เรื่อง ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit
“เอาล่ะโหวหวัง ข้ามีแผน!”
ผมหันไปบอกมันอย่างคนที่เพิ่งนึกอะไรเจ๋ง ๆ ออกได้หลังจากเกือบถูกอสูรกินแขนเมื่อครู่
ความล้ากับความเจ็บตัวเหมือนจะช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานดีขึ้นแปลก ๆ
“เจ้าและข้าจะเข้าโจมตีมันพร้อมกันจากสองด้าน”
ผมพูดพร้อมวาดภาพในหัว
“ถ้ามันหันหน้าไปทางเจ้า เจ้าก็แค่ตั้งรับไว้ อย่าออกอาวุธมากให้เปลืองแรง
เพราะกล้ามเนื้อหน้าอกมันหนาเหมือนกำแพงเหล็ก โจมตีไปก็เหมือนเอากระบองไปแหย่ล้อรถไถ
สู้ให้คนที่มันหันหลังให้โจมตีดีกว่า
เห็นไหม
ส่วนหลังที่ไม่มีหนามของมันนี่แหละ
จุดอ่อน!”
“เอาตามเอ็งว่า!”
โหวหวังพูดจบยังไม่ทันไร ร่างหมอนั่นก็เตรียมจะพุ่งเข้าใส่เจ้าอสูร
ดวงตาวิบวับเหมือนคนได้ของเล่นใหม่ที่อยากทุบให้เละเป็นชิ้น ๆ
ผมรีบคว้าหมับที่ไหล่ของมันไว้ก่อน
“เดี๋ยวสิว้อย!”
“อะไรของเอ็งอีก?”
“ตอนนี้เวลาสอบน่าจะใกล้หมดแล้วนะ”
ผมพูดพลางหรี่ตาอย่างกังวล
“ถ้าเจ้าลงมือหนักไปอีกแล้วทำแก่นปราณแตกขึ้นมา
คราวนี้เราสองคนได้กลับบ้านมือเปล่าแน่
คะแนนของข้าอยู่ที่ห้าสิบ ส่วนเจ้าคือสี่สิบ
และเจ้าก็ป่นแก่นปราณไปหลายดวงแล้วด้วย!”
โหวหวังหรี่ตามองผมเหมือนจะไม่พอใจ สายตาของมันนี่เหมือนด่าผมอยู่
“นี่เอ็งกำลังจะบอกว่าฉันใช้แต่กำลังแก้ปัญหาอย่างนั้นเรอะ?
ดูถูกฉันกันเกินไปแล้ว!
แลอีกอย่าง
หนังของมันหนาเสียขนาดนั้น ใครมันจะไปทุบจนแก่นปราณแตกได้กันเล่า
เอ็งน่ะโง่หรือเปล่าเนี่ย!”
ถูกด่าว่าโง่น่ะ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกนะในชีวิตผม
แต่ไอ้ที่เจ็บคือมันออกมาจากปากของซุนโหวหวังน่ะสิ
เจ้าคนที่บอกผมเองกับปากว่า 'ใช้วิธีตระกูลซุน' แท้ ๆ ดันมาว่าผมโง่ซะงั้น
ผมแค่หรี่ตาใส่มันแล้วว่า
“เอาเถอะพ่อฮัคล์เพื่อนยาก เพลา ๆ มือลงบ้างก็พอ”
ผมพูดพลางปาดเหงื่อ ก่อนหันกลับไปจ้องเจ้าอสูรตัวโตที่เริ่มขยับลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
“ไป!!!”
แผนพร้อม.. ใจก็พร้อม.. แล้วร่างผมกับโหวหวังก็พุ่งออกไปเหมือนลูกธนูจากคันศร
โหวหวังบุกเข้าใส่เจ้าอสูรเต็มเหนี่ยว กระบองในมือของมันหวดกระแทกตัวเจ้าสัตว์อสูรอย่างไม่บันยะบันยัง
เสียง ปั้ก! ปั้ก! ดังเป็นจังหวะ
ไม่กี่วินาทีถัดมา
เจ้าอสูรก็หันเป้าสนใจไปทางมันทันที
ความหงุดหงิดแสดงออกมาอย่างชัดเจนจากการคำรามเสียงยาวยืด
ส่วนผม!!
เมื่อเห็่าเจ้าอสูรหันไปให้ความสนใจกับเจ้าโหวหวังแล้ว ผมก็ได้ง้างกระบี่สีครามในมือวาดใส่อีกครั้ง
แม้แผนที่บอกไปนั้นจะดูพูดง่าย
แต่ยากที่จะทำ
เจ้าสัตว์อสูรตัวนี้มันหนังหนา แถมยังขยับไปมาราวกับมันมีแรงดึงดูดของโลกส่วนตัวเอง
จะจ้วงแทงให้โดนก็นับว่ายากแล้ว ไหนจะต้องหลบหนามหลังของมันที่ชี้สะเปะสะปะอยู่ทั่วอีก
ดูจากความแหลมและแข็งและ
โดนทีเลือดน่าจะอาบทั่วตัว
แต่ในตอนที่รู้ว่าแผนที่ว่านั่นเหมือนจะทำยาก
แต่สมองของผมก็ขยันเสียเหลือเกิน
เจ้าอสูรตนนี้มันชอบดึงหนามออกมาใช้ขว้างใส่คนใช่ไหม?
แล้วถ้ามันไม่มีหนามให้ดึงล่ะ?
ไอเดียผุดขึ้นมาแบบไม่ต้องรอใครอนุมัติ
พอคิดได้ปุ๊บ กระบี่ในมือผมก็เปลี่ยนหน้าที่จากกระบี่ที่ฟาดใส่แผ่นหลังของมันอย่างไม่เห็นทางออก
กลายเป็นมีดโกนมือหนึ่ง!!
เออ..
จะให้พูดหรู ๆ ก็คงคล้ายมีดผ่าตัดนั่นแหละ แต่เป็นเวอร์ชันเหี้ยมโหดกว่าเยอะ
ผมวาดกระบี่ลงไปเป้าหมายแรกที่โคนหนามหลังของมัน
ผลคือ...
“บิงโก!!”
ผมหลุดอุทานออกมาเสียงดัง
แม้กระบี่ของผมจะไม่สามารถกรีดเนื้อหนามที่แข็งราวกับเกราะโลกันตร์ได้
แต่ส่วนฐานที่มันยึดอยู่บนหลังเจ้าอสูรกลับเปราะบางกว่าที่คิด
โดนเข้าไปทีเดียว...
หนามร่วงลงมาราวกับผมกำลังตัดหญ้าอยู่ที่สวนหลังบ้าน
เห็นแบบนั้นผมก็เริ่มเร่งมือ
ผมจะเล่นให้หนามของมันเหี้ยนหมดหลัง!!
ผมจะเอาความแค้นสมัยเป็นนักเรียกมาลงที่มันทั้งหมด!!
แต่แปลกดีเหมือนกัน ขณะที่ผมกำลังรับบทคนสวนที่ถอนหนามบนหลังของมันอยู่ไม่ต่างกับต้นหญ้า
แต่เจ้าอสูรกับมัวแต่พะวงกับโหวหวังที่อยู่ข้างหน้า
มันเลยไม่รู้ตัวเลยเหรอ
ว่ามันกำลังโดนผมแทะหลังอยู่
แต่ก็ดีแล้วที่มันไม่ได้รู้ว่าผมกำลังถอนขนของมันอยู่
มันทำให้ผมสามารถถางขนของมันออกจนโล่งเตียนในเวลาไม่นาน
แล้วเมื่อขนบนหลังของมันถูกผมถอนออกจนหมดเหมือนกับก้นเด็ก
ก็ถึงเวลาที่ผมจะลองอะไรบางอย่าง
“โหวหวัง! หลบไป!!”
ผมตะโกนลั่น ก่อนกระชับกระบี่ในมือแน่นและสั่งพลังปราณให้ไหลเวียน
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่หนึ่ง... กลบฝังธารา!!”
กระบี่ในมือของผมเปล่งแสงฟ้าครามออกมา แสงที่สวยงามมาก
แต่ภายใต้ความสวยงามนั้น
มันคือแสงแห่งการลงทัณฑ์ต่างหาก
โหวหวังเหมือนจะรู้ทัน พอเห็นผมกำลังจะปล่อยไม้เด็ด
เจ้าหนุ่มหน้าขนก็กระโดดเข้าใส่กลางอกของอสูรยักษ์ พร้อมถีบส่งตัวเองถอยออกไปอย่างว่องไว
ก่อนจะกลับมายืนกอดอกอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตร
ผมเองก็ไม่รอช้า กระบี่ในมือถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณสีครามจนมันส่องประกายหนาแน่นเหมือนก้อนเมฆก่อนพายุ
ดวงตาของผมจ้องเป้าไว้ตรงจุดกลางแผ่นหลังของเจ้าอสูร
แผนในหัวนั้นง่าย ๆ คือการแทงให้ทะลุ จากนั้นตัดแก่นปราณให้ฉับ แล้วรีบเผ่น ไม่เสียเวลาปล่อยให้มันกลายเป็นหิน
“ตายซะ!!”
ผมคำรามพร้อมกับกดกระบี่ที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณและวิชาใส่สุดแรง
แต่ยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะสัมผัสผิวหนังกำลังเงาวับของอสูร…
เคร้ง!!
กระบี่ของผมปลิวหลุดจากมือราวกับโดนอะไรบางอย่างกระแทกอย่างแรง
หางตาของผมทันเห็นสิ่งที่ทำให้เกิดแบบนั้น
นั่นคือก้อนหินก้อนหนึ่งที่ยังกลิ้งลงพื้นหลังชนกระบี่ของผมจนหลุดกระเด็นออกไปไกล!
ผมชะงักไปชั่ววินาทีเดียว ไม่ถึงกับตกใจมาก
แต่พอรู้ว่าใครสักคนขัดขวางผมจากการปิดบัญชีอสูรตัวนี้…
เลือดผมก็ขึ้นหน้า
อะไรมันทำให้วันนี้ของผมทั้งวันมัุ่ายขนาดนี้กัน
จะทำนั่น คนนี้ก็มาขวาง
จะทำนี่ ไอ้คนนู้นก็มายุ่ง
จะทำอีก ใครที่ไหนไม่รู้ก็มาสอด
แล้วสถานการณ์ก็ไม่ได้ให้เวลาผมคิดมากนัก
เพราะทันทีที่พลาด
เจ้าอสูรก็หันกลับมามองผมพอดี
และใช่!! ตอนนี้ผมไม่มีอาวุธ แถมอยู่ในระยะประชิดกับสัตว์ประหลาดกล้ามเนื้อแน่นที่กินโปรตีนเวย์หมดไปหลายลัง
ผมไม่มีแม้แต่เวลาสบถในใจ ได้สั่งขาทั้งสองให้พุ่งตัวหลบออกด้านข้างทันที ใช้ท่าร่างเข้าช่วยเพื่อสร้างระยะห่าง
แล้วก็ตะโกนสุดเสียงออกไปอย่างโกรธจัด
“ผู้ใด!!”
เสียงผมก้องกังวานไปทั่วป่า
ใครก็ตามที่เพิ่งทำลายโอกาสสี่สิบคะแนนของผมเมื่อกี้ มันได้มีเรื่องกับหลิวเจี้ยนคนนี้แน่!
“เราอาวุโสเสียใจจริง ๆ ที่ขัดขวางเจ้าทำการสอบ แต่เราอาวุโสไม่อาจปล่อยให้เจ้าสังหารสัตว์เลี้ยงของเราอาวุโสได้”
เป็นเสียงที่ดังลงมาจากท้องฟ้า
แล้วพอผมมองไป ก็ได้เห็นคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง สวมชุดผ้าไหมสีทองหรูหรา
ก่อนที่คนผมขาวคนนั้นจะมาหยุดยืนข้าง ๆ อสูรยักษ์ที่ผมเกือบจะสับมันเป็นเนื้อแดดเดียวเมื่อกี้
แล้วที่โคตรเหนือความคาดหมายกว่าก็คือ
แกใช้มือเหี่ยวย่นนั่นลูบไปตามหัวมันเหมือนกำลังโอ๋หมาพุดเดิ้ลอยู่
ชีวิตในยุทธทวีปนี้ชักจะชวนให้ผมงงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
“ท่านเจ้าคุณลู่?”
เสียงของโหวหวังดังขึ้นข้าง ๆ ผม เจ้าหนุ่มหน้าขนตอนนี้เดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ พร้อมทำหน้าแบบที่เห็นได้ชัดว่าเริ่มเข้าใจสถานการณ์แล้ว
แน่นอน..
ผมไม่เข้าใจเลยซักกระติ๊ด
แต่พอลองมองชุดที่ตาลุงนั่นใส่ชัด ๆ อีกครั้ง
ผมก็ได้เห็นตรา 'เจ้าสำนัก' ปักอยู่ที่กลางอก
ชัดเลยครับ...
คุณลุงคนนี้คือ 'เจ้าสำนักลู่ หนานเยว่' เจ้าสำนักใหญ่ของสาขาเมืองนพบุรี
ถามว่าผมรู้ได้ยังไงเหรอ..
นี่พวกนาย.. เวลานายจะไปสมัครงานอะไรที่ไหน พวกนายก็สมควรศึกษาคนสำคัญของสถานที่นั้นหรือองค์กรนี่ไม่ใช่หรือ
และดูเหมือนผมจะเกือบไปสับสัตว์เลี้ยงของเจ้าสำนักสี่ขุนเขาฯ เข้าซะแล้ว
“ปีนี้เจ้าสมัครเข้าสำนักด้วยหรือ..ไอ้แสบน้อย”
เจ้าสำนักลู่หันไปพูดกับโหวหวัง
น้ำเสียงที่ใช้พูดก็เหมือนแบบคุณตาที่รักหลานมาก
ขณะพูด..
มือก็ยังไม่หยุดเกาสัตว์ประหลาดหัวหนามนั่น
ส่วนเจ้าอสูรนั่นนะเหรอ
ก็..
เอาจริง ๆ นะ มันกลายเป็นหมาไปเลยครับตอนนี้ หลับตาพริ้ม แถมยังส่งเสียงครางแผ่ว ๆ เหมือนกำลังเคลิ้มสุด ๆ จากการถูกโอ๋
“ขอบรับ..ท่านเจ้าคุณลู่”
โหวหวังตอบกลับไปด้วยท่าทางเป็นมิตรมากกว่าตอนคุยกับผมอีก แถมยังชี้ไปที่อสูรไซส์เบิ้มตรงหน้า
“อสูรตนนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าคุณหรือขอรับ?”
“ถูกต้องแล้ว.. เจ้าแสบน้อย เราอาวุโสเพิ่งได้ เค่อ อ้าย มาเมื่อหน้าหนาวปีก่อน อย่างไร...น่ารักสมชื่อหรือไม่?”
เอ่อ... ขอโทษนะครับ... ว่าไงนะ?
เมื่อกี้เขาเพิ่งถามว่าไอ้อสูรหมูป่าผสมเม่นและจระเข้ท่าทางเหมือนจิงโจ้นี่น่ารัก?
จริงดิ?
แถมยังตั้งชื่อให้มั่า เค่ออ้าย?
เอาจริง? เขาไม่เห็นกล้ามเป็นมัด ๆ กับฟันแหลม ๆ ที่พร้อมจะงับคน ไหนจะหนามรอบตัว (ที่ผมถอนจนเหี้ยน) อีก
ตั้งชื่อให้ว่าเค่ออ้ายจริงดิ?
“เค่ออ้ายหายออกไปจากตำหนักของเราอาวุโสเมื่อเดือนก่อน
ไม่นึกเลยว่าเจ้าเค่อเค่อน้อยจะมาอยู่ที่ตรงนี้
เราอาวุโสขอบใจพวกเจ้ามากที่ตามหาเค่ออ้ายกลับคืนมาให้แก่เราอาวุโส”
เอาจริง ๆ นะ..
คือผมไม่เข้าใจรสนิยมของอาวุโสลู่หนานเยว่เลยสักนิด
แต่ถ้าให้จินตนาการว่าผมกลับบ้าน แล้วมีเค่ออ้ายตัวนี้กระโดดใส่แบบหมารอเจ้านายกลับบ้าน
ผมคงสะบัดหมัดสวนก่อนสมองจะประมวลผลว่า 'อ้อ มันมาต้อนรับน่ะ'
แต่คืออย่างที่พวกคุณก็รู้ ว่าตอนนี้ผมกับโหวหวังมีคะแนนรวมกันได้ 90 คะแนนเอง
พวกเราไม่มีเวลาจะมีเสียตรงนี้
“ขออภัยท่านเจ้าสำนักลู่ แต่ว่าสัตว์เลี้ยงของท่านนั้นได้ก่อกวนการสอบของพวกเรา
แถมท่านยังเข้ามาขัดขวางพวกเราอีก
แบบนี้มิใช่ว่าข้า.. เอ่อ.. ข้ากับสหาย เสียผลประโยชน์หรอกหรือครับ?”
น้ำเสียงของผมนี่เต็มไปด้วยมารยาทนะ เอียงคอนิด ขยับมุมปากหน่อย
แต่ในใจก็คือ 'โว้ยยย!! แล้วจะให้ผมทำไง ถ้าคะแนนมันไม่พอสอบผ่าน!'
“จริงของเจ้าหนุ่มน้อย แต่เราคงให้เจ้านำแก่นปราณของเค่ออ้ายไปไม่ได้เสียด้วยสิ
เอาอย่างไรดี...
อืม...”
เสียงท่านเจ้าสำนักลู่ว่ามางี้ ผมนี่อยากจะเอาหัวโขกแผ่นหินแถวนั้นให้รู้แล้วรู้รอด
คือ...จะพูดว่าน่าเห็นใจมันก็ดูจะพูดเล่น
แต่พูดว่าไม่ยุติธรรม...
ก็ใช่เลยล่ะครับ..
โคตรจะไม่ยุติธรรม!!
ขณะที่ผมกำลังจะอ้าปากถามต่อว่าพอจะมีทางออกมั้ย มือเหี่ยวย่นของเจ้าสำนักก็ดันหยุดลูบคางไอ้เค่ออ้ายของเขา
แล้วเจ้าอสูรก็ทำหน้าย่น ทำเหมือนบ่นอุบอิบ หัวโยกไปโยกมาเหมือนเด็กน้อยเรียกร้องความสนใจ ว่า 'ลูบต่อสิ ลูบต่อสิ!'
“เช่นนั้นเอาแบบนี้…”
ท่านเจ้าสำนักก้มลงไปเก็บเศษกิ่งไม้ธรรมดา ๆ จากพื้นขึ้นมากำหนึ่ง
ซึ่งผมก็คิดในใจว่า 'อา... เอ่อ.. ท่านจะก่อกองไฟทำอาหารสั่งลาให้พวกผมหรือ?'
แต่เปล่าเลย เหมือนผมจะคิดผิดไปไกลมาก
ท่านเจ้าสำนักส่งพลังปราณเข้าไปในกิ่งไม้ ก่อนจะโยนมันขึ้นกลางอากาศ
แล้วกิ่งไม้สิบกว่าเส้นก็พุ่งออกไปแบบลูกธนูยิงพร้อมกันแปดทิศ!
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 7 ล้างสิ้น..ภูติสวรรค์!!”
ใช่ครับ..
ท่านโยนกิ่งไม้ แล้วกิ่งไม้พวกนั้นพุ่งออกไปเหมือน-่าฝน
ผมกับโหวหวังได้แต่มองหน้ากัน กะพริบตาปริบ ๆ เหมือนคนพยายามกลืนความตกใจลงคอ
แต่กลืนยังไงมันก็ยังติดเหนียวอยู่ตรงคอหอย
เสียงสัตว์อสูรโอดครวญดังระงมไปทั้งป่า
แล้วอยู่ดี ๆ กิ่งไม้พวกนั้นก็วนกลับมา
บินกลับมาหาท่านเจ้าสำนักเหมือนฝูงนกสื่อสาร และกลับมาพร้อมกับ แก่นปราณสัตว์อสูร
“เราอาวุโสคิดว่าแก่นปราณเท่านี้น่าจะพอสำหรับพวกเจ้าแล้วกระมัง”
จบประโยค แก่นปราณทั้งกองก็มาเรียงสวยอยู่แทบเท้าผมกับโหวหวัง
โหวหวังก็ยืนพนมมือมองท่านเจ้าสำนักเหมือนคนเจอพระอรหันต์
“ฝีมือแบบนี้ สมแล้วที่ท่านเจ้าคุณครองตำแหน่งผู้นำสำนักมานานกว่ายี่สิบห้าปี”
น้ำเสียงของโหวหวังฟังดูสงบแบบสุด ๆ
แต่ผมสัมผัสได้ว่ามันตื่นตาตื่นใจใช่เล่น
แต่สำหรับผมน่ะเหรอ..
บอกตามตรงเลยครับ
ก็เฉย ๆ แบบสุด ๆ
เพราะอะไรน่ะเหรอ?
ก็เพราะผมเคยเห็นฉากทำนองนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจากพ่อบุญธรรมสุดโหดของผมไงล่ะ
คือ.. ก็โอเค ท่านเจ้าสำนักลู่หนานเยว่ก็เจนกระบี่ใช้ได้อยู่หรอก
แต่ในสายตาของผม..
พ่อบุญธรรมผมน่ะเหนือกว่านี้เป็นสิบเท่า
ถึงแม้ใคร ๆ จะคิดว่ายี่ฟู่ท่านถนัดวิชาฝ่ามือและหมัดมวย ไม่ใช่กระบี่
ก็เพราะพวกนั้นแค่ไม่เคยเห็นท่านจับกระบี่เท่านั้นเอง
“เอาล่ะ เราอาวุโสไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว
ดูจากเวลาน่าจะเหลืออีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามแล้วกระมัง
หากพวกเจ้าไม่รีบนำแก่นปราณนี้ไปส่งนับคะแนน
เราอาวุโสเกรงว่าพวกเจ้าจะอดได้คะแนนในด่านนี้”
ท่านเจ้าสำนักพูดออกมาด้วยท่าทีเหมือนอาจารย์สั่งการบ้านตอนหมดคาบพอดี
ผมกับโหวหวังเลยรีบพยักหน้า แล้วไอ้เจ้าโหวหวังมันก็หันไปเคารพก่อนจะโบกมือลอย ๆ เหมือนปัดฝุ่น แล้วแหวนมิติของมันก็หอบแก่นปราณทั้งหมดหายวับเข้าไป
เป็นการล่าแต้มที่ไม่เสียเหงื่อแม้แต่นิดเดียวในตอนท้าย
ซึ่งฟังดูดี
ถ้าไม่ติดว่าก่อนหน้านี้ผมต้องพบเจอเรื่องอะไรมาบ้างน่ะนะ
พวกเราหันหลังเตรียมจะจากไป แต่ก็ไม่วายเสียงของเจ้าสำนักลู่ก็ได้ดังไล่หลังมา
“เอ่อ... จริงสิ พ่อหนุ่ม... เจ้ามีนามว่าอย่างไรรึ?”
ผมหันไปยิ้มนิด ๆ พลางตะโกนกลับไป
“หลิวเจี้ยนขอรับอาวุโส!”
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงแบบนักปราชญ์
“กระแสน้ำและกระบี่รึ... มีความสับสนในแซ่ แต่ก็มีความอ่อนหยุ่นในชื่อ... ทั้งชื่อและแซ่ขานรับกันได้ดี”
ผมฟังแล้วก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี
ผมจึงเลือกที่จะเงียบ
“เอาล่ะ...ไปเถอะ เดี๋ยวจักไม่ทันเวลา”
ท่า่าแบบนั้น ผมก็เลยรีบคว้าข้อมือไอ้โหวหวัง ลากมันออกจากตรงนั้นทันที
กลัวอยู่เหมือนกั่าถ้าอยู่ต่อแล้วเจ้าเค่ออ้ายมันจะหันมามองผมด้วยสายตาอาลัยรัก แล้วกระโจนเข้าใส่แบบสุนัขดีใจที่เจอเจ้าของละก็..
แน่นอ่า...
ผมไม่มีวันยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น..
--------------------------------------------------------
เหตุการณ์ต่อเนื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้
ด้านชายชรายังคงรั้งอยู่ที่เดิม ดวงตาเลื่อนลอยจ้องมองไปยังร่างของสองบุรุษหนุ่มที่เพิ่งจากไป
“เจ้าหนุ่มนั่นเป็ิชากระบี่โบยสวรรค์ แถมยังมีแซ่หลิวและเป็นสหายของไอ้แสบอย่างนั้นรึ..
เรื่องแบบนี้มันบังเอิญไปหรือไม่...”
ชายชรากล่าวพร้อมมองไปที่สัตว์อสูรของเขา ดวงตาของคนเจนโลกมองไปตรงแผ่นหลังของเค่ออ้ายที่เกือบถูกหลิวเจี้ยนลงกระบี่ลงไป
“ไอ้หนุ่มนั่นเกือบฆ่าเจ้าได้ด้วย...
เค่ออ้ายน้อย...
มันเป็นเพียงสัมผัสปราณขั้นต้นเท่านั้น
แต่พรสวรรค์แบบนี้มัน...
ทำให้เราอาวุโสนึกถึงอยู่คนหนึ่ง”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เหมือนชายชราจะนึกอะไรบางอย่างออก ก่อนหยกสื่อสารก็ได้ถูกหยิบขึ้นมา
“คุณนายหลิวสบายดีหรือไม่......
อืม...
ปวดหลังมันก็อาการของคัยเช่นเรานั่นแหละคุณนายหลิว.....
เช่นนั้นรุ่นหลังของเข้าเรื่องเลย....
ไอ้หนุ่มหลิวเจี้ยนเป็นอะไรกับท่าน?”
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??