เรื่อง เนื้อ-นม-ไข่: ฮาเร็มแวมไพร์สายกาว NC 25+
ตอนที่ 1
ณ ดินแดนอันไกลโพ้น…สุดขอบชายฝั่งของทวีปธารินเทีย
ที่ซึ่งเกลียวคลื่นบ้าคลั่งโหมซัดสาดเข้าใส่แนวโขดหินโสโครก จนแตกกระเซ็นเป็นฟองฝอยสีขาวโพลน ภายใต้อาณัติของดวงตะวันที่สาดแสงแผดเผาอย่างไร้ความปรานี
บนหน้าผาสูงชันที่ตั้งตระหง่านท้าทายมฤตยู ปรากฏร่างของนักผจญภัยสาวสามนางในชุด ‘บิกินี’ ตัวจิ๋ว…ที่กำลังปีนป่ายไต่ระดับความสูงขึ้นไปอย่างทุลักทุเล
หยาดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายและไหลอาบชโลมเรือนร่างที่ร้อนผ่าว จนผิวกายเนียนละเอียดดูมันวาวสะท้อนแสงแดด
ผิวสัมผัสของหินผานั้นลื่นปรื๊ดจากละอองน้ำทะเล มิหนำซ้ำยังมีกระแสลมกรรโชกแรงคอยพัดกระหน่ำ ทำให้ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวต้องใช้สมาธิอันแน่วแน่
เพราะเพียงก้าวพลาดแค่เสี้ยววินาที นั่นหมายถึงการร่วงหล่นสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรเบื้องล่าง!!
“ระวังตัวด้วย!! ข้าเกรงว่าพายุเบื้องบนะยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงกว่านี้!!”
เสียงหวานแต่ทรงพลังของผู้นำกลุ่มตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวของสายลม เรือนผมสีทองสยายลู่ไปด้านหลัง นัยน์ตาสีฟ้าครามจับจ้องไปยังยอดผาด้วยความมุ่งมั่น
หญิงสาวผมสีน้ำตาลหม่นที่ไต่ตามมาติดๆ เงยหน้าขึ้นสู้แรงลม
“จิณ…ข้าสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานมหาศาลที่กำลังกระเพื่อมไหวู่เหนือหัวพวกเรา…ลูกแก้วแห่งอำนาจต้องู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่!!” เธอตะโกนตอบกลับ
ดวงตาสีมรกตเปล่งประกายวาววับด้วยความหวัง แม้หยาดเหงื่อะไหลรินเข้าตาก็ตาม
“นับเป็นข่าวดีที่สุด!!” จิณหันมาส่งยิ้มรับ
“แต่กระแสลมบนหน้าผานี้…รุนแรงเกินกว่าที่คาดไว้มาก”
สาวน้อยรู้สึกว่านิ้วมือที่เกาะู่เริ่มเกร็งและสั่นระริก เพราะแรงแขนยังไม่เท่าเพื่อนของเธอ
ทันใดนั้น…สายลมกรรโชกแรงราวกับพายุขนาดย่อมก็พัดปะทะร่างของสาวน้อยที่กำลังบ่นอุบ จนตัวเธอปลิวละลิ่วร่วงหล่นลงไปในทันที!!
“อ๊ายยย…ช่วยด้วย!!” เสียงตะโกนลั่นดังก้องไปทั่ว พร้อมหัวใจที่หล่นตุ้บ
“อริสา!!” จิณกรีดร้องลั่น เมื่อเห็นร่างของเพื่อนสาวร่วงหล่นจากหน้าผาไปต่อหน้าต่อตา
แต่ไม่ถึงวินาที…เสียง ตึง!! ดังขึ้นพร้อมแรงกระชากเล็กน้อย
ร่างของอริสาถูกเชือกที่รัดเอวไว้กับอุปกรณ์สุดล้ำหยุดเอาไว้ทัน
“ข้า…ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว” อริสาส่งสายตาตกใจ หัวใจเต้นแรง หางเปียก้างปลายาวถึงสะโพกยังไกวไปมา ก่อนหัวเราะเบาๆ
“เห็นฤทธิ์สิ่งประดิษฐ์ของข้าหรือยังล่ะ?”
สาวน้อยอีกคนหัวเราะพลางดึงเชือก
“ไม่มีข้า…เจ้าคงได้อาบน้ำทะเลฟรีแล้วล่ะ”
“หูววว…ไม่น่าะได้อาบน้ำทะเลนะ” อริสาหันมองลงไปด้านล่าง เห็นโขดหินนับร้อยรอให้ร่างของเธอตกลงไปกระแทก
“ปลอดภัยกันก็ดีแล้ว สิ่งประดิษฐ์ของเจ้าวิเศษจริงๆ” จิณถอนหายใจเล็กน้อย พลางส่ายหน้าให้กับความวุ่นวาย
สายลมแรงจากหน้าผายังคงพัดปะทะ ทำให้เส้นผมของพวกเธอปลิวไสวราวกับมีชีวิต
“หัดขอบใจความอัจฉริยะของท่านการ์เน็ตคนนี้ซะบ้างนะ”
เด็กสาวผมเปียคู่สีน้ำเงิน ก้มมองพลางเอ่ยทวงคำขอบคุณจากคนที่เพิ่งรอดตายด้วยผลงานชิ้นเอกของเธออย่างมีจริต
“จ้าๆ อริสาคนนี้ติดหนี้บุญคุณท่านการ์เน็ตครั้งใหญ่เข้าให้แล้วล่ะ”
สิ้นคำ…ทั้งสองก็ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน จนดังก้องไปทั่วบริเวณ
“รีบตามข้าขึ้นมาเร็วเข้า!! ขืนปีนต้านลมู่นานกว่านี้คงไม่ดีแน่!!” จิณตะโกนบอกลูกทีมเสียงดังแข่งกับลม
“ค่าาา!!” ทั้งสองที่รู้ดีว่าหัวหน้าไม่ได้ล้อเล่น รีบรับคำแล้วเร่งฝีเท้าไต่ตามขึ้นไปทันที
ในที่สุด ทั้งสามก็ก้าวพ้นขอบผาเข้าสู่โถงถ้ำอันลี้ลับ…กลิ่นอับชื้นและเสียงคลื่นทะเลที่สะท้อนก้องผนังหิน สร้างบรรยากาศที่ดูโอ่อ่าทว่าน่าขนลุกในคราวเดียวกัน
“ข้าเห็นร่องรอยบางอย่าง…”
อริสาพึมพำพลางชี้ไปยังรอยเท้าบนหน้าผา
“ดูไม่ออกเลยว่าเป็นของมนุษย์หรือสัตว์…หรือะเป็นเพียงรอยขูดขีดไร้ความหมายจากอดีตกันแน่?”
“พวกเราต้องระวังตัว…ถ้าเบาะแสของลูกแก้วซ่อนู่ที่นี่ สิ่งที่สิงสถิตู่ข้างในก็อาจไม่ใช่พันธมิตร”
จิณเดินไปหยุดู่ที่เบื้องหน้าเสาหินโบราณที่ตั้งตระหง่าน น้ำเสียงของเธอทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ช่างมันเถอะ…ก็น่าตื่นเต้นดีไม่ใช่หรือ? บางทีพวกเราอาจกำลังก้าวเข้าสู่หน้าหนึ่งของตำนาน…หรือไม่ก็แค่ถูกต้มจนสุกอีกครั้ง”
การ์เน็ตหัวเราะในลำคอ พลางยกตะเกียงขึ้นส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด
แสงวับแวมจากตะเกียงสาดไปกระทบเถาวัลย์ที่พันระโยงรยางค์ไหวไปตามแรงลม เผยให้เห็นซอกหินแคบๆ และเส้นทางลึกลับที่ทอดตัวลึกเข้าไปเบื้องหน้า…ดูเหมือนว่าซากวิหารในตำนานะถูกซุกซ่อนู่ภายใต้เงามืดแห่งนี้จริงๆ
“พบแล้ว…ซากวิหารโบราณ” อริสายืนนิ่งขึงด้วยความตกตะลึง ไม่ต่างจากสหายอีกสองคนที่ตกู่ในภวังค์เช่นกัน
“เหลือเชื่อ…วิหารหลังเบ้อเริ่มขนาดนี้ มาซ่อนตัวู่ในซอกหลืบมืดๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน?”
การ์เน็ตพึมพำ พลางแหงนหน้ามองความอลังการเบื้องหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย
“เข้าไปดูข้างในกันเถอะ…อย่าประมาทล่ะ”
จิณก้าวเท้านำไปเป็นคนแรก พร้อมดาบศักดิ์สิทธิ์ที่กำพร้อมในมือขวา และโล่ยักษ์ที่จับมั่นในมือซ้าย
ทั้งสามสำรวจซากวิหารที่ดูราวกับถูกทิ้งร้างมานานนับปี พลางฉงนใจ…เหตุใดสถานที่เช่นนี้จึงตั้งู่กลางถ้ำริมผาทะเลได้?
“นอกจากเสาและผนังหินเหล่านี้ ดูเหมือนะไม่มีอะไรเลยนะ?” การ์เน็ตที่ส่องตะเกียงไปรอบๆ บอกถึงความว่างเปล่า
“ยังหรอก…ข้าสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างข้างหน้า” อริสาที่เป็นจีโอแมนเซอร์รับรู้บางสิ่งได้อย่างชัดเจน
จิณยังคงนำหน้าไปอย่างช้าๆ แต่มั่นคง พาลาดินสาวรอบคอบและไม่มีคำว่าประมาทกับสถานการณ์เช่นนี้
“ข้างหน้า…มีแ่หินู่ เหมือนะมีบางอย่างาู่บนนั้น”
อริสาเอ่ยพลางเพ่งมองไปในความมืด แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ต้องอย่างนี้สิ…ค่อยน่าตื่นเต้นหน่อย!!” การ์เน็ตเอ่ยพลางยิ้มระริก ดวงตาสีแดงของเธอเปล่งประกายด้วยความอยากรู้
“ใจเย็นก่อน” จิณยกมือห้าม ก่อนที่หญิงซ่าะพุ่งเข้าไปเพียงลำพัง
จนเมื่อทั้งสามก้าวมาถึงแ่พร้อมกัน ก็ได้เห็นชัดว่าบางสิ่งที่เห็นเป็นเพียงเงาร่างในคราแรก แท้จริงแล้วคือโลงศพหินที่ถูกฝุ่นจับหนาแน่น จนบรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้ง เย็นยะเยือก และอบอวลด้วยความหวาดหวั่นยากะอธิบาย
“ใช่หรือเปล่า?” จิณหันถามอริสา
“ตรงนี้แหละ” สาวตาสีเขียวมรกตยืนยัน
“งั้นก็มาเปิดฝาโลงเถอะ…ข้ารอไม่ไหวแล้ว ะเป็นลูกแก้วสีอะไรน้า…?” การ์เน็ตผู้ซุกซนตาวาวเป็นประกาย
ทั้งสามพยายามช่วยกันงัดฝาโลงขึ้นมา ทว่ามันทั้งหนักและแน่นมาก…แน่นเสียจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย จนทั้งสามต้องหยุดมือหันมาปรึกษากันใหม่
“พยายาม…จนหมดแรงแล้วนะ…ะเอายังไงกับโลงศพนี่ดี?” อริสาถามไปหอบไป สายตามองโลงศพหินที่ยังปิดสนิทอย่างไร้ทางสู้
“ในเมื่อเปิดดีๆ ไม่ได้…ข้าะใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ผ่ามันออกเอง” จิณเสนอเสียงเรียบพลางกระชับด้ามดาบ เตรียมปลดปล่อยพลังเพื่อทลายศิลาเบื้องหน้า
“งานนี้มันต้องบึ้มสถานเดียว…ตูมเดียวรู้เรื่อง เปิดออกชัวร์!!” การ์เน็ตผู้บ้าระห่ำเสนอพร้อมโชว์สิ่งประดิษฐ์ในมือ
แววตาของเธอเป็นประกายวาววับอย่างคนที่ไม่แคร์ผลกระทบ ขอแค่ได้เห็นสิ่งทีู่่ข้างในเป็นพอ
“ถ้าเจ้ามั่นใจขนาดนั้น…ก็ลองดู แต่เพลาแรงลงหน่อย อย่าให้วิหารนี้ถล่มลงมาทับพวกเราตายเสียก่อนล่ะ”
จิณเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงคำเตือน ในฐานะผู้นำที่ยังคงมีสติท่ามกลางความบ้าคลั่ง
เธอตัดสินใจยอมถอยให้แมชชีนิสต์สาวได้ลงมือ เพราะรู้ดีว่าเมื่อดวงตาสีแดงฉานของการ์เน็ตวาวโรจน์ถึงเพียงนี้…ห้ามไปก็เสียเวลาเปล่า
“จัดให้เลย…พวกเจ้าถอยไปให้ไกลหน่อย เดี๋ยวเสียงตูมตามะทำให้ตกอกตกใจกันเสียก่อน” ว่าแล้วการ์เน็ตก็เริ่มติดตั้งระเบิดขนาดเล็กอย่างคล่องแคล่ว
ด้านข้างซ้ายขวาฝั่งละสอง ก่อนเสริมที่ส่วนหัวและท้ายอีกอย่างละลูก รวมเป็นหกลูกถ้วน
ร่างเพรียวบางวิ่งแจ้นกลับมาสมทบกับจิณและอริสาที่หลบู่หลังเสาหินใหญ่ห่างออกไปร่วมร้อยก้าว
ไม่นานนัก…เสียงระเบิดกัมปนาทก็แผดดังสนั่นต่อเนื่องกันเป็นชุด แรงสั่นสะเทือนทำให้เศษฝุ่นและก้อนหินร่วงกราวลงมาจากเพดานถ้ำอย่างน่ากลัว
เมื่อเสียงสะท้อนสุดท้ายจางหายไป ความเงียบงันก็กลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของพวกเธอท่ามกลางกลุ่มควันโขมง
“กะแรงระเบิดได้แม่นสุดๆ ไปเลยนะเนี่ย” อริสาเอ่ยชมอย่างจริงใจ
“นี่ใคร…นี่ใคร” การ์เน็ตอมยิ้มพลางยืดอกอวดตัวเล็กน้อย
ทั้งสามค่อยๆ ก้าวเท้ากลับไปยังจุดที่ควันยังคงลอยวน ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าโลงศพที่ปิดตายนั้นะเปิดออก และเผยให้เห็นของวิเศษในตำนานที่พวกเธอตามหา
“ข้าว่ามันแปลกๆ นะ ระวังด้วย” จิณเหมือนสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ชั่วร้าย
และเมื่อทั้งสามสาวในชุดบิกินีเดินกลับมาถึงแ่ก็ต้องพบความประหลาดใจขั้นสุด
“ฮิๆๆ ต้องอย่างนี้สิ สุดยอดไปเลย” การ์เน็ตชอบใจเมื่อเห็นว่ามีร่างเปลือยที่สุดกำยำของชายหนุ่มหลับใหลู่บนแ่
“ว้าว…อะไรมันะใหญ่ขนาดนี้เนี่ย?” อริสาหน้าแดงก่ำเมื่อสายตาปะทะเข้ากับ ‘ความภาคภูมิใจ’ ที่ตั้งตระหง่านู่กลางหว่างขาของบุรุษผู้นั้นอย่างจัง
“-่าอะไรกันเนี่ย!!” นักรบแห่งแสงสบถออกมา เมื่อสายตาสบเข้ากับร่างชายผมยาวสีเงินเบื้องหน้า…ชายที่เธอรู้สึกได้ทันทีว่าอุบาทว์ตาเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
เสียงฝุ่นหินยังคงร่วงกราวเมื่อร่างเปลือยของชายหนุ่มเริ่มขยับทีละน้อย กล้ามเนื้อทั่วเรือนร่างเคลื่อนไหวราวสัตว์ยักษ์ที่เพิ่งตื่นจากการจำศีลอันยาวนาน
“เขา…ขยับ!!” อริสาอุทานเสียงสั่น มือไม้รีบไขว้หากันราวกับกลัวะเผลอไปแตะสิ่งต้องห้าม
“ถอยก่อน!!” จิณคำรามเสียงเข้ม พลันถอยหลังสามก้าวพร้อมตั้งโล่ยักษ์ขึ้นบังด้านหน้าด้วยสัญชาตญาณนักรบ
ในขณะที่การ์เน็ตกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ตาโตวาววับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแทนความหวาดกลัว
เสียงหายใจแรกดังขึ้น…หนัก อุ่น และเป็นจังหวะราวคำร่ายเวทเก่าแก่ที่สะกดอากาศให้หยุดนิ่ง
ชายหนุ่มบนแ่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงเนตรสีแดงเข้มราวโลหิตสะท้อนแสงตะเกียงอย่างน่าพรั่นพรึง
เขาขยับคอทีหนึ่ง ก่อนบิดเอวดัง กร๊อบ!! แล้วแหงนหน้าขึ้นหาวยาวสุดชีวิต จนสะท้อนก้องไปทั่วโถงวิหาร ให้ผนังหินสั่นสะเทือน
“อืมมม…หลับสบายชะมัด”
สามสาวมองหน้ากันไปมา…คนหนึ่งเริ่มกำดาบศักดิ์สิทธิ์แน่น อีกคนขยับไปซ่อนตัวหลังโล่ยักษ์ ส่วนคนสุดท้ายกลับเต็มไปด้วยสีหน้าอยากรู้
ชายหนุ่มยันกายขึ้นเต็มความสูง กล้ามเนื้อแน่นเรียงเป็นลอนภายใต้แสงตะเกียงที่สะท้อนผิวซีดราวหินจันทรา เขาเหยียดแขนออก พลันแสยะยิ้มมุมปาก
“ข้านอนไปนานเท่าใดแล้วหนอ…กลิ่นอับเช่นนี้ ยังู่กับข้าไม่เปลี่ยนเลยสินะ”
เสียงทุ้มต่ำก้องสะท้อนในวิหาร คล้ายพึมพำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“เจ้าเป็นใครกัน?” จิณถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว โล่ยักษ์ในมือยังจับมั่น
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสีแดงเรื่อฉายประกายเยียบเย็นกลางความมืด เขาเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ริมฝีปากแสยะรอยยิ้มบาง คล้ายขบขันต่อความหวาดระแวงของผูู้่เบื้องหน้า
“ข้าคือนามแห่งฝันร้ายที่ะหวนคืนมาทวงโลกใบนี้!! ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
เขาพึมพำด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แผ่วเบาจนน่าขนลุก ก่อนะระเบิดเสียงหัวเราะคลุ้มคลั่งที่ดังกังวานไปทั่วอากาศอันเย็นเยือก ราวกับคำประกาศกร้าวของจอมราชัน
จิณขมวดคิ้วแน่น ความอึดอัดแล่นวาบขึ้นกลางอก
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” เธอถามเสียงเข้ม เพราะสัมผัสได้ชัดว่าพลังรอบกายชายผู้นี้ล้วนแต่ชั่วร้ายและหนาวเย็นดุจเงามรณะ
อริสาอ้าปากค้าง…แก้มแดงจัดเหมือนโดนเวทอัคคีแผดเผา
“ฮิๆๆ พูดได้เข้ากับหน้าดีแท้!! นี่มันพระเอกหื่นในตำนานชัดๆ” ส่วนการ์เน็ตกลับหัวเราะร่วน
“พระเอกงั้นหรือ?”
ชายหนุ่มยกมือเสยผมพลางหัวเราะเบาๆ
“ไม่สิ…ข้าคือเซเวียร์ ราชาแวมไพร์ต่างหาก!!”
“เป็นไปไม่ได้…พวกมันสูญพันธุ์ไปนานแล้ว” จิณเถียงกลับทันที
“สงครามกวาดล้างเผ่าแวมไพร์สิ้นสุดไปหกสิบเจ็ดปีแล้วนะ” อริสาเสริมด้วยน้ำเสียงมั่นใจจากความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา
“เช่นนั้นก็หมายความว่า…ข้ายังฟื้นคืนในร่างใหม่นี้ได้ไม่นานนักสินะ”
เซเวียร์ยืดอก ยิ้มแยกเขี้ยวมุมปากอย่างมั่นใจ เผยเรือนกายที่เต็มไปด้วยแรงยั่วยวน
“โชคดีแท้ที่ยังงดงามดังเดิม”
“โดยเฉพาะตรงนั้น…ดูะทรงพลังเป็นพิเศษนะ” การ์เน็ตว่าเสียงพร่าขณะเหลือบตามองสิ่งที่ชูชันขึ้นมาจนถึงสะดือ
“แน่นอนสิ…เพราะสิ่งนี้มีไว้เพื่อมอบความสุขให้กับประชากรครึ่งโลกเชียวนะ ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
“อย่าบอกนะว่าเจ้าพูดจริง” จิณกัดฟัน แน่นน้ำเสียงแข็ง แต่แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อว่าชายเบื้องหน้าะกล้าเอ่ยคำเช่นนั้นออกมา
“ฮาเร็มของข้านี่แหละ…สรวงสวรรค์สำหรับผู้หญิงทุกนาง ที่ะได้ลิ้มรสความสุขจากจอมราชันเช่นข้า”
เซเวียร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวประกาศลิขิต
“ข้าะสร้างโลกที่เทพีทั้งหลายต้องมาคลานขอความสุขจากข้า ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
การ์เน็ตถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนตัวงอ
“ฮิๆๆ เจ้านี่มันบ้าได้ใจเลย!! ชอบๆ” สาวผมน้ำเงินน้ำตาเล็ด…หัวเราะพลางตบเข่าดัง ป้าบ!! ราวกับได้เจอคนในฝันด้านมืดของตัวเอง
อริสากลับยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างก่อนเบือนหน้าหลบเล็กน้อย…แก้มขาวซีดของเธอขึ้นสีระเรื่อ
“ชะ…ชายผู้นี้ พูดเรื่องบัดสีเช่นนั้นได้อย่างไม่อายเลย”
ทว่าปลายนิ้วของเธอกลับกำไม้เท้าวิเศษแน่น แววตาซ่อนประกายบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่กล้ายอมรับ
ส่วนจิณเพียงแค่สบตากับรอยยิ้มบ้าคลั่งนั้น หัวใจของผู้นำสาวก็เต้นแรงอย่างไม่เข้าใจ
[สิ่งที่เขาเป็น…มันเกินกว่าที่ตาเห็น]
เธอคิดในใจ
[ชายผู้นี้…อันตรายยิ่งกว่าอสูรใดที่ข้าเคยเผชิญ]
และในวันนี้เอง…ตำนานแห่ง ‘ราชันไร้อาภรณ์’ ผู้ที่ะสั่นคลอนทั้งโลกและสาวๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น!!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??