เรื่อง Stuck in Love (ติดรัก)

ติดตาม
[8] (พาร์ตบิว) แกว่งเท้าหาเสี้ยน
[8] (พาร์ตบิว) แกว่งเท้าหาเสี้ยน
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

เอี๊ยด!

ผมจอดบิ๊กไบก์คู่ใจที่หน้าคณะทันตแพทย์ สถานที่ในมหาวิทยาลัยที่ผมไม่เคยมาเหยียบเลยเพื่อมาส่งคนที่นั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง

“เอ้า...ถึงแล้ว มึงไม่ลงหรือไง” ผมถอดหมวกกันน็อกออก หันไปถามน้องรหัสที่ทำหน้างงเมื่อโดนผมไล่ลงจากรถ

“พี่...ไม่รอเป็นเพื่อนผมเหรอ” ไอ้เตี๋ยวส่งสายตาขอร้องมาให้ผมแต่มันก็ยอมลงจากรถแต่โดยดี

“เกิดอะไรขึ้นกับมึง อยู่ดี ๆ ก็อ่อนแอขึ้นมาหรือไง”

“เปล่าพี่...มันแค่ไม่ชินอะ ผมไม่รู้จักใครที่คณะนี้เลยนะ มายืนรอแบบนี้มันก็ดูแปลก ๆ นะพี่บิว”

“แปลกตรงไหน มึงก็เคยมารอพี่หมอที่นี่ไม่ใช่เหรอ”

“ก็เคย...แถมเคยโดนลงโทษด้วย นี่ผมยังหวาด ๆ ว่าจะเจออาจารย์แม่คนนั้นอีกนะเนี่ย”

“ฮ่า ๆ ที่แท้มึงก็กลัวเจออาจารย์แม่”

“เออดิ”

“ตอนแรกกูก็คิดว่ามึงเขินที่ต้องมารอพี่หมอบ่อย ๆ ซะอีก”

“เขินห่าอะไรเล่าพี่! ผู้ชายด้วยกันจะมาเขินอะไร มันก็เหมือนผมไปรอพี่หรือไอ้ฟ่าที่คณะนั่นแหละ”

“เออ ๆ กูก็แค่สันนิษฐาน...ทำไมมึงต้องขึ้นขนาดนี้ฮะ” ผมแกล้งแหย่ไอ้น้องรหัสที่ปากแข็งเรื่องพี่หมอตลอด แต่ผมสังเกตว่าตั้งแต่เกิดเรื่องจูบคืนนั้นไอ้เตี๋ยวมันก็ไม่ค่อยปกตินักหรอก

“ผมก็พูดปกติแหละ...ใครจะกล้าขึ้นกับพี่วะ”

มันขึ้นชัด ๆ ยังกล้าเถียงอีก

“พี่เตี๋ยว!”

เสียงเรียกที่ทำให้ผมอยากจะขี่ลูกรักออกไปจากตรงนี้ทันที เพราะไอ้เด็กตัวสูง ผิวขาว หน้าตาแบดบอย คนที่ผมจำได้ดีและเกลียดขี้หน้ามันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ

...ไอ้เด็กอสรพิษ

“หวัดดีพี่ มาทำอะไรที่นี่อะ” ไอ้พิชญ์เดินเข้ามายกมือไหว้ไอ้เตี๋ยว ด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรจนเห็นเหล็กดัดฟันเกือบทั้งปาก

“ไงพิชญ์...พอดีพี่มารอพี่ธิวน่ะ”

“อ๋อ อาจารย์หมอเหรอครับ ผมเห็นอยู่ที่ห้องพักอาจารย์ เดี๋ยวก็คงมาแล้วแหละ”

“เหรอ...แล้วเพิ่งเลิกคลาสเหรอวะ”

“เปล่าหรอกครับ วันนี้ผมหมดคลาสตั้งแต่บ่ายแล้วแต่พอดีจะมีควิซ ผมก็เลยอยู่ติวให้เพื่อนต่อ”

“อะไรวะ เพิ่งเทอมแรกก็ติวให้เพื่อนแล้วเหรอ แสดงว่าเทพมากเลยสิมึง”

“ฮ่า ๆ ก็ไม่เทพขนาดนั้นหรอกครับพี่ แค่คะแนนสอบแอดได้ที่หนึ่งของคณะเท่านั้นเองครับ”

“มึงโฆษณาตัวเองอยู่ใช่ไหมเนี่ย” ไอ้เตี๋ยวพูดคุยอย่างสนิทสนมมากขึ้น ท่าทางจะเอ็นดูไอ้เด็กพิชญ์มาก๷๭่าผม

“ฮ่า ๆ นิดนึงพี่”

“ขี้อวดฉิบ...” ไอ้เตี๋ยวเอ็นดูแต่ผมหมั่นไส้ ก็เลยตั้งใจพูดลอย ๆ และจ้องหน้ามันให้รู้ตัวด้วย

“อ้าว...พี่บิวหวัดดีครับ” ไอ้พิชญ์หันมามองและเพิ่งยกมือไหว้ผมที่นั่งคร่อมรถอยู่

“มึงเพิ่งเห็นกูหรือไง”

“เห็นนานแล้วครับ แต่ไม่ทัก”

“มึง...เออก็ดี กูก็ไม่ได้อยากทักมึงเหมือนกันแหละ!”

แม่ง! กวนตีนเสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ

“ผมอยากทักนะ แต่ว่า...จะลองดูว่าพี่จะจำผมได้ขึ้นใจอย่างที่พูดไว้คราวก่อนหรือเปล่า ผมว่าพี่จำผมได้จริง ๆ แหละเพราะพี่พูดกับผมก่อนแล้วเนี่ย”

ยิ้มกวนตีนเป็นสันดานเลยนะ อยากเหวี่ยงหมวกกันน็อกใส่หน้ามันจริง ๆ แต่ไม่เอาดี๷๭่าหมวกผมแพง

“กูไม่ได้พูดกับมึง แต่กูด่ามึงเข้าใจใหม่ด้วย!”

“อ้าวเหรอ...แต่ผมดีใจไปแล้วเนี่ย…ทำไงดี”

ทำหน้ามึงให้มันกวนตีนน้อย๷๭่านี้หน่อยไง!

พรสวรรค์ของมันคือการทำให้ผมเกลียดขี้หน้าได้หรือไง ทั้งที่ผมไม่เคยอคติกับใครมาก่อนเลยนะ

“มึงไม่น่าเรียนเป็นหมอฟันเลยนะ น่าจะเป็นหมอหมามาก๷๭่าเพราะดูแล้วจะเหมาะกับปากของมึงดี” ผมด่ามันที่ดูจะชินกับคำด่าเหล่านี้เหลือเกิน

“เออ ๆ มึงก็ชอบกวนตีนพี่กูเนอะ ถึงพี่บิวเขาจะใจดีแต่ตีนหนักนะ มึงอย่าได้ชะล่าใจไป”

“กูใจดีกับแค่บางคนเท่านั้นแหละไอ้เตี๋ยว”

“ไม่เอาน่าพี่บิว น้องมันออกจะเฟรนด์ลี่” ไอ้เตี๋ยวห้ามปรามผมที่เริ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่แล้ว

“อย่างไอ้นี่ไม่เรีย๷๭่าเฟรนด์ลี่หรอก เขาเรีย๷๭่ากวนตีนน่ะถูกแล้ว”

“ผมเฟรนด์ลี่นะครับพี่ แต่กับบางคน...ผมก็ชอบกวนตีนมาก๷๭่าเหมือนกัน”

“มึงนี่!”

“พอ ๆ ผมว่ากวนตีนทั้งคู่นั่นแหละ กินกันไม่ลง -- เฮ้ย! แม่ง...ดื้อฉิบ ถือของหนักอีกแล้ว”

จู่ ๆ ไอ้เตี๋ยวก็โวยวายขึ้นมา ตอนที่สายตามันหันไปมองที่ตึกด้านหลังไอ้พิชญ์

“รอนี่แป๊บนะพี่บิว...อย่าตีกันนะเว้ย” มันบอกผมกับไอ้พิชญ์ แล้ววิ่งหน้าตั้งไปหาพี่หมอธิวที่เดินแบกกล่องเอกสารออกมาจากตึก

จากที่ตั้งใจจะด่าไอ้เด็กอสรพิษอีกสักยก แต่เพราะความห่วงใยออกนอกหน้าของไอ้เตี๋ยวที่วิ่งไปหาพี่หมอ ทำให้ผมปล่อยไอ้พิชญ์ไปก่อนเพราะสนใจไอ้เตี๋ยวมาก๷๭่า

มันดูเกรี้ยวกราดอยู่ไม่น้อยตอนวิ่งเข้าไปแย่งกล่องเอกสารในมือพี่หมอ แม้ดูเหมือนว่าพี่เขาจะไม่อยากให้ช่วยก็เหอะ จนมันหันไปพูดอะไรอีกสองสามคำ พี่หมอถึงได้ยอมปล่อยกล่องในมือให้มันถือ ซึ่งตอนแรกผมคิดว่ามันคงด่าพี่เขาตามสไตล์มันนั่นแหละ แต่พอเห็นรอยยิ้มของพี่หมอธิวแล้ว ผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่ามันด่าอีท่าไหน คนถูกด่าถึงได้ดูมีความสุขเบอร์นั้น

“สนใจเรื่องคนอื่นเหมือนกันเหรอพี่” ไอ้พิชญ์ขยับมายืนบังสายตาของผมแบบจงใจจนผมอยากจะด่ามันอีกรอบ

“มึงนี่อ้อนมืออ้อนตีนเก่งจริง ๆ เลยนะ” ผมบอกไอ้พิชญ์เสียงเย็น เริ่มรำคาญความกวนประสาทของมัน

“ผมแค่ถามเฉย ๆ ไม่ได้จะกวนอะไรเลย”

“อ๋อเหรอ...งั้นคงผิดที่หน้ามึงนั่นแหละที่กวนตีน”

“คงงั้นมั้ง” ไอ้พิชญ์ยักไหล่แบบไม่แคร์คำด่า

“มึงก็รู้ตัวเองดีเนอะ ว่าแต่...มึงจะยืนกวนตีนกูตรงนี้อีกนานไหม”

“ก็...น่าจะนานนะ”

“เออดี...งั้นมึงอยู่ กูไปเอง” ผมบอกมันแบบเบื่อหน่ายที่จะต้องต่อล้อต่อเถียงกับไอ้เด็กหน้าตายอย่างมัน จึงคว้าหมวกกันน็อกมาสวมและสตาร์ตรถเตรียมออกไปจากที่นี่

“เฮ้ย! จะไปไหนล่ะพี่ พี่เตี๋ยวบอกให้รอตรงนี้นะ”

“กูแค่มาส่งมัน เดี๋ยวมันก็กลับกับพี่หมออยู่แล้ว ส่วนมึงก็รอมันอยู่ตรงนี้แหละ บอกมันให้ด้วยแล้วกันว่ากูกลับแล้วเพราะขี้เกียจทะเลาะกับไอ้เด็กกวนตีน”

ผมเตรียมออกรถแต่ไอ้พิชญ์เอามือมาดึงแฮนด์รถของผมไว้ซะก่อน

“ได้ไงล่ะพี่! ผมบอ๷๭่าอยู่เพราะตั้งใจจะอยู่เป็นเพื่อนคุยให้พี่นะเนี่ย”

“กูไม่ได้อยากคุยกับมึงสักหน่อย ปล่อยรถกูได้แล้ว” ผมตีมือมันให้ปล่อยแฮนด์รถ แต่มันไม่สนใจและยังกำไว้ไม่ยอมปล่อย

“พี่จะไปไหนอะ”

“กูจะไปไหนเกี่ยวอะไรกับมึง”

“ก็ไม่เกี่ยว...แต่ขอติดรถไปลงหน้ามอหน่อยดิพี่” มันขอแบบที่ผมไม่คาดคิดและทำท่าจะขึ้นซ้อนท้ายผม ทั้งที่ยังไม่ได้รับคำอนุญาตเลย

“เฮ้ย!” ผมบิดแฮนด์ขยับรถหนี ไม่ให้มันขึ้นซ้อนท้ายได้ “กูยังไม่ได้อนุญาตเลย มึงจะถือวิสาสะมาขึ้นรถกูได้ไงวะ!”

“โห่...แค่หน้ามอเองพี่บิว ยังไงพี่ก็ต้องผ่านอยู่แล้ว”

“กูผ่านแต่กูไม่อยากพามึงไปด้วย”

“ทำไมล่ะ...ทีพี่เตี๋ยวพี่ยังมาส่งได้เลย”

“ก็ไอ้เตี๋ยวมันน้องกู”

“ผมก็เป็นน้องพี่นะ...น้องร่วมสถาบันไง”

“มึงนี่หลงตัวเองไม่พอ ยังหน้าด้านอีกนะเนี่ย กูพูดไม่ชัดเหรอว่ากูเกลียดขี้หน้ามึงหรือว่ามึงโง่”

“ไม่ได้โง่ครับพี่ แต่ผมไม่ได้เกลียดพี่ไง เพราะงั้นผมก็เลยกล้าขอติดรถไปกับคนที่ผมไม่ได้เกลียดได้”

“ตรรกะเหี้ยอะไรของมึงเนี่ยฮะ เอาเป็นว่ามึงจะเกลียดไม่เกลียดเรื่องของมึงแล้วกัน แต่กูไม่ชอบหน้ามึงเพราะฉะนั้นกูไม่ให้มึงไปด้วย”

“พี่ก็ไม่ต้องมองหน้าผมดิ นะพี่บิว...ผมขอติดรถไปด้วย...นิดเดียวเอง”

“รอมึงเลิกทำหน้ากวนตีนได้ก่อนแล้วกัน กูถึงจะให้มึงนั่งรถกูได้” ผมบอกมันแบบไร้น้ำใจสุด ๆ แล้วขับรถออกมาเลย ไม่สนเสียงเรียกโวยวายของมันด้วย

“เฮ้ยพี่!”

ไอ้เด็กนี่มันแปลก๷๭่าใครตั้งแต่ผมเคยเจอเพราะไม่มีอะไรที่เข้ากันเลยในตัวมัน ทั้งรูปลักษณ์ที่ดูดีแบบหนุ่มแบดบอยแต่เสือกเป็นเด็กเฟรนด์ลี่ เพื่อนเยอะ เข้ากับคนง่าย แต่ก็ชอบกวนตีนให้โดนด่า ให้เกลียดขี้หน้า แถมพอด่าก็ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด คงจะมีอย่างเดียวที่มันดูเข้ากันก็คือหน้าตากวน ๆ ที่ดูเข้ากับความกวนประสาทของมันนั่นแหละ

ไม่อยากเชื่อว่ามันจะเรียนทันตะ ถ้าผมไม่รู้จักมันก็คงคิดว่ามันเรียนอยู่วิศวะมาก๷๭่า แต่ก็ถือว่ามันโชคดีที่เลือกเรียนหมอเพราะถ้ามันเป็นเด็กวิศวะผมคงโบกกบาลมันไปนานแล้ว แต่ที่ไม่อยากมีเรื่องกับมันเพราะเกรงใจพี่ธิวนั่นแหละ ไหน ๆ ก็เป็นลูกศิษย์พี่หมอธิว...ถือว่าไอ้อสรพิษมันทำบุญมาเยอะก็แล้วกัน

“กูยังม่ายมาว ไอ้เชี่ยบิวววว!”

เสียงโวยวายของเพื่อนผมเองครับ หลังจากที่มันเมาจนเกือบมีเรื่องในร้านเหล้า ผมก็เลยต้องลากมันมาส่งที่รถของเพื่อนอีกคนเพื่อพามันกลับบ้านเสียที

“กูไม่กล้าบ กูจะอาวอีก กูจะกินอีกกกก”

“มึงจะกินเหล้าหรือกินตีนล่ะ”

“ฮ่า ๆ ปล่อยแม่งเหอะ เดี๋ยวกูพามันกลับเอง มึงกลับเหอะบิว รถมึงจอดอยู่ไกล๷๭่ากูอีก”

“เออ ๆ งั้นกูไปแล้วนะ” ผมปัดมือไอ้ตัวโวยวายให้หยุดดึงเสื้อผมสักที และรีบปิดประตูขังมันไว้ในรถ

“เออ โชคดีมึง”

ผมโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินออกมาอีกทาง เดินเรื่อยเปื่อยมาจนถึงซอยข้างร้านที่ตอนหัวค่ำมีรถจอดเต็มไปหมดแต่ตอนนี้กลับว่างโล่ง ส่วนบิ๊กไบก์ของผมก็จอดอยู่เกือบท้ายซอยโน่น ผมจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะไปให้ถึงรถเร็วนักเพราะอยากให้สมองโปร่ง๷๭่านี้หน่อยก่อนที่จะกลับบ้าน

“มึงมาเสือกอะไรด้วยวะ!”

ผมชะงักเท้าอยู่กลางซอยเพราะเสียงที่ดังลั่นออกมาจากซอยตันเล็ก ๆ ข้างเสาไฟฟ้า

“ก็ไม่ได้อยากเสือกหรอกนะครับ แต่ผู้หญิงเขาไม่อยากไปกับพวกคุณ” เสียงตอบสบาย ๆ ของผู้ชายที่ผมเห็นเพียงด้านหลัง ซึ่งถูกชายฉกรรจ์สามคนยืนล้อมอยู่

“มึงก็เลยจะสอยหญิงแทนพวกกูหรือไงฮะ!”

“ผมไม่ได้จะสอยนะ แต่ถ้าเขาสนใจผม...ผมก็ไม่เกี่ยงหรอก น้องเขาก็น่ารักดี”

“ไอ้เหี้ยนี่ปากดีนะมึง!”

หมาแย่งสาวกันนี่เอง ผมไม่ชอบยุ่งเรื่องแบบนี้หรอก แม้จะเป็นปกติของการเจอเรื่องแบบนี้ตามที่อโคจรก็เถอะ ผมจึงปล่อยให้ไอ้พวกนั้นด่ากันต่อไป จนเดินมาถึงรถเสียงโต้ตอบก็ดูเบาลง ไม่รู้ว่ามันเลิกด่ากันแล้วหรือว่ายำตีนกันไปแล้วก็ไม่รู้ ผมควรรีบออกจากที่นี่ก่อนที่จะซวยไปด้วย เพราะถ้ามันตีกันขึ้นมาจริง ๆ ผมจะกลายเป็นพยานในเหตุการณ์โดยไม่ได้ตั้งใจ

ผมขี่รถออกมาเกือบถึงบริเวณซอยนั้นแล้ว จึงลดความเร็วลงหน่อยเพื่อชำเลืองดูว่าพวกมันฟัดกันไปหรือยัง แต่มันเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงที่ผมอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าเรื่อง เพราะแสงไฟกลางซอยที่ทำให้ผมเห็นหน้าไอ้ผู้ชายที่กำลังโดนชายฉกรรจ์สามคนรุมอยู่

...ไอ้เด็กอสรพิษ!

พลั่ก!

ผัวะ!

ผมเบรกรถแบบอัตโนมัติโดยไม่ได้ตั้งใจจะไปช่วยหรอก แต่เพราะตกใจไม่คิดว่าจะมาเจอมันที่นี่และในสภาพที่มีเรื่องแบบนี้ด้วย

“อยากเป็นฮีโร่นักใช่ไหมมึง!”

ไอ้เสื้อลายดอกกระโดดถีบหลังไอ้พิชญ์ตอนที่มันกำลังง่วนอยู่กับอีกคน แต่ไอ้เด็กนั่นกลับพลิกตัวได้ทันเวลาพอดี ไอ้ลายดอกจึงเป็นฝ่ายเสียหลักซะเอง เปิดโอกาสให้ไอ้พิชญ์ยันเท้าเข้าไปกลางหลังมันเต็มแรง

ดูจากสถานการณ์แล้ว แม้ว่าไอ้พิชญ์จะตัวบาง๷๭่าไอ้สามตัวนี้ แต่ฝีมือมันคงสู้ได้สบายเพราะมันไม่ได้เมาเหมือนไอ้หมาหมู่พวกนี้

“เฮ้ย! มองเหี้ยอะไรวะ!”

ซวยแล้วกู! เสือกนานไปหน่อย

ไอ้เตี้ยที่หลุดวงโคจรของการปะทะตีนหันมาเห็นผม ซึ่งยังคร่อมรถอยู่แถวหน้าซอยที่มันมีเรื่องกัน

“พี่บิว!”

ไอ้เชี่ย! ขนาดกูใส่หมวกกันน็อกมึงยังจำกูได้อีกเนอะไอ้อสรพิษ!

พลั่ก!

ทันทีที่ไอ้พิชญ์หันมาสนใจผม มันก็โดนไอ้เสื้อลายดอกเอาคืนทันที

เอาไงดีวะ...ช่วย๮๹ื๪ไ๣่ช่วยดี…

แต่ตอนที่ผมลังเลอยู่ว่าจะช่วยไอ้คนที่ผมไม่ชอบขี้หน้าดีหรือเปล่า ผมก็เห็นไอ้เตี้ยที่เพิ่งหาเรื่องผมเมื่อกี้วิ่งไปทางถังขยะกลางซอย พร้อมกับถือขวดแก้วเข้ามาหาไอ้พิชญ์ที่ยังหันหลังชุลมุนอยู่กับเพื่อนมันอีกสองคน

“ไอ้พิชญ์ข้างหลัง! แม่ง!” ผมสบถอย่างหงุดหงิด ถอดหมวกกันน็อกออกและทิ้งลูกรักไว้กลางทาง เพื่อเข้าไปช่วยนักเรียนแพทย์แต่สันดานนักเลงเหลือเกิน

ไอ้พิชญ์ชะงักหมัดที่กำลังแลกกับไอ้ลายดอกและหันไปหลบไอ้เตี้ยที่วิ่งถือขวดเข้ามาหามันได้ทัน ในขณะที่ผมตั้งใจเข้าไปช่วยมันอีกแรง แต่ไอ้ตัวโตสุดในกลุ่มเสือกเข้ามาขวางทางไว้ ผมก็เลยได้คู่ต่อสู้มาแบบไม่ได้เลือกเลย

ผมซัดกับไอ้ยักษ์ใหญ่อยู่สักพักจนมันลงไปนอนงออยู่บนพื้นเป็นลูกหมาแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ละเท้าจากมันเพราะรู้สึกถึงรสชาติเลือดในปากของตัวเอง ซึ่งโดนหมัดของไอ้เวรนี่ไปเหมือนกัน แม้ว่ามันจะไม่ได้สะเทือนคนที่ผ่านมา๮๣า๾สนามอย่างผม แต่ตอนนี้ผมโมโหเกิน๷๭่าจะหยุดได้

โครม!

เสียงดังสนั่นด้านหลังทำให้ผมต้องหยุดเท้าที่กระทืบไอ้ยักษ์ใหญ่ เพื่อหันไปมองเบื้องหลังและเห็นไอ้ลายดอกลงไปคลุกอยู่กับกองขยะ ส่วนไอ้พิชญ์ก็กำลังหันไปจัดการไอ้เตี้ยอีกคนจนติดกำแพง สภาพที่ผมไม่ได้ห่วงอะไรเพราะมันคงเอาตัวรอดได้สบาย ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้ลายดอกมันคว้าอาวุธที่ร้าย๷๭่าขวด๮๣า๾เท่าติดมือมาด้วย ซึ่งก็คือเก้าอี้ไม้เก่า ๆ และอีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงตัวไอ้พิชญ์แล้ว

“ไอ้พิชญ์ข้างหลังมึง!”

ผมตะโกนเตือนมันอีกครั้งและหวังว่ามันจะรอดเหมือนครั้งแรก แต่เสียงเตือนของผมกลับทำให้ไอ้พิชญ์หันไปดูด้านหลัง จนโดนไอ้เตี้ยล็อกตัวไว้เพื่อให้เพื่อนมันที่เงื้อเก้าอี้สุดแขนจัดการไอ้พิชญ์

เหตุการณ์น่าระทึกที่ผมรีบถลาเข้าไปสุดฝีเท้าจนถีบไอ้เตี้ยหลุดออกจากไอ้พิชญ์ได้ แต่ไม่ทันไอ้ลายดอกด้านหลังที่ฟาดเก้าอี้ลงมาพอดี ผมจึงคว้าตัวไอ้พิชญ์ให้ชิดเข้ากำแพงแทนและบังตัวมันไว้ ผมยกแขนขึ้นเหนือหัวแบบอัตโนมัติทันในเสี้ยววินาทีที่เก้าอี้ฟาดลงมา แต่ความชาก็แล่นริ้วไปทั่วแขนและไหล่ซีกซ้าย

“ไอ้เหี้ย!”

ไอ้พิชญ์สบถดังลั่นและดันผมที่บังมันไว้ออกเพื่อถีบไอ้ลายดอกที่ฟาดเก้าอี้ใส่ผมไปกองอยู่บนพื้น มันเข้าไปซัดไอ้เวรนั่นแบบบ้าระห่ำสุดขีดจนผมไม่รู้ว่ามันรัวไปกี่หมัดแล้ว ส่วนความปวดหนึบที่แขนซ้ายก็ไม่สามารถหยุดผมได้ เพราะต้องช่วยกันไอ้เตี้ยให้ไอ้พิชญ์อีกแรง

พวกผมตะลุมบอนอยู่แบบนั้นไม่รู้กี่นาทีแต่ผมรู้สึ๷๭่ามันใช้เวลานานมาก กระทั่งเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นเรียกสติของผมให้หยุดอารมณ์ตัวเองไว้ได้

“อ๊าย! พี่พิชญ์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ! คุณตำรวจทางนี้ค่ะ!”

เมื่อเห็นน้องผู้หญิงคนนั้นวิ่งนำตำรวจสองนายเข้ามาในซอยที่พวกผมกำลังชุลมุนกันอยู่ ผมก็รู้ชะตากรรมตัวเองในคืนนี้เลยว่าคงต้องไปจบที่สถานีตำรวจแน่

“เฮ้ย! หยุด ๆ!”

ผมถูกดึงตัวออกจากไอ้เตี้ยที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น และเพิ่งเห็นว่าไอ้พิชญ์ซัดไอ้ลายดอกไม่หยุดทั้งที่ไอ้เวรนั่นสลบคามือมันไปแล้ว

“เฮ้ย! บอกให้หยุดไง!” พี่ตำรวจอีกคนพยายามหยุดไอ้พิชญ์ที่ยังดิ้นรนจะกระทืบไอ้คนที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น

“พอแล้วไอ้พิชญ์!” ผมเข้าไปช่วยพี่ตำรวจอีกแรงโดยการล็อกตัวไอ้พิชญ์ไว้ จนมันได้ยินเสียงผมถึงได้หยุดอาละวาด หน้าตาที่มักแสดงออกถึงความกวนตีนเปลี่ยนเป็นจริงจังและเครียดขรึม ไม่เหลือมาดเดิมของมันเลย

“คุณตำรวจคะพี่พิชญ์เป็นคนช่วยหนูค่ะ ไอ้พวกบ้านั่นมันลวนลามหนู”

“ถึงยังไงก็ต้องไปคุยกันที่โรงพักนะครับ ดูจากสภาพแล้ว...ไอ้พวกนี้จะโดนหนัก๷๭่าเยอะ เอาเป็นว่าพวกคุณไปให้ปากคำที่โรงพักแล้วกัน”

“ครับ...เดี๋ยวพวกผมขับรถตามไปเลยครับ”

“พี่ต้องไปหาหมอก่อน!” ไอ้พิชญ์โผงออกมาทั้งที่คิดว่ามันใบ้แดกไปแล้วเพราะมันเอาแต่จ้องหน้าผม

“กูไม่ได้เป็นอะไรมาก แขนไม่ได้หักด้วย แค่ปวด ๆ กูว่าคงช้ำ”

“มันไม่ใช่แค่แขนนะเว้ย พี่หัวแตกเลือดจะท่วมหน้าอยู่แล้ว ไม่รู้ตัวหรือไงฮะ!” มันตะคอกใส่ผมแบบที่พี่ตำรวจยังหันมามอง

“งั้นคุณไปหาหมอก่อนดี๷๭่า แล้วตามไปให้ปากคำด้วย ส่วนคุณก็ไปพร้อมกับไอ้พวกนี้แหละ น้องผู้หญิงด้วยนะครับ” พี่ตำรวจบอกพวกเราและจัดการหามไอ้พวกหมาหมู่ที่เริ่มได้สติแล้วไปขึ้นรถตำรวจที่เข้ามาจอดรออยู่

“กูไม่ได้เป็นอะไรมาก เดี๋ยวไปพร้อมมึงเนี่ยแหละ” ผมเอาแขนเสื้อแจ็กเก็ตปาดเข้าที่หน้าตัวเองจนเห็นว่ามีเลือดออกอย่างที่ไอ้พิชญ์บอก แต่ผมกลับไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองหัวแตก

“ไม่ต้อง...พี่ไปหาหมอเหอะ ที่เหลือผมจัดการเอง” ไอ้พิชญ์บอกพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาจากกระเป๋ากางเกงนักศึกษาของมันและซับลงที่ขมับซ้ายของผม

“การที่มึงพกผ้าเช็ดหน้าคงเป็นอย่างเดียวที่เข้ากับการเรียนหมอของมึงนั่นแหละ” ผมกวนตีนมันที่ไม่ได้ยิ้มกวนเหมือนเคย แต่กลับขมวดคิ้วมุ่นเหมือนรำคาญผมมาก๷๭่า

“อะไร? ทำหน้าเหมือนอยากด่ากูเลยนะ กูเป็นผู้มีพระคุณของมึงนะไอ้อสรพิษ”

“ก็เพราะว่าเป็นผู้มีพระคุณไง ถึงบอกให้ไปหาหมอ”

แหม...ใช้น้ำเสียงสั่งเหมือนคุณหมอจริง ๆ เลยนะ

“เออ ๆ งั้นเจอกันที่โรงพัก”

“ไม่ต้องมาก็ได้นะ...เดี๋ยวผมจัดการเองดี๷๭่า

“มึงจะบ้าหรือไง ตำรวจเขาบอกให้กูไปกูก็ต้องไป มึงนั่นแหละไปได้แล้ว ไม่ต้องห่วงกู”

“เอ้าน้อง! ไปได้แล้ว” คุณตำรวจกวักมือเรียกไอ้พิชญ์กับน้องผู้หญิงให้ไปขึ้นรถพร้อมไอ้สามตัวที่ถูกหามใส่กระบะด้านหลัง

“ครับ!” ไอ้พิชญ์รับคำตำรวจและเดินไปขึ้นรถแต่ยังหันมามองผมเป็นระยะ จนผมต้องโบกมือไล่ด้วยความรำคาญสายตาเป็นห่วงของมัน

ไปซะที...ผมก็คงต้องไปจัดการธุระของตัวเองที่โรงพยาบาลบ้าง ตอนนี้มีน้องเจ้าทุกข์เขามาให้การแบบนี้ ผมก็ควรเก็บมาใช้เป็นหลักฐานว่าผมทำเพื่อป้องกันตัวด้วย คืนนี้ผมกับไอ้พิชญ์คงอยู่ในฐานะพลเมืองดีมาก๷๭่าผู้ร้าย

.

.

ในที่สุดก็เป็นไปตามคาดแหละครับ พวกผมรอดตัวจากคดีทะเลาะวิวาทเพราะไอ้พิชญ์มันเข้าไปช่วยเหลือน้องผู้หญิงตอนถูกลวนลามในซอยพอดี เรื่องก็เลยเข้าตัว ส่วนผมก็เป็นพลเมืองดีที่เข้าไปช่วยไว้ได้ทัน แต่ก็ยังต้องเสียเวลานั่งให้ปากคำเป็นพยานอยู่นานสองนานจนตอนนี้ไอ้พิชญ์หายหัวไปไหนแล้วไม่รู้

ตอนแรกมันบอ๷๭่าจะอยู่รอผมที่หน้าห้องสอบสวนแต่พอผมออกมาก็ไม่เห็นมันแล้ว เจอเพียงน้องผู้หญิงที่บอ๷๭่าไอ้พิชญ์โดนเรียกญาติมาด้วยเพราะมันยังสวมชุดนักศึกษาอยู่ ผมจึงตัดสินใจจะกลับบ้านเพราะป่านนี้มันคงกลับบ้านไปแล้ว

“แกจะก่อเรื่องไปอีกนานแค่ไหนฮะไอ้พิชญ์!”

ผมชะงักเท้าทันที เมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงตะโกนชื่อใครบางคนออกมา คนที่ยืนหันหลังอยู่แถวโรงจอดรถของสถานีตำรวจ

“ก็บอกแล้วไงว่าผมไม่ได้เป็นคนก่อเรื่อง ผมไม่ได้อยากมีเรื่องสักหน่อย” เสียงของไอ้พิชญ์ตอบกลับไปแบบหน่ายโลกอย่างเห็นได้ชัด

“แกพูดแบบนี้มากี่ครั้งแล้วแต่ก็มีเรื่องจนนับครั้งไม่ถ้วน!”

“การที่ผมไม่ยอมให้คนอื่นมารังแกมันผิดมากเหรอครับ”

“มันผิดที่แกไม่รู้จักมีความอดทนไง!”

“ถ้าผมไม่มีความอดทนก็คงไม่มีใครมีแล้วล่ะครับ เอาเป็นว่าครั้งนี้ผมขอโทษที่ทำให้ป้าต้องเสียเวลามาก็แล้วกัน”

“ฉันก็เสียเวลากับแกมาทั้งชีวิตนั่นแหละ! ฉันเตือนแกนะไอ้พิชญ์ ถึงแกจะก่อเรื่องร้ายแรงแค่ไหน พ่อแม่แกเขาก็ไม่สนใจหรอก จะมีก็แต่ฉันนี่แหละที่ต้องมารับผิดชอบชีวิตแก!”

“หึ...ป้าก็ไม่ได้สนใจผมเหมือนกันนั่นแหละ ถ้าไม่มีเงินที่พวกเขาส่งมาทุกเดือน ผมคงกลายเป็นกำพร้าจริง ๆ ไปแล้ว”

“ไอ้พิชญ์!”

“ทำไมครับ ผมพูดอะไรผิดเหรอ...เราก็รู้ดีกันทั้งคู่ว่าเราไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนักหรอก วันนี้ที่ป้าต้องมาก็เพราะสถานการณ์มันบังคับ ผมขอบคุณที่ป้าเสียสละเวลามาและก็ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน ผมทำในสิ่งที่ควรทำหมดแล้วเพราะฉะนั้นป้าก็ปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้เหรอครับ แค่นี้ผมก็หงุดหงิดมากพออยู่แล้ว”

“แกกล้าพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง ฉันเป็นคนเลี้ยงแกมานะยะ แกคิดว่าตัวเองเรียนเก่งเรียนดีแล้วจะทำตัวยังไงก็ได้หรือไงไอ้พิชญ์ ฉันไม่แปลกใจหรอกที่พ่อแม่แกทิ้งแกไว้แบบนี้!”

ผมไม่รู้ว่าไอ้พิชญ์ทำหน้ายังไงหรือรู้สึกอะไรอยู่ แต่ถ้าเป็นผมคงเจ็บปวดน่าดูที่ถูกตอกย้ำอะไรแบบนี้จากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวของตัวเอง

“ฮ่า ๆ ๆ” แต่ไอ้พิชญ์กลับหัวเราะออกมาจนผมงุนงง เหมือนป้าของมันที่งุนงงไม่แพ้กัน

“แกเห็นคำพูดฉันเป็นเรื่องตลกหรือไงไอ้พิชญ์!”

“ก็...ป้าพูดอะไรน่าขำนี่ครับ พวกนั่นน่ะ...ทิ้งผมก่อนที่ผมจะรู้จักก่อปัญหาซะอีก เพราะงั้นเชื่อเถอะว่าปัญหาที่ผมก่อขึ้นทุกวันนี้ มันไม่ใช่เพราะต้องการให้ใครมาสนใจผมหรอก ผมก็แค่คนโชคร้ายที่เจอเรื่องซวยบ่อยไปหน่อย ป้าไม่ต้องห่วงหรอกครับว่าผมจะตายง่าย ๆ ผมยังอยู่ให้พวกเขาส่งเงินมาให้ป้ากับลูกใช้อีกนาน”

“ไอ้พิชญ์!”

ฟึ่บ!

ผมไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่แต่รู้ตัวอีกทีผมก็ยืนอยู่ข้างไอ้พิชญ์แล้ว และกำลังจับข้อมือของป้ามันที่จะฟาดลงมาที่หน้าของหลานชายตัวเอง

“พี่...” ไอ้พิชญ์หันมามองหน้าผมแบบตกตะลึงมาก๷๭่าตอนที่ผมเข้าไปช่วยมันที่ซอยนั้นซะอีก

“แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยฮะ!”

“ขอโทษด้วยนะครับที่เข้ามายุ่งแต่ครั้งนี้พิชญ์ไม่ผิดนะครับ หลานชายคุณแค่เข้าไปช่วยผู้หญิงที่กำลังเดือดร้อนเท่านั้นเอง” ผมปล่อยมือจากป้าของไอ้พิชญ์ และพยายามอธิบายเหตุผลให้เธอฟังอย่างใจเย็น

“อ๋อ ไอ้นี่เป็นเพื่อนแกใช่ไหมไอ้พิชญ์ ไอ้พวกที่ชอบพาแกไปมีปัญหาน่ะ!”

“พี่เขาเข้ามาช่วยผมต่างหาก เขาต้องมาเดือดร้อนก็เพราะผม!”

“เพราะแกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านน่ะสิ คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะดูเป็นฮีโร่ขึ้นมาหรือไง คิดว่าใคร ๆ จะสนใจแกขึ้นมาเหรอฮะ!”

“ผมไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก เพราะคนข้างนอกเขาก็เห็นหัวผมเสมอแหละ แต่สำหรับสายเลือดเดียวกันผมขออยู่แบบไร้ตัวตนน่ะดีอยู่แล้ว...ทำไมป้าไม่กลับไปซะทีล่ะครับ ปล่อยผมไว้เหมือนที่ทำมาตลอดนั่นแหละ...ต่างคนต่างอยู่เป็นสิ่งที่เราทำได้ดีด้วยกันทั้งคู่จริงไหม”

“ก็ดี! แกอยากทำอะไรก็เชิญ แต่อย่าให้ฉันต้องมาเดือดร้อนอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่อย่างนั้นแกเตรียมตัวออกไปจากบ้านได้เลย!”

“มันจะต่างอะไรกันล่ะครับ ในเมื่อผมก็แทบไม่ได้อยู่บ้านนั้นอยู่แล้ว”

“ถ้าแกเก่งนักก็ย้ายออกไปเลยสิ!”

“เทอมนี้อีกเทอมเดียวผมก็จะย้ายอยู่แล้ว”

“หึ! ถ้าแกอวดเก่งนักก็ย้ายออกไปเลย วันนี้เดี๋ยวนี้!”

“ก็ได้ครับ...แต่ผมขอเงินฝากทั้งหมดของผมคืน ต่อไปนี้ป้าไม่มีสิทธิ์กำหนดค่าใช้จ่ายของผมอีก”

“แก! ไอ้พิชญ์ไอ้เด็กเนรคุณ! นี่แกกล้าดียังไง!” ป้าไอ้พิชญ์เริ่มตีมันเหมือนเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ผมจึงต้องเข้าไปกันไว้อีกครั้ง ในขณะที่ไอ้พิชญ์เอาแต่ยืนนิ่งเป็นหินไม่ตอบโต้อะไรเลย “ปล่อยนะ! นี่มันเรื่องในครอบครัว แกอย่ามายุ่ง!”

“ผมไม่ได้อยากยุ่งหรอกนะครับ แต่คุณกำลังทำร้ายร่างกายหลานชายตัวเองที่ไม่ได้ทำอะไรผิด นอกจากทำตัวเป็นสุภาพบุรุษเท่านั้นเอง ถ้าคุณป้ายังทำร้ายร่างกายมันแบบนี้ ผมว่าคงไม่ดีหรอกครับเพราะยังไงมันก็ผิดกฎหมายอยู่ดี”

ตอนนี้ผมอยากให้ไอ้ยูฟ่าอยู่ด้วยจริง ๆ เพราะมันคงพูดเรื่องกฎหมายได้ดี๷๭่าผม และคงทำให้ยัยป้าสุดร้ายกาจของไอ้พิชญ์กลัวได้มาก๷๭่านี้

“แกขู่ฉันเหรอฮะ!”

“ผมไม่ถนัดขู่ใครหรอกครับ...ผมเป็นพวกพูดจริงทำจริง”

“ถ้าห่วงกันนักแกก็ดูแลกันเองก็แล้วกัน ดูสิว่าเด็กอย่างแกจะไปได้สักกี่น้ำไอ้พิชญ์ ขนาดพ่อแม่แกเขายังไม่เอาแกเลย แล้วคนอื่นเขาคงจะอ้าแขนรับแกหรอกนะ!”

“คนอย่างผมไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแลหรอก ป้าห่วงตัวเองเถอะ...เตรียมเงินของผมไว้ก็พอ ผมจะไปเอาคืน”

“ไอ้เด็กเนรคุณ!”

คำด่าที่ไอ้พิชญ์ไม่สนใจและเดินหนีไปอีกทาง ผมจึงละจากป้ามหาภัยที่ยังสรรหาคำมาด่าแบบไม่อายสายตาชาวบ้าน และรีบตามไอ้พิชญ์ออกไปนอกสถานีตำรวจ

“มึงจะไปไหน!” ผมวิ่งตามมาคว้าไหล่มันให้หยุดคุยกันก่อน

“ก็...สักที่แหละ”

“สักที่ของมึงเนี่ยที่ไหน” ผมจ้องหน้าไอ้คนที่ดูเหมือนจะยังไม่มีที่ไปที่แน่ชัด แต่เสือกทำเก่งออกจากบ้าน

“ก็หอเพื่อนสักที่แหละ ใครให้นอนก็ไปนอน”

“งั้นมึงก็โทรหาเพื่อนเลย เดี๋ยวกูไปส่ง”

“พี่เนี่ยนะจะไปส่งผม”

“ทำไม? กูดูแล้งน้ำใจมากเลยหรือไง”

  “ก็แค่หน้ามอพี่ยังไม่ยอมไปส่งผมเลย นับประสาอะไรกับหอเพื่อนวะ”

“อ้าว! ก็ตอนนั้นกูไม่ชอบขี้หน้ามึง”

“ตอนนี้ชอบแล้ว?”

“กูไม่ได้ชอบ แต่กูสมเพชไอ้เด็กอวดเก่งที่ปากดีแต่ไม่มีที่ไปอย่างมึงต่างหาก” เพราะความกวนตีนเสมอต้นเสมอปลายของมันที่ทำให้ผมพูดดีกับมันไม่ได้จริง ๆ

“ฮ่า ๆ เออ ๆ สมเพชก็ยังดี๷๭่าถูกมองว่าน่าสงสารแหละ ถ้าพี่บอ๷๭่าสงสาร...ผมคงรู้สึกแย่”

“มึงควรจะรู้สึกแย่เวลามีคนบอ๷๭่าสมเพชมึงมาก๷๭่านะไอ้พิชญ์”

“คำว่าสมเพชมันดูเหยียดหยามดีนะพี่...ผมชอบมาก๷๭่า พอดีผมเป็นพวกสู้คนน่ะ ถ้าบอ๷๭่าสงสาร...ผมไม่รู้จะสู้ยังไง”

“ตรรกะ-่าอะไรของมึงอีกแล้วเนี่ย ช่างมึงเหอะ...รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวกูไปเอารถก่อน”

“พี่ขี่ไหวเหรอ ให้ผมขี่ให้ก็ได้นะ”

“ไม่ต้อง กูไม่ชอบให้ใครมาขี่ลูกรักกู โดยเฉพาะคนไม่น่าไว้ใจอย่างมึง”

ไอ้พิชญ์ส่งยิ้มตอบรับคำด่าของผมเหมือนปกติจนอยากจะด่าซ้ำ แต่ผมก็หันหลังเดินกลับเข้าไปเอารถเพื่อจะไปส่งมันที่หอเพื่อน ทั้งที่ผมก็ไม่รู้ว่าที่ไหนแต่ผมคงปล่อยให้มันไปคนเดียวดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก

แม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบหน้ามันนัก แต่จากที่เห็นสถานการณ์ชีวิตมันตอนนี้ก็น่าเห็นใจอยู่ แถมการทำตัวเข้มแข็งขนาดนั้นมันดูไม่ปกติเลยสักนิด ถึงมันจะเป็นเด็กที่ปากเก่ง วางมาดเย็นชากับเรื่องราวเมื่อกี้แค่ไหน แต่ผมแน่ใจว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะไม่สะเทือนเพราะคำว่าครอบครัวหรอก

ผมรู้ดีก็เพราะผมก็เป็นคนประเภทเดียวกับไอ้พิชญ์นั่นแหละ...พวกแข็งนอกอ่อนในไงล่ะ

.

.

“มึงแน่ใจนะว่าเพื่อนมึงให้มานอนด้วยได้”

“แน่ใจดิพี่ ผมก็เคยมานอนอยู่บ่อย ๆ”

ผมเงยหน้ามองหอพักโทรม ๆ ที่มีอยู่ห้าหกชั้นแถมเงียบสนิทยิ่ง๷๭่าป่าช้า ดูไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเอาซะเลย

“ไม่มียามหรือคนดูแลเลยเหรอวะ”

“ไม่มีหรอกพี่ หอพักถูก ๆ แบบนี้ก็ดูแลตัวเองกันทั้งนั้นแหละ ป่านนี้เจ้าของหอเขาก็หลับไปแล้ว”

“สภาพของมึงไม่น่ารู้จักพวกที่อยู่ที่แบบนี้เลยนะ”

“จะรวยจะจนผมก็คบหมดแหละ ขอแค่มันเห็นผมเป็นเพื่อนก็พอ”

“กูไม่ได้หมายถึงฐานะ แต่กูหมายถึงพวกดำรงชีวิตแบบผิด ๆ กูก็พอรู้หรอกนะว่าพวกที่อยู่ถิ่นนี้มันเป็นยังไง” ผมเอ่ยเตือนไอ้พิชญ์แบบตรงไปตรงมา ผมก็มีเพื่อนแสบ ๆ อยู่๮๣า๾กลุ่ม และรู้ดีว่าย่านนี้เป็นถิ่นรวมพวกตัวร้ายไว้เยอะแค่ไหน

“ถึงผมจะคบคนหลาก๮๣า๾ประเภทไปหน่อย แต่ผมก็รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำนะพี่ แต่วันนี้มันฉุกเฉินจริง ๆ พรุ่งนี้ผมค่อยหาที่พึ่งพิงใหม่ที่ดี๷๭่านี้แล้วกัน พี่ไม่ต้องห่วงหรอก”

“กูไม่ได้ห่วง กูแค่เตือนเฉย ๆ”

“คร้าบ ๆ ไม่ห่วงก็ไม่ห่วง งั้นพี่ก็กลับเหอะ เจ็บตัวขนาดนี้ควรพักได้แล้ว”

“เออ ๆ กูจะกลับแล้ว มึงก็ขึ้นไปสิ” ผมไล่ไอ้พิชญ์ให้ขึ้นห้องเพื่อนมันไปสักที

“เดี๋ยวค่อยไป...ผมหิวอะ ว่าจะเดินไปหาอะไรกินที่เซเว่นหน่อย”

“เอ้า...แล้วเมื่อกี้ไม่บอกกูล่ะ จะได้แวะให้”

“ไม่เป็นไร เดินย้อนไปหน่อยเดียวเอง”

“ก็ไปพร้อมกูเนี่ยแหละ มึงจะเดินย้อนไปย้อนมาทำไมวะ ขึ้นมาดิ...เดี๋ยวกินเสร็จ มึงก็ค่อยเดินกลับมาเองแล้วกัน”

“อื้อฮือ...วันนี้ใจดีผิดปกตินะครับพี่บิว”

“อยากให้กูใจร้ายไหมล่ะ เดี๋ยวกูจัดให้”

“ฮ่า ๆ ไม่ละครับ คืนนี้ผมหมดแรงสู้แล้ว” ไอ้พิชญ์ส่ายหัวและเดินขึ้นซ้อนท้ายผมอีกครั้ง

.

.

“ขอบคุณนะพี่ที่มาส่งแล้วก็ที่ช่วยจัดการไอ้สามตัวนั้นด้วย อ้อ...เรื่องป้าก็ด้วย ขอบคุณที่ทำให้หน้าหล่อ ๆ ของผมไม่เป็นรอย” คนที่นั่งกินซาลาเปาอยู่ข้าง ๆ ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่เจอเป็นประจำ

“มึงไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอวะ...เรื่องป้ามึงน่ะ”

“ผมชินแล้วครับพี่”

“ชินที่โดนด่า ชินที่โดนตบ หรือชินที่เขาไม่ใส่ใจมึงวะ” ผมถามเพราะสงสัยจริง ๆ เมื่อไอ้พิชญ์ไม่ได้แสดงออกถึงความเจ็บปวดอะไรเลย พูดถึงเรื่องนั้นแบบสบาย ๆ ด้วยซ้ำ

“ก็ทุกเรื่องรวมกันแหละ ผมไม่ใช่คนที่จะอ่อนไหวกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้หรอกนะ”

“ครอบครัวของมึงคือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหรอวะ”

“หึ...ผมคงเอาเรื่องครอบครัวมาเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของผมไม่ได้หรอกพี่ ไม่งั้นผมคงอยู่มาไม่ถึงวันนี้หรอก”

“กูแปลกใจที่มึงมีความคิดแบบนี้แต่อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้มาก๷๭่า เรียนเก่ง กีฬาก็เด่น เพื่อนฝูงก็เยอะ ทำไมมึงต้องทำตัวให้เจอปัญหาอย่างที่ป้ามึงพูดด้วยวะ”

“ผมไม่ได้ทำนะพี่...เมื่อก่อนผมก็เป็นแค่ไอ้พวกขี้แพ้ทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ”

“แล้วทำไมเดี๋ยวนี้มึงถึงดูเหมือนไอ้พวกตัวปัญหามาก๷๭่าขี้แพ้ล่ะ”

ไอ้คนที่ถูกแดกดันหันมาจ้องหน้าผม

“ผมอยากปกป้องตัวเองบ้าง เพราะมีคนคนหนึ่ง...เคยบอกกับผมว่าไม่มีใครคอยปกป้องผมไปได้ตลอดเวลาหรอก ตั้งแต่นั้น...ผมก็เลยคิดว่าจะปกป้องตัวเองให้ได้อย่างที่คนคนนั้นทำ”

“เออ...ก็จริง เกิดเป็นลูกผู้ชายก็ต้องรู้จักดูแลปกป้องตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปดูแลปกป้องคนอื่น แต่กูขอเตือนอะไรหน่อยเหอะ มึงจะปกป้องใครจนตัวเองเดือดร้อนแบบนี้ไม่ได้หรอกนะไอ้พิชญ์”

“ทำไมล่ะ...พี่ก็ชอบช่วยคนอื่นแบบนี้เหมือนกันแหละ วันนี้พี่ยังต้องมาซวยเพราะช่วยผมเลย”

“แต่กูเอาตัวรอดได้!”

“ผมก็เอาตัวรอดได้เหมือนกัน ผมก็เป็นผู้ชายตัวโตเท่า ๆ พี่บิวนั่นแหละ ไม่ได้น่าเป็นห่วงอะไรเลย”

“กูไม่ได้ห่วงรูปร่างมึงแต่การสู้มันต้องใช้สติใช้สมอง แต่วันนี้มึงใช้อารมณ์ล้วน ๆ เลยไอ้พิชญ์ ฉะนั้นกูว่ามึงควรเก็บสมองของตัวเองไว้เรียนหมอ ดี๷๭่ามาสู้กับไอ้พวกนักเลงข้างถนนแบบนี้”

“ผมก็ใช้ทั้งสมองทั้งหน้าตาแหละพี่”

“ยังไง...ใช้สมองหาเรื่อง ใช้หน้าตาหาตีนอย่างนี้เหรอ”

“ฮ่า ๆ เปล่าสักหน่อย ผมใช้สมองระดับเทพของตัวเองเป็นติวเตอร์ให้เพื่อนไง แลกกับการพึ่งพิงที่พักชั่วคราวบ่อย ๆ ส่วนหน้าตาก็ใช้กับสาวที่พร้อมจะให้ผมไปพักด้วยได้เมื่อต้องการ”

“อื้อฮือ น่าภูมิใจมากสินะมึง กูว่ามึงนี่มันประเภทเดียวกับไอ้คิวเลย”

“แบบหล่อใสไร้เดี้ยงสาเหรอพี่”

“แบบเจ้าชู้มั่วสาวคาวโลกีย์ต่างหากล่ะ”

“แหม...พี่บิวเรื่องแบบนี้มันก็ธรรมดาเปล่าวะ หรือว่าพี่...ยังเวอร์จิ้นอยู่”

ผมอยากจะถีบไอ้เด็กอสรพิษที่ทำหน้าขี้เสือกอยากรู้อยากเห็นเหลือเกิน

“ถึงกูไม่เวอร์จิ้น แต่กูก็ไม่ได้หน้าด้านพูดถึงเรื่องนี้ได้แบบไม่อายอย่างมึงหรอกไอ้เด็กอสรพิษ”

“ฮ่า ๆ ผมก็ไม่ได้พูดอะไรไม่ดีสักหน่อย ผมก็แค่ไปนอนกับสาว ๆ ที่เต็มใจให้ผมไปนอนด้วย แต่แค่มี๮๣า๾คนที่เต็มใจก็เท่านั้นเอง”

“การที่เขาเต็มใจไม่ใช่ว่ามึงต้องสนองตอบทุกคนหรอกนะไอ้พิชญ์”

“พักนี้ผมก็เลือกใช้สมองมาก๷๭่าหน้าตาแล้วนะพี่ ถึงได้ลำบากอยู่ติวให้เพื่อนบ่อย ๆ ไง”

“เออ ใช้สมองของมึงน่ะถูกแล้ว กูไม่เข้าใจเลยว่ามึงเรียนหมอได้ไงวะ ทั้งเจ้าชู้ทั้งกวนตีนแถมชอบมีเรื่องมีราว มึงไม่ได้มีอะไรเหมาะสมกับสถานะนักศึกษาแพทย์เลยนะ”

“มีดิพี่”

“อะไรวะ”

“ก็สมองกับหน้าตาของผมไง เหมาะกับการเรียนหมอสุด ๆ” มันส่งยิ้มมั่นอกมั่นใจให้ผมที่แทบอยากจะขย้อนเอาของที่กินเข้าไปออกมาให้หมด

ผมสาบานเลยว่าจะไม่จับมันไปรวมกลุ่มกับไอ้คิวแน่ ถ้าพวกมันอยู่ด้วยกันคงกลายเป็นคู่หูบ้ากามหลงตัวเองแน่นอน

“ถ้ามั่นใจในสมองตัวเองมากนักมึงก็หัดเลือกคบเพื่อนบ้างก็ดี กลุ่มพวกไอ้ต่อก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้มึงไม่เหมาะกับการเรียนหมอเลย”

“ก็แค่พี่ ๆ วงเหล้าน่ะครับ คบไว้ก็ไม่เสียหาย”

“คบพวกมันนั่นแหละที่จะทำให้มึงเสียหาย กูเตือนมึงไว้เลย”

“ฮ่า ๆ พี่นี่หาเรื่องด่าผมได้ทุกเรื่องเลยเนอะ”

“เออ กูเกลียดใครก็ด่าได้หมดแหละ”

“นี่พี่เกลียดผมเหรอ...ผมคิดว่าพี่กำลังห่วงผมซะอีกนะเนี่ย”

“กูดูใจดีขนาดนั้นเลยหรือไง”

“อืม...ถ้าดูที่คำพูดก็ไม่นะแต่ถ้าดูที่ใจ...ผมว่าดีมากอะ” มันหันมาพูดด้วยสายตาจริงจังจนผมแทบสำลักน้ำที่กำลังกระดกเข้าปาก

“อิ่มแล้วก็ปากดีเลยนะมึง...เดินกลับไปเองเลยไป มึงจะได้รู้ว่ากูไม่ได้ดูใจดีทั้งคำพูดทั้งจิตใจนั่นแหละ กูกลับแล้ว...ง่วงจะตายห่า” บ่นเสร็จผมก็เดินกลับมาคร่อมรถของตัวเอง

“เดี๋ยวดิพี่บิว...ผมขอเบอร์โทรหน่อยดิ เผื่อนัดไปเลี้ยงข้าวเป็นการขอบคุณบ้าง”

“ไม่จำเป็น หาที่ซุกหัวนอนของตัวเองให้ได้ก่อนที่จะเอาเงินมาเลี้ยงข้าวกูเถอะ”

“ผมมีเงินเลี้ยงข้าวพี่นะ ไม่ได้จนขนาดนั้นหรอก พ่อแม่ผมให้เงินเยอะทุกเดือนแหละ”

“งั้นมึงก็ขอเงินไปเช่าห้องอยู่เองดี๷๭่าไหม”

“ผมก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกันแหละ แต่ผมมีป้าเป็นปลิงที่คอยดูดเงินของผมไปใช้น่ะสิ แต่อีกไม่กี่เดือนผมก็มีสิทธิ์ใช้เงินของตัวเองเต็มที่แล้วแหละ”

“เอาไว้ถึงตอนนั้นเมื่อไรค่อยมาเลี้ยงกูก็แล้วกัน”

“แสดงว่าผมทักทายพูดคุยกับพี่ได้แล้วดิ”

“ถ้ามึงไม่กวนตีนให้มันมากนักกูก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าจะกวนตีนก็ดูอารมณ์กูด้วย เพราะอารมณ์กูไม่ได้ดีเหมือนหน้าตา”

“แต่กวนตีนพี่แล้วมันสนุกดีนะครับ”

“แต่กูไม่สนุกด้วย! เลิกพล่ามแล้วกลับไปหอเพื่อนมึงเลย กูจะได้กลับสักที”

“คร้าบ...กลับดี ๆ นะพี่ ผมเป็นห่วง”

ผมโบกมือไล่ไอ้พิชญ์ที่ส่งยิ้มโบกมือลาผม จนเดินกลับเข้าไปในซอยแล้วก็ยังโบกมืออยู่อย่างนั้น จนผมต้องขี่รถหนีออกมาเองเพราะรำคาญความอ้อยอิ่งของมัน

วันนี้ช่างเป็นวันที่ยาวนานสำหรับผมเลยครับ ทั้งที่ตั้งใจมาสนุกกับเพื่อนแต่กลับต้องมาวุ่นวายอยู่กับไอ้เด็กพิชญ์เกือบค่อนคืน ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้นิสัยชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยนของผม ป่านนี้ผมคงได้กลับไปนอนตากแอร์เย็นฉ่ำอยู่บนเตียงที่บ้านแล้ว

เฮ้อ...แต่จะทำยังไงได้ล่ะครับ ในเมื่อหลวมตัวช่วยไปแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด แม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบหน้ามันเท่าไรแต่มันก็เป็นรุ่นน้องเหมือนกัน ขนาดช่วยเพื่อนต่างสถาบันผมยังเคยทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับไอ้พิชญ์ที่เป็นพี่น้องร่วมสถาบันเดียวกัน

อีกอย่างการที่ผมช่วยเหลือคนอื่นมาตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยส่งผลเสียอะไรให้ผมหรอก มีแต่เรื่องดี ๆ ตามมาทั้งนั้น ฉะนั้นการช่วยไอ้พิชญ์ก็คงไม่มีเรื่องยุ่งยากอะไรตามมาเหมือนกัน ไอ้พิชญ์ก็เป็นแค่ใครอีกคน...ที่ผมช่วยไว้เท่านั้นเอง


ตอนต่อไป
[9] รู้เขารู้เรา

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา