เรื่อง Stuck in Love (ติดรัก)
“ไงไอ้เตี๋ยว...เปิดวันแรกนิเทศก็เรียนหนักเลยเหรอวะ สภาพเหมือนโดนสูบวิญญาณเลยว่ะ”
จากนั่งหน้าคว่ำเป็กะละมังซักผ้า ผมก็ต้องจัดองศาเงยหน้าหล่อ ๆ ของตัวเอง เพื่อส่งยิ้มแห้งแล้งไร้ซึ่งความสุขขึ้นไปทักทาย ‘ยูฟ่า’ เพื่อนซี้หนึ่งในแก๊งมหาเทพ
“มันไม่ได้เครียดเรื่องเรียนหรอกไอ้ฟ่า แต่มันกำลังเครียดเรื่องชายในฝัน”
“เชี่ย! ไม่ใช่ชายในฝันของกู! แล้วก็พูดให้มันครบ ๆ ด้วยว่ามันคือผู้ชายที่กูเกลียดโว้ย!”
ผมหันไปโบกหัว ‘ไอ้คิว’ ซี้สุดปึ้กอีกคนจนมือแทบเคล็ด แต่มันก็ยังเสือกยิ้มให้ เหมือนผมเพิ่งเจิมพรให้มันอย่างนั้นแหละ
“ฮ่า ๆ เออ ๆ ผู้ชายที่มึงเกลียด ผู้ชายที่เป็ความหลังฝังใจของเมิงงงง”
“ใครวะที่ทำให้คนคูลอย่างก๋วยเตี๋ยวเกลียดขี้หน้าได้เนี่ยฮะ ปกติเห็นนิ่งจะตาย กูคิดว่ามึงจะไม่เคยเกลียดใครซะอีก”
“ไอ้ฟ่า...ถึงกูจะเป็ผู้ชายสายคูล ที่เพียบพร้อมไปด้วยจิตใจที่ดีงามเหมือนหน้าตา แต่ก็ต้องมีคนที่กูไม่ชอบหน้าบ้างแหละ”
“โห! มั่นใจให้ร้อย มั่นหน้าให้ล้าน มั่นไม่ได้เกรงใจข้าวที่กูเพิ่งแดกไปเลยไอ้เตี๋ยว”
เหล่ตามองไอ้ตี๋ปากดีไปทีแต่ก็มิได้ไยดี ผมพราวด์ในการนำเสนอตัวเองมันผิดตรงไหนวะ ในเมื่อมันก็เรื่องจริงทั้งนั้นแหละ ถามใครในมหาวิทยาลัยดูก็ได้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าผู้ชายสายคูลอย่าง ‘ก๋วยเตี๋ยว’ อดีตตัวแทนเดือนสาขาอย่างผม มีจุดเด่นที่มากกว่าชื่อคูล ๆ เพราะหน้าตาและความสามารถก็คูลไม่แพ้กันหรอกครับ
คุณอาจจะสงสัยว่าผมนั้นคูลแค่ไหน ผมก็ไม่อยากจะเซดหรอกครับ ว่าผมกลายเป็ตำนานการแย่งชิงตำแหน่งเดือนคณะนิเทศศาสตร์มาแล้ว ทั้งที่ใคร ๆ ก็อยากเป็ตัวแทนคณะทั้งนั้น ยกเว้นผมที่สละสิทธิ์ทันที เมื่อได้มติเอกฉันท์จากชาวคณะให้เป็เดือนคณะตอนปีหนึ่ง
เหตุผลก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่เพราะผมสันดานอินดี้ไปหน่อย ไม่ชอบเรื่องวุ่นวาย หรือพบปะคนเยอะแยะ ชอบมีพื้นที่ส่วนตัว กิจกรรมเยอะผมก็ไม่ชอบ และที่ทำมากสุดก็แค่เล่นกีฬากับงานศิลปะเท่านั้นแหละ ดังนั้นตำแหน่งเดือนนิเทศศาสตร์จึงตกไปอยู่ในกำมือของรองอันดับหนึ่งอย่างไอ้คิว เพื่อนซี้สันดานบาปของผมที่มันพราวด์ยิ่งกว่าผมล้านเท่า แถมยังเสนอตัวขั้นสุดเพื่อเป้าหมายอันสูงสุดในการปูทางหาฐานแฟนคลับ เอาไว้ต่อยอดในการเป็พระเอกแถวหน้าของเมืองไทยในอนาคต
ฝันให้ไกลก็ต้องไปให้ถึง ตามอุดมการณ์ไอเด้าของมันอย่างพี่ตั๊ก บริกรรม ผมก็เลยสนับสนุนเพื่อนสุดลิ่มทิ่มประตู และมันก็ทำหน้าที่ได้ดีกว่าผมด้วย เพราะมันเป็เด็กสายกิจกรรม ส่วนเรื่องเรียนแทบไม่เอาอ่าว ต่างจากไอ้ลูกครึ่งญี่ปุ่นตัวแทนคณะนิติศาสตร์ที่นั่งจ้องมองผมอยู่ตอนนี้
ยูฟ่าเป็เดือนมหาวิทยาลัยในปีของผม เพราะไอคิวที่สูงปรี๊ดพร้อมทั้งระดับความร่ำรวยที่สูงพอกับไอคิวของมัน ด้วยโปรไฟล์ที่แสนสมบูรณ์แบบสุด ๆ ไอ้ฟ่าจึงเป็ผู้คว้าชัยในปีนั้นไปอย่างไม่มีข้อกังขา
“ว่าแต่ไอ้คนที่มึงเกลียดเนี่ย เขารู้ตัวหรือเปล่าล่ะว่าเป็บุคคลโชคร้ายรายแรกของโลกที่ทำให้มึงเกลียดได้”
“ไม่รู้ กูไม่ได้ถามแต่แสดงออก ถ้าไม่รู้ก็ควายเรียกพ่อแล้ว”
“ฮ่า ๆ ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“เออ”
“กูว่าโชคดีแล้วแหละ ที่ไอ้เตี๋ยวเกลียดพี่ธิวได้น่ะ”
“ทำไมวะ”
“มึงกับกูจะได้ไม่ต้องมาทนฟัง ‘เรื่องเล่าของพี่ชาย’ จากไอ้เชี่ยเตี๋ยวไง เมื่อก่อนแม่งหลงพี่ชายอย่างกับอะไรดี”
“ตอนนั้นกูยังเด็กเว้ย!” ผมก็แค่อดีตติ่งของมันเท่านั้นเหอะ!
“เออ ๆ จะพูดไงก็เรื่องของมึงเถอะ แต่กูมีคำแนะนำดี ๆ ให้มึงแล้วไอ้เตี๋ยว”
“อะไรวะ”
“ก็ไอ้ฟ่านี่ไง...ไอ้ฟ่ามันเป็เกย์นะเว้ย มึงก็ปรึกษาเรื่องนี้กับมันได้”
เออว่ะ...ทำไมลืมนึกถึงไอ้ฟ่าไปได้นะ
ผมหันไปมองเจ้าของใบหน้ายาวได้รูป ซึ่งมีสีผิวขาวใสตัดกับผมสีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ความหล่อสุดเพอร์เฟกต์ที่ผมยอมให้เลย แต่คนตรงหน้ากลับไม่เคยปิดบังว่ามีรสนิยมทางเพศแบบชายรักชาย และเพราะไอ้ความตรงเป็ไม้บรรทัดของมันนี่แหละทำให้พวกเราเข้ากันได้ดี
แม้ว่าไอ้ฟ่าจะมีมาดแบบชายสูงศักดิ์ผู้เย่อหยิ่ง จนหลายคนอาจจะเกลียดขี้หน้ามันไม่น้อย แต่พอได้รู้จักกันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็คนที่แสนดีมีน้ำใจ แถมพึ่งพิงได้มากกว่าไอ้คิวเป็ล้านเท่า
“ทำไม...คนที่มึงเกลียดเป็เกย์เหรอ” ไอ้ฟ่าถามขึ้นมาก่อนเพราะผมมัวแต่พินิจความหล่อของมันอยู่
“เออ”
“มั่นหน้าไม่พอ ยังมั่นใจอะไรผิด ๆ อีกนะมึง” ไอ้คิวผลักหัวผมที่ตอบอะไรแบบมั่นใจเกินไป ก่อนจะหันไปสาธยายแทนผมที่เป็เจ้าของเรื่อง
“อย่าไปเชื่อไอ้เตี๋ยวมาก มันมีอคติกับพี่ธิว เขาก็เหมือนผู้ชายทั่วไปนั่นแหละ เพอร์เฟกต์ระดับเดียวกับมึงเลย เป็ตำนานของโรงเรียนกูก็ว่าได้ แต่เสือกทำพลาดแดกเหล้าไม่ดูฤกษ์งามยามดี แดกเมาปุ๊บก็มาบอกรักน้องชายคนสนิทปั๊บ”
ผัวะ!
ปุ๊บปั๊บรับโชคไหมล่ะมึง!
อยากฟาดให้กะโหลกร้าวหนักกว่านี้จริง ๆ หาเรื่องด่าผมได้ตลอด ๆ
“ไอ้เชี่ยยย มึงไม่เอาไม้มาฟาดหัวกูเลยล่ะ ถ้ากูโง่ลงใครจะรับผิดชอบ!” ไอ้คิวโวยวายพลางจัดการเซ็ตผมทรงเกาหลีของตัวเองเป็การใหญ่
“มึงโง่อยู่แล้วเหอะ ถ้าไม่อยากโดนตีนก็พูดให้มันดี ๆ หน่อย”
“กูก็พูดเรื่องจริงทั้งนั้นแหละ กูเป็คนเดียวที่เชื่อมึง สำเหนียกไว้ด้วยไอ้เตี๋ยว”
“แม่ง...” เถียงไม่ออกเลยกู
“สรุปว่าพี่คนนี้เขาสารภาพรักกับไอ้เตี๋ยวเหรอ”
“เออ ไอ้เตี๋ยวก็ช็อกดิ จากที่สนิทกันอย่างกับเป็ไส้ติ่งที่ไร้ประโยชน์ของพี่ธิว ไอ้เตี๋ยวก็เอาแต่หลบหน้าหลบตาเขา พี่ธิวมารับมันแทบทุกวันมันก็เอาแต่หนี พวกกูก็เลยสงสัยไง”
“แล้วก็มาเผือกเรื่องของกู” เพราะไอ้แก๊งเพื่อนมอต้นนั่นแหละที่สร้างปมให้ผม
“ไอ้ตั้มต่างหากที่เป็ตัวตั้งตัวตี มันมอมเหล้าไอ้เตี๋ยวจนได้รู้เรื่องไอเลิฟยู ไอนี้ดยูของมันกับพี่ธิว ที่สำคัญ...ไอ้ตั้มรู้โลกรู้ ไอ้เตี๋ยวเลยเหวอแดกที่ความลับแตก แต่ยังไม่ทันหาความกระจ่างได้ พี่ชายสุดรักก็ดันเปิดตัวแฟนสุดสวยซะก่อน ไอ้เตี๋ยวเลยกลายเป็จำเลยสังคมน่ะสิ”
“ทำไมวะ ไอ้เตี๋ยวก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่หว่า”
“มึงคิดว่าระดับตำนานแบบพี่ธิวคู่ควรกับไอ้เงาะป่าบ้าใบ้อย่างไอ้เตี๋ยวเหรอ”
“กูไม่ได้ขี้เหร่ขนาดนั้นสักหน่อย!”
“มึงอย่ามาพราวด์ เมื่อก่อนมันไม่ได้ดูดีเป็ผู้เป็คนแบบนี้หรอกไอ้ฟ่า ผอมแห้ง ดำทมิฬ ตัวก็เตี้ย ไปไหนมาไหนด้วยกัน ใครเขาก็หาว่ามันเป็ตัวเวรตัวกรรมของพี่ธิวทั้งนั้นแหละ”
ข้อเสียที่เป็เพื่อนกับไอ้-่าคิวมานานล้านปีแสงก็เป็แบบนี้แหละครับ
แฉเก่งงงงง!
“อืม...ถือว่าไอ้เตี๋ยวพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ ขนาดที่หล่อกว่ามึงได้เนี่ย”
“อ้าวไอ้ฟ่า! มึงต้องอยู่ข้างกูดิวะ”
“ฮ่า ๆ ไอ้ฟ่าตาถึงจริง ๆ”
“อย่ามาปากดีไอ้เตี๋ยว เดี๋ยวกูเอาสารรูปตอนมอต้นของมึงมาแฉลงไอจีแล้วมึงจะหนาว”
“เออ! กูไม่เถียงก็ได้!”
ไอ้เพื่อนชั่ว! รอมันเผลอเมื่อไร ผมจะแอบไปเผารูปที่บ้านมันทิ้งให้หมดเลย จะได้ไม่มีหลักฐานวันวานยังดำอยู่ของผมมาแฉอีก
“ถ้ามึงจะเถียงกันเรื่องเบ้าหน้า กูว่าพี่บิวคงเอาไปแดกแทน เพราะฉะนั้นไม่ต้องเถียงกัน”
อ้าว...ถ้าพูดถึงท่านมหาเทพขั้นสุดขนาดนี้ ผมก็ไม่กล้าพราวด์ต่อแล้วแหละ
“แล้วไงอีกวะ แค่เขาสารภาพรัก มึงก็เลยเกลียดเขาเหรอ เป็พวกเหยียดเพศหรือไงไอ้เตี๋ยว”
“เหยียดเพศอะไรล่ะ ถ้ากูเป็คนแบบนั้น กูจะคบมึงเป็เพื่อนรักแบบนี้ไหม คิดสิคิด!”
“เออ ๆ แล้วทำไมต้องเกลียดเขาขนาดนี้ด้วยล่ะ หรือว่า...เขาปล้ำมึง”
“เชี่ย! เลิกสันนิษฐานได้แล้ว กูขนลุกหมดแล้วเนี่ย”
“ฮ่า ๆ ก็มึงดูเกลียดแบบโอเว่อร์นี่หว่า”
“กูไม่ได้เว่อร์ เกลียดปกติของกูก็เป็แบบนี้แหละ”
“พี่ธิวเขาไม่สิ้นคิดถึงขนาดปล้ำเงาะป่าอย่างมันหรอก”
อ้าว! ไอ้-่าคิวปากดีอีกแล้ว นี่มันเพื่อนหรือศัตรูกันแน่วะ
“จากที่ฟังมาทั้งหมดก็ไม่เห็นว่าพี่เขาจะทำร้ายอะไรมึงเลยนะ”
“ก็เพราะมันนั่นแหละ กูถึงกลายเป็ไอ้ขี้โกหกไอ้ขี้มโนไง!”
แม่ง...พูดแล้วก็ขึ้น!
“เออ เพราะพี่เขาเปิดตัวแฟนแล้วไง พวกที่รู้เรื่องก็เลยไม่เชื่อเรื่องที่ไอ้เตี๋ยวบอก พี่ธิวแฟนคลับเยอะจะตายห่า แค่บอกว่าชอบผู้ชายก็ไม่มีใครเชื่อแล้ว แต่นี่ยังชอบผู้ชายอย่างไอ้เตี๋ยวอีก ใครเชื่อก็บ้าเหอะ ตั้งแต่นั้นไอ้เตี๋ยวก็เลยโดนด่าทั้งต่อหน้าทั้งลับหลังว่าเป็ไอ้เด็กเลี้ยงแกะ หนักสุดก็หาว่ามันเป็ตุ๊ดแอ๊บแมน”
“อ๋อ...มันก็เลยเป็ปมในใจมึงสินะ”
“เออ” ปมอันใหญ่เท่าควายที่ผมอยากจะเอาไปขายโรงฆ่าสัตว์ให้รู้แล้วรู้รอด
“มึงไม่ได้ถามพี่เขาเหรอว่าทำไมถึงมาบอกชอบมึง ทั้งที่มีแฟนเป็ผู้หญิงอยู่แล้ว”
“กูพยายามถามแล้วแต่มันหลบหน้ากู ไม่ยอมคุยกับกูเลย แล้วกูผิดอะไรล่ะ...กูก็เลยไม่ง้อมันน่ะสิ ตั้งแต่นั้นก็ตัดขาดกันไปเลย”
“อือ...ไอ้เชี่ยเตี๋ยวอกเดาะอย่างแรง”
“เดาะด้วยส้นตีนกูไหมล่ะไอ้ฟาย! กูแค่ผิดหวังในตัวมันต่างหาก มันเป็พี่ชายที่กูรัก เป็เหมือนไอดอลของกู แต่มันกลับมาบอกชอบกู แล้วก็ไปควงผู้หญิงบังหน้า ทุเรศชิบเป๋ง!”
“มึงเกลียดพี่เขาไม่ใช่เพราะว่ารังเกียจ...แต่เป็เพราะว่าเขาไปควงผู้หญิงอื่นแทนมึงสินะ”
“ไม่ใช่โว้ยไอ้ฟ่า! แต่เพราะมันไม่ยอมอธิบายอะไรเลยต่างหาก ปล่อยให้กูเป็ไอ้ขี้มโนไอ้ขี้โกหกอยู่เป็ปี ๆ มันจะเป็เกย์เป็เชี่ยไรก็น่าจะบอกดิวะ แต่นี่มันไม่ยอมอธิบายอะไรเลย ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ!”
“อือ...แล้วหลังจากนั้นพี่เขามีแฟนเป็ผู้ชายบ้างหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่มี” คงหาใครหล่อและดีเท่าผมไม่ได้น่ะสิ
“เท่าที่รู้เขาก็คบแต่ผู้หญิงนะ เลิกกับแฟนคนแรกก็ไปเรียนต่อนอก ตอนนี้ก็มีคู่หมั้นคู่หมายเตรียมแต่งงานแล้วด้วย...ใช่ไหมไอ้เตี๋ยว”
“เออ...ก็ใช่” ผมยอมรับความจริงที่รู้มาเมื่อปีก่อน ว่าไอ้ตัวปัญหานั่นกำลังจะแต่งงาน แต่จู่ ๆ ก็โผล่หัวมาที่บ้านผมเฉยเลย
“อืม...ถ้างั้นกูว่าเขาไม่ใช่เกย์หรอก อาจจะชายก็ได้หญิงก็ดี”
“กูก็บอกไอ้เตี๋ยวแบบนี้แหละ แต่มันก็ฝังใจว่าเขาเป็เกย์แอ๊บแมนเหลือเกิน”
“ถ้าเขารักผู้หญิงคนนึงก็แปลว่าเขารักนั่นแหละ ไม่เห็นเกี่ยวว่าเป็เพศอะไร”
“กูก็ไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องรสนิยมของมัน แต่กูไม่เข้าใจว่ามันจะมาบอกกูแบบนั้นทำไมทั้งที่มันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น แถมยังมาทำให้กูต้องทนทุกข์ทรมานกับเรื่องเชี่ย ๆ ที่มันก่อไว้อีก รู้ไหมว่ากว่ากูจะหลุดพ้นคำครหามาได้ก็ตอนกูอยู่มอปลายโน่น”
“แล้วมึงหลุดพ้นมาได้ไง”
“เพราะกูหล่อไง” ผมมั่นใจมากกับตรรกะนี้ ตรงข้ามกับไอ้ห่าคิวที่เบิ้ลหัวผมมาสองที
“ช่วงนั้นกระจกบ้านมึงพังหรือไงไอ้เชี่ยเตี๋ยว”
ผมเตรียมง้างปากพูดภาษาสัตว์โลกน่ารักกับไอ้คนข้าง ๆ แต่ไม่ทันไอ้ตัวดีที่ส่งนิ้วมาปาดปากผมให้ต้องหุบลงอย่างไว เพราะความเค็มบรรลัยจากปลายนิ้วของมัน
มึงล้วงไหปลาร้ามาหรือไงวะ!
“ถุย! เล่นเชี่ยไรสกปรก!” ด่ามันไปด้วยพลางเช็ดขี้มือไอ้คิวออกจากปากตัวเองอย่างว่องไว เพราะกลัวเชื้อหน้าหม้อติดกระแสเลือดครับ
“กูเกลียดความพราวด์ทูบีของมึง มีอะไรปะ”
“พวกมึงก็พราวด์ทั้งคู่แหละ สรุปว่าเพราะไอ้เตี๋ยวหล่อขึ้นก็เลยกลบข่าวเรื่องนั้นได้เหรอวะ”
“ก็ไม่เชิงหรอก กูว่าเพราะไอ้เตี๋ยวมันแมนขึ้นด้วยว่ะ เล่นกีฬาอย่างบ้าคลั่ง สาว ๆ ก็เลยพากันกรี๊ดกร๊าดมันกันใหญ่ จนลืมเรื่องนั้นไปเกือบหมด มีก็แต่ไอ้พวกผู้ชายที่ไม่ชอบหน้าไอ้เตี๋ยวเท่านั้นแหละ ที่ยังคอยตอกย้ำเรื่องห่านั่นอยู่”
“ก็เพราะกูหล่อไง พวกมันถึงไม่ชอบกู” ผมขอพราวด์ให้สุดจะไปหยุดก็ต่อเมื่อถูกเอาไปเทียบกับไอ้ตัวฝันร้ายเท่านั้นแหละ พอมีคนสะกิดเรื่องนี้ทีไร ผมรู้สึกต่ำต้อยทุกที
“มึงก็ปล่อยให้เรื่องนี้มันเงียบต่อไปนั่นแหละ ไม่เห็นต้องเครียดอะไรเลย ในเมื่อพี่เขาไปอยู่เมืองนอกตั้งนานแล้วแถมกำลังจะแต่งงานด้วย”
“แต่งไม่แต่งกูไม่รู้ รู้แต่ว่ามันโผล่หัวมาฝากชีวิตอยู่ที่บ้านกูเนี่ย ทั้งแม่กู พ่อกู น้องกูก็เห็นดีเห็นงามไปหมด มีกูคนเดียวที่ไม่รู้ว่ามันจะโผล่มา”
“หืม?”
“เหตุผลที่ไอ้เทพสายคูลมานั่งหน้าหงิกอยู่นี่ไง พ่อมันกับพ่อเขาเป็เพื่อนรักกัน พี่ธิวก็เลยได้รับการเชิญให้ย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ด้วย เพราะกำลังจะเปิดคลินิกแถวบ้านไอ้เตี๋ยว”
คำอธิบายที่ครบทุกประเด็น ผมไม่ข้องใจหรอก แต่ข้องใจกับรอยยิ้มสนุกสนานของมันเนี่ยแหละ ไอ้คิวเอาแต่พูดว่าอาจเป็พรหมลิขิตขีดเขียนให้ผมกับไอ้พี่ธิวต้องกลับมาพบเจอกัน ความคิดที่ทำให้ผมอยากจะเอาเท้าสะกิดมันแรง ๆ สักพันล้านครั้ง
“มึงก็เลยมานั่งจิตตกที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับชายในฝันของมึงเหรอ”
“ไอ้เชี่ยฟ่า! มันเป็ฝันร้ายของกู ไม่ใช่ชายในฝันโว้ย!”
แม่ง! กวนตีนกูกันจัง ด่าแล้วยังเสือกยิ้มอีก
“มึงก็ไม่เห็นต้องคิดมาก ก็ต่างคนต่างอยู่ดิวะ”
“กูก็อยากต่างคนต่างอยู่ แต่มันไม่เข้าใจกูไง”
“ทำไมวะ”
“มันรับเป็อาจารย์พิเศษให้คณะทันตะของมอเราน่ะสิ กูเพิ่งรู้เมื่อเช้าแถมโดนบังคับให้ไปกลับพร้อมมันด้วย ช่วงนี้แม่กับพ่อต้องไปดูรีสอร์ตที่ต่างจังหวัดบ่อย ๆ มันก็เลยกลายเป็ผู้ปกครองชั่วคราวของกูกับไอ้ปลาไปเลย”
“ก็ดีนะ มึงจะได้ไม่ต้องไปไหนมาไหนเองไง ไหน ๆ แม่มึงก็คงยึดรถมึงไปอีกนานไม่ใช่เหรอ”
แง่ดีที่ผมก็อยากคิดได้เช่นนั้นแต่ยากสัด ๆ
“ปล่อยให้กูโหนรถเมล์กลับซะยังดีกว่า อึดอัดจะตายห่า กูปฏิเสธก็แล้วมันก็อ้างแม่กูอยู่นั่น”
ครืด~ ครืด~
นั่นไง...ไอโฟนผมสั่นจนตูดสะเทือนในเวลาเลิกเรียนแบบนี้ ก็คงหนีไม่พ้นคนที่ถูกนินทาอยู่นี่แหละ พอหยิบขึ้นมาดูก็เห็นชื่อที่จำใจบันทึกไว้ในเครื่องเมื่อเช้าโชว์เด่นหราอยู่บนหน้าจอ
“ตายยากฉิบ...”
ผมละสายตาจากหน้าจอที่ยังโชว์ชื่อไอ้แขกไม่ได้รับเชิญอยู่ ก่อนตัดสินใจว่าคงต้องใช้แผนสุดท้ายเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับบ้านพร้อมมัน
“พวกมึงช่วยกูหน่อยดิ...”
.
.
ในที่สุดผมก็ได้รับความร่วมมือจากไอ้สองซี้ จนลากมันสองคนมาคณะทันตะได้สำเร็จ ส่วนไอ้พี่ธิวก็ยืนเก๊กหล่อราวกับพระเอกฮอลลีวูดอยู่ที่หน้ารถสปอร์ตออดี้สีขาวสุดหรูของมัน
“สวัสดีครับพี่ธิว...จำคิวได้หรือเปล่าครับ”
เสนอหน้าเข้าไปทักก่อนเลยนะมึง
“ก็เกือบจำไม่ได้นะ...เราหล่อขึ้นขนาดนี้”
“ฮ่า ๆ ไม่ขนาดนั้นหรอกครับพี่ ที่จริงผมก็หล่อเหมือนเดิมแหละ”
อื้อฮือ!
เพื่อนใครวะ หลงตัวเองฉิบ แถมยังไปส่งยิ้มสะเหล่อ ๆ ให้ศัตรูของผมอีก ไม่เหมือนไอ้ยูฟ่าที่ยืนนิ่งวางมาดผู้ดี ส่งออร่าความหล่อดั่งท็อปโมเดลที่หลุดมาจากนิตยสาร แข่งกับไอ้พี่ธิวได้อย่างสูสีและเอ่ยทักทายตามมารยาท
“สวัสดีครับ ผมยูฟ่าเป็เพื่อนเตี๋ยว”
“อ๋อครับ เรียนคณะเดียวกันหมดเลยเหรอ”
“เปล่าครับ ผมเรียนนิติศาสตร์ ส่วนเตี๋ยวกับคิวเรียนนิเทศศาสตร์ครับ”
“อ๋อ...เราสองคนนี่ตัวติดกันตั้งแต่เด็กยันโตเลยนะ” ไอ้ฝันร้ายหันมาพูดกับไอ้คิวอย่างสนิทสนม ข้ามหัวผมที่ยืนหน้าหงิกอยู่
“ไม่ติดขนาดพี่กับไอ้เตี๋ยวเมื่อก่อนหรอกครับ”
“หึ ๆ”
“กูไม่ได้ติดใครทั้งนั้นแหละ!”
เกลียดเสียงหัวเราะมันจริง ๆ คิดผิดคิดถูกวะเนี่ยที่พาไอ้คิวมาด้วย รู้สึกว่ามันไม่ได้อยู่ข้างผมยังไงก็ไม่รู้
“อย่าไปสนคนไม่ยอมรับความจริงเลยครับพี่ แต่เดี๋ยวนี้ผมก็ไม่ได้ตัวติดกับมันแล้วเพราะผมเรียนเอกการแสดง ส่วนไอ้เตี๋ยวไม่ถนัดใช้หน้าตาอย่างผมก็เลยเรียนเอกภาพยนตร์และการถ่ายภาพครับพี่”
“เหมาะกับคิวดีนะ หล่อ ๆ แบบนี้เป็พระเอกได้สบายเลย”
“ผมก็คิดอย่างนั้นแหละครับพี่ อนาคตผมแน่ ๆ”
ไอ้ฟายยยย เขาแกล้งชมหน่อยก็เหลิงเลยนะ!
เรื่องหลงตัวเองคงต้องยกให้มัน ส่วนหล่อตัวจริงอย่างไอ้ฟ่าน่ะเหรอ...ก็แค่ยืนนิ่งสังเกตไอ้พี่ธิวอย่างที่มันชอบทำเวลาเจอคนแปลกหน้าครั้งแรกนั่นแหละ
“แล้ว...พวกเราจะกลับด้วยกันเลยไหม”
“ไม่กลับ ผมจะมาบอกว่ามีนัดกับพวกมันนี่แหละ พี่กลับคนเดียวเลยแล้วกัน”
“อ้าว...แต่คุณป้าโทรมาบอกว่าเตี๋ยวไม่มีนัดนะ สั่งให้กลับไปกินข้าวเย็นด้วยกัน”
แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง แต่ผมคงต้องทำตัวอกตัญญูวันนี้แหละ
“เดี๋ยวเตี๋ยวโทรเคลียร์กับแม่เอง พี่จะไปไหนก็ไปเหอะ” ไร้มารยาทใส่แม่งเลย มันจะได้รู้ว่าไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับผมเหมือนเมื่อก่อนอีก
“แต่ว่า --”
“ก็บอกว่าเดี๋ยวบอกเองไง อย่ายุ่งมากได้ปะ!”
น่าเบื่อชะมัด มีเรื่องบาดหมางกันอยู่ แต่เสือกทำหน้าตายเหมือนไม่รู้งั้นแหละ
“นี่เธอ! เป็นักศึกษาคณะไหนถึงได้พูดจากับอาจารย์แบบนี้!”
เวรรรรร....อยากกู่ร้องให้ก้องโลกถึงความซวยของตัวเอง!
ผมจ้องมองหญิงสูงวัยที่ไม่คุ้นหน้า แต่จากท่าทางและน้ำเสียงคงเป็อาจารย์แม่ของคณะนี้แน่นอน ทำไมต้องมาได้ยินตอนที่ผมฉีกกฎของคนคูลด้วยวะครับ
“ฉันถามว่าเธออยู่คณะไหน”
ป้าแว่นผมกะบังลมเดินมาหากูแล้วววว กูโดนแน่ ๆ
“เอ่อ...นิเทศศาสตร์ครับ”
“นิเทศงั้นเหรอ...เธอชื่ออะไร”
“ผม...กฤติภาสครับ”
“กฤติภาส...ทำไมถึงพูดจาก้าวร้าวกับอาจารย์แบบนี้ล่ะ”
“เอ่อ...คือ...” ใบ้แดกเลยกู จะอธิบายความหลังที่เกลียดชังมันได้ยังไงวะ
“กฤติภาสเป็น้องชายของผมเองครับอาจารย์หมอ”
แม่ง...สงครามสร้างวีรบุรุษจริง ๆ นะ ปกป้องกูซะดูเป็พระเอกขึ้นไปอี๊ก
“งั้นเหรอคะ...แต่อาจารย์ว่าหมอธิวไม่ควรปล่อยให้น้องมาพูดจาแบบนี้ด้วยนะ ยังไงซะหมอธิวก็อยู่ในฐานะเป็ครูบาอาจารย์ จะให้นักศึกษามาพูดจาไม่มีสัมมาคารวะแบบนี้ได้ยังไงกัน”
“ขอโทษแทนน้องด้วยครับ พอดีผมยุ่งวุ่นวายกับน้องไปหน่อย”
เออ...ก็รู้ตัวนี่หว่า
“ทำไมหมอธิวต้องขอโทษแทนด้วยล่ะ เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองทำผิด”
ไม่รู้ตัวหรอกครับ...ผมไม่ได้อยากคุยกับไอ้คนตรงหน้าอยู่แล้ว แต่เพราะอาจารย์ดันมาตรงจังหวะนรกพอดี ผมก็เลยกลายเป็คนผิดซะงั้น แม้จะคิดแบบนั้นแต่ถ้าพูดออกไปก็คงควายชัด ๆ แหละครับ
“เอ่อ...ครับ” รับคำไปงั้นแหละ แต่ผมไม่ได้ละอายต่อบาปอะไรหรอก
“งั้นก็ดี อาจารย์จะลงโทษเธอเป็การตักเตือนเรื่องมารยาทนะ ไปวิ่งสักห้ารอบสนามพร้อมตะโกนว่าผมขอโทษด้วย”
“ฮะ! แต่อาจารย์ครับ!”
“ทำไม...เธอไม่คิดว่าตัวเองผิดงั้นเหรอ ที่แสดงกิริยามารยาทแบบนี้กับครูบาอาจารย์น่ะ ถึงเขาจะไม่ได้เป็คนสอนเธอ แต่เธอก็ควรให้ความเคารพเขาด้วย”
“แต่ผม...”
“เอ่อ...ไม่เป็อะไรหรอกครับ ผมสนิทกับน้องก็เลยคุยกันแบบนี้อยู่แล้ว”
“ถ้าจะไปคุยกันที่บ้านก็ไม่ว่าหรอกนะคะหมอธิว แต่ที่นี่มันมหาวิทยาลัยจะทำอะไรก็ต้องมีสัมมาคารวะบ้าง หรือจะให้อาจารย์ไปรายงานเรื่องนี้ที่คณะนิเทศแทนดี...ให้เขาตักเตือนกันเอง”
“ไม่ครับ! ผมวิ่งได้” เรื่องอะไรจะยอมให้ถึงอาจารย์ที่ปรึกษาล่ะครับ ในเมื่ออาจารย์คณะผมโหดกว่านี้เยอะ
“งั้นก็วิ่งห้ารอบที่สนามหน้าลานตึกคณะนั่นแหละ แล้วเธอสองคน...”
“ผมสองคนไม่เกี่ยวนะครับอาจารย์ ผมแค่มาส่งเพื่อนเฉย ๆ ครับ งั้นพวกผมลาเลยแล้วกันนะครับอาจารย์และพี่หมอธิวที่เคารพ”
ไอ้เชี่ยยยย...กูอึ้งกับสกิลการหักหลังของมึงมากไอ้คิว!
แต่อึ้งหนักกว่าเดิม...ก็เพราะคนที่คิดว่าจะพึ่งได้มากที่สุดอย่างไอ้ฟ่า เสือกรีบยกมือไหว้อาจารย์แม่กับศัตรูของผมอย่างงดงาม
“ลานะครับ ไว้เจอกันใหม่นะครับพี่หมอธิว”
ไอ้เพื่อนทรยศ! ไอ้พวกเพื่อนชั่ว!
ผมได้แต่เก็บความเคียดแค้นนี้ไว้ เพราะไม่กล้าเอ่ยปากด่าพวกมันต่อหน้าอาจารย์แม่ จึงต้องกลั้นใจหันหลังกลับไปวิ่งรอบสนามหน้าตึกคณะทันตแพทย์อันแสนกว้างขวาง โดยมีมิตรทรยศเดินจากไปไกลโพ้นเป็ฉากหลัง และภายใต้ความเจ็บใจก็ยังมีความสงสัยว่า...
ไอ้พวกเรียนหมอจะมีสนามหญ้าที่ใหญ่โตขนาดนี้ไว้ทำห่านอะไรวะ!
.
.
และแล้ว...การวิ่งด้วยความเคียดแค้นก็หยุดลงเสียที โดยมีอาจารย์แม่คอยคุมเป็กรรมการข้างสนาม ในขณะที่นั่งคุยกับไอ้ตัวฝันร้ายอยู่บริเวณหน้าตึกคณะสบายใจเฉิบ ส่วนคนคูลอย่างผมก็กลายสภาพเป็หมาหอบแดด อัมพาตกินไปอีกครึ่งตัว คอก็แห้งผากเพราะตะโกนขอโทษไอ้พี่ธิวไปไม่รู้กี่ร้อยหนแล้ว
“เอาละ…กลับบ้านได้แล้ว คราวหลังก็พูดจาดี ๆ กับพี่เขาด้วยล่ะ”
“ครับ”
ตักเตือนเสร็จก็เดินหนีไปเฉย ทิ้งผมให้นั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นสนามราวกับทาสสมัยอโยธยา
“ไหวไหมเตี๋ยว...ให้พี่เรียกแท็กซี่ไหม”
ผมเงยหน้ามองไอ้ตัวฝันร้ายที่ก้มลงมานั่งอยู่ตรงหน้า ส่งยิ้มยั่วแบบที่คนนอกไม่มีทางได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของมันหรอก เพราะตอนนี้สีหน้ามันดูสนุกสนานมากที่เห็นความหมดสภาพของผมเนี่ย
“สนุกมากหรือไง!”
“หืมมม? ไม่ได้สนุกอะไรสักหน่อย พี่เห็นว่าเตี๋ยวมีนัดกับเพื่อนก็เลยจะเรียกแท็กซี่ให้ไง”
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าพวกมันทิ้งผมต่อหน้าต่อตาขนาดนั้นยังจะมากวนตีนอีก
“มันกลับกันไปหมดแล้วเนี่ย ไม่เห็นหรือไงล่ะ!”
“อ้าวเหรอ...งั้นกลับบ้านกับพี่แล้วกันนะ”
อยากซื้อรอยยิ้มมันมากระทืบให้แหลกคาตีนจริง ๆ เลยโว้ย!
“เออ!”
เกลียดมันแต่ก็ต้องโยนศักดิ์ศรีทิ้งไปก่อนเพราะผมเป็อัมพาตอยู่ ไม่ไหวจะขยับร่างไปไหนแล้วเนี่ย
“ลุกไหวไหม...หรือจะให้พี่อุ้ม”
“ไม่ต้อง!” ผมรีบปัดมือไอ้พี่ธิวที่ก้มลงมาทำท่าจะอุ้มผมจริง ๆ
“งั้นขี่หลังแล้วกัน...จำได้ว่าเมื่อก่อนเราบอกว่าชอบ...เพราะหลังพี่อุ่น”
“อุ่นห่าอะไร! ไม่เคยพูด!”
“จำไม่ได้เหรอ...”
จำได้แต่กูไม่อยากจำโว้ย!
“หยุดพูดเพ้อเจ้อแล้วไปขับรถมาตรงนี้ดิวะ ขาจะขาดอยู่แล้วเนี่ย!”
“งั้น...รอแป๊บนึงนะ”
ผมทั้งหยาบคายทั้งตะคอกโวยวาย แต่ทำไมมันยังหน้าระรื่นได้ขนาดนั้นวะ!
ถ้าไม่ติดว่าวันนี้ผมหมดสภาพนะ ผมจะเอาคืนทุกคนเลย ทั้งไอ้ตัวฝันร้ายทั้งไอ้เพื่อนทรยศสองตัวนั้นด้วย!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??