เรื่อง ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit
พอฮูจินสั่งเริ่มประลอง เสียงฮือฮาบนอัฒจันทร์ก็เงียบหายไปอย่างน่าประหลาด
เหมือนมีใครกดปุ่มปิดเสียงโลกทั้งใบลง
ท่ามกลางความนิ่งเงียบแบบนั้น ผมมองสองคนในสนามที่เอาแต่ยืนจ้องตากันนิ่ง พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะเหมือนคู่ก่อนหน้า
ฝั่งเฟิงป๋ายหยุ่นดูเหมือนจะระแวงเต็มที่
ก็เข้าใจได้อยู่หรอก..
เมื่อวานฮั่วพั่วยังโดนทุบจนน่วมไปทั้งตัว แ่คิดว่าอีกฝ่ายคือคนเดียวกันที่อัดฮั่วพั่วเละแบบไม่มีชิ้นดีในชั่วพริบตา
เป็นผม.. ผมก็คงไม่รีบร้อนเข้าไปเหมือนกันล่ะนะ
เฟิงป๋ายหยุ่นเลยยกดาบขึ้นตั้งท่า..
สายตานิ่งเหมือนคนที่ไม่ยอมตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง พลังปราณของหมอนั่นก็กำลังอัดแน่นอยู่ที่ปลายเท้าพร้อมตอบสนองทันทีถ้าตงเสวี่ยซานรุกเข้ามา
แต่ดูอีกฝ่ายสิ..
ตงเสวี่ยซานมันเอามือไพล่หลังเหมือนไม่ได้มาแข่ง แต่มายืนชมวิวพักผ่อน ไม่มีทีท่าระแวดระแวงเลยแม้แต่น้อย
ไม่แม้แต่จะชักอาวุธออกมา..
สายตาน่ะเหรอ..
มองต่ำเสียิ่งกว่ารองเท้าที่ผมใส่อยู่เสียอีก
“ได้ินพวกมันพูด..
กล้าหิบยกเจ้าคนจากตระกูลชั้นรองมาเป็นตัวเต็ง..
กล้าเทียบเปรียบเสมอเรา”
เสียงเย้ยหยันของตงเสวี่ยซานมันดังพอจะได้ินแม้อยู่ไกลพอควร
สายตานั่นกวาดมองเฟิงป๋ายหยุ่นตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะกลับมาหยุดที่หน้าอีกฝ่ายพร้อมคำพูดที่ราวกับตบหน้าไปหนึ่งที
“เรารู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย..
พวกสวะตระกูลชั้นรอง..”
ก็แน่นอนอยู่แล้วล่ะ..
ตงเสวี่ยซานมันเคย 'สบอารมณ์' กับใครบ้างล่ะ
ถ้าไม่ใช่เงาในกระจกของตัวมันเองน่ะ
“แม้ตระกูลเฟิงของข้าจักมิใช่หนึ่งในตระกูลห้าเสาหลัก
มิได้มีชื่อเสียงเทียบเสมอกับคนตระกูลตงของท่าน..
แต่กระนั้นในหน้าประวัติศาสตร์ชาติปัญจมิตรก็ล้วนแล้วแต่มีชื่อของคนตระกูลเฟิงของข้าเคียงอยู่..คู่อาณาจักรนี้เสมอมา..
ตั้งแต่ครั้งอดีตตราบจนสิ้นปัญจมิตร พวกเราตระกูลเฟิงก็จักอยู่เคียงปัญจมิตร
ไม่ขอเป็นห้าเสาหลัก..
แต่ก็ไม่ยอมให้คนจากห้าเสาหลักเหยียดหยาม!!”
เสียงของเฟิงป๋ายหยุ่นที่ตอบกลับไปนั้น ไม่ใช่แ่คำพูดธรรมดา ๆ แต่มันคือเสียงของคนที่เริ่มทนไม่ไหวกับการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมาตลอดทั้งบทสนทนา
ผมนั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์ แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความบาดหมางของพวกมัน..
แต่ผมก็พอเข้าใจความรู้สึกของเขาอยู่นะ..
เพราะถึงจะไม่ได้อยู่ในห้าตระกูลหลัก แต่แซ่ 'เฟิง' นั้นก็ไม่ได้เป็นแ่ตัวประกอบของประวัติศาสตร์
ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายชาวอาณาจักรปัญจมิตร..
คนตระกูลเฟิงก็มีบทบาทคู่กับราชสำนักมาตลอด เป็นตระกูลคู่บารมีที่ไม่ว่าจะหมุนเก้าอี้ฝั่งไหนก็ต้องมีที่นั่งให้
แม้จะไม่ได้หรูหราเท่าตระกูลตง แต่ก็ไม่ใช่แ่หมากตัวเล็ก ๆ ที่ใครอยากจะเดินเหยียบผ่านไปง่ายแน่
อย่างน้อยก็ตามความคิดของผมน่ะนะ
แต่ตามข่าวที่เล่า ๆ ลือ ๆ มา..
พ่อของเฟิงป๋ายหยุ่นมีชื่อว่า เฟิง หลันเทียน
ตอนนี้เขาเป็นถึงเลขาธิการแห่งสภาห้าผู้เฒ่า ตำแหน่งใหญ่ใช่ได้ แถมยังไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครจะขึ้นไปนั่งได้ง่าย ๆ
ถ้าเป็นไปตามที่ได้ินมานะ คนตระกูลเฟิงคนอื่น ๆ ก็ใช่ย่อย
พูดง่าย ๆ ว่าแม้จะเป็นตระกูลรอง แต่ก็ไม่ใช่ตระกูลเล็ก ๆ ไก่กา
พอคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกเลยที่หมอนั่นจะเริ่มแข็งข้อขึ้นมาหน่อย
เพราะถ้าเป็นผม..
โดนดูถูกอยู่ขนาดนั้นก็คงจะเดือดไม่แพ้กัน
แต่ก็เหมือนคนตระกูลตงจะไม่คิดเหมือนผม..
อย่างน้อย ๆ ก็มีตงเสวี่ยซานแล้วหนึ่งคน
“เจ้าเลยคิดว่าตนเองคือตระกูลอันดับงั้นหกรึ?”
เสียงเย้ยหยันของตงเสวี่ยซานลอยมากลางสนาม..
พร้อมรอยิ้มที่ดูแล้วอยากลุกขึ้นไปเอากระบองฟาดใส่สักทีสองที
“แบบนี้คนตระกูลสุ่ย ตระกูลฮั่ว ตระกูลมี่ และตระกูลเอิญคงโกรธาแย่แล้ว..”
ผมนั่งฟังอยู่ก็รู้สึกอยากถอนหายใจให้มันจบ ๆ ไป
ขนาดผมไม่ใช่เฟิงป๋ายหยุ่น แต่การพูดแบบนี้มันไม่ใช่แ่การกดอีกฝ่ายลงให้ต่ำ
แต่มันคือการยกพวกมาเหยียบซ้ำเหมือนจะบอกว่า 'พวกเจ้ามันก็แ่ตระกูลพื้น ๆ ไม่ได้เลิศเลอไปกว่าคนอื่น'
พูดตรง ๆ ถ้าผมเป็นเฟิงป๋ายหยุ่น คงเริ่มคันไม้คันมือแล้วล่ะ
“พวกข้าตระกูลเฟิงไม่เคยคิดเช่นนั้น..
อย่างน้อยท่านพ่อของข้าก็ไม่เคยสอนให้ข้าคิดเช่นนั้น..”
ผมนั่งฟังแล้วก็อดรู้สึกสะท้อนในใจไม่ได้..
เสียงของเฟิงป๋ายหยุ่นตอนนั้น ไม่ใช่เสียงตะโกนใส่อารมณ์แบบคนสิ้นหวัง
แต่มันคือเสียงของคนที่ยังเชื่อในศักดิ์ศรีของตัวเองและของบ้านที่เขาเกิดและโตมา
แล้วก็ใช่..
เขาไม่ได้พูดเปล่า ๆ ดาบยาวในมือนั่นก็ชี้ไปตรงหน้าคู่ต่อสู้ทันที เหมือนกับจะประกาศต่อหน้าทุกคนว่า
“แล้วต่อให้เจ้าเป็นคนตระกูลตง!
เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์หยามหมิ่นเกียรติตระกูลเฟิงของข้า!!”
ท่าทางของเฟิงป๋ายหยุ่นในตอนนี้ ราวกับหมอนั่นกำลังบอกว่า มันนั่นแม้จะต่ำกว่าในเชิงศักดิ์สถานะ
แต่ในเรื่องความกล้า..
ยังไม่มีใครแย่งเขาไปได้
“เช่นนั้นก็ดี..”
พอเสวี่ยซานพูดในประโยคนั้น..
ท่าทางของมันก็เปลี่ยนไป..
มือที่เคยไพล่หลักกลับหิบยกขึ้นเตรียมตั้งท่าโจมตี สายตาเองก็แสดงความโกรธออกมาเล็กน้อย
“ไหนลองทำให้เราเห็น..
ว่าเจ้าสามารถปกป้องชื่อเสียงของตระกูลเจ้าได้ืไม่..”
แล้วก็ไม่ปล่อยให้มีใครทันตั้งตัว หมอนั่นก็พุ่งพรวดเข้าใส่เฟิงป๋ายหยุ่นทันที
รวดเร็วเสียิ่งกว่าความคิดของผมที่กำลังจะเดาเหตุการณ์ต่อไป
ระยะสิบห้าเมตรถูกกลืนหายไปอย่างไร้าา เพราะแ่พริบตาเดียวือาจเร็วกว่านั้น..
ตงเสวี่ยซานก็หายวับไปจากกรอบสายตา
ผมยังไม่ทันจะหายใจเข้าเต็มปอดด้วยซ้ำ พอรู้ตัวอีกที หมอนั่นก็ไปโผล่ตรงหน้าป๋ายหยุ่นพร้อมกับมือขวาที่บีบคออีกฝ่ายไว้แน่นแล้ว
เร็วเกินไป..
เร็วชนิดที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ยังรู้สึกเหมือนกำลังดูภาพกะพริบตัดฉาก
นี่มันไม่ใช่การประลองแล้ว.. แต่มันคือ 'การจัดฉากลงโทษ' ชัด ๆ
“ไหน..
แสดงพรสวรรค์ฟ้าประทานในรอบสองร้อยปีที่ เฟิง ลู่ผิง โม้เหม็นเอาไว้ในเหลาสุราให้เราเชยชมดูสักคราดู..”
เสียงกวนประสาทที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยันนั่นทำเอาผมขมวดคิ้วตามไปด้วย
มือของตงเสวี่ยซานที่บีบคอเฟิงป๋ายหยุ่นอยู่ก็ไม่รีรอ บิดเหวี่ยงร่างของคนทั้งคนพร้อมกับดาบในมือป๋ายหยุ่นฟาดกระแทกพื้นสนามประลองเสียงดังสนั่น
แต่ใครจะคิดว่าคนที่เพิ่งถูกเหวี่ยงฟาดลงพื้นจะกลิ้งตัวหลบกลับขึ้นมาได้ราวกับนักกายกรรมในคณะละครสัตว์ แถมยังใช้ข้อเท้าดีดตัวลุกพุ่งเข้าใส่ตงเสวี่ยซานแทบจะในทันที
แถมสายตาของหมอนั่นไม่ได้มีแ่ความโกรธ!
แต่มันคือไฟแค้นที่พร้อมจะสุมจนคนโดนเผาไหม้เป็นตอตะโก
คนที่เพิ่งทำดาบหลุดมือพลันคว้าจับดาบของตนเองในตอนที่พุ่งตัวเข้าหาตงเสวี่ยซาน
ในตอนที่มันคว้าดาบกลับมาถือไว้ได้นั้น
“ดาบลมโชยตระกูลเฟิง!”
ผมเห็นสายลมกรรโชกขึ้นรอบตัวของเฟิงป๋ายหยุ่น
ไม่ใช่สายลมธรรมดา.. แต่มันคือปราณธาตุลมที่เหมือนโกรธแทนเจ้าของ ซึ่งแผดลั่นพร้อมสถิตอยู่บนคมดาบ
แล้วในเสี้ยววินาทีนั้น ดาบของเฟิงป๋ายหยุ่นก็ฟาดออกไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องของลมที่พุ่งเข้าใส่ตงเสวี่ยซานอย่างไม่ปรานี
มันเหมือนพายุที่หมุนกวาดทุกอย่างในเส้นทางให้แหลกเป็นผุยผง
และใช่..
ผมเห็นแววตาของป๋ายหยุ่นตอนนั้น
มันไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“ฝ่ามือมังกรหยก ท่าที่ 4 ปราการเหมันต์!”
เสียงร่ายชื่อยาวเหยียดของหมอนั่นไม่ใช่แ่คำประกาศเก๋ ๆ แต่มันตามมาด้วยพลังจริงจัง
มือซ้ายยังคงไพล่หลังอยู่เหมือนไม่คิดจะลำบาก แต่ฝ่ามือขวากลับระเบิดปราณสีครามใสบริสุทธิ์ออกมาจนผมเองยังต้องหรี่ตามอง
เพียงพริบตาเดียว กำแพงน้ำแข็งหนาแน่นสูงท่วมหัวก็ผุดขึ้นตรงหน้า
เย็นเฉียบชนิดที่ดูแ่ไกล ๆ ยังรู้สึกเหมือนถูกลมหนาวตบหน้าจนแตกแห้ง
เฟิงป๋ายหยุ่นไม่รอช้า..! รีบปล่อยพลังวาโยเข้าใส่กำแพงนั้นตรง ๆ หวังจะฝ่าไปให้ได้
แต่ผลลัพธ์..
เหมือนจะแห้วเต็ม ๆ
ไม่ใช่แ่ไม่ทะลุ แม้แต่รอยขีดข่วนบนแผ่นน้ำแข็งนั่นยังไม่มีให้เห็นสักเส้น
ผมนั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์ยังรู้สึกอายแทน เพราะกำแพงบ้านผมนี่ยังเป็นรอยเวลาโดนฝนซัดแรง ๆ มากกว่ากำแพงของตงเสวี่ยซานที่โดนฟาดด้วยพลังเต็มเหนี่ยวอีก
พูดตรง ๆ ถ้าหมอนั่นจะตั้งป้อมแบบนี้ทุกท่า ก็คงไม่ใช่แ่ป๋ายหยุ่นหรอกที่หมดหนทาง
แม้แต่ผมเองก็คงต้องกลับไปคิดใหม่อีกรอบถ้าต้องขึ้นสู้กับเจ้านี่
เฟิงป๋ายหยุ่นตอนนี้ดูไม่สะทกสะท้านเท่าไร แม้ว่าท่าเมื่อครู่จะงัดอะไรปราการเหมันต์ไม่ได้เลยก็ตาม
แต่จังหวะต่อมาตอนที่เขาตรึงพลังปราณขึ้นมาใหม่แบบไม่มีแววลังเล แล้วเหวี่ยงดาบใส่กำแพงน้ำแข็งนั่นอีกครั้งเหมือนจะบอกว่า 'จะให้ยอมแพ้เพราะแ่ครั้งเดียวเหรอ? ไม่มีทาง!'
ผมนั่งมองอยู่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า นี่มันความดื้อชนิดที่น่าชื่นชมปนบ้าบิ่นชัด ๆ
“สลาตันสุดกู่แห่งตระกูลเฟิง!”
ทั่วดาบของเฟิงป๋ายหยุ่นตอนนี้คล้ายถูกอาบด้วยสายลมกรรโชกในฤดูมรสุม
เส้นสายปลายลมปั่นป่วนมากกว่าเมื่อกี้ลิบลับ
แถมยังหมุนเป็นเกลียวรอบตัวดาบด้วยความเร็วราวกับอารมณ์ของเจ้าของมันกำลังคุกรุ่น
ดาบเล่มนั้นดูไม่ต่างจากเลื่อยยักษ์ที่กำลังกรีดเจาะกำแพงน้ำแข็งทีละชั้น ทีละเส้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเจาะผ่าน
แล้วเสียง 'โผล๊ะ' ที่ดังขึ้นกลางสนาม
มันทำให้หัวใจผมสะดุ้งวูบหนึ่ง..
แต่สิ่งที่ตามมาทำให้ความสะดุ้งนั้นกลายเป็นอึ้งเต็มขั้น เพราะสิ่งที่ทำให้กำแพงแตก..
ไม่ใช่ฝีมือของเฟิงป๋ายหยุ่นเลยแม้แต่น้อย!
เป็นตงเสวี่ยซานที่เป็นคนตบปราการน้ำแข็งของตัวเองจนมันระเบิดออกเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมกระจายเป็นพายุลูกเล็ก ๆ ที่มุ่งเข้าใส่เฟิงป๋ายหยุ่นอย่างจัง
ใช่แล้ว!
เหมือนหมอนั่นจงใจสร้างกับดักแบบนั้นไว้ตั้งแต่ต้น..
และตอนนี้กำลังลากอีกฝ่ายเข้าไปสู่จุดตายอย่างเลือดเย็น
ดูแล้วเฟิงป๋ายหยุ่นเองก็น่าเห็นทั้งหมดอย่างชัดเจน เพราะยืนอยู่ตรงหน้าฉากระเบิดนั่น
แต่ประเด็นคือมันหนีไปไหนไม่ได้!
เพราะนิ้วชี้กับนิ้วกลางของตงเสวี่ยซานหนีบดาบของเฟิงป๋ายหยุ่นเอาไว้แน่น
ไม่ได้แ่หยุดดาบ..
แต่ตัดทางหนีของอีกฝ่ายไปในตัว
และเพราะ-่าเกล็ดน้ำแข็งที่มีมากจนนับด้วยตาเปล่าไม่ได้ ทำให้ผมไม่อาจเห็นสีหน้าท่าทางของคนที่โดนทิ่มแทงไม่ได้
แต่ถ้าดูจากหยาดเลือดที่กระเซ็นจนเกือบนองเต็มพื้น..
เฟิงป๋ายหยุ่นก็น่าจะเจ็บมากแน่
แล้วพอพายุน้ำแข็งของตงเสวี่ยซานค่อย ๆ ซาจนหยุดลง..
สภาพของเฟิงป๋ายหยุ่นที่ผมเห็นคือเรียกว่าอ่อนแรงลงไปพอสมควร
ผมไม่รู้ว่าหมอนั่นใช้วิธีไหนถึงทำให้ยังยืนอยู่ได้
แต่ถ้าเป็นผม..
จากสิ่งที่ผมเห็นตอนนี้.. ผมว่ามันควรจะล้มนอนกองลงไปน่าจะดีกว่า..
“นี่น่ะืพรสวรรค์ฟ้าประทานในรอบสองร้อยปี..”
คำพูดประโยคนั้นของตงเสวี่ยซานนี่มันไม่ใช่แ่คำพูดดูถูก
แต่มันคือการเอามีดมากรีดซ้ำบนแผลของเฟิงป๋ายหยุ่นโดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย
เลือดของป๋ายหยุ่นไหลรินเต็มตัว แผลลึกบ้างตื้นบ้างปะปนกันไปเหมือนคนโดนลากผ่านพุ่มหนามร้อยรอบ
“เอาไว้มีพรสวรรค์ฟ้าประทานครบห้าร้อยปีเมื่อไหร่..
จึงค่อยมาคุยกับเรา..
เจ้าแซ่เฟิง”
มันพูดจบก็ได้หมุนปลายนิ้วมือที่คลีบดาบ..
บิดตัวเฟิงป๋ายหยุ่นให้โน้มมาใกล้ จากนั้นมือขวาที่รอจังหวะซัดมานานก็ฟาดเข้าใส่เต็มแรงกลางลำตัว!
สิ่งที่เกิดขึ้นถึงกับทำให้ผมนั่งไม่ติด!
เพราะมันไม่ใช่แ่การโจมตีธรรมดา แต่มันคือการลงโทษ ที่แม้แต่ผมยังรู้สึกถึงความโหดเหี้ยมที่แผ่ออกมาได้เต็มอก
“วิชาฝ่ามือหยก ท่าที่ 5 ผลึกบรรพกาลเหมันต์!”
ป่ง..!
ฝ่ามือของตงเสวี่ยซานที่ทาบลงบนตัวเฟิงป๋ายหยุ่น
ฝ่ามือนั้นไม่ได้แ่ทำให้เจ็บ..
แต่มันแผ่ซ่านพลังปราณธาตุน้ำแข็งเข้าไปในทุกอณูของร่างกายของคู่ต่อสู้นั่นอย่างช้า ๆ
เย็นยะเยือกเสียจนผมที่นั่งอยู่ห่าง ๆ ยังรู้สึกเหมือนลมหนาวพัดมาเสียดสันหลัง
พริบตาเดียวหลังจากนั้น..
ทั้งร่างของเฟิงป๋ายหยุ่นก็ถูกแช่แข็งกลายเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์
เหลือแ่ส่วนหัวที่ยังเลยพ้นกำบังน้ำแข็งออกมาให้หายใจ แต่หอบอยู่รำไร
ตอนนี้ป๋ายหยุ่นมีสภาพเหมือนมัมมี่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ถูกขังอยู่ใต้ธารน้ำแข็งมาเป็นพันปี
สิ่งที่เห็นบนใบหน้าของเขา ไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่คนโดนซัดจะร้องโอดโอย
แต่มันคือความอึดอัดที่อธิบายไม่ได้..
เหมือนคนที่หายใจไม่ออกแต่ต้องฝืนทน..
เพราะความเจ็บปวดที่เคยรู้สึกได้ด้านชาไปแล้ว
และในขณะที่ผมนั่งมองอยู่นั่นเอง..
ตงเสวี่ยซานก็ก้าวเข้าไปยืนใกล้ร่างที่กลายเป็นน้ำแข็งราวกับกำลังเดินเข้าหา 'ผลงานรูปสลักน้ำแข็ง' ของตัวเอง ด้วยท่าทางสบายใจเหมือนคนพอใจภาพวาดที่เพิ่งลงลายเส้นสุดท้ายเสร็จ
“ฝากไปบอกเฟิงลู่ผิงด้วย..
ว่าเรื่องทั้งหมดที่มันทำกร่างเอาไว้ที่เหลาสุรานั่น..
ล้วนรู้ถึงหูพวกเราห้าตระกูลแล้ว..
ส่วนต่อไป..
เป็นคำเตือนจากเราที่บอกเฉพาะเจ้า..”
ตงเสวี่ยซานแตะเบา ๆ ไปที่คนก้อนน้ำแข็งตรงหน้า..
การแตะเบา ๆ นั่นทำให้ร่างที่โดนแช่ไว้ทั้งตัวล้มตึงหงายหลังลงไปดังโครม ก่อนที่หมอนั่นจะกระโดดขึ้นไปยืนทับอย่างสบายใจราวกับเหยียบหีบสมบัติ
สายตาที่มองต่ำลงมาจากเบื้องบน พร้อมคำพูดที่ทำให้แม้แต่เลือดในตัวของผมยังแข็ง
"ไม่ว่าจักวันนี้ืวันไหน ๆ ตราบจนชั่วนิจนิรันดร์..
คนตระกูลเฟิงย่อมเป็นขี้ข้าของคนตระกูลตงอยู่วันยังค่ำ!
จำใส่กะลาหัวเจ้าเอาไว้!"
แล้วมันก็ไม่ใช่แ่เหยียบด้วยคำพูด..
เสียง 'โผล๊ะ!' ที่ดังลั่นขึ้นมานั่นคือเสียงที่ตามมาจากขาของตงเสวี่ยซานที่กระแทกลงมาเต็มแรงบนร่างน้ำแข็งร่างนั้น
รอยร้าวบนผิวน้ำแข็งแตกกระจายพร้อมกับหนามน้ำแข็งเล็ก ๆ ที่แทงซ้ำลงไปทั่วร่างของป๋ายหยุ่นเหมือนสลักตราให้แน่ใจว่าหมอนี่จะไม่ลุกขึ้นมาได้ง่าย ๆ
ือาจไม่มีวันลุกขึ้นยืนได้อีก..
และถึงแม้บาดแผลเหล่านั้นจะดูสยดสยองขนาดไหน..
ผมก็รู้ดีว่าเจ้าตัวคงไม่รู้สึกอะไรแล้ว..
เพราะเหมือนสติของเฟิงป๋ายหยุ่น..
มันคงลอยหายไปตั้งแต่ก่อนที่เท้านั่นจะกระทืบลงมาเสียอีก
“ผู้ชนะในรอบสุดท้ายของสายบนในรอบสุดท้ายได้แก่..
ตงเสวี่ยซานจากบ้านตระกูลปีกมังกร!
มันจักได้เข้าไปแข่งขันประลองกับอุสางิซากิในยามอู่ของวันมะรืน
ส่วนผู้แพ้เช่นเฟิงป๋ายหยุ่นได้ตกลงไปยังสายล่างและจักได้แก้ตัวอีกทีในวันพรุ่ง”
ฮูจินประกาศผลด้วยน้ำเสียงชัดเจน แต่ไม่มีใครลุกขึ้นปรบมือ
ไม่มีเสียงโห่ร้อง ไม่มีแม้แต่เสียงถอนหายใจ
ผมเหลียวมองไปรอบสนาม..
อัฒจันทร์ทั้งห้าด้านนิ่งเงียบจนได้ินเสียงลมหายใจของตัวเอง เหมือนพวกเราทุกคนเพิ่งดูฉากทารุณกรรมที่ถูกพรางหน้าด้วยคำว่า 'การประลอง'
แต่เอาเข้าจริง..
ในรอบนี้มันไม่ใช่การประลองอะไรทั้งนั้น
มันคือ 'การสั่งสอน' ต่อหน้าสาธารณชน และการลงทัณฑ์ที่ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นไปตามกติกา
แต่ทุกคนที่มีตาก็เห็นกันอยู่.. ผมไม่รู้ว่าพวกคิดแบบผมืเปล่า..
แต่ผมเชื่อว่ามีคนอีกมากที่กำลังตั้งคำถามในใจแบบเดียวกัน
ว่าทำไมฮูจินไม่ลุกขึ้นหยุดการแข่งขันให้เร็วกว่านี้..
ทำไมการลงไม้ลงมือถึงเลยเถิดขนาดนี้..
และที่สำคัญ..
ทำไมตระกูลตงถึงปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบนเวทีต่อหน้าผู้คนนับพันนับหมื่นโดยไม่สะทกสะท้านอะไรเลย?
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะกล้าพูดออกมาเหมือนที่ผมคิด
เพราะโลกนี้..
ต่อให้รู้สึกไม่ยุติธรรมแ่ไหน
ถ้ายังไม่มีพลังมากพอ เสียงของเราก็ไม่มีวันดังพอจะเปลี่ยนอะไรได้อยู่ดี
โดยเฉพาะคนที่มีพลังมากพอนั้น..
ดันมีอำนาจอยู่ในมือเสียด้วย..
กลับมาตรงที่ผมนั่งอยู่..
โซนของคนตระกูลซุน
หลังการประลองรู้ผลแพ้ชนะ..
โหวหวังจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา ไม่เบาแบบกระซิบหรอกนะ
แต่เบาแบบที่คนปากกล้าอย่างหมอนี่ไม่ค่อยจะทำกัน
“เจ้าคุณปู่ขอรับ...”
ประโยคสั้น ๆ ที่ฟังแล้วทำเอาผมหยุดหายใจไปวูบหนึ่ง เพราะเสียงมันเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย
ความลังเล? ความไม่พอใจ? ืทั้งสองอย่างรวมกัน?
“อ้ายตงเสวี่ยซานทำเช่นนี้มันไม่ดีต่ออาณาจักรของเราเลยมิใช่ฤาขอรับ
อย่างไรท่านเจ้าคุณเฟิงหลันเทียนก็เป็นถึงเลขาธิการของสภาห้าผู้เฒ่า..
ไม่ใช่สมควรที่จะต้องให้เกียรติเฟิงป๋ายหยุ่นรวมถึงสกุลเฟิงดอกฤๅ”
คำพูดของหมอนั่นอาจจะไม่ดังนัก..
แต่เชื่อผมเถอะ..
มันดังพอจะสั่นสะเทือนอยู่ในอกของใครหลายคนแน่ ๆ โดยเฉพาะผม ที่เห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่เต็มสองตา
“มันเป็นมติของสภาดอกหนา.. ลูกหวัง...”
น้ำเสียงของท่านผู้เฒ่าวานรซุนต้าหลี่ในตอนนั้นฟังดูเงียบงันกว่าปกติ
เหมือนคนที่ไม่เต็มใจจะพูด แต่ก็ต้องพูดเพราะไม่มีทางเลือก
สายตาของท่านมองไปยังเฟิงป๋ายหยุ่นด้วยแววเศร้าที่แฝงไว้ด้วยความสงสารลึก ๆ
“เมื่อเดือนก่อน..
เฟิงลู่ผิงที่มีศักดิ์เป็นอาของพ่อหนุ่มสกุลเฟิงคนนั้น..
ดันไปเมาแล้วเผลอพูดจาหยามหมิ่นตระกูลชั้นรองอื่น ๆ เข้า อวดอ้างถึงพรสวรรค์ของหลานชายตนเองว่าล้ำเลิศ มีสิทธิ์จะดันสกุลเฟิงขึ้นเป็นตระกูลหลักอันดับที่หก”
ผมฟังแล้วได้แต่กลอกตาในใจ..
เอาเข้าจริงคนที่พลั้งปากคืออา แต่คนโดนหักหลังก็คือหลานเต็ม ๆ
“แล้วในวงสุรานั้นดันมีคนจากสกุลชั้นรองอยู่เยอะ เรื่องเลยไม่จบหลังรินเหล้าหมดไห
กลายเป็นไฟลามถึงสภา..
และทางสภามีมติสามจากห้าเสียง..
สั่งให้ลูกหลานห้าสกุลหลักที่ลงแข่งรุ่นมัธยุทธ์..
กำราบเจ้าหนุ่มสกุลเฟิงให้ยับเินที่สุด..
เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง..”
ใช่.. ฟังไม่ผิดหรอก 'ยับเินที่สุด' คำนี้ เพื่อจะได้ตัดไฟแต่ต้นลม จะได้ไม่มีใครในบรรดาสกุลชั้นรองกล้ายกตนขึ้นมาเทียบเคียงตระกูลทั้งห้าได้อีก
ในนาทีนั้นผมก็เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าเวทีที่เราเหยียบอยู่..
มันไม่ใช่แ่สนามประลอง..
แต่มันยังแฝงกระดานหมากทางการเมือง ที่บางคนไม่รู้ตัวว่าถูกใช้เป็นหมากจนเลือดนองพื้นไปแล้ว
ท่านซุนต้าหลี่ส่ายหัวช้า ๆ เหมือนคนแบกอะไรบางอย่างไว้ในใจมานาน
ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงหนักอึ้ง
“ไม่น่าเลย..
ปู่ก็บอกอ้ายเฒ่าคนอื่น ๆ ไปแล้ว ว่าไม่ควรเอาการเมืองมาปะปนกับการประลองของคนรุ่นใหม่
ซ้ำร้าย..
เรื่องนี้หาใช่ความผิดของพ่อหนุ่มสกุลเฟิงแท้ ๆ แต่กลับเลือกใช้วิธีตีคราดกระทบแคร่
แล้วแบบนี้มันจะเหลืออะไรถ้าอนาคตของเด็กคนหนึ่ง..
ต้องรับผลจากความปากพล่อยของผู้ใหญ่แบบนี้..
ไม่น่าเลย..
ไม่น่าเลยจริง ๆ”
ผมได้แต่นั่งนิ่งฟัง พลางเหลือบมองท่านผู้เฒ่าวานรที่ดูเหนื่อยใจเหลือเกินกับคำว่า 'มติสภา' ที่ตัวเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ที่ทำให้ผมสะอึกคือเมื่อสายตาของท่านหันมาหาผมช้า ๆ
“แล้วนี่ก็คือตัวอย่างของคนที่ถูกเพ่งเล็งจากสภาห้าผู้เฒ่า..
ต่อให้เอ็งจะสนิทกับพวกเราสกุลพญาวานรเท่าไหร่..
แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีอีกสี่เสียงที่ไม่จำเป็นต้องเห็นตามพวกเราเสมอไป”
เสียงของท่านตอนนั้นมันทั้งอ่อนโยนและกดทับในเวลาเดียวกัน
อารมณ์เหมือนคนเตือนลูกหลานให้รู้ทันโลกที่ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรนัก
“สกุลพญาวานรเพียงสกุลเดียว..
มันไม่พอจะปกป้องเอ็งไปได้ตลอดดอกหนา..
พ่อหนุ่มหลิว”
คำพูดนั้นมันไม่ได้เจ็บเพราะเนื้อหา..
แต่มันเจ็บเพราะผมรู้ว่าคำที่ท่านพูด..
มันคือเรื่องจริง
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??