เรื่อง เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ
รัชสมัยถังคือยุคสมัยี่แผ่นดินมังกรสว่างไสวด้วยแสงไฟแห่งอารยธรรมและความมั่งคั่ง บ้านเมืองรุ่งเรืองถึงขีดสุด วิถีชีวิตของผู้คนสะท้อนผ่านความหรูหราของแพรพรรณและเสียงดนตรีี่ดังก้องตามเหลาอาหารทั่วทุกหัวระแหง ทว่าท่ามกลางความศิวิไลซ์ของเมืองหลวง กวางโจวกลับเป็นอีกหนึ่งโลกี่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันแตกต่าง
กวางโจว คือเมืองท่าี่มิเคยหลับใหล ตั้งู่ริมชายฝั่งี่สายน้ำจูเจียงพัดพาเอาความร่ำรวยาโพ้นทะเลเข้ามาสู่แผ่นดิน วิถีชีวิตี่นี่เต็มไปด้วยความพลุกพล่านของพ่อค้าต่างชาติชาวเปอร์เซียและอาราเบีย เสียงตะโกนเจรจาพาทีผสมปนเปไปกับกลิ่นเครื่องเทศี่โชยมาตามลม ท้องถนนปูด้วยหินกว้างขวางเรียงรายด้วยร้านรวงล้ำค่า เป็นเมืองี่ความโลภและความดีงามเดินปะปนกันู่ในเงาของต้นนุ่นี่ชูช่อแดงสะพรั่ง
และท่ามกลางความวุ่นวายี้เอง ีสถานี่หนึ่งี่ตั้งตระหง่านเป็นี่พึ่งของเหล่านักเดินทางและพ่อค้าทั่วหล้า... “สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย”
สำนักเจิ้นเหว่ยีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะสำนักคุ้มกันภัยอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ ปัจจุบันนำโดย กัวเฟิง ยอดฝีมือฉายา "หอกคุณธรรมฟ้าคำรณ" ผู้ีวรยุทธแ่้าและีสายสัมพันธ์กว้างขวาง ทั้งยังเป็นี่เคารพรักของชาวยุทธฝ่ายธรรมะในฐานะผู้ยึดมั่นในสัจจะและคุณธรรมอย่างเคร่งครัด สำหรับคนในกวางโจว สำนักเจิ้นเหว่ยคือสัญลักษณ์ของความปลอดภัย สินค้าชิ้นใดี่ีป้ายชื่อสำนักี้ประดับู่ ย่อมเป็นี่ครั่นคร้ามแก่เหล่าโจรป่าและชาวยุทธฝ่ายอธรรมจนมิีใครกล้ากล้ำกราย
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศี่ดูเหมือนจะสงบเงียบ ข่าวลือสายหนึ่งกลับแพร่สะพัดไปทั่วยุทธภพประดุจไฟลามทุ่ง... “คดีฆ่าล้างตระกูลไป๋”
ข่าวการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมี่เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือ ก่อใ้เกิดคลื่นความโกรธแค้นในหมู่ชาวยุทธฝ่ายธรรมะเป็นอย่างมาก ตระกูลไป๋ผู้ทรงคุณธรรมกลับถูกถอนรากถอนโคนด้วยน้ำมือของมารหน้ากากขาวและพรรค ทั่วทั้งแผ่นดินต่างพากันสาปแช่งและออกตามหาตัวฆาตกรใจอำมหิต
แต่ทว่า... หลังาเุา์ในืเลือดั้ มารหน้ากากขาวกลับหายตัวไปประดุจควันไฟี่สลายไปในอากาศ แม้จะีเหล่ายอดยุทธบางส่วนพยายามควานหาตัวหรือตามแกะรอยเพียงใด ก็มิพบร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้ใ้เห็นแม้แต่น้อย ความเงียบงันของศัตรูยิ่งทำใ้บรรยากาศในยุทธภพตึงเครียด ราวกับว่าีพายุใหญ่ี่กำลังตั้งเค้า
ภายในกำแพงสูงตระหง่านของ สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย บรรยากาศเต็มไปด้วยความขลังและระเบียบวินัย ลานฝึกยุทธกว้างขวางปูด้วยหินทรายล้างสะอาดตา ศิษย์ในสำนักนับร้อยในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินขรึมกำลังฝึกปรือเพลงหอกและา เสียงอาวุธกระทบกันและเสียงโห่ร้องปลุกใจดังระงมบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของผู้พิทักษ์สินค้าอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ บรรดาศิษย์ี่นี่มิใช่เพียงจ้างมาคุ้มกัน แต่ทุกคนล้วนถูกฝึกสอนใ้ยึดมั่นในสัจจะมิต่างาผู้เป็นประมุข
หลังาการเดินทางรอนแรมฝ่าความยากลำบากนานนับเดือน ผ่านป่าเขาและเมืองน้อยใหญ่หนีการตามล่าอย่างลับๆ ในี่สุด ไป๋หย่งชิง และ ไป๋หย่งเจิ้ง ก็มาถึงหน้าประตูใหญ่ี่ีรูปปั้นสิงห์ทองเหลืองตั้งตระหง่าน ทันทีี่นางยื่นจดหมายลับของสาีใ้ผู้ดูแลประตู ข่าวการมาถึงของแขกผู้สำคัญก็ถูกรายงานถึงหูเจ้าสำนักกัวเฟิงทันที และนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งี่เขาเปิดโถงใหญ่ต้อนรับนางในทันทีโดยมิต้องรอนาน
ภายในโถงไม้ประดู่แกะสลักอย่างวิจิตร กัวเฟิง นั่งู่บนตั่งประธานในท่วงท่าี่เปี่ยมไปด้วยบารี เขาเป็นบุรุษวัยกลางคนี่ีร่างกายกำยำล่ำสันประดุจขุนเขา กลิ่นอายกำลังภายในี่แผ่ออกมาเข้มแข็งและมั่นคง สมฉายา “หอกคุณธรรมฟ้าคำรณ” ผู้เป็นี่ยอมรับทั่วหล้า ข้างกายเขาี กัวเทียนอวี้ บุตรชายผู้ีใบหน้าหล่อเหลาราวกับสลักาหยก ผิวพรรณสะอาดสะอ้านแฝงไว้ด้วยความสง่างาม เทียนอวี้มิได้ีดีเพียงหน้าตา แต่ชื่อเสียงในยุทธภพด้านความกตัญญูและวรยุทธี่ก้าวหน้าั้โดดเด่นจนผู้คนต่างชื่นชมว่า “ชาติพยัคฆ์ย่อมมิีูเป็นสุนัข”
กัวเฟิงมองสตรีหม้ายและหลานชายด้วยสายตาี่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกี่สั่นเครือเล็กน้อย
“ตอนี่ข้าไดู้้เรื่องี่เกิดกับตระกูลไป๋... ูๆ เลยว่าข้าเสียใจยิ่งนักี่ไม่สามารถไปช่วย้ไป๋ได้ทันเวลา ฮูหยิน... โปอภัยใ้พี่ชายผู้ี้ด้วยเิี่มา่า้าเกินไป”
ไป๋หย่งชิงี่แม้จะยังดูซูบซีดาการเดินทาง แต่ความสง่างามของนางยังคงสะกดสายตาผู้คน นางประสานมือตอบอย่างสุภาพ "ท่านประมุขกล่าวเกรงใจไปแล้ว ความจริงเรื่องี้หาใช่ความผิดของท่านไม่ คนี่โฉดชั่วและควรถูกประณามคือมารหน้าขาวผู้ั้ต่างา"
กัวเฟิงถอนหายใจยาว แววตาี่ดุดันบัดี้ดูเจ็บปวด “ข้ากับ้ไป๋คบาันมานานจนเหมือนเป็นพี่้แท้ๆ... ตั้งแตู่้ข่าว ข้าแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ ปรารถนาเพียงจะลากตัวมารหน้าขาวผู้ั้มาลงทัณฑ์ จะใช้หอกของข้าแทงัสักร้อยทีหมื่นทีใ้สาสมกับความโฉดชั่ว ก่อนจะสับัเป็นชิ้นๆ โยนใ้สุนัขกิน!”
สีหน้าและท่าทางี่เครียดแค้นชิงชังอย่างเปิดเผยของเขา ทำใ้นางู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก หย่งชิงนึกถึงสาีี่าไปอย่างโดดเดี่ยว รวมถึงความอัปยศี่นางได้รับาเฒ่ากูกู่เถิงในป่าืั้ ยิ่งทำใ้ความู้สึกโกรธแค้นในใจของนางพลุ่งพล่านจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว
กัวเฟิงเบนสายตาี่แหลมคมมายังบุรุษหนุ่มี่ยืนู่ข้างกายมารดา “เจ้าคือูชายของ้ไป๋งั้นรึ?”
ไป๋หย่งเจิ้งรีบลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม “ใช่แล้วครับท่านลุงผู้เยาว์ไป๋หย่งเจิ้ง ูชายของไป๋เจิ้งฉี คารวะท่านลุงกัวครับ”
กัวเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แววตาี่จ้องมองไป๋หย่งเจิ้งั้เต็มไปด้วยความชื่นชม “หน้าตาไม่เลว บุคลิกไม่เลว พรสวรรค์ไม่เลว และพื้นฐานการฝึกยุทธ์ก็ไม่เลวเลย สมกับเป็นูชายของ้ไป๋จริงๆ”
ไป๋หย่งเจิ้งรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ขอบคุณท่านลุงกัวี่กรุณาชมผู้เยาว์ครับ”
าั้กัวเฟิงหันไปกล่าวกับไป๋หย่งชิงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อย่างี่ได้บอกไปว่าข้ากับ้ไป๋ั้รักกันเหมือนพี่้แท้ๆ เมื่อเกิดเภทภัยกับครอบครัวของเขา ข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร ฮูหยิน... าี้ไปเจ้าแมู่พักู่ี่นี่าาเหมือนเป็้านตัวเองได้เลย ข้ารับรองว่ามารหน้าขาวนั่นจะไม่กล้ามาเหยียบี่สำนักคุ้มกันภัยแห่งี้แม้แต่ปลายเล็บ!”
ไป๋หย่งชิงและบุตรชายรีบลุกขึ้นหวังจะกราบขอบคุณอย่างสุดซึ้ง แต่กัวเฟิงกลับรีบโบกมือห้าม “ฮูหยินอย่าได้ทำเช่นี้! าท่านเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับสาีท่านเป็นเรื่องจริง ก็ขอใ้ท่านอย่าได้เกรงใจไปเลย”
แม้จะถูกห้าม แต่ไป๋หย่งชิงก็ยังคงกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบพระคุณท่านประมุขกัวี่ีเมตตาต่อคนสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างเรา”
“เดี๋ยวข้าจะใ้เทียนอวี้บุตรชายข้าพาทั้งคนไปยังี่พัก และหลังาี้ข้าจะสั่งใ้ช่างในเมืองสร้างป้ายวิญญาณของสาีท่านใ้อย่างดีี่สุด" กัวเฟิงกล่าว ก่อนจะหันไปสั่งบุตรชาย "เทียนอวี้... พาทั้งคนไปพักี่เรือนบุปผาโปรย จัดบ่าวรับใช้ดูแลใ้พร้อม อย่าใ้ขาดตกบกพร่องเป็นอันขาด”
กัวเทียนอวี้พยักหน้ารับคำสั่งบิดาอย่างเรียบร้อย
ก่อนี่ทั้งคู่จะเดินออกไป กัวเฟิงได้หันไปกำชับไป๋หย่งเจิ้งเป็นพิเศษ “อาเจิ้ง... ในฐานะี่เจ้าเป็นูชายของ้ไป๋ เจ้าต้องตั้งใจฝึกฝีมือใ้มาก เพลงาของพ่อเจ้าั้ร้ายกาจใช้ได้ แต่าจะสังหารมารหน้าขาวเพื่อแก้แค้นใ้พ่อเจ้า... ลำพังแ่เพลงาเดิมัยังไ่หรอก ความจริงแล้วหอตำราและหอฝึกิาตระกูลกัวไม่อนุญาตใ้คนนอกเข้า แต่ในเมื่อข้ากับพ่อเจ้าเปรียบเสมือนพี่้ ข้าก็จะไม่ถือว่าเจ้าเป็นคนอื่น อีกไม่กี่วันข้าจะเปิดหอี้ใ้เจ้าเข้าไปฝึกิา”
ไป๋หย่งเจิ้งตาเป็นประกายด้วยความหวัง "หอตำราตระกูลกัว..."
“ใช่... ี่นั่นเ็ตำราิายุทธาสำนัก่าๆ ในยุทธภพไว้มากมาย แม้จะไม่ครบทั้งหมดแต่ัก็เพียงพอจะทำใ้เจ้าก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว”
“ขอบพระคุณท่านลุงกัวี่เมตตา!” ไป๋หย่งเจิ้งประสานมือคำนับด้วยความตื้นตันใจ
กัวเฟิงยิ้มอย่างเมตตาก่อนจะหันไปสั่งูชายอีกครั้ง “เทียนอวี้ ทั้งคนเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยแล้ว นำทางไปพักผ่อนเถอะ”
กัวเทียนอวี้ก้าวเดินออกมาหาแมู่ด้วยท่าทางสง่างาม เขาประสานมือคารวะอย่างสุภาพ “ผู้เยาว์กัวเทียนอวี้ ทำความเคารพผู้อาวุโสไป๋ครับ”
ไป๋หย่งชิงยิ้มตอบและพยักหน้าเล็กน้อย ส่วนไป๋หย่งเจิ้งก็ประสานมือตอบกลับ “ผู้้ไป๋หย่งเจิ้ง าี้ขอฝากเนื้อฝากตัวกับพี่กัวด้วย”
กัวเทียนอวี้ยิ้มใ้อย่างเป็นกันเอง “อย่างี่ท่านพ่อพูด... าี้ไปเราเป็นคนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจอะไรกันทั้งั้ ีอะไรติดขัด สงสัย หรือต้องการใ้ข้าช่วยอะไรขอใ้บอกได้เต็มี่ เพราะาี้เราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว”
เขาสบตากับไป๋หย่งชิงแวบหนึ่งด้วยสายตาี่ยากจะอ่านออก ก่อนจะผายมือเชิญทั้งคู่ "เชิญครับ...”
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??