังแพ้ให้กับชาวบ้านธรรมดาอีกพวกเขาคงจะลาออกแล้วไปแขวนคอา
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??