เรื่อง คำสาป เลือดและรักนิรันดร์
ลมค่ำพัดหวนจากแนวป่าทางเหนือ ผ่านทุ่งข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวไม่ทันหมด เศษรวงสีทองสะท้อนแสงจันทร์เป็นประายราวทะเลทรายเล็ก ๆ กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกเมื่อบ่ายยังคงค้างอยู่ในอาาศ ผสมกับกลิ่นควันไฟจากครัวงเรือนแต่ละหลังในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมเชิงเขาที่ผู้คนเรียกว่าหมู่บ้านหลี่
หลี่เฟิงยืนพิงรั้วไม้ไผ่หน้าบ้าน มือหนึ่งจับด้ามไม้กวาด อีกมือหนึ่งยกข้าวต้มร้อน ๆ ขึ้นจิบ เขาอายุเพียงสิบห้าปี โครงหน้าเรียวยาวแบบเด็กหนุ่มที่ยังโตไม่เต็มวัย ใบหูแดงนิด ๆ จากไอเย็น ดวงตาดำสนิทมีประายอยากรู้อยากเห็น โลกงเขากว้างเท่าภูเขาลูกนี้ แม่น้ำที่ไหลผ่าน และถนนดินที่ทอดไปถึงตลาดเมืองจินหยางซึ่งอยู่ไกลออกไปสามวันทาง
ภายในเรือน บิดา—หลี่หยาง นั่งขัดสมาธิข้างเตาไฟที่กำลังอุ่น เขากำลังลับดาบที่เก็บไว้ใต้พื้นบ้าน เสียงโลหะเสียดสีหินลับดังแกรก ๆ เป็นจังหวะ “คืนนี้อาาศหนาวกว่าเมื่อคืน” เขาพึมพำโดยไม่เงยหน้า “ไปช่วยแม่เก็บผ้าจากราวเสีย เฟิงเอ๋อร์ เดี๋ยวเปียกน้ำค้าง”
“ครับพ่อ” เฟิงรับคำอย่างว่าง่าย เขาคุ้นกับารที่บิดาเตือนให้เก็บงตามเวลา ดาบเล่มนั้นเฟิงเห็นมาตั้งแต่จำความได้ แต่ไม่เคยเห็นบิดาชักออกจากฝักเต็ม ๆ สักครั้ง บิดาบอกเพียงว่า “เอาไว้ตัดไผ่” ทว่าเด็กหนุ่มรู้แน่แก่ใจว่าไผ่ไม่ได้ต้องารเหล็กที่หนักแน่นและคมขนาดนั้น
มารดา—หลี่ซูเหมย ยืนอยู่ริมราวผ้า ใบหน้ากลมอ่อนโยน ผมหยักศกถูกมัดลวก ๆ ด้วยเชือกสีซีด นางยิ้มให้ลูกชาย “คืนนี้เงียบดีนะ ไม่มีสุนัขเห่าเ”
“อาจเพราะลมมาจากเหนือ” เฟิงเงยหน้ามองจันทร์เสี้ยว “ลมทางนั้นพาเสียงไปอีกทาง…แม่เคยบอกข้าแบบนั้น”
ซูเหมยหัวเราะเบา ๆ “เจ้าจำได้ทุกอย่างเนะ เจ้านี่” นางยื่นตะกร้าให้ “เอาไปเก็บในครัว เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ชื้น”
เฟิงรับตะกร้าผ้า ใจหนึ่งอบอุ่นอย่างประหลาด เขาคิดถึงเรื่องราวเล็ก ๆ ในชีวิต ความช่างสังเกตงแม่ ความเงียบขรึมงพ่อ ความขี้เล่นงเด็กเลี้ยงแกะข้างบ้าน เสียงระฆังไม้ที่ลุงเฝ้าหมู่บ้านเคาะทุกหัวค่ำให้คนปิดประตู เฟิงเชื่อว่าวันพรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้ เหมือนเมื่อวาน และเหมือนวันก่อนหน้า
แต่ค่ำคืนนี้ไม่เหมือนคืนไหน ๆ
เสียงกีบม้าจำนวนมากดังขึ้นจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือก่อนเวลาปกติ เฟิงขมวดคิ้ว ความเร็วงกีบม้าบอกว่าไม่ใช่คาราวานพ่อค้า อีกทั้งเสียงเหล็กกระทบโลหะ—เสียงที่แม้เบาแต่คมชัด—ทำให้สันหลังงเขาวาบเย็น
หลี่หยางวางหินลับดาบลงอย่างรวดเร็ว เขาสอดดาบกลับฝัก คว้าผ้าคลุมเก่า ๆ มาคลุมไหล่และเดินออกจากเรือน สายตาเข้มดุจมีดกวาดไปยังแนวถนนดิน “เข้าบ้าน ล็อกประตู” เขาพูดกับซูเหมยโดยไม่หันกลับ “เฟิงเอ๋อร์ อยู่ใกล้แม่”
“พ่อ…เกิดอะไรขึ้น” เฟิงถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีคำตอบง่าย ๆ
หลี่หยางไม่ตอบ เขาย่อตัวลง วางหูชิดพื้นดินครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้น “มากกว่าสิบชีวิต” เขาพึมพำ “เดินทางกลางคืน ไม่ธรรมดา”
ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ เงาม้าตัวแรกก็ปรากฏตรงทางเข้าหมู่บ้าน ตามมาด้วยคนชุดดำสิบกว่าคนขี่ม้าพรวดพราดเข้าสู่ลานกลางหมู่บ้านโดยไม่สนเสียงห้ามงยามเฝ้าเฒ่า ผู้มาเยือนลงจากม้าอย่างพร้อมเพรียง แบ่งกำลังกันปิดปากทางทั้งสี่ทิศ รวดเร็วและคุ้นเคยยิ่งกว่ากองโจรธรรมดา
หนึ่งในนั้น—ชายรูปร่างสูงใหญ่ โพกหน้าด้วยผ้าดำ เหลือเพียงตาดุดัน—ชักกระบี่ออกจากฝัก เขาเชิดคางมองรอบหมู่บ้านราวกับนับจำนวนเรือน “ค้นเสีย ทุกหลัง อย่าให้เหลือแม้เงา!” เสียงงเขาแข็งและเย็นจนเฟิงรู้สึกกลัวโดยไม่มีเหตุผล
“เจ้าพวกอันธพาล!” ลุงเฝ้าหมู่บ้านตะโกนจากหอไม้ เขาคว้าหอกสนิมเขรอะขึ้น “นี่เป็นที่อยู่งชาวบ้าน—”
ลูกธนูสีดำพุ่งแหวกอาาศไปตัดเสียงงลุงในพริบตา เฟิงเห็นร่างงลุงหงายหลังร่วงจากหอไม้ ตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ
ซูเหมยตะปบไหล่ลูกชาย “เข้าไปข้างใน!”
หลี่หยางหันมามองภรรยาและลูกอย่างรวดเร็ว “ฟังพ่อให้ดี ซ่อนตัวในห้องเก็บเมล็ดข้าว อย่าออกมาจนกว่าจะเงียบสนิท”
“แล้วพ่อ—”
“พ่อจะถ่วงเวลา” เขายิ้มจาง ๆ ซึ่งไม่เคยมีความเศร้าเท่านี้มาก่อนในชีวิตงเฟิง “ลูกชายงเจ้าโตพอจะปกป้องแม่ได้แล้ว ซูเหมย”
คำว่า “ถ่วงเวลา” ทำให้ท้องงเฟิงจุก เขาอยากบอกให้พ่ออย่าไป อยากวิ่งเข้าไปคว้าแขนพ่อไว้ แต่ขางเขาเหมือนฝังรากกับพื้น
เสียงประตูเรือนข้าง ๆ ถูกถีบเปิดดังปัง ตามด้วยเสียงกรีดร้องงผู้หญิงและเสียงร้องไห้งเด็กเล็ก เฟิงตัวสั่น เขาหันไปมองแม่อย่างคำแนะนำ ซูเหมยกัดฟัน น้ำตาเอ่อที่หางตา แต่นางพยักหน้าให้ลูก “ไป”
ทั้งสองวิ่งเข้าไปในเรือน ซูเหมยเปิดฝาพื้นห้องเก็บเมล็ดข้าวและผลักเฟิงลงไปก่อน “อยู่เงียบ ๆ อย่าหายใจให้ดัง” นางลงตามไป ปิดฝาด้านบนเบา ๆ ความมืดในห้องแคบเข้ามาโอบล้อม รสชาติงฝุ่นและกลิ่นข้าวเก่า ๆ ทำให้คอแห้งผาก
เสียงเท้าหนัก ๆ ก้าวผ่านหน้าบ้าน เสียงประตูเรือนอื่นถูกพังทีละบาน เสียงร้องไห้แทรกเป็นระยะ เฟิงกำกำปั้นจนเล็บจิกฝ่ามือ เขาไม่เคยรู้สึกอ่อนแอและไร้พลังเท่านี้
เหนือศีรษะมีเสียงฝีเท้าหยุดลงหน้าประตูเรือนงตนเอง แล้วได้ยินเสียงทุบ—แรก ๆ ยังเบา ต่อมาก็รุนแรงจนไม้สั่น “เปิด!” เสียงคนแปลกหน้าตะโกน “ตามหาคนงตระกูลหลี่!”
หัวใจงเฟิงแทบหยุดเต้น เขามองแม่ในความมืด เห็นเงาหน้าซูเหมยซีดเผือด นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้ววางนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบเข้าไว้
ประตูถูกถีบจนบานไม้แตกเป็นชิ้น ๆ เสียงรองเท้าบูทเหยียบพื้นเรือนดังเป็นจังหวะ เฟิงนึกถึงบิดา—เขาอยู่ไหน เขาจะทำอย่างไร—
คำตอบมาพร้อมเสียงเหล็กกระทบกันอย่างรุนแรง กัง! กัง! ตามด้วยเสียงคำรามงชายในชุดดำ เฟิงเผลอเงยหน้าจนศีรษะชนฝ้าไม้ เขาต้องกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อไม่ให้ร้องออกมา
“หลี่หยาง!” เสียงใครสักคนตะโกนอย่างเดือดดาล “ยังกล้าหยิบดาบขึ้นสู้อีกหรือ”
“ตราบใดที่ข้ายังหายใจ” เสียงงบิดาดังชัดและหนักแน่นจากหน้าลาน “พวกเจ้าอย่าคิดแตะต้องครอบครัวข้า”
เฟิงกลั้นหายใจ พลันเกิดความจำซ้อนทับ—ครั้งหนึ่งเมื่อเขายังเล็ก บิดาพาเขาไปตัดไม้บนเขา ระหว่างพัก บิดาเคยพูดว่า “หากมีวันที่ลมเปลี่ยนทิศ เราต้องยืนให้มั่น แม้เท้าจะสั่น แต่ใจต้องไม่สั่น” ตอนนั้นเฟิงไม่เข้าใจ ตอนนี้เขาเข้าใจแจ่มชัดเสียจนเจ็บ
เสียงดาบปะทะกันรุนแรงขึ้น เสียงเท้าหลายคู่วิ่งวน เสียงใครล้มลงกระแทกพื้นและครางอย่างเจ็บปวด เฟิงกัดฟันแน่นจนปวดกราม เขาอยากพุ่งออกไป แต่แขนงแม่พันรอบตัวเขาไว้แน่นราวอสรพิษ “อย่า” นางกระซิบเบาแสนเบา “ยังไม่ใช่เวลา”
เสียงกรีดร้องงผู้หญิงจากเรือนถัดไปดังแหลมจนขนลุก เฟิงสะดุ้ง ซูเหมยก็สะท้าน เงาในความมืดงห้องแคบสั่นไหวตามลมหายใจที่ไม่เป็นจังหวะงทั้งคู่
ไม่นาน เสียงดาบหยุดกะทันหัน ตามด้วยความเงียบวาบ ก่อนเสียงฝีเท้าหนักและเสียงลากโลหะกับพื้นดังเข้ามาใกล้ ๆ ประตูเรือน “ค้น!” เสียงหัวหน้าสั่ง “คนงตระกูลหลี่ต้องอยู่ที่นี่”
แผ่นไม้เหนือศีรษะถูกยกออกอย่างหยาบคาย แสงไฟจากคบเพลิงบาดตาจนเฟิงต้องหรี่ตา เขาเห็นเงาร่างสูงงคนชุดดำสองคนก้มมองลงมา ดวงตาหลังผ้าดำเย็นชาเหมือนก้อนน้ำแข็ง
“นี่ไง…ห้องเก็บเมล็ด” หนึ่งในนั้นยิ้มเหยียด “เด็กร้องขี้แยคงซ่อนอยู่ข้างล่าง”
ในเสี้ยวอึดใจนั้น ซูเหมยตัดสินใจเร็วยิ่งกว่าสายฟ้า นางผลักเฟิงให้ถอยหลังจนชิดผนัง ก้มลงหยิบมีดสั้นสำหรับเฉือนผักขึ้นมาจากซอกกระสอบ จากนั้นกระโจนขึ้นเปิดฝาห้องอย่างรวดเร็ว ดันตนเองพรวดขึ้นไปยืนบนพื้นเรือน ดวงตาคู่นั้นที่เคยอ่อนโยนกลับแข็งกร้าว “อย่าแตะต้องลูกข้า!”
ชายชุดดำหัวเราะ “หญิงชาวบ้านถือมีดครัวคิดจะสู้กับพวกเรา?” เขาเงื้อดาบขึ้นสูง
เฟิงเห็นทุกอย่างผ่านช่องแคบงฝ้าไม้ โลกงเขาช้าลงอย่างประหลาด หัวใจเต้นลั่นจนหูอื้อ เขาอยากพุ่งขึ้นไป อยากผลักแม่ออกจากเส้นคมงเหล็ก แต่ร่างงเขาไม่ยอมขยับ
คมดาบฟาดลง—
ทันใดนั้นประายโลหะแวบหนึ่งพุ่งเข้ามาจากมุมลาน ฉวัดเฉวียน! ดาบงชายชุดดำกระเด็นจากมือ ไม้คบเพลิงสะบัดจนไฟแตกกระจาย เงาร่างงหลี่หยางโผเข้ามาตามลำแสง เขากระแทกไหล่ใส่ชายคนนั้นจนล้ม ปึง! แล้วหมุนตัวปัดคมกระบี่งอีกคนที่ฟาดตามมาอย่างเฉียดฉิว
“ไป ซูเหมย!” หลี่หยางตะโกน “พาเฟิงหนี!”
ดวงตางซูเหมยสั่นไหว นางหันมองช่องเปิดงห้องเก็บเมล็ดเสี้ยววินาทีก่อนจะขบกรามแน่น “เฟิง—ขึ้นมา!”
แต่เด็กหนุ่มไม่ขยับ เขากำลังมองร่างงบิดาที่ต่อสู้กับคนสามคนในคราวเดียว เหงื่อไหลท่วมหน้าผาก เลือดซึมที่ไหล่เสื้อ เขาไม่เคยเห็นบิดาต่อสู้แบบนี้มาก่อน—รวดเร็ว เฉียบคม และสิ้นหวังอย่างเงียบงัน
คนชุดดำอีกสองคนวิ่งกรูเข้ามาที่แง่มุมงเรือน ขณะที่หลี่หยางยังติดพันอยู่กับศัตรูด้านหน้า ซูเหมยตวัดมีดสั้นแทงไปข้างหนึ่งโดยไม่ลังเล ร้องสั้น ๆ ฉึก! ชายคนนั้นชะงักและล้มลงจริง แต่ทันทีที่นางเงื้อมีดขึ้นอีกครั้ง คนอีกคนก็หันดาบมาฟาดด้วยความแค้น
“แม่!” เฟิงเผลอตะโกนออกมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงงเขาทำให้สายตาคนชุดดำทั้งหมดหันลงมาที่ช่องเปิดในพื้นในวินาทีนั้นเอง หลี่หยางชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ—และเสี้ยวลมหายใจนั้นเพียงพอให้คมดาบอีกเล่มเฉือนผ่านแขนเขา เลือดพุ่งเป็นสาย
“หนีไป!” เขาคำรามทั้งที่ใบหน้าซีดเผือด แล้วฟาดดาบสวนจนศัตรูเบี่ยงหลบอย่างหวุดหวิด
ซูเหมยกระโดดกลับลงสู่ห้องเก็บเมล็ดอย่างฉับพลัน ผลักเฟิงให้ถอยจนสุดผนัง “ฟังแม่…ตอนนี้—ไม่ใช่เวลาร้องไห้” นางจับแก้มลูกด้วยมือที่สั่น “จงฟังเสียงงเจ้าเอง หายใจเข้า…ออก…แล้วมองหาทางหนี”
น้ำตางเฟิงเอ่อคา แต่เขาพยักหน้า “ข้าจะพาแม่หนี”
ทั้งสองคลานไปตามช่องแคบในห้องเก็บเมล็ดที่ต่อกับช่องทางเล็ก ๆ หลังเรือน—ช่องทางที่บิดาเคยสอนว่ามีไว้ปล่อยอาาศแต่จริง ๆ แล้วยาวพอให้เด็กตัวเล็กมุดออกไปได้ ซูเหมยสอดร่างตามหลังลูก นางหันไปมองด้านบนเป็นครั้งสุดท้าย เห็นเงางสามีที่ยังฟาดดาบต่อสู้อย่างสิ้นหวังในแสงไฟวูบไหว
เสียงไม้แตกดังลั่น หลังคาบางส่วนถูกกระชาก พวกมันตั้งใจจะเผาเรือน หลี่หยางถอยมาตั้งหลักที่ลาน เขาตวัดดาบเป็นวง ปัดารรุมล้อมแยกออกทีละคน “ใครส่งเจ้ามา!” เขาตะโกนถ่มเลือดที่มุมปาก “เหตุใดต้องตามฆ่าคนงตระกูลหลี่!”
หัวหน้าคนนั้นหัวเราะเย็น “บุญหูงเจ้าคงไม่อยากรู้หรอกหลี่หยาง—แค่คำสั่งจากเบื้องสูงพอแล้ว คืนนี้ต้องไม่มี ‘หลี่’ เหลือแม้เงา”
คืนนั้น ลมเหนืออ่อนแรงลง เหลือเพียงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วหมู่บ้าน เสียงเพื่อนบ้านร้องไห้งเฟิงยังดังมาเป็นระยะจากอีกฟาก แต่ทุกเสียงผสานกันเป็นคลื่นเดียว—ความโกลาหลที่กลืนกินทุกสิ่ง
เฟิงกับซูเหมยมุดออกจากปลายช่องทางสู่สวนหลังบ้าน ซึ่งเชื่อมกับทางลับเล็ก ๆ ไปสู่ลำธาร เขาโผล่ศีรษะขึ้นดู ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านสว่างด้วยแสงไฟที่เริ่มลุกจากเรือนสองสามหลัง สะเก็ดเพลิงปลิวว่อนเหมือนฝูงแมลงกระหายเลือด
“ทางนี้” ซูเหมยกระซิบ นางจูงมือเฟิงวิ่งก้ม ๆ ผ่านแนวพุ่มไม้ อย่างระแวดระวัง ทุกก้าวเต็มไปด้วยดินแฉะและรากไม้ที่อาจสะดุดได้ง่าย เฟิงหันกลับไปมองเรือนอีกครั้ง เห็นเงางบิดาในลาน—เล็กลง ๆ ทว่าไม่ยอมล้ม
“แม่ ข้าจะกลับไปช่วยพ่อ” เฟิงหยุดกะทันหัน
“ไม่!” ซูเหมยฝืนเสียงสะอื้น “เจ้าต้องรอด ถ้าเจ้าย้อนกลับไป…เราจะสูญเสียทุกอย่างจริง ๆ”
คำว่า “สูญเสียทุกอย่าง” ฟังดูเหมือนคำสาปที่คมยิ่งกว่าดาบ เฟิงกัดฟัน เขาอยากเถียง อยากกรีดร้อง แต่เสียงแผ่ว ๆ งน้ำในลำธารเตือนให้เขาเดินต่อ
เมื่อทั้งสองใกล้ถึงตลิ่ง เสียงกีบม้าก็ดังขึ้นจากแนวทางลัดด้านข้าง เฟิงชะงัก เห็นแสงคบเพลิงหลายดวงส่องวูบวาบผ่านช่องไม้ไผ่ มีคนชุดดำอีกกลุ่มกำลังลาดตระเวนทางหนี “มันต้องอยู่แถวนี้!” หนึ่งในนั้นตะโกน “ตรวจทุกพุ่มไม้!”
ซูเหมยก้มลง พึมพำสั้น ๆ เหมือนสวดมนต์ นางผลักเฟิงให้คืบลงไปในร่องดินชื้นหลังแนวหิน “นอนราบ…อย่าหายใจแรง” นางเองก็นอนแนบลงข้าง ๆ โอบกอดลูกชายไว้แน่นจนเขาได้ยินเสียงหัวใจงแม่เต้นแรงรัว
คนชุดดำสองคนเดินมาใกล้ ๆ ปลายดาบแหวกพุ่มไม้ทีละกอ แสงไฟกวาดไปมาเหนือศีรษะงทั้งคู่ เฟิงรู้สึกได้ถึงไอร้อนจากคบเพลิงและกลิ่นน้ำมันดิบ เขาหลับตาแน่น ทุกวินาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานยิ่งกว่าหนึ่งวันเต็ม ๆ
“ไม่มีอะไรทางนี้” เสียงหนึ่งบ่น “ไปต่อทางลำธาร!” ฝีเท้าไกลออกไปทีละน้อย เฟิงค่อย ๆ ลืมตา
ซูเหมยผ่อนลมหายใจช้า ๆ นางแตะผมงเฟิง “เราจะไปที่ผาว่าง—จำได้ไหม ทางตอนเหนืองลำธาร”
เฟิงพยักหน้า เขาจำได้ ผาว่างเป็นหน้าผาขรุขระที่ชาวบ้านไม่ค่อยไปเพราะมีหินลื่น น้ำตกเล็ก ๆ ไหลลงสู่เหวตื้น ทว่ามีถ้ำเล็ก ๆ หลบฝนได้ บิดาเคยพาเขาไปพักเมื่อหลายปีก่อนระหว่างแบกไม้กลับหมู่บ้าน
ทั้งสองวิ่งไปตามแนวลำธารอย่างระวัง กระโดดพ้นหินและรากไม้ ใจงเฟิงทุบอกเหมือนกลองสงคราม ทุกครั้งที่หันกลับ เขาจะเห็นแสงไฟงหมู่บ้านสว่างขึ้นเรื่อย ๆ เสียงกรีดร้องเริ่มจางในลม แต่มิได้หายไป
เมื่อถึงเชิงผาว่าง อาาศเย็นชื้นจนไอน้ำเาะตามคิ้ว น้ำตกเล็ก ๆ ส่งละอองกระเซ็นเข้าหน้า เฟิงชี้ไปทางช่องหินที่จำได้ว่าพอจะเข้าไปซ่อนตัวได้ “ตรงนั้น!”
ซูเหมยพยักหน้า ทั้งสองเริ่มไต่หินอย่างระมัดระวัง ทว่าพื้นหินลื่นยิ่งกว่าที่คิด ไม้รองเท้างเฟิงลื่นไถล เขาต้องคุกเข่าคืบ คล้ายสัตว์ตัวหนึ่งกำลังตะเกียกตะายขึ้นฝั่ง
เสียงแหลมจากนกกลางคืนหวีดร้องเหนือหัว ก่อนถูกกลบด้วยเสียงหวีดงลูกธนูแหวกอาาศ ฟู่วว! หินใกล้ฝ่าเท้าซูเหมยแตกกระจาย เศษหินสะบัดเข้าหน้าทั้งสองคน “มันอยู่ตรงนี้!” เสียงคนชุดดำจากด้านล่างคำราม “ยิง!”
ลูกธนูอีกดอกเฉียดไหล่งเฟิงไปอย่างหวุดหวิด เขาเผลอหลุดมือ เล็บที่เกี่ยวบหินหลุดออกพร้อมเศษดิน ร่างงเขาไถลลงสองช่วงตัว “เฟิง!” ซูเหมยคว้าแขนเขาไว้ทันเวลา ความเจ็บแล่นวาบจากข้อมืองนางแต่ก็ยังฝืนดึง
“แม่—”
“ปีนขึ้นไป!” นางกัดฟัน “เร็ว!”
ลูกธนูชุดต่อไปพุ่งมาชุดใหญ่ราวฝน-่า เฟิงดึงตัวขึ้นไปได้อีกครึ่งช่วง ทว่าเสียงเชือกเสียดสีกลับดังขึ้นจากด้านล่าง—คนชุดดำเริ่มไต่ตามขึ้นมาทางเชือกตะ “กอดหินไว้!” ซูเหมยตะโกน “อย่ามองข้างล่าง!”
แต่เฟิงมองไปแล้ว เขาเห็นไฟจากคบเพลิงสะท้อนใบหน้าที่ถูกผ้าดำปิด แววตางพวกมันเหมือนดวงไฟเล็ก ๆ จำนวนมากที่อยากกลืนกินทุกอย่าง เขากลืนน้ำลาย พยายามบังคับให้มือไม่สั่น
ซูเหมยมองขึ้นไปยังช่องหินเบื้องหน้า—อีกเพียงหนึ่งช่วงตัวก็ถึงถ้ำเล็ก ๆ นางดันหลังลูกชายเต็มแรง “ไป!”
เฟิงรวบรวมแรงทั้งหมด โหนตัวขึ้นคว้าบปากถ้ำได้สำเร็จ เขาหันกลับไปยื่นมือให้มารดา “จับมือข้า!”
ซูเหมยเอื้อมมือขึ้น รอยยิ้มฝืน ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ลูกงแม่เก่งที่สุด…เฟิงเอ๋อร์” นางจับมือเขาแน่น—แน่นพอที่จะบอกว่ารัก แต่แผ่วพอที่จะไหลหลุดในวินาทีต่อมา
ธนูดอกหนึ่งแทงทะลุแผ่นหลังงซูเหมย นางสะดุ้ง เบิกตากว้าง เลือดแดงเข้มผุดออกจากริมฝีปาก เฟิงกรีดร้อง “ไม่นะ!” เขาคว้าแขนงแม่ไว้สุดแรง แต่น้ำหนักงร่างที่เริ่มหมดแรงทำให้มือเขาลื่นจากเลือดที่อุ่นร้อน
“หนีไป…เฟิงเอ๋อร์” เสียงงนางเบาราวลมหายใจสุดท้าย “อย่าหันกลับมา…”
มืองเฟิงหลุด ร่างงซูเหมยไถลลงตามผาหยาบช้า ๆ ราวภาพฝันร้าย ก่อนตกกระแทกพื้นหญ้าเปียกน้ำด้านล่างอย่างไร้เสียง ไฟคบเพลิงสะท้อนเลือดงนางเป็นแสงแวววาวเหนือหญ้าและหิน
โลกงเฟิงแตกสลาย ณ จุดนั้นเอง ความเงียบอื้ออึงกลายเป็นเสียงหวีดในหู เขาอยากกระโดดลงไป แต่คนชุดดำสองคนไต่ขึ้นมาเกือบถึงตัวแล้ว เฟิงไม่รู้ว่าร่างงเขาขยับอย่างไร เขาจำได้เพียงว่าเปล่งเสียงคำรามเหมือนสัตว์ป่า แล้วกระโจนออกจากปากถ้ำลงไปในความมืด—ไม่ใช่ลงไปหาพวกมัน—แต่ลงสู่ช่องหินอีกด้านซึ่งเขาจำได้ว่ามีทางแคบสู่หน้าผาอีกชั้นหนึ่ง
พื้นหินที่รองรับไม่ได้มีให้เลือกมากนัก เท้างเขาลงผิดมุม พื้นลื่นเหมือนชโลมน้ำมัน เขาเสียสมดุล รู้ตัวอีกที โลกก็พลิกกลับหัว—ร่างงเขากำลังร่วงลงสู่เหวตื้นที่น้ำตกเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ความเย็นชื้นตบหน้าเหมือนฝ่ามืองภูเขา เฟิงหมุนคว้างกลางอาาศ เห็นแสงคบเพลิงกระจายเป็นเส้นยาวบนฟ้า ได้ยินเสียงคนตะโกน “ตกไปแล้ว!” ก่อนที่เสียงทั้งหมดจะจมหายไปในเสียงน้ำคำราม
สายน้ำโถมทับร่างจนปอดบีบ เขาพยายามดิ้น มือคว้าหินใต้น้ำแต่ลื่น เขากลั้นหายใจจนตาวาวแสง โชคช่วยอย่างประหลาด ร่างงเขาถูกกระแสน้ำดันเข้าไปติดซอกหินแคบ ๆ ที่อยู่ใต้บหน้าผา น้ำไหลผ่านศีรษะไปอย่างบ้าคลั่งแต่มีช่องว่างพอให้เขาโผล่เหนือผิวน้ำได้ เฟิงไอออกมาแรงจนเลือดคละกับน้ำลาย ร่างายปวดร้าวไปหมด
เขาไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนก่อนที่เสียงฝีเท้าด้านบนจะค่อย ๆ ห่างออกไป เหลือเพียงเสียงน้ำตกและลมหายใจงตนเอง เฟิงพยายามดันตัวให้พ้นซอกหินเล็ก ๆ คืบคลานไปตามบโขดหินใต้หน้าผาที่มีเนื้อที่เพียงพอให้คนคนหนึ่งนอน เขาพลิกตัวนอนหงาย แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำผ่านม่านน้ำจาง ๆ
ดวงจันทร์แดงก่ำเหมือนผลทับทิมที่มีรอยร้าวกลางลูก ความหนาวแทรกเข้าไปถึงกระดูก แต่ความเจ็บปวดในอกยิ่งกว่า—ความจริงว่ามารดาเพิ่งจากไปต่อหน้า และบิดาอาจไม่มีโอาสรอด
น้ำตาไหลออกจากหางตาโดยที่เขาไม่รู้ตัว มันผสมกับละอองน้ำตกจนไม่รู้ว่าไหนคือน้ำตา ไหนคือหยดน้ำ ฝ่ามืองเขาร้อนรุ่มทั้งที่ร่างายเย็นเยียบ เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามืออีกครั้ง เลือดซึม และความเจ็บเล็ก ๆ นั้นกลับช่วยยืดสติงเขาไว้ไม่ให้จมดิ่ง
“ข้า…จะไม่ลืม” เขาพึมพำในความมืด เสียงสั่น “ข้าจะจดจำทุกหยาดเลือดงคืนนี้ ข้าจะจดจำดวงตางพวกมัน…ข้าจะกลับไป”
ลมเหนือพัดหวนอีกครั้ง พาเอากลิ่นคาวเลือดจากบนหมู่บ้านลอยลงมา เฟิงหลับตาแน่น ภาพสุดท้ายก่อนสติจะเลือนหายคือเงาจันทร์แดงซึ่งสั่นไหวบนผืนน้ำราวกับกำลังร้องไห้
ในความมืดทึบที่คืบเข้ามา มีบางสิ่งปลายแหลมกรีดผ่านสำนึก—เสียงแก่เฒ่าแหบพร่าดุจสายลมพัดผ่านกกหู “ยังไม่ตายรึ…เด็กน้อย”
เฟิงอยากขยับตัว แต่ร่างายหนักราวหิน ทว่าคำพูดนั้นเหมือนสายเชือกเล็ก ๆ ดึงสติงเขาให้อยู่กับร่างนี้อีกชั่วขณะ
“หากเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่…” เสียงนั้นห่างไกลจนแทบเป็นความฝัน “จงอย่าปล่อยมือจากความแค้น”
ความมืดปิดเปลือกตางเฟิงสนิท เขาปล่อยตัวให้ไหลลอยไปกับสายน้ำใต้หน้าผา ราวกับทั้งโลกนี้เหลือเพียงเสียงน้ำตกและเสียงหนึ่งที่เลือนหายไปในกระแสลม—เสียงที่ไม่รู้ว่าเป็นเพียงภาพหลอน หรือเป็นเงาแรกงโชคชะตาที่กำลังจะลากเขาออกจากเหวลึกไปสู่เส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับ
คืนโลหิตยุติลงตรงนั้น—แต่แผลงมันจะไม่ยุติลงในหัวใจงหลี่เฟิงเตลอดาล.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??